ฉลามหัวบาตร (Bull shark) หนึ่งในสามชนิดพันธุ์ของฉลาม ที่มีรายงานการจู่โจมมนุษย์

ฉลามหัวบาตร (Bull shark)

ฉลามหัวบาตร ผู้ล่าที่กลับมาปรากฏบนหน้าสื่ออีกครั้ง หลังจากการจู่โจมเด็กชายที่จังหวัดสตูล

แม้ว่านักวิทยาศาสตร์ได้ระบุชนิดพันธุ์ของปลาฉลามที่พบบนโลกนี้มากกว่า 500 ชนิด แต่มีเพียงสามชนิดเท่านั้นที่มีรายงานการทำร้ายมนุษย์ ได้แก่ ฉลามขาว (Carcharodon carcharias) ฉลามเสือ (Galeocerdo cuvier) และ ฉลามหัวบาตร (Carcharhinus leucas)

ในแง่ชีววิทยาจากคำกล่าวของผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับฉลามหัวบาตร จัดว่าเป็นปลาฉลามที่อันตรายที่สุด เนื่องจากมีถิ่นที่อยู่อาศัยตามชายฝั่งที่ความลึกประมาณ 30 เมตร ซึ่งสามารถพบเจอกับมนุษย์ได้ง่าย

“ปลาฉลามหัวบาตรอาศัยอยู่ในเขตน้ำตื้น ซึ่งหมายความว่ามีโอกาสอยู่ใกล้กับแหล่งกิจกรรมของมนุษย์ และพบเจอกับมนุษย์ที่กำลังว่ายน้ำในบริเวณนั้น” จอร์จ เบอร์จีส์ ผู้รวบรวมเหตุการณ์ปลาฉลามจู่โจมมนุษย์ ที่พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาในเกนส์วิลล์ กล่าว

ปลาฉลามหัวบาตรสามารถปรับตัวให้อยู่ในน้ำจืดได้ บางครั้งพบในแม่น้ำใหญ่ที่ห่างจากทะเลนับร้อยกิโลเมตร เช่นแม่น้ำมิสซิสซิปปี แม่น้ำแอมะซอน แม่น้ำแซมบีซี แม่น้ำไทกริส  แม่น้ำแยงซี ทะเลสาบนิคารากัว โดยปลาฉลามชนิดนี้มักว่ายเข้ามาจากปากแม่น้ำที่ติดต่อกับทะเล มีรายงานพบอยู่ห่างจากทะเลมากที่สุด คือแม่น้ำแอมะซอนในทวีปอเมริกาใต้

ปลาฉลามหัวบาตรมีระบบการรักษาสมดุลเกลือในร่างกายที่สามารถปรับตัวให้อาศัยอยู่ในน้ำจืดได้ ด้วยต่อมบริเวณทวารหนักที่ทำหน้าที่เหมือนวาล์วเปิดปิดปัสสาวะ คอยควบคุมปริมาณเกลือให้สมดุลกับร่างกาย อีกทั้งการที่มีส่วนหัวขนาดใหญ่ทำให้ได้เปรียบกว่าปลาฉลามกินเนื้อชนิดอื่นๆ ด้วยการที่มีรูรับประสาทสัมผัสที่ส่วนจมูกมากกว่า ทำให้ปลาฉลามหัวบาตรรับรู้สนามไฟฟ้าได้เป็นอย่างดี จนสามารถรับรู้ได้ถึงเสียงหัวใจเต้นของมนุษย์ได้ อย่างไรก็ตาม ฉลามหัวบาตรยังไม่สามารถใช้ชีวิตได้อย่างสมบูรณ์ในน้ำจืด ยังคงต้องรับน้ำเค็มในบริเวณปากแม่น้ำเป็นระยะ

กลยุทธ์การล่าอย่างหนึ่งของฉลามหัวบาตรคือว่ายวนอยู่ในบริเวณที่น้ำขุ่นและซุ่มโจมตี เนื่องจากเหยื่อที่อาศัยอยู่ในน้ำมีทัศนวิสัยไม่ชัดเจน จึงทำให้ปลาฉลามหัวบาตรประสบความสำเร็จในการล่าเหยื่อได้ง่ายขึ้น

ส่วนพฤติกรรมการล่า ปลาฉลามหัวบาตรมักพุ่งเข้าโจมตีจากทางด้านหลังของเหยื่อโดยใช้ส่วนหัว และกัดเข้าที่ตัวเหยื่อ เพื่อให้เหยื่อไม่สามารถหนีไปได้ นักวิทยาศาสตร์เรียกพฤติกรรมการล่าแบบนี้ว่า ชนแล้วกัด (bump-and-bite)

