ดาวเสาร์ กลายเป็นดาวเคราะห์ที่มีดาวบริวารมากที่สุด หลังค้นพบดวงจันทร์เพิ่มเติม

ดาวเสาร์ กลายเป็นดาวเคราะห์ที่มีดาวบริวารมากที่สุด หลังค้นพบดวงจันทร์เพิ่มเติม

ในเดือนตุลาคม ปี 2016 ยานอวกาศแคสซินีของนาซาจับภาพล่าสุดของ ดาวเสาร์ และวงแหวนของมันไว้ได้ เกือบสามปีให้หลัง นักดาราศาสตร์ได้ประกาศค้นพบดวงจันทร์ดวงเล็ก 20 ดวงโคจรรอบดาวเสาร์ รวมทั้งสิ้นเป็นจำนวน 82 ดวง ภาพถ่ายโดย
NASA/JPL-CALTECH/SPACE SCIENCE INSTITUTE


จากการค้นพบบรรดาดวงจันทร์บริวารใหม่ครั้งนี้ ดาวเสาร์ ได้เอาชนะดาวพฤหัสบดีในฐานะดาวเคราะห์ที่มีดวงจันทร์บริวารมากที่สุดในระบบสุริยะจักรวาล

ดาวพฤหัสบดีอาจได้ชื่อว่าเป็นจ้าวแห่งระบบสุริยะจักรวาล แต่ทว่าดาวเสาร์นั้นมีดาวบริวารมากกว่า

ในวันนี้ นักดาราศาสตร์ได้ประกาศว่า พวกเขาได้ค้นพบดวงจันทร์บริวารใหม่รอบดาวเสาร์ 20 ดวง รวมเป็นจำนวน 82 ดวง ซึ่งเป็นจำนวนดวงจันทร์ที่มากที่สุดในระบบสุริยะจักรวาล การเอาชนะของดาวเสาร์ในครั้งนี้เกิดขึ้นหนึ่งปีภายหลังการประกาศว่ามีการค้นพบดวงจันทร์ดวงใหม่ 12 ดวงรอบดาวพฤหัสบดี แต่ในวันนี้ ดาวเสาร์ได้เอาชนะจำนวนดวงจันทร์บริวารของดาวพฤหัสบดีที่มีอยู่ 79 ดวงแล้ว

โดยดวงจันทร์ที่มีขนาดค่อนข้างเล็กเหล่านี้สามารถช่วยให้นักดาราศาสตร์มีความเข้าใจการชนกัน (collisions) ที่เกิดขึ้นในช่วงต้นของระบบสุริยะจักรวาลได้มากยิ่งขึ้น และช่วยให้พวกเขากำหนดเป้าหมายของการสำรวจบรรดาดาวแก๊สยักษ์ (ดาวเคราะห์ขนาดใหญ่ที่ไม่ได้มีองค์ประกอบของหินหรือสสารแข็ง ในระบบสุริยะมีดาวแก๊สยักษ์ 4 ดวงคือ ดาวพฤหัสบดี ดาวเสาร์ ดาวยูเรนัส และดาวเนปจูน) ในอนาคต

ดาวเสาร์
ภาพภ่ายของดวงจันทร์ที่เพิ่งค้นพบ ถ่ายโดยกล้องโทรทรรศน์ซูบารุ ซึ่งทั้งสองภาพถ่ายห่างกันเป็นเวลาราว 1 ชั่วโมง โดนส่วนที่เน้นสีแดงนั้นคือดวงจันทร์ที่เพิ่งค้นพบ กำลังเคลื่อนที่ห่างจากดาวคงที่ (static stars) และกาแล็กซี อนุเคราะห์ภาพถ่ายโดย  SCOTT S. SHEPPARD

โดยในตอนนี้ มีภารกิจสำรวจอวกาศที่เกี่ยวข้องกับดาวพฤหัสบดีและดาวเสาร์อยู่ 3 ภารกิจ คือ NASA’s Europa Clipper, NASA Dragonfly mission ขององค์การนาซา และ JUICE mission ขององค์การอวกาศยุโรป

