พอริเฟอรา หรือฟองน้ำ คือสัตว์ชนิดหนึ่งที่วิวัฒนาการน้อยมากจากช่วงเริ่มแรกของกำเนิดชีวิต

พอริเฟอรา : ฟองน้ำ สัตว์ที่มีรูพรุน

พอริเฟอรา (Porifera) คือ 1 ใน 9 หมวด หรือ “ไฟลัม” (Phylum) ของอาณาจักรสัตว์ (Kingdom Animalia) ในการจัดจำแนกสิ่งมีชีวิตตามอนุกรมวิธานวิทยา (Taxonomy)

โดยสัตว์ในไฟลัม พอริเฟอรา คือสัตว์จำพวกฟองน้ำ (Sponges) ทั้งหลาย ซึ่งนับเป็นหนึ่งในสิ่งมีชีวิตยุคดึกดำบรรพ์ที่มีอายุเก่าแก่ที่สุดและยังคงอาศัยอยู่บนโลกจนกระทั่งถึงทุกวันนี้

ฟองน้ำอาจถือกำเนิดมาตั้งแต่ยุคพรีแคมเบรียน (Precambrian) เมื่อราว 600 ล้านปีก่อน ฟองน้ำจึงเป็นสิ่งมีชีวิตหลายเซลล์ (Multicellular Organism) ที่มีวิวัฒนาการน้อยที่สุดชนิดหนึ่งบนโลก ในปัจจุบัน นักวิทยาศาสตร์พบฟองน้ำอยู่ราว 15,000 ชนิด ซึ่งส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในมหาสมุทรทั่วโลก มีเพียง 219 ชนิดเท่านั้นที่อาศัยอยู่ในแหล่งน้ำจืดต่าง ๆ

ลักษณะสำคัญของสัตว์ในไฟลัมพอริเฟอรา

ไม่มีเนื้อเยื่อที่แท้จริงและไม่มีระบบต่างๆ ภายในร่างกาย : ฟองน้ำไม่มีอวัยวะ ไม่มีระบบหมุนเวียน ระบบหายใจ ระบบขับถ่ายหรือระบบประสาท ฟองน้ำเพียงอาศัยการไหลเวียนของน้ำผ่านช่องว่างกลางลำตัว (Spongocoel) เป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนกระบวนต่าง ๆ เช่น การกรองอาหารจากน้ำ (Suspension feeder) ที่ไหลเวียนอยู่รอบตัวหรือการดูดซึมออกซิเจนที่ละลายอยู่ในน้ำผ่านผนังลำตัว เป็นต้น

มีรูปร่างไม่สมมาตร (Asymmetry) : จากตำแหน่งของรูขนาดเล็กทั่วทั้งลำตัวที่เรียกว่า “ออสเทีย” (Ostia) และ “ออสคูลัม” (Osculum) ซึ่งเป็นรูขนาดใหญ่ที่ใช้เป็นทางผ่านและทางเข้าออกของน้ำ อีกทั้ง ฟองน้ำส่วนใหญ่ยังเจริญไปตามรูปร่างของวัตถุที่มันยึดเกาะ (Sessile Animal) ทำให้รูปร่างของฟองน้ำไม่เป็นสมมาตรแบบรัศมี (Radial Symmetry) อย่างสมบูรณ์

มีระบบโครงร่างค้ำจุน 3 ลักษณะ : โครงสร้างภายนอกที่ทำให้ฟองน้ำสามารถคงรูปอยู่ได้ หรือโครงร่างชนิดแข็งที่เรียกว่า “ขวาก” (Spicule)

  1. ขวากหินปูน (Calcareous Spicule) มีหินปูนเป็นองค์ประกอบหลัก
  2. ขวากแก้ว (Siliceous Spicule) มีซิลิกา (Silica) เป็นองค์ประกอบหลัก
  3. โครงร่างที่สร้างขึ้นจากเส้นใยโปรตีน (Scleroprotein) หรือที่เรียกว่า “สปอนจิน” (Spongin)
ฟองน้ำ, พอริเฟอรา, ไฟลัมพอริเฟอรา, ขวาก
ขวากฟองน้ำรูปร่างต่างๆ