โดยส่วนใหญ่ ฉลามหัวบาตรมักล่าปลากระดูกแข็งที่มีขนาดเล็กกว่าเป็นอาหาร มีน้อยครั้งมากที่มีพวกมันล่าเหยื่อที่มีขนาดตัวเอง

“พวกมันเป็นหนึ่งในชนิดพันธุ์ที่อยู่ในเขตน้ำอุ่น ตามแนวชายฝั่ง และจู่โจมเหยื่อที่ขนาดใหญ่กว่าหรือขนาดพอๆ กับตัวเอง” Mike Heithaus ผู้เชี่ยวชาญด้านฉลาม มหาวิทยาลัยนานาชาติฟลอริดา กล่าวและเสริมว่า “นอกจากปลาขนาดเล็ก บางครั้งปลาฉลามหัวบาตรก็จู่โจมเต่าทะเล ปลาฉลามชนิดอื่น และโลมา แต่ปลาฉลามชนิดอื่นเลือกล่าเหยื่อที่มีขนาดเล็กกว่าตัวเอง”

โดยปกติแล้ว ปลาฉลามหัวบาตรตัวเมียมีขนาดใหญ่กว่าตัวผู้ สามารถสืบพันธุ์และขยายพันธุ์ได้ในน้ำจืด ปลาฉลามหัวบาตรโตเต็มที่ได้ประมาณ 2.3 เมตร และหนักประมาณ 130 กิโลกรัม ฤดูผสมพันธุ์ของฉลามหัวบาตรอยู่ในช่วงปลายเดือนกันยายนถึงตุลาคม ในบริเวณน้ำกร่อยปากแม่น้ำ โดยมีระยะตั้งท้อง 12 เดือน ลูกปลาฉลามหัวบาตรมีความยาวได้ถึง 0.7 เมตร ตกลูกครั้งละประมาณจำนวน 5 – 10 ตัว และเข้าสู่ช่วงเจริญพันธุ์เมื่ออายุได้ 10 ปี

จากการรวบรวมสถิติในประเทศสหรัฐอเมริกา มนุษย์ถูกฉลามโจมตีเฉลี่ย 16 ครั้งต่อปี และมีแนวโน้มลดลงทุกปี และมีผู้เสียชีวิตจากการถูกฉลามกัดเพียงหนึ่งคนต่อสองปี เท่านั้น

“คำแนะนำสำหรับนักท่องเที่ยว ให้ระวังเวลาลงเล่นน้ำตอนเช้าตรู่ หรือตอนค่ำ และกลางคืน” ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านนิเวศทางทะเล และรองคณบดี คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวพร้อมทิ้งท้ายว่า “ทั่วโลกมีรายงานคนถูกฉลามจู่โจมน้อยมาก แต่ฉลามมนุษย์ล่ามากกว่า 70 ล้านตัวต่อปี”

จากข้อมูลการศึกษาในเชิงชีววิทยาของฉลามหัวบาตรที่มีอย่างต่อเนื่อง นักวิทยาศาสตร์ระบุสถานะการอนุรักษ์ของฉลามชนิดนี้เป็นสิ่งมีชีวิตที่เกือบอยู่ในข่ายใกล้การสูญพันธุ์ นอกจากนี้ ฉลามหัวบตรยังเป็นหนึ่งในชนิดพันธุ์ที่ได้รับความนิยมจากเกมกีฬาตกปลา บางครั้งพบถูกล่าเพื่อเอาครีบไปประกอบอาหาร และเอาไขมันไปสกัดเป็นน้ำมัน


เรื่องอื่นๆ ที่น่าสนใจ: ฉลามดุทะเลเดือด

เรื่องแนะนำ

มองโลกจากดวงจันทร์ ผ่านดวงตาของ “คะงุยะ”