“ตอนนี้ก็มีดวงจันทร์บริวารอยู่หลายดวงแล้ว ทำให้รับประกันได้เลยว่าบรรดาดวงจันทร์ที่อยู่ใกล้ๆ ยานอวกาศจะเข้าไปอยู่ในสภาพแวดล้อมของดาวพฤหัสบดีและดาวเสาร์” สก็อต เฌพเพิร์ด นักดาราศาสตร์ประจำสถาบันคาร์เนกีเพื่อวิทยาศาสตร์ (the Carnegie Institution for Science) ผู้ที่ร่วมค้นพบดวงจันทร์ใหม่เหล่านี้ กล่าว

บรรดาดวงจันทร์ของดาวเสาร์ที่เพิ่งค้นพบทั้งหมดนี้มีความกว้างราว 4.8 กิโลเมตร เป็นดาวอ่อนแสงที่อยู่จวนเจียนระยะดักจับของกล้องโทรทรรศน์ซูบารุ ที่ตั้งอยู่ที่มลรัฐฮาวาย สหรัฐอเมริกา ซึ่งนั่นคือเหตุผลว่า เหตุใดการค้นพบนี้ถึงใช้เวลานานนับทศวรรษ

โดยนับตั้งแต่ปี 2004 ถึง 2007 เฌพเพิร์ดและเพื่อนร่วมงานของเขาใช้กล้องโทรทรรศน์ซูบารุส่องไปยังพื้นที่รอบๆ ดาวเสาร์เพื่อค้นหาดวงจันทร์ที่ยังไม่มีใครค้นพบ โดยเขาได้พบสุดแสงที่น่าสนใจในกล้อง และพวกเขาก็พยายามค้นหาว่าจุดเล็กๆ ที่โคจรรอบดาวเสาร์นั้นคืออะไร

“ในช่วงเวลานั้น เรื่องจุดแสงนั้นอยู่ในใจผมตลอดเวลา” เฌพเพิด กล่าว แต่ในปัจจุบัน วิทยาการทางคอมพิวเตอร์สามารถวิเคราะห์ภาพถ่ายของกล้องโทรทรรศน์ได้มากขึ้น ซึ่งเมื่อเฌพเพิร์ดประมวลผลข้อมูลใหม่อีกครั้ง ก็ได้ภาพที่ยืนยันว่า มีจุดแสง 20 จุดที่อยู่ในวงโคจรของดาวเสาร์ ซึ่งก็คือดวงจันทร์ที่ค้นพบใหม่เหล่านี้

(ชมคลิปวิดีโอเรื่องราวน่ารู้เบื้องต้นของดาวเสาร์ได้ที่นี่)

ดวงจันทร์ดวงใหม่ 17 ดวงนั้นโคจรในทิศทางตรงข้ามกับการหมุนรอบตัวเองของดาวเสาร์ ซึ่งพวกมันใช้เวลามากกว่า 3 ปี ในการโคจร 1 รอบ ในขณะที่อีก 3 ดวงโคจรในทิศทางเดียวกันกับการหมุนรอบตัวเองของดาวเสาร์ โดยดวงจันทร์ 2 ดวงใน 3 ดวงนี้ใช้เวลาราว 2 ปี ในการโคจร 1 รอบ ในขณะที่อีก 1 ดวงใช้เวลามากกว่า 3 ปี ในการโคจรรอบดาวเสาร์

เฌพเพิร์ดและเพื่อนร่วมงานของเขาคิดว่ากลุ่มดวงจันทร์เหล่านี้ก่อตัวขึ้นจากดวงจันทร์ร่างแม่ (parent body) ที่อยู่ภายใต้อาณัติของดาวเสาร์ในช่วงแรกของระบบสุริยะจักรวาล จากนั้น การชนกันในอวกาศทำให้ดวงจันทร์ร่างแม่นี้แตกออกจนกลายเป็นดวงจันทร์ที่ได้ค้นพบ

