ฮิปโปแคมป์ : ทำความรู้จักกับดาวบริวารดวงล่าสุดของดาวเคราะห์สีน้ำเงินยักษ์

มาทำความรู้จักกับดาวบริวารดวงใหม่ของดาวเนปจูนอย่าง ฮิปโปแคมป์ (Hippocamp)

ในปี พ.ศ. 2532 ยานวอยเอเจอร์ 2 (Voyager 2) ได้บินผ่านดาวเนปจูนและได้สังเกตเห็นถึงดาวบริวารชั้นในทั้งหมด 6 ดวง ณ ตอนนั้นฮิปโปแคมป์ (Hippocamp) ที่โคจรอยู่ระหว่างโพรเทียสและลาริสซายังไม่ถูกค้นพบ โดยมาถูกค้นพบในภายหลังโดย มาร์ก โชเวลเตอร์ ในปี พ.ศ. 2556 ผ่านการส่องกล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิล

หลังจากซ่อนตัวอยู่ในวงโคจรของดาวเนปจูน อยู่นานกว่าหลายพันล้านปี ล่าสุดตอนนี้ดวงจันทร์ขนาดเล็กดวงนี้ก็ได้มีชื่อเป็นของตัวเองเป็นที่เรียบร้อย

“เป็นเรื่องยากลำบากมาก กว่าเราจะหามัน (ฮิปโปแคมป์) เจอ” มาร์ก โชเวลเตอร์ นักวิทยาศาสตร์ที่ศึกษาเกี่ยวกับดวงดาว จากสถาบันเซติ (SETI Institute: Search for Extraterrestrial Intelligence) ผู้ค้นพบดวงจันทร์ดวงนี้ครั้งแรกในปี พ.ศ. 2556 อธิบายถึงความยากของการค้นพบครั้งนี้ไว้ในวารสาร Nature ทำให้เท่ากับว่าตอนนี้ดาวบริวารของดาวเนปจูนก็มีเพิ่มขึ้นอีก 1 ดวง เป็นทั้งหมด 14 ดวง

มาร์กได้ตั้งชื่อเจ้าดวงจันทร์เล็กๆ นี้ว่า “ฮิปโปแคมป์” (Hippocamp) มาจากสัตว์ตามจินตนาการในเทพปกรณัมกรีก เป็นม้าทะเลที่มีท่อนบนเป็นม้า ท่อนล่างเป็นปลา มีเกล็ดและหางคดโค้งเหมือนหางเงือก มีรูปร่างลักษณะคล้ายกับ ม้าน้ำในปัจจุบัน ซึ่งถือเป็นหนึ่งในสัตว์น้ำที่เขาโปรดปรานมากที่สุด

ด้วยความที่มันตั้งอยู่ค่อนข้างใกล้ดาวกับเนปจูนและมีเส้นผ่าศูนย์กลางเพียง 34 กิโลเมตร โดยขนาดของมันเล็กพอที่จะเอาไปใส่ไว้ในส่วนที่แคบที่สุดของช่องแคบอังกฤษได้เลย เพราะเหตุนี้เองทำให้การค้นหากินเวลานานหลายปี เนื่องจากต้องไปค้นหารูปภาพของมันรูปต่อรูปจากกล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิล

ทั้งหมดเกิดจากเหตุบังเอิญ

การค้นพบดวงจันทร์ในครั้งนี้ อาจจะเรียกว่าเป็นเรื่อง “บังเอิญ” ก็ว่าได้ เพราะตอนแรกนั้น มาร์กต้องการจะสังเกตไปที่วงแหวนของดาวเนปจูนมากกว่า เขาและทีมงานได้ทำการเล็งกล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิลไปที่ดวงเคราะห์ดังกล่าวในปี พ.ศ. 2547 2548 และ 2552 พร้อมกับหวังว่าจะได้เห็นชิ้นส่วนของวงแหวนประหลาดที่พาดอยู่กับดาวเคราะห์สีน้ำเงินขนาดใหญ่ดวงนี้ แต่เนื่องจากส่วนโค้งวงแหวนนั้นมีความอ่อนแอมาก ทีมงานจึงได้ทำการซ้อนภาพที่ได้จากกล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิล เพื่อที่จะขยายความไวของกล้องโทรทรรศน์

