ภาพสุดท้ายก่อนหลับใหลไปตลอดกาลของรถสำรวจ ออปเพอร์จูนิที (Opportunity)

รถสำรวจ ออปเพอร์จูนิที (Opportunity): ปิดตำนานกว่า 15 ปีกับภารกิจหาร่องรอยน้ำบนดาวอังคาร

หลังจากเงียบหายไปร่วมปี ล่าสุดปาฏิหาริย์ก็ไม่มีอยู่จริง เมื่อนาซาได้ออกมาแถลงข่าวยืนยันแล้วว่าภารกิจบนดาวอังคารของรถสำรวจ ออปเพอร์จูนิที (Opportunity) ได้สิ้นสุดลงอย่างเป็นทางการ

รถสำรวจ Opportunity ปฏิบัติภารกิจครั้งแรกใน พ.ศ. 2546 พร้อมกับรถสำรวจคู่หูที่ชื่อว่า Spirit ก่อนจะลงจอดบนพื้นผิวของดาวอังคาร ในวันที่ 25 มกราคม ในปีถัดมา โดยมีเป้าหมายคือการหาคำตอบเกี่ยวกับร่องรอยของน้ำบนดาวอังคาร

ออปเพอร์จูนิที
นับตั้งแต่ลงจอดที่ดาวอังคาร ทั้ง Opportunity และ Spirit ต่างส่งภาพความละเอียดสูงกว่าหลายแสนภาพกลับมายังโลก เพื่อใช้ในการศึกษาต่อไปว่าครั้งหนึ่งดาวอังคารเคยมีน้ำหรือไม่

เริ่มแรก รถสำรวจทั้งสองได้รับการวางแผนให้ทำภารกิจเพียงแค่ 90 Solar Days (SOLs: Solar Day ซึ่งเท่ากับ 92 วันตามเวลาโลก) แต่รถสำรวจ Opportunity ก็หักปากกาเซียน และสามารถอยู่รอดสำรวจดาวอังคารมาได้เกือบ 15 ปีด้วยกัน โดยวันสุดท้ายของการทำภารกิจคือเมื่อวันที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2561 ทำให้มันกลายเป็นรถสำรวจภาคพื้นผิวที่วิ่งได้ยาวนานที่สุดเท่าที่นาซาเคยมีมา

โดยในวันดังกล่าว Opportunity ได้เผชิญกับพายุฝุ่นอย่างรุนแรง ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นบนดาวอังคารอยู่แล้ว เนื่องจากไอร้อนจากดวงอาทิตย์ทำให้ฝุ่นที่อยู่บนพื้นผิวของดาวอังคารก่อตัวและลอยขึ้นไปบนชั้นบรรยากาศ โดยปกติแล้วพายุฝุ่นจะกินระยะเวลาไม่นานเพียงแค่ไม่กี่สัปดาห์ก็จบลงไป ทว่าครั้งนี้ความรุนแรงของพายุฝุ่นถือว่ามีความรุนแรงเป็นอย่างมาก ทำให้นาซ่าไม่มีทางเลือก นอกจากให้รถสำรวจจำศีลเข้าสู่โหมดประหยัดพลังงาน

หลังจากพายุฝุ่นเริ่มอ่อนกำลังลง นาซ่าก็ได้พยายามติดต่อกับรถสำรวจ Opportunity อีกครั้ง แต่ครั้งแล้วครั้งเล่าก็ไม่ประสบผลสำเร็จ จนทำให้เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา นาซ่าประกาศยุติภารกิจลงไปอย่างเป็นทางการ

โดยก่อนที่รถสำรวจ Opportunity จะหลับใหลตลอดกาลไม่ตื่นขึ้นมาอีก มันก็ได้ส่งรูปสุดท้ายที่ถ่ายได้กลับมายังโลก

ออปเพอร์จูนิที
ภาพสุดท้ายก่อนหลับใหลตลอดกาลไม่มีวันตื่นของรถOpportunity (ขอขอบคุณภาพจาก NASA)

จุดขาวๆ ในรูปนั้นไม่ใช่ดวงดาวแต่อย่างใด หากแต่เป็นเพียงแค่จุด noise ของกล้องเท่านั้น ในส่วนของภาพดำๆ นั้นเกิดขึ้นจากความรุนแรงของพายุฝุ่น หากสังเกตที่บริเวณใต้รูป จะเห็นว่าเป็นภาพแถบสีดำมืดสนิท สาเหตุเกิดมาจาก ขณะที่กำลังส่งข้อมูลกลับมายังโลกนั้น สัญญาณได้ถูกคลื่นรบกวนอย่างหนัก ทำให้ข้อมูลที่ส่งมานั้นไม่ได้ถูกส่งกลับมาทั้งหมด