“เราคิดว่าดวงจันทร์เหล่านี้แสดงให้เห็นโดยพื้นฐานว่า ในประวัติศาสตร์ช่วงแรกของระบบสุริยะจักรวาลนั้นมีภาวะปั่นป่วนมากแค่ไหน” เฌพเพิร์ดกล่าวและเสริมว่า “ทุกสิ่งทุกอย่างก็แค่ชนกัน และดวงจันทร์เหล่านี้ก็เป็นเศษซากจากการชนครั้งนั้น”

ดวงจันทร์ทั้ง 20 ดวงนี้ยังไม่ได้รับการตั้งชื่ออย่างเป็นทางการ โดยเฌพเพิร์ดได้เชิญให้สาธารณชนเสนอชื่อเข้ามาประกวด จนถึงวันที่ 6 ธันวาคมนี้

เรื่อง MICHAEL GRESHKO


อ่านเพิ่มเติม การค้นพบทางดาราศาสตร์: ดวงดาวบนฟ้ากำเนิดมาพร้อมกับกาแล็กซี

เรื่องแนะนำ

แร่และหิน (Minerals and Rocks)

แร่และหิน เป็นทรัพยากรธรรมชาติที่นำมาประยุตก์ใช้ในงานอุตสาหกรรมในวงกว้าง และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับหลายประเทศ แร่ (Minerals) คือ ธาตุหรือสารประกอบอนินทรีย์ (Inorganic Compound) ที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ ประกอบด้วยอะตอมของธาตุตั้งแต่ 1 ชนิดขึ้นไป มีโครงสร้างภายในเป็นผลึก จึงมีสถานะเป็นของแข็ง อีกทั้งยังมีองค์ประกอบทางกายภาพและทางเคมีที่ค่อนข้างเสถียรและแน่นอน ซึ่งส่งผลให้แร่มีคุณสมบัติเฉพาะตัวที่เปลี่ยนแปลงได้อย่างจำกัด คุณสมบัติทางกายภาพของแร่ ผลึก (Crystal) คือ โครงสร้างทางกายภาพที่เป็นผลมาจากการจัดเรียงตัวของอะตอมหรือโมเลกุลของธาตุที่ประกอบอยู่ภายในแร่ต่าง ๆ เกิดเป็นรูปทรงสามมิติที่มีระนาบ มีสมมาตร และมีการจัดเรียงอย่างเป็นระเบียบ แร่บางชนิดประกอบขึ้นจากธาตุชนิดเดียวกัน แต่มีรูปทรงผลึกแตกต่างกันออกไป เช่น เพชร (Diamond) และกราไฟต์ (Graphite) แนวแตกเรียบ (Clevage) คือ รอยแตกระนาบที่เรียบไปตามโครงสร้างอะตอมในผลึกแร่ โดยทั่วไปรอยแตกนี้จะขนานไปตามผิวหน้าของแร่ รอยแตก (Fracture) คือ รอยแตกที่ไม่สม่ำเสมอหรือมีทิศทางไม่แน่นอนบนผิวของแร่ ความถ่วงจำเพาะ (Specific Gravity) คือ อัตราส่วนระหว่างน้ำหนักของสสารต่อน้ำหนักของน้ำ ณ อุณหภูมิหนึ่ง โดยทั่วไป แร่โลหะจะมีความถ่วงจำเพาะมากกว่าแร่อโลหะ ความแข็ง (Hardness) คือ ความแข็งแรงทนทานต่อแรงกระทำจากภายนอกของแร่ […]