ผนังลำตัวประกอบด้วยการเรียงตัวของเซลล์ 2 ชั้นหลัก :

  1. ชั้นเซลล์ผิวด้านนอกหรือพินาโคเดิร์ม (Pinacoderm) ประกอบขึ้นจากเซลล์พินาโคไซท์ (Pinacocyte) เปรียบเสมือนผิวหนังชั้นนอกของสัตว์
  2. ชั้นเซลล์ผิวด้านในหรือโคเอโนเดิร์ม (Choanoderm) ประกอบขึ้นจากเซลล์โคเอโนไซท์ (Choanocyte) หรือ เซลล์ปลอกคอ (Collar Cell) และแฟลเจลลัม (Flagellum) ซึ่งทำหน้าที่คล้ายแส้โบกสบัด เพื่อเร่งการไหลเวียนของน้ำและดักจับสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กเป็นอาหาร
  3. ในระหว่างเนื้อเยื่อทั้ง 2 ชั้น มี “เมเซนไคม์” (Mesenchyme) อยู่กึ่งกลาง มีลักษณะคล้ายวุ้นที่ประกอบขึ้นจากเซลล์ชนิดพิเศษที่เรียกว่า “อะมีโบไซต์” (Amoebocyte) ซึ่งสามารถเคลื่อนที่และเปลี่ยนแปลงตัวเองให้เป็นเซลล์ชนิดต่าง ๆ ตามที่ต้องการได้

ฟองน้ำ, พอริเฟอรา, ไฟลัมพอริเฟอรา

มีการสืบพันธุ์ทั้งแบบอาศัยเพศและไม่อาศัยเพศ : ฟองน้ำส่วนใหญ่มี 2 เพศในตัวเดียว (Hermaphrodite) จึงสามารถสร้างทั้งสเปิร์มและไข่ภายในตนเอง โดยที่ตัวอ่อนที่เจริญแล้วจะถูกปล่อยให้ลอยไปตามกระแสน้ำ เพื่อเสาะหาสถานที่อันเหมาะสมต่อการลงเกาะและเจริญเติบโตต่อไป ขณะที่การสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศจะอาศัยการแตกหน่อ (Budding) และการขาดออกเป็นท่อน (Fragmentation) รวมถึงการสร้างเจมมูล (Gemmule) เพื่อรอคอยสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการแตกหน่อและสร้างฟองน้ำรุ่นต่อไป

สัตว์ในไฟลัมพอริเฟอราสามารถแบ่งออกเป็น 3 หมวดชั้น (Class) คือ

แคลคาเรีย (Calcarea) หรือ ฟองน้ำหินปูน เป็นฟองน้ำที่มีขวากหินปูน มีรูปร่างคล้ายเข็ม มีขนาดเล็กหรือสูงไม่เกิน 10 เซนติเมตร อย่างเช่น ฟองน้ำแจกัน (Leucosolenia)

ฟองน้ำ, พอริเฟอรา, ไฟลัมพอริเฟอรา
ฟองน้ำแจกัน

เฮกแซกทิเนลลิดา (Hexactinellida) หรือ ฟองน้ำแก้ว (Glass Sponge) เป็นฟองน้ำที่มีขวากซิลิกา เป็นฟองน้ำที่มีโครงสร้างสานกันเป็นตาข่าย มีรูปร่างคลายถ้วยหรือแจกัน มีสีสันสวยงาม อาศัยอยู่ในทะเลน้ำลึก มีขนาดตั้งแต่ 10 เซนติเมตรไปจนถึงหลาย 100 เซนติเมตร อย่างเช่น ฟองน้ำกระเช้าดอกไม้ของวีนัส (Euplectella Aspergillum)

ฟองน้ำ, พอริเฟอรา, ไฟลัมพอริเฟอรา
Euplectella Aspergillum

ดีโมสปอนเจีย (Demospongiae) คือ กลุ่มฟองน้ำกว่าร้อยละ 95 ของฟองน้ำทั้งหมดในทะเล มีโครงร่างทั้งแบบแข็งหรือขวากซิลิกาและมีองค์ประกอบของเส้นใยฟองน้ำ มีรูปร่างทรงสูงคล้ายนิ้วมือ พัดและแจกัน อีกทั้ง ยังมีสีสันสวยงาม เช่น ฟองน้ำถูตัว (Spongia) ฟองน้ำเคลือบหิน (Haliclona) และฟองน้ำน้ำจืด (Spongilla) เป็นต้น