ฮิปโปแคมป์
1 ปีบนดาวเนปจูน มีเวลาเท่ากับ 165 ปีตามเวลาบนโลก

กระนั้นเอง ทำให้มาร์กและทีมงานตัดสินใจใช้เทคนิคนี้ในการค้นหาดวงจันทร์

เขาได้สังเกตเห็นดวงจันทร์ชั้นในของดาวเนปจูนอย่าง โพรเทียส (Proteus) ทาแลสซา (Thalassa) แกลาเทีย (Galatea) ดิสพีนา (Despina) ลาริสซา (Larissa) และ เนแอด (Naiad) ดวงจันทร์ที่พวกเราเห็นกันครั้งสุดท้ายตอนที่ยานอวกาศวอยเอเจอร์ 2 (Voyager 2) บินผ่านในปี พ.ศ. 2532 แต่ทว่า ท่ามกลางดวงดาวที่อยู่ห่างไกลพวกนั้น เขาก็ได้สังเกตเห็นถึงวัตถุประหลาด ที่มีการเคลื่อนไหวและลักษณะแสงคล้ายดวงจันทร์ เว้นแต่ครั้งนี้มันคือวัตถุที่ไม่มีใครเคยพบเห็นมาก่อน

หลังจากสังเกตการเคลื่อนไหวของจุดจางๆ นั้นอย่างถี่ถ้วน มาร์กและทีมงานก็ได้คำตอบว่า จุดที่พวกเขาพบเห็นนั้นคือดวงจันทร์จริงๆ มิใช่ความผิดปกติที่เกิดขึ้นจากกล้องแต่อย่างใด ทำให้พวกเขารู้สึกภาคภูมิใจเป็นอย่างมาก

จากความสว่างและข้อมูลที่ได้จากการสังเกตการณ์ของอีกแคมเปญในปี พ.ศ. 2559 พวกเขาก็ได้ประเมินขนาดของพวกมัน ว่ามีรูปร่างลักษณะเป็นอย่างไร

“สิ่งที่เราเห็นคือ.. ถ้าให้พูดตรงๆ เลยนะ พวกผมเห็นเป็นแค่จุดเล็กๆ เท่านั้น”  มาร์กเปิดใจ

การกำเนิดของฮิปโปแคมป์ (Hippocamp)

เรื่องที่น่าสงสัยยิ่งกว่านั้นคือ วงโคจรของฮิปโปแคมป์ซึ่งอยู่ติดกับโพรเทียส (ดวงจันทร์ชั้นในที่ใหญ่ที่สุดของดาวเนปจูน) ระยะห่างของดาวบริวารทั้งสองมีความใกล้เคียงกันมาก เพียงแค่ 12,070 กิโลเมตรเท่านั้น ทำให้เป็นไปแทบจะไม่มีความเป็นไปได้เลยที่อยู่ดีๆ ฮิปโปแคมป์จะไปมีวงโคจรอยู่ในบริเวณนั้น

มาร์กเลยตั้งข้อสังเกตขึ้นมาว่า การกำเนิดของพวกมันอาจจะมาจากการที่มีดาวหางพุ่งเข้าชนโพรเทียสทำให้เศษซากของมันจากการพุ่งชนของดาวหางครั้งนั้นหลุดเข้าไปในวงโคจรรอบๆ ดาวเนปจูน จนในที่สุดเศษซากพวกนั้นก็ได้รวมตัวกันขึ้นมาเป็นดวงจันทร์ดวงใหม่

“เป็นเรื่องปกติของสถานที่บริเวณดาวเนปจูนอยู่แล้ว ที่เวลาอะไรสักอย่างแตกสลาย เศษซากของพวกมันจะกลับมารวมตัวกันอีกครั้งหนึ่งในรูปแบบของดาวบริวาร” มาร์กกล่าว “โดยดวงจันทร์ชั้นในจำนวนมากของพวกดาวพฤหัสบดี ดาวเสาร์ ดาวยูเรนัส และดาวเนปจูน ก็อาจจะพบกับการแตกสลายเป็นเศษซากมาแล้วหลายครั้งในประวัติศาสตร์ของพวกมัน”

แต่สำหรับในกรณีของฮิปโปแคมป์และวัตถุอื่นๆ ในห้วงอวกาศ หากอยากจะศึกษาข้อมูลของพวกมันในเชิงลึก คงต้องพึ่งเครื่องมือที่มีความละเอียด และความคมชัดกว่ากล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิล หรืออาจจะต้องส่งยานอวกาศเข้าไปสำรวจโดยเฉพาะเลยทีเดียว

จริงอยู่ที่การหาวัตถุเฉกเช่นฮิปโปแคมป์ การใช้กล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิลก็อาจจะเพียงพอแล้ว แต่หากจะศึกษาพวกมันในเชิงลึกล่ะก็ อาจจะต้องใช้เครื่องมือที่มีประสิทธิภาพมากกว่านี้

***แปลและเรียบเรียงโดย รชตะ ปิวาวัฒนพานิช
โครงการนักศึกษาฝึกงาน กองบรรณาธิการ นิตยสารเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย 