ภาพถ่ายโดย JAXA,NHK เรื่อง วิกตอเรีย แจ็กการ์ด ยานสำรวจดวงจันทร์คะงุยะ (Kaguya (Selene) lunar orbiter หรือยานซีลีนี)  ของญี่ปุ่นที่ได้ชื่อจากเจ้าหญิงคะงุยะและขึ้นสู่อวกาศเมื่อปี 2007 พร้อมกล้องทีวีความชัดสูงสองตัว จับภาพอันงดงามตรึงตราของโลกไว้ได้ แม้ภารกิจนี้จะเสร็จสิ้นลงไปแล้วในปี 2009 แต่เมื่อช่วงปลายปี 2016 ที่ผ่านมา องค์การอวกาศของญี่ปุ่นได้เผยแพร่ภาพถ่ายที่ยานคะงุยะถ่ายไว้ได้ ซึ่งบางภาพไม่เคยมีการเผยแพร่สู่สาธารณชนมาก่อน นิทานเรื่องเจ้าหญิงคะงุยะถือกำเนิดขึ้นในศตวรรษที่สิบ เป็นเรื่องราวของคนตัดไม้ไผ่ที่พบเด็กหญิงผู้งดงามหมดจดในลำไม้ไผ่และเลี้ยงดูเธอเหมือนลูกในไส้ และต่อมาพบว่าเธอคือพเทพีจันทรา ซึ่งหวนกลับคืนสู่สรวงสวรรค์ไปหาวงศ์วานของเธอในที่สุด ภาพถ่ายจากกล้องของยานที่ได้รับชื่ออันเหมาะสมลำนี้ทำให้เราเห็นภาพอันน่าประทับใจของโลกจากดวงจันทร์ มีภาพที่โลกเราขึ้น ลง และส่องสว่างเป็นเสี้ยวโดยมีฉากหลังสีดำสนิทของอวกาศเป็นพื้นหลัง นอกจากนี้ ยานคะงุยะยังบรรทุกอุปกรณ์ที่ใช้ในการศึกษาองค์ประกอบและโครงสร้างของดวงจันทร์ เพื่อช่วยให้นักวิทยาศาสตร์ระบุว่า ดวงจันทร์ก่อตัวขึ้นมาได้อย่างไร และเราต้องใช้ทรัพยากรอะไรบ้างในการสำรวจดวงจันทร์ในอนาคต  

ทุกอย่างเกี่ยวกับดวงดาวที่คุณอาจจะยังไม่เคยรู้มาก่อน

นอกจากจะช่วยนักเดินทางสำรวจท้องทะเลในอดีตแล้ว ปัจจุบันดาวก็ยังมีหน้าที่ช่วยนักวิทยาศาสตร์หาคำตอบเกี่ยวกับจักรวาลอีกด้วย

เชื้อก่อโรค (Infectious Agents)

เชื้อโรค หรือ เชื้อก่อโรค เป็นสาเหตุหลักของการเกิดโรคในสิ่งมีชีวิต เชื้อก่อโรค (Infectious Agents) คือ ชื่อเรียกจุลินทรีย์ (Microorganisms) หรือสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กที่อาศัยร่างกายของสิ่งมีชีวิตอื่น เพื่อการเจริญเติบโตและการสืบเผ่าพันธุ์ ไม่ว่าจะเป็นพืช สัตว์ หรือมนุษย์ จุลินทรีย์เหล่านี้สามารถรุกรานเข้าไปภายในร่างกายของผู้ถูกอาศัยที่เรียกกันว่า “โฮสต์” (Host) ทำให้เกิดการติดเชื้อและก่อให้เกิดโรคที่อาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิต จุลินทรีย์บางชนิดยังสามารถอาศัยร่างกายของโฮสต์ส่งต่อหรือถ่ายทอดเชื้อโรค (Pathogens) ไปยังสิ่งมีชีวิตอื่นได้อีกด้วย ทั้งจากการสัมผัสกันโดยตรง ผ่านการหายใจร่วมกัน การปนเปื้อนไปในอาหารหรือน้ำดื่ม หรือแม้แต่การส่งเชื้อผ่านตัวกลางที่เรียกว่า “พาหะ” (Vector) ซึ่งนำไปสู่การแพร่ระบาดและการติดเชื้อเป็นบริเวณกว้าง นอกจากนี้ เชื้อโรคบางชนิดยังสามารถพัฒนาและวิวัฒนาการตนเองที่ทำให้เกิดการแพร่ระบาดข้ามสายพันธุ์ จากสัตว์ชนิดหนึ่งไปสู่สิ่งมีชีวิตชนิดอื่นได้โดยไม่ถูกจำกัดตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ เพราะการขาดภูมิคุ้มกัน เชื้อก่อโรคเหล่านี้ สามารถจำแนกออกเป็น 5 ประเภท คือ   ไวรัส (Virus) คือ สิ่งอนุภาคขนาดเล็กที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางราว 20 ถึง 400 นาโนเมตร ประกอบขึ้นจากองค์ประกอบที่สำคัญ 3 ส่วน คือ สารพันธุกรรม (Genetic Materials) หรือกรดนิวคลิอิก […]