สืบค้นและเรียบเรียง
คัดคณัฐ ชื่นวงศ์อรุณ


ข้อมูลอ้างอิง

สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) – https://www.scimath.org/lesson-biology/item/7035-animal-kingdom-invertebrate

โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ – http://www.mwit.ac.th/~deardean/link/All%20Course/biodiver/biodivpdf/diver_animalia_1.pdf

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย – http://www.sysp.ac.th/files/1403271111004763_14042614140852.pdf

มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ – http://zmku.sci.ku.ac.th/ZMKU%20image/Porifera.pdf


เรื่องอื่นๆ ที่น่าสนใจ: ไขความลับ เหตุใดสุนัขจึงแสนดีกับมนุษย์จัง

สุนัขบ้าน

เรื่องแนะนำ

เอนไซม์ในอาหาร : เปิดรายชื่ออาหารที่มีปริมาณเอนไซม์สูง

เอนไซม์ในอาหาร สามารถทำงานได้เหมือนกับเอนไซม์ที่พบในร่างกายเรา หรือไม่ เอนไซม์ เป็นสารชีวเคมีที่จำเป็นต่อร่างกายของเรา ช่วยให้ร่างกายสามารถย่อยอาหาร เพื่อนำสารอาหารไปใช้ประโยชน์ต่อได้ ในลำไส้และตับอ่อนของมนุษย์ สามารถผลิตเอนไซม์ได้หลากหลายชนิด และมีอาหารบางชนิดที่อุดมไปด้วยเอนไซม์ หรือบางครั้งก็มีจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ (ข้อมูลเพิ่มเติม: มารู้จัก เอนไซม์ ผู้ช่วยในระบบต่างๆ ของร่างกายเรา) เอนไซม์ในอาหาร อาหารบางประเภทมีปริมาณเอนไซม์สูง แต่เอนไซม์มักสลายไป เมื่อเข้าสู่ระบบย่อยอาหาร ในขณะที่บางวัฒนธรรมการกินเชื่อว่า การรับประทานอาหารที่มีเอนไซม์สูงจะช่วยเรื่องการย่อยอาหาร อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีหลักฐานทางวิชาการเพียงพอที่จะยืนยันความเชื่อนี้ อาหารที่มีปริมาณเอนไซม์สูง อาจจะมีประโยชน์ในด้านอื่นๆ และควรค่าแก่การบริโภคเป็นเครื่องเคียงอาหารจานหลัก เราลองมาดูว่ามีอะไรบ้าง กิมจิ พริกแดง กะหล่ำปลี และหัวไชเท้า ที่ผ่านการหมักดองตามวัฒนธรรมการปรุงอาหารของคนเกาหลี มีรสเปรี้ยวและเผ็ดเล็กน้อย นักวิจัยกล่าวว่า อาหารเคียงจานนี้มีประโยชน์ต่อสุขภาพในหลายด้าน แบคทีเรียที่อยู่ในกิมจิ ผลิตเอนไซม์ที่มีประโยชน์ อ้างอิงจากรายงานทางวิชาการที่ตีพิมพ์ลงวาสาร เทคโนโลยีชีวภาพนานาชาติ เมื่อเดือนพฤษภาคม ปี 2014 พบว่า ในกิมจิมีเอนไซม์ “เดกซ์แทรนซูเครส” ที่ผลิตจากแบคทีเรีย สามารถย่อยแป้งให้เป็นน้ำตาลซูโครสได้ แอปริคอต ในแอปริคอตมีเอนไซม์อยู่หลากหลายชนิด เช่น อินเวอร์เวส ที่ช่วยย่อยน้ำตาลซูโครส ให้เป็นน้ำตาลกลูโคส และฟรุกโตส เพื่อให้ร่างกายสามารถนำไปใช้เป็นพลังงานได้อย่างรวดเร็ว […]

