ระบบต่างๆ ในร่างกาย : ระบบผิวหนังมีหน้าที่ในการทำงานอย่างไร ประกอบด้วยอะไรบ้าง

ระบบต่างๆ ในร่างกาย : ระบบผิวหนัง

ผิวหนังจะช่วงสร้างวิตามินดีให้แก่ร่างกาย โดยแสงแดดจะเปลี่ยนไขมันชนิดหนึ่งที่ผิวหนังให้เป็นวิตามินดีได้

ระบบต่างๆ ในร่างกาย : มาทำความรู้จักกับระบบผิวหนัง ว่าประกอบไปด้วยอะไรบ้าง แต่ละส่วนมีหน้าที่ในการทำงานแตกต่างกันอย่างไร

ระบบผิวหนังทำหน้าที่ปกคลุมห่อหุ้มร่างกายทั้งหมด ซึ่งภายใต้ผิวหนังมีต่อมรับความรู้สึกอยู่มากมายเพื่อรับรู้การสัมผัส แรงกด ความเจ็บปวด และอุณหภูมิภายนอก ผิวหนังยังมีหน้าที่สำคัญในการควบคุมอุณหภูมิของร่างกายและยังมีบทบาทในการขับเหงื่อและไขมันอีกด้วย

ระบบผิวหนัง ประกอบไปด้วยอวัยวะอย่าง ผิวหนัง เส้นผม ขน เล็บ และต่อมมีท่อ ถึงแม้ว่าผิวหนังมีความหนาเพียงแค่ไม่กี่มิลลิเมตร แต่จัดว่าเป็นอวัยวะที่มีพื้นที่มากที่สุดของร่างกาย น้ำหนักรวมของผิวหนังในคนทั่วไปมีน้ำหนักมากถึง 5 กิโลกรัม และมีพื้นที่รวมกันกว่า 2 ตารางเมตร หน้าที่หลักของผิวหนังคือการเป็นด่านป้องกันไม่ให้อวัยวะภายใต้ได้รับอันตรายจากสารเคมี เชื้อโรค และแสงแดด ขณะที่เส้นผมและเล็บงอกช่วยเสริมการปกป้องอวัยวะใต้ผิวหนัง โดยส่วนใหญ่แล้ว ผิวหนังจะสามารถเลื่อนไปเลื่อนมาได้ ยกเว้นบางบริเวณ เช่น หนังศีรษะด้านนอกของใบหู ฝ่ามือ ฝ่าเท้า และตามรอยพับของข้อต่อต่างๆ

ผิวหนังประกอบไปด้วย 3 ส่วน

  • หนังกำพร้า (Epidermis)
  • หนังแท้ (Dermis)
  • ชั้นใต้ผิวหนัง (Subcutaneous Fat Layer)
โครงส้รางขผงผิหนัง, ระบบต่างๆ ในร่างกาย, ระบบห่อหุ้มร่างกาย, ระบบผิวหนัง
ภาพแสดงโครงสร้างชั้นต่างๆ ของผิวหนัง

หนังกำพร้า (Epidermis)

หรือเป็นที่รู้จักอีกชื่อว่า “ผิวหนังชั้นตื้น” หนังกำพร้าเป็นเนื้อเยื่อชั้นนอกสุดของผิวหนังที่ปกคลุมไปเกือบทั้งหมดของร่างกาย หนังกำพร้านั้นไม่มีเส้นเลือดมาหล่อเลี้ยง จึงต้องรับสารอาหารจากหนังแท้เท่านั้น ในชั้นหนังกำพร้ามีเซลล์ที่ชื่อ เมลาโนไซด์ (Melanocyte) มีหน้าที่ในการสร้างเม็ดสีเมลานิน (Melanin) ที่ทำให้สีผิวของแต่ละคนมีสีที่แตกต่างกัน หน้าที่หลักของหนังกำพร้าคือ การป้องกันอวัยวะภายในจากแสงแดด น้ำ และสารพิษต่างๆ รวมถึงเชื้อโรค ไม่ให้เข้าสู่ร่างกาย อีกทั้งยังมีหน้าที่ควบคุมอุณหภูมิของร่างกายด้วยการขับเหงื่ออีกด้วย นอกจากนี้ยังมีส่วนช่วยในการขับของเสียออกจากร่างกายด้วย

หนังแท้ (Dermis)

เป็นชั้นผิวหนังที่อยู่ถัดจากชั้นหนังกำพร้า มีความหนามากกว่าหนังกำพร้า ในชั้นหนังแท้จะประกอบไปด้วยโปรตีน 2 ชนิด ได้แก่ เนื้อเยื่อคอลลาเจน (Collagen) และเนื้อเยื่ออีลาสติน (Elastin)