ภารกิจการสำรวจพื้นผิวดาวอังคารของรถสำรวจ Opportunity ถือว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก โดยระยะทางรวมที่รถสำรวจเดินทางได้สูงถึง 45 กิโลเมตร และภาพถ่ายกว่า 217,000 ภาพที่ส่งกลับมายังโลก เป็นหลักฐานแสดงให้เห็นว่าในอดีตดาวอังคารเคยมีน้ำอยู่มาก พร้อมกับมีความเหมาะสมสำหรับการอยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิต

ทั้งนี้ดาวอังคารจะยังได้รับการสำรวจต่อไปโดยรถสำรวจ Curiosity และยานลงจอด InSight

ได้พักผ่อนสักทีนะเจ้า Opportunity..

ออปเพอร์จูนิที
ภาพการ์ตูนที่แสดงให้เห็นว่าในตลอดระยะเวลากว่าหนึ่งปีของพายุฝุ่นที่รถสำรวจ Opportunity เจอนั้นเป็นยังไงบ้าง ขอขอบคุณภาพจากผู้ใช้ Reddit ยูเซอร์ u/AmyRevivess

***แปลและเรียบเรียงโดย รชตะ ปิวาวัฒนพานิช
โครงการนักศึกษาฝึกงาน กองบรรณาธิการ นิตยสารเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย 


อ่านเพิ่มเติม : มนุษย์จะมีลูกบนดาวอังคารได้ไหม มันอาจยากกว่าที่คุณคิด

เรื่องแนะนำ

ความจำของมนุษย์ : คนเราสร้างความทรงจำ บางครากลับหวนคิด แต่บางทีกลับลืมเลือนได้อย่างไร?

ตั้งแต่ช่วงเวลาที่เราลืมตาดูโลก สมองของเราก็เริ่มเปิดรับข้อมูลจำนวนมหาศาล ซึ่งมีทั้งเรื่องของตัวเราและเรื่องอื่นๆ รอบตัว ดังนั้นจึงเกิดคำถามว่า เราจะยึดมั่นกับทุกสิ่งที่เราเรียนรู้และมีประสบการณ์ได้อย่างไร? คำตอบคือ ความทรงจำ

ฉลามหัวบาตร (Bull shark)

ฉลามหัวบาตร ผู้ล่าที่กลับมาปรากฏบนหน้าสื่ออีกครั้ง หลังจากการจู่โจมเด็กชายที่จังหวัดสตูล แม้ว่านักวิทยาศาสตร์ได้ระบุชนิดพันธุ์ของปลาฉลามที่พบบนโลกนี้มากกว่า 500 ชนิด แต่มีเพียงสามชนิดเท่านั้นที่มีรายงานการทำร้ายมนุษย์ ได้แก่ ฉลามขาว (Carcharodon carcharias) ฉลามเสือ (Galeocerdo cuvier) และ ฉลามหัวบาตร (Carcharhinus leucas) ในแง่ชีววิทยาจากคำกล่าวของผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับฉลามหัวบาตร จัดว่าเป็นปลาฉลามที่อันตรายที่สุด เนื่องจากมีถิ่นที่อยู่อาศัยตามชายฝั่งที่ความลึกประมาณ 30 เมตร ซึ่งสามารถพบเจอกับมนุษย์ได้ง่าย “ปลาฉลามหัวบาตรอาศัยอยู่ในเขตน้ำตื้น ซึ่งหมายความว่ามีโอกาสอยู่ใกล้กับแหล่งกิจกรรมของมนุษย์ และพบเจอกับมนุษย์ที่กำลังว่ายน้ำในบริเวณนั้น” จอร์จ เบอร์จีส์ ผู้รวบรวมเหตุการณ์ปลาฉลามจู่โจมมนุษย์ ที่พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาในเกนส์วิลล์ กล่าว ปลาฉลามหัวบาตรสามารถปรับตัวให้อยู่ในน้ำจืดได้ บางครั้งพบในแม่น้ำใหญ่ที่ห่างจากทะเลนับร้อยกิโลเมตร เช่นแม่น้ำมิสซิสซิปปี แม่น้ำแอมะซอน แม่น้ำแซมบีซี แม่น้ำไทกริส  แม่น้ำแยงซี ทะเลสาบนิคารากัว โดยปลาฉลามชนิดนี้มักว่ายเข้ามาจากปากแม่น้ำที่ติดต่อกับทะเล มีรายงานพบอยู่ห่างจากทะเลมากที่สุด คือแม่น้ำแอมะซอนในทวีปอเมริกาใต้ ปลาฉลามหัวบาตรมีระบบการรักษาสมดุลเกลือในร่างกายที่สามารถปรับตัวให้อาศัยอยู่ในน้ำจืดได้ ด้วยต่อมบริเวณทวารหนักที่ทำหน้าที่เหมือนวาล์วเปิดปิดปัสสาวะ คอยควบคุมปริมาณเกลือให้สมดุลกับร่างกาย อีกทั้งการที่มีส่วนหัวขนาดใหญ่ทำให้ได้เปรียบกว่าปลาฉลามกินเนื้อชนิดอื่นๆ ด้วยการที่มีรูรับประสาทสัมผัสที่ส่วนจมูกมากกว่า ทำให้ปลาฉลามหัวบาตรรับรู้สนามไฟฟ้าได้เป็นอย่างดี จนสามารถรับรู้ได้ถึงเสียงหัวใจเต้นของมนุษย์ได้ อย่างไรก็ตาม ฉลามหัวบาตรยังไม่สามารถใช้ชีวิตได้อย่างสมบูรณ์ในน้ำจืด ยังคงต้องรับน้ำเค็มในบริเวณปากแม่น้ำเป็นระยะ กลยุทธ์การล่าอย่างหนึ่งของฉลามหัวบาตรคือว่ายวนอยู่ในบริเวณที่น้ำขุ่นและซุ่มโจมตี เนื่องจากเหยื่อที่อาศัยอยู่ในน้ำมีทัศนวิสัยไม่ชัดเจน […]