ความหนาแน่น (Density) ของสสาร

ความหนาแน่น (Density) คืออัตราส่วนของมวลต่อหนึ่งหน่วยปริมาตร ซึ่งเป็นสมบัติพื้นฐานทางกายภาพของสสาร โดยวัตถุที่มีมวลในหนึ่งหน่วยพื้นที่ที่กำหนดมากเท่าไหร่ ยิ่งแสดงให้เห็นว่าวัตถุดังกล่าวมีความหนาแน่นมากเท่านั้น นอกจากนี้ ความหนาแน่นยังแปรผันตามมวลอะตอม (Atomic Mass) ของธาตุหรือมวลโมเลกุลของสารประกอบอีกด้วย สูตรคำนวณความหนาแน่น ในการคำนวณหาความหนาแน่นของสสารความหนาแน่นมักถูกแสดงผลด้วยสัญลักษณ์ p (โร) ซึ่งเป็นตัวอักษรตัวที่ 17 ในภาษากรีกโดยคำนวณผ่านความสัมพันธ์ระหว่างมวล (Mass) หรือปริมาณเนื้อของสสารที่ถูกบรรจุอยู่ภายในวัตถุต่อหนึ่งหน่วยปริมาตร (Volume) p = m/v โดยหน่วยของความหนาแน่นที่ผู้คนนิยมใช้กันคือ กิโลกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (kg/m3) และกรัมต่อลูกบาศก์เซนติเมตร (g/cm3) และจากสูตรการคำนวณหาความหนาแน่นข้างต้นแสดงให้เห็นว่า ความหนาแน่นนั้นเป็นอัตราส่วนของมวลต่อปริมาตรที่ไม่ได้คำนึงถึงปริมาณของวัตถุหรือสารตั้งต้นทั้งหมดที่มีอยู่ในขณะนั้น ดังนั้น ความหนาแน่นจึงเป็นสมบัติที่ไม่ได้ขึ้นอยู่กับปริมาณของสสาร (Intensive Property) ซึ่งโดยทั่วไป เราอาจสับสนระหว่างความหนาแน่นกับน้ำหนัก เนื่องจากวัตถุ 2 ชิ้นที่มีปริมาตรเท่ากัน ชิ้นที่มีความหนาแน่นมากกว่ามักมีน้ำหนักที่มากกว่า ซึ่งในความเป็นจริง ความหนาแน่นเป็นความสัมพันธ์ระหว่างมวลต่อปริมาตร จึงไม่สามารถหาข้อสรุปจากการพิจารณามวลหรือปริมาตรของสสารเพียงส่วนเดียว แต่ต้องพิจารณาตัวแปรทั้งสองควบคู่กันไป อ่านเพิ่มเติม : ความหนาแน่นของน้ำ ตารางแสดงความหนาแน่นของสสารทั่วไป สสาร ความหนาแน่น (g/cm3) อากาศ 0.0013 ขนนก […]