เนื้อเยื้อคอลลาเจนจะมีส่วนช่วยทำให้ผิวหนังแข็งแรง และช่วยในการซ่อมแซมผิวหนังที่สึกหรอ ซึ่งถ้าสร้างในปริมาณที่มากเกินไปก็จะเกิดเป็นแผล ในส่วนของเนื้อเยื่ออีลาสตินจะช่วยให้ผิวหนังมีความยืดหยุ่น และในเนื้อเยื่อส่วนนี้ยังเป็นที่อยู่ของ หลอดเลือด เส้นประสาท ต่อมไขมัน และต่อมเหงื่อ โดยต่อมเหงื่อมีส่วนสำคัญในการปรับอุณหภูมิในร่างกาย การขับเหงื่อมีส่วนช่วยในการระบายความร้อนออกจากร่างกาย ในขณะที่อาการขนลุกนั้นเป็นการป้องกันการสูญเสียความร้อนออกจากร่างกาย จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเมื่ออากาศร้อน เราจึงถึงเหงื่อออก และในขณะที่อากาศหนาว จึงเกิดอาการขนลุกเกิดขึ้น

ระบบต่างๆ ในร่างกาย
ขนลุก เกิดจากการตอบสนองชั่วคราวของระบบประสาทอัตโนมัติซิมพาเทติก ทำให้เกิดการหดตัวของกล้ามเนื้อรอบขนขนาดเล็กซึ่งเกาะอยู่ที่บริเวณรูขุมขนทั่วร่างกายจนเกิดการตั้งชันของเส้นขน โดยอาการขนลุกอาจเกิดจากสิ่งเร้า เช่น อากาศหนาว หรืออารมณ์ความรู้สึก เช่น ความกลัว

ชั้นใต้ผิวหนัง (Subcutaneous Fat Layer or Hypodermis) 

มีอีกชื่อเรียกว่า “ชั้นไขมัน” ประกอบไปด้วยเซลล์ไขมันเป็นหลัก ชั้นใต้ผิวหนังแต่ละคนมีขนาดไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับจำนวนปริมาณไขมันสะสมของคนแต่ละคน ชั้นใต้ผิวหนังทําหน้าที่ให้ความอบอุ่นแก่ร่างกาย อีกทั้งยังทำหน้าที่ช่วยลดแรงกระแทกจากภายนอกอีกด้วย ชั้นไขมันจะพบเจอได้มากในบริเวณสะโพก เอว ต้นขา หรือที่เราเรียกกันติดปากว่า “เซลลูไลต์” (Cellulite) โดยเซลลูไลต์ก็สามารถพบเจอได้ในบุคคลที่มีรูปร่างผอมด้วยเช่นกัน

หน้าที่ของผิวหนัง 

นอกจากจะมีหน้าที่ในการปกป้องร่างกายจากอันตรายภายนอก และขับถ่ายออกเสียแล้ว ผิวหนังยังมีหน้าที่ในการรับความรู้สึกอีกด้วย โดยผิวหนังจะรับความรู้สึกแล้วส่งข้อมูลไปยังสมอง เพื่อให้สมองสั่งการให้ร่างกายตอบสนองอีกทีหนึ่ง นอกจากนี้ผิวหนังยังสามารถทำหน้าที่ดูดซึมสารบางชนิดที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายได้อีกด้วย เช่น ยาทาบรรเทาอากาศแก้ปวด อีกทั้งผิวหนังยังทำหน้าที่รายงานความผิดปกติของร่างกายอีกด้วย โดยจะแสดงออกมาให้เห็นได้ทางผิวหนัง เช่น อาการหน้าแดง ผืนแดงขึ้นเนื่องจากการแพ้ยาหรือการแพ้อาหาร

ระบบต่างๆ ในร่างกาย
การบริโภควิตามิน เอ ในปริมาณที่มากจนเกินไป อาจจะทำให้สีผิวเปลี่ยนเป็นสีเหลือง หรือในบางรายอาจเปลี่ยนเป็นสีส้ม

***แปลและเรียบเรียงโดย รชตะ ปิวาวัฒนพานิช
โครงการนักศึกษาฝึกงาน กองบรรณาธิการ นิตยสารเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย 


อ่านเพิ่มเติม

ดอกไม้รับรู้คลื่นเสียงได้ โดยใช้กลีบดอก

 

เรื่องแนะนำ

NGT x SaySci Ep.4 “ผงซักฟอกและสารลดแรงตึงผิว”

ผงซักฟอก และสารทำความสะอาดต่างๆ ที่เราใช้กันในชีวิตประจำวันนั้น สามารถขจัดคราบสกปรกบนวัสดุและพื้นผิวได้อย่างไร? แล้วทำไมต้องใช้สารทำความสะอาดร่วมกับน้ำ? มาร่วมหาคำตอบไปพร้อมๆ กัน