เมื่อพายุมาทุกคนวิ่งหนี แต่พวกเขาพุ่งเข้าใส่เพื่อการวิจัย

หากต้องการตรวจสอบการทำงานของพายุ อย่างเฮอริเคนเออร์มาหรือเฮอริเคนฮาร์วีย์ บรรดานักล่าพายุเหล่านี้จำเป็นต้องพุ่งเข้าใส่ยังตาพายุ พวกเขาขับเครื่องบินฝ่าลมฝนอันเกรี้ยวกราด ซึ่งในบางครั้งมาพร้อมกับสายฟ้ารุนแรงและลูกเห็บ คลิปวิดีโอที่จะได้ชมนี้เป็นการทำงานของทีมนักล่าพายุโดย National Oceanic และ Atmospheric Administration ที่ทำการเก็บข้อมูลของพายุเฮอริเคนเออมาร์ พายุระดับ 5 หรือระดับที่มีความรุนแรงที่สุด ด้วยเกณฑ์ในการจำแนกกำลังลมที่มากกว่า 252 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งความรุนแรงของพายุเออร์มานั้นมีกำลังลมสูงถึง 297 กิโลเมตรต่อชั่วโมงเลยทีเดียว กัปตันผู้ขับเครื่องบินตัดสินใจมุ่งหน้าสู่ใจกลางพายุ เมื่อวันที่ 3 กันยายนที่ผ่านมา พวกเขาเสี่ยงชีวิตเพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลของความกดอากาศ, อุณหภูมิ, ความเร็วลม และทิศทาง ซึ่งข้อมูลทั้งหมดนี้ถูกเก็บโดยอุปกรณ์ที่เรียกว่า “Dropsondes” ตัวอุปกรณ์จะถูกปล่อยลงมาจากเครื่องบิน ซึ่งในการสำรวจเฮอริเคนเออร์มาล่าสุด พวกเขาปล่อย Dropsondes ไปจำนวนรวม 30 อัน ทั้งนี้เฮอริเคนเออร์มาจะมุ่งหน้าต่อไปยังทะเลแคริบเบียน โดยพายุเฮอริเคนลูกนี้นับได้ว่าเป็นเฮอริเคนลูกใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมาในมหาสมุทรแอตแลนติก   อ่านเพิ่มเติม :  ระบบสุริยะจักรวาลกว้างใหญ่แค่ไหน? ชายคนนี้จะมาจำลองให้ดู, ชมแผ่นน้ำแข็งทรงกลมค่อยๆ หมุนอยู่บนผิวน้ำ