ดาวเคราะห์ในระบบสุริยะ - เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย

ดาวเคราะห์ในระบบสุริยะ (Planets of Solar System)

ดาวเคราะห์ในระบบสุริยะ ประกอบไปด้วยดาวทั้งหมด 8 ดวง ที่มีลักษณะเฉพาะในตัวเองอย่างโดดเด่น

ดาวเคราะห์ในระบบสุริยะ (Planets of Solar system)
ดาวเคราะห์ คือ ดาวบริวารของดวงอาทิตย์ ไม่มีแสงสว่างในตัวเอง และหมุนรอบตัวเองไปพร้อมๆ กับการโคจรรอบดวงอาทิตย์

การจำแนกดาวเคราะห์

1. ดาวเคราะห์ชั้นใน (Inner planets) คือ ดาวเคราะห์ที่โคจรอยู่ระหว่างดวงอาทิตย์และแถบดาวเคราะห์น้อย มีทั้งหมดสี่ดวง ได้แก่ ดาวพุธ ดาวศุกร์ โลก และดาวอังคาร ทั้งหมดเป็นดาวเคราะห์ขนาดเล็ก มีความหนาแน่นสูงและมีองค์ประกอบส่วนใหญ่เป็นของแข็ง เช่น หินและโลหะ หรือที่เรียกอีกอย่างว่า ดาวเคราะห์หิน (Terrestrial planets)

2. ดาวเคราะห์ชั้นนอก (Outer planets) คือ ดาวเคราะห์ที่โคจรเลยออกไปจากแถบดาวเคราะห์น้อย มีทั้งหมด 4 ดวง ได้แก่ ดาวพฤหัส ดาวเสาร์ ดาวยูเรนัส และดาวเนปจูน โดยดาวเคราะห์ทั้งหมด มีองค์ประกอบส่วนใหญ่เป็นน้ำแข็ง ก๊าซ และของเหลว ดาวเคราะห์ชั้นนอกทั้งสี่ดวงมีขนาดใหญ่กว่าดาวเคราะห์ชั้นใน หรือ มีชื่อเรียกอีกอย่างว่า ดาวเคราะห์แก๊ซ (The Gas Giants Planets)

ดาวพุธ (Mercury)

ดาวเคราะห์ในระบบสุริยะ

ดาวพุธ คือดาวเคราะห์ที่มีขนาดเล็กที่สุดและอยู่ใกล้ดวงอาทิตย์ที่สุด จึงใช้เวลาน้อยที่สุดในการโคจรรอบดวงอาทิตย์ (88 วัน) แต่ว่าดาวพุธใช้เวลาโคจรรอบตัวเองยาวนาน หนึ่งวันบนดาวพุธยาวนานถึง 180 วันบนโลก ดาวพุธไม่มีชั้นบรรยากาศเหมือนโลก จึงได้รับการขนานนามว่า “เตาไฟแช่แข็ง” เนื่องจากเวลากลางวัน ด้านที่รับแสงสว่างจากดวงอาทิตย์ จะร้อนจัด มีอุณหภูมิเฉลี่ยสูงถึง 430 องศาเซลเซียส แตกต่างอย่างชัดเจนกับเวลากลางคืน ซึ่งหนาวจัด โดยมีอุณหภูมิเฉลี่ยที่ -180 องศาเซลเซียส ดาวพุธไม่มีดวงจันทร์บริวารเป็นของตัวเอง

ดาวศุกร์ (Venus)

ดาวเคราะห์ในระบบสุริยะ

ดาวศุกร์ คือดาวเคราะห์ที่อยู่ห่างจากดวงอาทิตย์เป็นลำดับที่สอง แต่อยู่ใกล้และมีขนาดใกล้เคียงกับโลกมากที่สุด จึงได้รับการขนานนามว่าเป็น “ฝาแฝด” ของโลก ดาวศุกร์มีชั้นบรรยากาศหนาทึบ ส่วนใหญ่ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สูงถึงร้อยละ 96 เนื่องจากมีก๊าซเรือนกระจกหนาแน่น ส่งผลให้ดาวศุกร์ดูดซับและกักเก็บความร้อนได้สูง ดาวศุกร์เป็นดาวเคราะห์ที่ร้อนสุดในระบบสุริยะ โดยมีอุณหภูมิเฉลี่ยสูงถึง 465 องศาเซลเซียส ทั้งในเวลากลางวันและกลางคืน ดาวศุกร์โคจรรอบตัวเองในทิศทางตรงกันข้ามกับดาวเคราะห์อื่นๆ และใช้เวลานานที่สุด โดยใช้เวลาถึง 243 วัน ดาวศุกร์ไม่มีดวงจันทร์บริวาร

โลก (Earth)