อ่านเพิ่มเติม : รถสำรวจ ออปเพอร์จูนิที (Opportunity): ปิดตำนานกว่า 15 ปีกับภารกิจหาร่องรอยน้ำบนดาวอังคาร

Opportunity

 

เรื่องแนะนำ

การเจริญเติบโตของพืช : การงอกของเมล็ด

การงอกของเมล็ด จำเป็นต้องอาศัยปัจจัยภายนอกที่เหมาะสม จึงสามารถส่งผลให้เกิดกระบวนการงอกของเมล็ดได้ การงอกของเมล็ด ต้องได้รับสภาพแวดล้อมภายนอกที่เหมาะสมมากระตุ้นการเปลี่ยนแปลงภายในเมล็ด ซึ่งเกี่ยวข้องกับหลายกระบวนการ เริ่มตั้งแต่เมล็ดมีการดูดน้ำเพื่อทำให้เซลล์ได้รับน้ำเข้าไป จึงเริ่มมีการทำงานของเอนไซม์สำหรับย่อยอาหารที่เก็บสะสมไว้ในการพัฒนาของต้นกล้า ปัจจัยในการงอกของเมล็ด 1. การมีชีวิตของเมล็ด นับว่าเป็นปัจจัยสำคัญในการเพาะเมล็ด สาเหตุที่เมล็ดไม่สมบูรณ์ หรือมีอายุสั้น อาจเนื่องจากการเจริญเติบโตของเมล็ดไม่เหมาะสมขณะที่ยังอยู่บนต้นแม่ หรือเนื่องจากได้รับอันตราย ขณะทำการเก็บเกี่ยว หรือขบวนการในการผลิตเมล็ดไม่ดีพอ (อ่านเพิ่มเติม: การสร้างเล็ดของพืชดอก) 2. สภาพแวดล้อมในขณะเพาะ เมล็ดต้องอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม ดังนี้ น้ำ เป็นตัวทำให้เปลือกเมล็ดอ่อนตัว และเป็นตัวทำละลายอาหารสะสมภายในเมล็ด ที่อยู่ในสภาวะที่เป็นของแข็ง ให้เปลี่ยนเป็นของเหลว และเคลื่อนที่ได้ ทำให้จุดเจริญของเมล็ดนำไปใช้ได้ แสง เมล็ดเมื่อเริ่มงอก จะมีทั้งชนิดที่ต้องการแสง ชอบแสง และไม่ต้องการแสง ส่วนใหญ่เมล็ดเมื่อเริ่มงอก จะไม่ต้องการแสง ดังนั้น การเพาะเมล็ดโดยทั่วไป จึงมักกลบดินปิดเมล็ดเสมอ แต่แสงจะมีความจำเป็น หลังจากที่เมล็ดงอกแล้ว ขณะที่เป็นต้นกล้า แสงที่พอเหมาะจะทำให้ต้นกล้าแข็งแรง และเจริญเติบโตได้ดี อุณหภูมิ อุณหภูมิที่เหมาะสม ช่วยให้เมล็ดดูดน้ำได้เร็วขึ้น กระบวนการใน การงอกของเมล็ด เกิดขึ้นเร็ว และช่วยให้เมล็ดงอกได้เร็วขึ้น อุณหภูมิที่เหมาะสมสำหรับพืชแต่ละชนิด จะไม่เท่ากัน […]