Robo-Dog หุ่นยนต์สำรวจใต้น้ำลึก

Robo-Dog หุ่นยนต์สำรวจใต้น้ำลึก Marcello Calisti นักสำรวจจากเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก เป็นหัวหน้าโครงการ SILVER (Seabed-Interaction Legged Vehicle for Exploration and Research) โครงการสำรวจใต้น้ำใหม่ที่ใช้หุ่นยนต์แทนนักประดาน้ำ โดยฟุตเทจที่คุณผู้อ่านจะได้ชมนี้ เป็นซากของเรืออับปางบริเวณเกาะ Elba ของอิตาลี ที่หุ่ยนต์สำรวจเป็นผู้ถ่ายไว้ ด้วยขาทั้งสี่ข้างที่เลียนแบบมาจากการเคลื่อนไหวของสัตว์ หุ่นสำรวจ SILVER สามารถเดินท่องไปบนพื้นของมหาสมุทรทั้งยังสามารถเปลี่ยนรูปแบบจากการเดินเป็นการคลาน และยังสามารถกระโดดได้อีกด้วย เมื่อต้องสำรวจในสภาพแวดล้อมต่างๆ ซึ่งเทคโนโลยีใหม่นี้ใช้พลังงานน้อยกว่าการสำรวจด้วยเรือดำน้ำหรือโดรน ทั้งยังปลอดภัยสำหรับนักประดาน้ำในการสำรวจพื้นที่ที่ยากต่อการเข้าถึง นอกจากนั้นทีมนักวิจัยคาดหวังว่าในอนาคตพวกเขาจะใช่ SILVER ในการสำรวจประชากรสัตว์น้ำ หรือเก็บตัวอย่างจากก้นทะเล   อ่านเพิ่มเติม 5 ตัวอย่างที่โดรนใต้น้ำกำลังช่วยปกป้องมหาสมุทรให้เรา

ไดโนเสาร์สายพันธุ์ใหม่ เป็นสัตว์ขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่มีมาบนโลก

ไดโนเสาร์สายพันธุ์ใหม่ เป็นสัตว์ขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่มีมาบนโลก ชื่อของซอโรพอดสายพันธุ์ใหม่ที่เพิ่งถูกค้นพบ ไม่เพียงแต่เป็นไดโนเสาร์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเท่านั้น แต่มันยังเป็นสัตว์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมาบนโลกอีกด้วย ข้อสรุปทางวิทยาศาสตร์ที่มีต่อขนาดอันใหญ่โตมโหฬารของเจ้าสิ่งมีชีวิตชนิดนี้ ผู้เคยย่ำเท้าไปบนผืนแผ่นดินของอาร์เจนตินาในปัจจุบัน ในยุคครีเตเชียส ไดโนเสาร์ตัวนี้มีนามว่า Patagotitan Mayorum เป็นไดโนเสาร์กืนพืชพันธุ์คอยาวที่มีชีวิตอยู่เมื่อ 102 ล้านปีก่อน ขนาดของมันยาวถึง 120 ฟุต และมีน้ำหนักมากถึง 69 ตัน หรือเทียบเท่ากับน้ำหนักของช้างแอฟริกันจำนวน 12 เชือกรวมกัน ด้วยคุณสมบัติดังกล่าว ส่งผลให้มันเป็นไดโนเสาร์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดบนโลกเท่าที่เคยมีมา ใหญ่กว่า Dreadnoughtus ที่ถูกค้นพบก่อนหน้านี้ เมื่อโฮเซ ลูอิส และ ดีเอโก โป นักบรรพชีวินวิทยา จากพิพิธภัณฑ์ Egidio Feruglio Paleontology ค้นพบบางส่วนของฟอสซิลมันเข้า ในฟาร์มแห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่ในภูมิภาคพาทาโกเนีย ทางตอนใต้ของอาร์เจนตินา พวกเขารู้ได้ทันทีว่าเจ้าตัวนี้ต้องมีขนาดใหญ่เอามากๆ ทีมนักสำรวจใช้เวลามากกว่า 1 ปี ในการขุดเอาฟอสซิลออกมาอย่างระมัดระวัง เคนเนท ลาโควารา นักบรรพชีวินวิทยาจากมหาวิทยาลัยโรวัน และเป็นผู้ค้นพบ Dreadnoughtus ถึงกับเห็นใจทีมงานเมื่อนึกถึงสิ่งที่พวกเขาต้องทำ “นึกถึงหยาดเหงื่อ แรงงานของพวกเขาสิที่ต้องสูญเสียไปกับการขุดเอากระดูกออกมาจากพื้นดิน ขนย้ายอย่างระมัดระวังที่สุดไปยังพิพิธภัณฑ์” […]

โลกอนาคต : หรือนี่คือโฉมหน้าของเมืองในอีกร้อยปีข้างหน้า

จินตนาการภาพของเมืองในอีกร้อยปีข้างหน้า การออกแบบจะเป็นอย่างไรเมื่อโจทย์ใหญ่คือการต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