ดาวเคราะห์ในระบบสุริยะ

โลก คือดาวเคราะห์ลำดับที่สามจากดวงอาทิตย์ มีโครงสร้างหลักสามชั้น ได้แก่ เปลือกโลก แมนเทิล และแก่นโลก ซึ่งประกอบด้วยเหล็กและนิกเกิล เป็นดาวเคราะห์ดวงเดียวที่มีสภาพแวดล้อมอำนวยต่อการดำรงอยู่ของสิ่งมีชีวิต มีองค์ประกอบที่เป็นน้ำ (ในสถานะของเหลว) ครอบคลุมถึงร้อยละ 71 ของพื้นผิว และชั้นบรรยากาศประกอบด้วย ไนโตรเจน (ร้อยละ 77) และออกซิเจน (ร้อยละ 21) ซึ่งเหมาะสมต่อการหายใจของสิ่งมีชีวิต ซึ่งทำให้โลกได้รับฉายาว่า “ดาวเคราะห์สีน้ำเงิน” โลกหมุนรอบตัวเองใช้เวลา 24 ชั่วโมง ทำให้เกิดช่วงเวลากลางวันและกลางคืน รวมถึงการโคจรรอบดวงอาทิตย์ ซึ่งทำให้เกิดฤดูกาลต่างๆ (365 วัน) โลกมีดวงจันทร์บริวาร 1 ดวง

อ่านต่อหน้า 2

เรื่องแนะนำ

ฟอสซิลเก่าแก่เผยต้นกำเนิดของซอโรพอด

ผลการค้นพบฟอสซิลนี้สั่นสะเทือนทฤษฎีวิวัฒนาการของไดโนเสาร์ เมื่อหลักฐานใหม่บ่งชี้ว่าไดโนเสาร์ยักษ์อย่างซอโรพอดถือกำเนิดขึ้นมาบนโลกเร็วกว่าที่เคยคิดกันไว้

การควบแน่น (Condensation)

การควบแน่น (Condensation) คือกระบวนการหนึ่งในการเปลี่ยนแปลงสถานะทางกายภาพของสสาร เป็นกระบวนการที่สสารเปลี่ยนจากสถานะก๊าซเป็นของเหลว การควบแน่นยังเป็นกระบวนการที่สำคัญยิ่งในวัฏจักรน้ำ (Water Cycle) ซึ่งก่อให้เกิดเมฆและฝนในชั้นบรรยากาศโลก รวมถึงเป็นจุดเริ่มต้นของการนำน้ำกลับลงสู่พื้นดินอีกครั้ง ในวัฏจักรน้ำ การควบแน่นหมายถึงการเปลี่ยนแปลงสถานะจากไอน้ำ (Vapor) เป็นน้ำในสถานะของเหลวเนื่องจากการเย็นตัวลงหรือสูญเสียพลังงานความร้อนส่งผลให้อนุภาคในองค์ประกอบของไอน้ำหรือสสารในสถานะของก๊าซเคลื่อนที่ได้ช้าลงเกิดแรงดึงดูดหรือแรงยึดเหนี่ยวระหว่างโมเลกุลมากขึ้นจนเกิดเป็นหยดน้ำ การควบแน่นจึงถือเป็นกระบวนการตรงกันข้ามกับ “การระเหย” (Vaporization) หรือกระบวนการการเปลี่ยนสถานะของสสารจากของเหลวไปเป็นก๊าซ การควบแน่นสามารถเกิดขึ้นได้จากอากาศเย็นลงจนถึงจุดน้ำค้าง(Dew Point) และเมื่ออากาศอิ่มตัว(Saturated) จากการสะสมไอน้ำในปริมาณมากจนไม่สามารถกักไอน้ำไว้ได้อีกการควบแน่นจึงก่อให้เกิดการก่อตัวของเมฆและฝนในชั้นบรรยากาศโลก รวมถึงหมอกบนพื้นดินอีกด้วย จุดน้ำค้าง (Dew Point) จุดน้ำค้างหมายถึงจุดของอุณหภูมิที่ก่อให้เกิดการกลั่นตัวของไอน้ำ เนื่องจากในอากาศมีไอน้ำปริมาณมากและอุณหภูมิของอากาศลดต่ำลง จึงก่อให้เกิดการกลั่นตัวของหยดน้ำหรือน้ำค้างตามธรรมชาติ การก่อตัวของหยดน้ำจากการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิของอากาศสามารถพบเห็นได้ทั่วไปในชีวิตประจำวัน เช่น ละอองน้ำที่เกาะตามหน้าต่างรถยนต์ และสนามหญ้าในช่วงเช้ามืด นอกจากนี้ จุดน้ำค้างยังเป็นตัวตรวจวัดความชื้นหรือ “ความชื้นสัมพัทธ์” (Relative Humidity) ในอากาศที่มีประสิทธิภาพ เมื่อจุดน้ำค้างมีค่าสูงแสดงว่าในอากาศมีไอน้ำปริมาณมาก แต่เมื่ออุณหภูมิ ณ จุดน้ำค้างมีค่าเท่ากันกับอุณหภูมิของอากาศ แสดงให้เห็นว่าในขณะนั้น อากาศอิ่มตัวจากไอน้ำในปริมาณมาก ส่งผลให้ความชื้นสัมพัทธ์มีค่าสูงสุด (100 เปอร์เซ็นต์) การอิ่มตัว (Saturation) และการเกิดเมฆ เมฆ (Cloud) เป็นการรวมตัวกันของหยดน้ำปริมาณมากในชั้นบรรยากาศโลกจากโมเลกุลของไอน้ำที่กระจัดกระจายอยู่ทั่วไปในอากาศ เมื่อเกิดการรวมตัวกันของไอน้ำปริมาณมาก จะสะสมจนเกิดเป็นก้อนเมฆ […]