แผ่นเปลือกโลก และการเปลี่ยนแปลงทางธรณีภาค

แผ่นเปลือกโลก และการเปลี่ยนแปลงทางธรณีภาค (Lithosphere & Plate Tectonics) หลังการเย็นตัวลงของพื้นผิวโลก เมื่อ 4 พันล้านปีก่อน เกิดการยกตัวขึ้นของชั้นหินเหนือผิวน้ำจนแผ่นดินผืนแรกถือกำเนิดในอีกราว 2.5 พันล้านปีต่อมา ตั้งแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบัน การเคลื่อนที่ของ แผ่นเปลือกโลก และมหาสมุทรไม่เคยหยุดนิ่ง ภายใต้พื้นผิวโลกมีความเคลื่อนไหวและการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ก่อให้เกิดภูมิประเทศและทรัพยากรอันหลากหลาย รวมถึงปรากฏการณ์ทางธรรมชาติต่างๆ จากการศึกษาหลักฐานทางธรณีวิทยา รวมถึงความพยายามในการจัดทำแผนที่โลกของนักวิทยาศาสตร์ในอดีต ส่งผลให้เกิดการลบล้างความเชื่อที่ว่า “แผ่นดินไม่เคยเกิดการเปลี่ยนแปลง” โดยเฉพาะการเสนอทฤษฎีการเลื่อนไหลของทวีป (Theory of Continental Drift) ในปี ค.ศ.1915 โดย อัลเฟรด เวเกเนอร์  (Alfred Wegener) นักอุตุนิยมวิทยาชาวเยอรมัน ที่สังเกตเห็นถึงความสอดคล้องกันของรูปร่างชายฝั่งตะวันออกของทวีปอเมริกาใต้และชายฝั่งตะวันตกของทวีปแอฟริกา ทำให้เกิดการตั้งสมมุติฐานที่ว่า เมื่อราว 200 ล้านปีก่อน โลกประกอบด้วยแผ่นดินผืนเดียวที่เรียกว่า “มหาทวีป” หรือ “พันเจีย” (Pangaea) ซึ่งถูกล้อมรอบด้วยมหาสมุทรขนาดใหญ่ และมหาทวีปนี้ประกอบไปด้วยดินแดนลอเรเซีย (Laurasia) ทางตอนเหนือและดินแดนกอนด์วานา (Gondwana) ทางตอนใต้ จนกระทั่งมหาสมุทรแอตแลนติกเกิดการขยายตัว ทำให้แผ่นดินเคลื่อนที่และแยกตัวออกจากกัน […]

ประเภทของป่าไม้ (Type of Forests)

เนื่องจากโลกของเราประกอบด้วยภูมิอากาศ และภูมิประเทศที่หลากหลาย ส่งผลให้เกิดความรุ่มรวยใน ประเภทของป่าไม้ ปัจจุบัน โลกของเรามีป่าไม้ (Forest) ครอบคลุมพื้นที่ราว 1 ใน 3 ของพื้นผิวโลก โดยประกอบไปด้วยต้นไม้ราว 3 ล้านล้านต้น กระจายตัวอยู่ตามพื้นแผ่นดินในภูมิภาคต่างๆ ทั้งในดินแดนที่มีสภาพอากาศหนาวเย็น ปกคลุมด้วยหิมะเกือบตลอดทั้งปี หรือในเขตพื้นที่ที่มีฝนตกหนัก มีสภาพอากาศร้อนจัด รวมไปถึงในดินแดนอันแห้งแล้ง ซึ่งทั้งสภาพอากาศและปัจจัยทางภูมิประเทศส่งผลให้ป่าไม้ในแต่ละพื้นที่มีองค์ประกอบและลักษณะเด่นทางพืชพรรณแตกต่างกันออกไป ประเภทของป่าไม้ ระยะห่างจากเส้นศูนย์สูตรหรือแถบเส้นละติจูด (Latitude) เป็นตัวกำหนดอาณาเขตและลักษณะทางภูมิประเทศ สภาพภูมิอากาศ และความอุดมสมบูรณ์ของดินในแต่ละพื้นที่ ทำให้ป่าไม้ทั่วโลกสามารถจำแนกออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่ ป่าไม้เขตร้อน (Tropical Forest) หรือป่าฝนเขตร้อน (Tropical Rain Forest) คือป่าไม้ในแถบพื้นที่ใกล้เส้นศูนย์สูตร เช่น ทวีปอเมริกาใต้ แอฟริกา และภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นป่าไม้ที่มีอุณหภูมิคงที่ตลอดทั้งปี (ราว 20 ถึง 27 องศาเซลเซียส) ได้รับน้ำฝนเฉลี่ยอย่างน้อย 200 เซนติเมตรต่อปี ทั้งในฤดูฝนและฤดูแล้ง ส่งผลให้พืชพรรณต่างๆ […]