นักวิจัยไทย คิดค้นโปรตีนทางเลือกจากขนไก่

อาหารแห่งอนาคต หรือ Future food เป็นแนวโน้มเรื่องการศึกษาวิจัยมาตลอดช่วงไม่กี่ปี่ที่ผ่านมา บริษัทอาหารหลายแห่งกำลังเร่งศึกษานวัตกรรมด้านการผลิตอาหารเพื่ออนาคต เช่น โปรตีนทางเลือก เนื้อสัตว์ที่ปลูกจากห้องปฏิบัติการ และเนื้อสัตว์ที่ผลิตจากพืช ภายในบรรยากาศสบายและอบอุ่นในร้านอาหารแห่งหนึ่งภายในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วันนี้เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย มีโอกาสพบกับ กัน-ศรวุฒิ กิตติบัณฑร นักศึกษาปริญญาโทด้าน Material Futures ที่สถาบัน Central Saint Martins กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ผู้แปรรูปขนไก่ซึ่งเป็นขยะเหลือทิ้งในอุตสาหกรรมอาหารและปศุสัตว์ ให้กลายมาเป็น โปรตีนทางเลือก หลังจากจบการศึกษาด้านสถาปัตยกรรม จากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และได้ทำงานในบริษัทเอกชนที่เกี่ยวข้องกับสาขานี้ เขาค้นพบตัวเองว่า เขาคือคนหนึ่งที่ชอบสร้างชิ้นงานจากสิ่งเล็กๆ แล้วไปประกอบเป็นภาพใหญ่ และนี่คือจุดเปลี่ยนทางความคิดที่อยากเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านวัสดุศาสตร์ เพื่อสร้างความแตกต่างจากสถาปนิกคนอื่นๆ ศรวุฒิสนใจการทำวิจัยด้านวัสดุศาสตร์ จึงเลือกไปศึกษาต่อที่ประเทศอังกฤษที่เขาได้ศึกษาเรื่อง “การออกแบบวัสดุเพื่ออนาคต” จนมาพบขนไก่ซึ่งกลายเป็นวัสดุเหลือทิ้งจากโรงงานปศุสัตว์ และเป็นวัสดุที่กลายเป็นขยะมากที่สุดชนิดหนึ่งในลอนดอน ในช่วงแรก เขาตั้งใจนำขนไก่มาผลิตเป็นวัสดุเพื่อสร้างอาคาร ด้วยคุณสมบัติที่ขนไก่สามารถเก็บอุณหภูมิได้และมีความแข็งแรง แต่เนื่องจากมีงานวิจัยได้ศึกษาหัวข้อนี้ไปแล้วหลายฉบับ เขาจึงต้องเปลี่ยนหัวข้องานวิจัยไปในทิศทางอื่น “สาขาที่ผมเรียนเป็นการเรียนที่ประยุกต์หลายศาสตร์เข้าด้วยกันทั้งเรื่องการออกแบบ วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี” ศรวุฒิกล่าวและเสริมว่า “ดังนั้น การคิดหัวข้อวิจัยจึงต้องเกี่ยวโยงกับทั้งสามหัวข้อนี้ เพื่อให้เกิดเป็นผลงานขึ้นมา” […]

ธาตุกัมมันตรังสี (Radioactive Element)

ธาตุบางชนิดโดยเฉพาะอย่างยิ่งธาตุที่มีมวลอะตอมสูง มีความสามารถในการแผ่รังสีออกมาได้เองอย่างต่อเนื่อง โดยปรากฏการณ์การแผ่รังสีที่เกิดขึ้นนี้เรียกว่า กัมมันตภาพรังสี ขณะที่ธาตุดังกล่าวเรียกว่า ธาตุกัมมันตรังสี ธาตุกัมมันตรังสี (Radioactive Element) คือธาตุที่มีองค์ประกอบภายในนิวเคลียส (Nucleus) ไม่เสถียร ส่งผลให้เกิดการสลายตัว หรือการปล่อยรังสีของธาตุอยู่ตลอดเวลา เนื่องจากปรากฏการณ์การแผ่รังสีของธาตุเป็นกระบวนการปรับสมดุล เพื่อสร้างความเสถียรภายในธาตุ ซึ่งในธรรมชาติ ธาตุกัมมันตรังสีมักเป็นธาตุที่มีมวลมากหรือมีเลขอะตอมสูงเกินกว่า 82 เช่น เรเดียม (Radium) ที่มีเลขมวลอยู่ที่ 226 และเลขอะตอม 88 หรือยูเรเนียม (Uranium) มีเลขมวลอยู่ที่ 238 และเลขอะตอม 92 การค้นพบธาตุกัมมันตรังสี ธาตุกัมมันตรังสีค้นพบครั้งแรกในปี 1896 โดยนักเคมีชาวฝรั่งเศส อองตวน อองรี แบ็กเกอเรล (Antoine Henri Becquerel) จากความบังเอิญที่เขานำฟิล์มถ่ายรูปวางไว้ใกล้เกลือโพแทสเซียมยูเรนิลซัลเฟต ซึ่งสร้างรอยดำบนแผ่นฟิล์มเสมือนการถูกแสงผ่านเข้าไป เขาจึงเชื่อว่ามีรังสีพลังงานสูงบางชนิดปลดปล่อยออกมาจากเกลือยูเรเนียมก้อนนั้น นอกจากนี้ เขาทำการทดลองกับสารประกอบของยูเรเนียมชนิดอื่น ต่างให้ผลลัพธ์ไปในทิศทางเดียวกัน โดยหลังจากการค้นพบดังกล่าวเพียง 2 ปี มารี คูรี (Marie Curie) […]