พายุไต้ฝุ่นฮากิบิส : พายุที่สร้างความกังวลไปทั่วญี่ปุ่น

ญี่ปุ่นเตรียมพร้อมรับมือกับ พายุไต้ฝุ่นฮากิบิส ที่กำลังจะเคลื่อนตัวขึ้นฝั่งในสุดสัปดาห์นี้ หนึ่งในพายุที่รุนแรงมากที่สุดลูกหนึ่งในปีนี้ กำลังเคลื่อนตัวขึ้นฝั่งทางตะวันออกของญี่ปุ่นในช่วงสุดสัปดาห์นี้ คาดว่าส่งผลกระทบเป็นวงกว้างทั้งประเทศ พายุไต้ฝุ่นฮากิบิส อาจส่งผลให้เกิดฝนตกหนัก ทางการเตรียมออกประกาศเตือนประชาชนล่วงหน้า และเตรียมรับมือกับพายุครั้งนี้ กรมอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่น รายงาน “พายุไต้ฝุ่นจะเคลื่อนตัวขึ้นฝั่งที่ภูมิภาคโตไค หรือคันโต ในวันเสาร์ที่จะถึงนี้ (12 ตุลาคม 2019)” ยาซูชิ คาจิฮาระ เจ้าหน้าที่กรมอุตุนิยมวิทยา กล่าวและเสริมว่า “จากความรุนแรงของพายุ และความสูงของคลื่น เรากำลังเฝ้าดูความเป็นไปได้ของการเคลื่อนตัวขึ้นฝั่งที่ภูมิภาคคันโตะ” กรมอุตุนิยมวิทยาของญี่ปุ่นจัดให้พายุไต้ฝุ่นฮากิบิสอยู่ในระดับ “รุนแรงมาก” โดยพายุมีทิศทางการเคลื่อนตัวไปทางเหนือของมหาสมุทรแปซิฟิก และเคลื่อนตัวผ่านเกาะฮอนชูของประเทศญี่ปุ่น อ่านเพิ่มเติม : ความรุนแรงของพายุ ไต้ฝุ่นฮากิบิสอาจสร้างความเสียหายได้เทียบเท่ากับพายุไต้ฝุ่นที่เกิดขึ้นในปี 1958 ซึ่งส่งผลให้มีประชาชนเสียชีวิตราว 1,200 คนในภูมิภาคคันโต และเกาะอีซุ นอกจากนี้ พายุไต้ฝุ่นฮากิบิสสามารถก่อให้เกิดคลื่นซัดชายฝั่ง (Strom surge) ที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อประชาชนที่อาศัยอยู่แนวชายฝั่งของเกาะฮอนชู และอาจเกิดน้ำท่วมฉับพลัน ข้อมูลล่าสุดของพายุไต้ฝุ่นฮากิบิส (เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2019) การเคลื่อนที่ 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ความเร็วลม 180 กิโลเมตรต่อชั่วโมง […]

ทุกอย่างเกี่ยวกับดวงดาวที่คุณอาจจะยังไม่เคยรู้มาก่อน

นอกจากจะช่วยนักเดินทางสำรวจท้องทะเลในอดีตแล้ว ปัจจุบันดาวก็ยังมีหน้าที่ช่วยนักวิทยาศาสตร์หาคำตอบเกี่ยวกับจักรวาลอีกด้วย

การตอบสนองของพืช (Plant Responses)

การตอบสนองของพืช กลไกทางชีวภาพเพื่อความอยู่รอดของสายพันธุ์ ลักษณะที่สำคัญประการหนึ่งของสิ่งมีชีวิต คือ การตอบสนองต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่ง การตอบสนองของพืช ทุกชนิดบนโลก ต่างตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมและสิ่งเร้าภายนอก ไม่ว่าจะเป็นแสงสว่าง อุณหภูมิ ความชื้น หรือการสัมผัสจากภัยอันตราย เช่นเดียวกับสัตว์หรือสิ่งมีชีวิตชนิดอื่น ๆ ถึงแม้พืชส่วนใหญ่ที่หยั่งรากลึกลงดินเหล่านี้จะไม่สามารถเคลื่อนที่ไปมาได้อย่างอิสระก็ตาม การตอบสนองของพืช (Plant Response) คือ การเปลี่ยนแปลงวิธีการเติบโตทางธรรมชาติ เนื่องจากพืชไม่มีระบบประสาทที่ทำหน้าที่ควบคุมการตอบสนองโดยตรง ดังนั้น โดยทั่วไปแล้ว การตอบสนองของพืชจึงถูกควบคุมโดยฮอร์โมน (Hormone) ซึ่งเป็นโมเลกุลของสารเคมีภายในร่างกายหรือกลไกต่าง ๆ ของเซลล์ที่ทำการตอบสนองต่อสิ่งเร้าเหล่านั้น (Stimulus) โดยมีระยะเวลาของการถูกกระตุ้น ปริมาณหรือความเข้มข้นของสิ่งเร้า และชนิดเซลล์ที่ทำหน้าที่รับความรู้สึก (Receptor) เป็นปัจจัยหลักที่ทำให้พืชเกิดการตอบสนองในลักษณะต่าง ๆ ทั้งเพื่อการปรับตัวให้เหมาะสมกับสิ่งแวดล้อมและเพื่อดำรงเผ่าพันธุ์ให้อยู่รอดต่อไป การตอบสนองของพืชต่อสิ่งแวดล้อม สามารถจำแนกออกเป็น 2 ประเภทหลัก จากลักษณะการเคลื่อนไหวเมื่อถูกกระตุ้น ได้แก่ การเคลื่อนไหวตอบโต้อย่างมีทิศทาง (Tropism) หมายถึง การเคลื่อนไหวที่เกิดจากการเจริญเติบโตของพืช โดยมีทิศทางการตอบสนอง ดังนี้ มีทิศทางสัมพันธ์หรือเข้าหาสิ่งเร้า (Positive Tropism) มีทิศทางตรงข้ามหรือหลีกหนีจากสิ่งเร้า (Negative Tropism) […]