ชินรินโยคุ (森林浴) การอาบป่าบำบัดแบบญี่ปุ่น- National Geographic Thailand

ชินรินโยคุ การอาบป่าบำบัดแบบญี่ปุ่น

ชินรินโยคุ คือสะพาน เมื่อเราเปิดประสาทสัมผัส สะพานนี้จะเชื่อมเราสู่โลกแห่งธรรมชาติ ภาพถ่ายโดย DANIEL RAIK


การใช้ชีวิตอยู่ในสังคมเมืองอันห่างไกลธรรมชาติอาจบั่นทอนมนุษย์ได้ทั้งทางร่างกายและจิตใจ สำหรับชาวญี่ปุ่นมีวิธีการรักษาแบบใช้ธรรมชาติบำบัดที่เรียกว่า “การอาบป่า” หรือ ชินรินโยคุ ซึ่งได้รับการรับรองว่าได้ผล แม้ใช้เวลาเพียงไม่นาน

มนุษย์ล้วนกำเนิดมาจากธรรมชาติ จึงเป็นเรื่องธรรมดาที่เราจะรู้สึกดีทุกครั้งเมื่อได้ไปท่องเที่ยวเพื่อสัมผัสธรรมชาติ การได้ฟังเสียงธรรมชาติ ได้สูดกลิ่นป่า หายใจเอาอุ่นไอของอากาศบริสุทธิ์จากต้นไม้ที่ล้อมรอบนั้นล้วนส่งผลดีต่อร่างกายและจิตใจ ราวกับว่าร่างกายได้ฟื้นคืนพลังขึ้นมาใหม่ ซึ่งชาวญี่ปุ่นรับรู้ถึงข้อดีของการอยู่ท่ามกลางธรรมชาติมานานจนเกิดเป็นวิถีการบำบัดที่เรียกว่าชินรินโยคุ

คำว่าชินรินโยคุ (Shinrin-yoku / 森林浴) แยกออกเป็นคำว่า Shinrin (森林) แปลว่า ป่า และ yoku (浴) แปลว่า อาบ จึงแปลรวมกันว่า การอาบป่า หรือการรับรู้บรรยากาศป่าผ่านประสาทสัมผัสของเรา

ชินรินโยคุ
อุทยานแห่งชาติของอเมริกายังคงเป็นเหมือนสมบัติล้ำค่าของประชาชนทั่วประเทศ ภาพถ่ายโดย FERNANDO TATAY

การอาบป่าในญี่ปุ่นมีประวัติการนำเสนอโดยผู้ที่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานป่าไม้ในจังหวัดนางาโนะตั้งแต่ทศวรรษ 1980 อันเป็นยุครุ่งเรืองสุดขีดของเศรษฐกิจญี่ปุ่น รัฐบาลในตอนนั้นเริ่มเห็นผลเสียของการที่ประชาชนอยู่ในเมืองท่ามกลางเทคโนโลยีที่กำลังรุดหน้า ไม่ว่าจะเป็นภาวะซึมเศร้า อาการเสียสมาธิ รวมไปถึงอาการเจ็บปวดต่างๆในร่างกาย เมื่อเวลาผ่านไป อาการเหล่านี้ยิ่งแย่ลงเรื่อยๆ ซึ่งล้วนเกิดจากการที่ประชาชนอยู่ในเมืองที่มีการจราจรติดขัด ผู้คนหนาแน่น ชีวิตในออฟฟิศที่ใช้เวลายาวนาน พื้นที่สีเขียวในเมืองถูกลดทอน จึงมีการส่งเสริมให้ผู้คนไป “อาบป่า” ให้มากขึ้น

ต่อมาได้มีการนำแนวคิดชินรินโยคุไปศึกษาผ่านกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และมีการวิจัยอย่างต่อเนื่อง จนได้รับการยอมรับให้เป็นวิธีการรักษาเชิงป้องกัน (preventative healthcare) ที่ใช้ในประเทศญี่ปุ่น ผลการศึกษาระบุว่า การอาบป่าส่งผลให้อารมณ์ คุณภาพในการนอนหลับ และการทำสมาธิดีขึ้น รวมทั้งสามารถลดฮอร์โมนความเครียด อารมณ์ซึมเศร้า และความดันเลือดได้

นอกจากนี้ สารเคมีที่ปล่อยมาจากต้นไม้ในป่าซึ่งมีชื่อว่าไฟทอนไซด์ (Phytoncide) สามารถช่วยส่งเสริมระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย โดยการอาบป่าในธรรมชาติที่เริ่มส่งผลต่อร่างกายนั้นใช้เวลาเพียงสองชั่วโมงเท่านั้น

ชินรินโยคุ
ภาพของวัดเกาหลีเมื่อมองลงมาจากจุดสูงสุดเส้นทางเดินป่า ถ่ายที่ Baekyangsa เกาหลีใต้ ภาพถ่ายโดย AARON CHOI

คำแนะนำในการไปอาบป่า

ก่อนไปอาบป่าแนะนำให้วางสมาร์ตโฟนหรือกล้องถ่ายรูปเอาไว้ก่อน และเข้าไปหาจุดจุดหนึ่งในป่า โดยการเดินไปเรื่อยๆอย่างช้าๆ ใช้ร่างกายนำทาง ใช้ประสาทสัมผัส ไม่ว่าจะเป็นการเงี่ยหูฟังเสียงป่าหรือเสียงนกร้อง ใช้จมูกสูดเอาอากาศสดชื่น กลิ่นจากต้นไม้ และกลิ่นจากธรรมชาติซึ่งเกิดจากสารไฟทอนไซด์ เข้าไปลึกๆช้าๆ

จากนั้นใช้ร่างกายสัมผัสกับลมบางๆที่พัดผ่านผิวหนังและพัดผ่านต้นไม้ก่อให้เกิดเสียงแผ่วๆ ใช้สายตามองไปยังเฉดสีอันแตกต่างหลากหลายที่ธรรมชาติสรรค์สร้างขึ้น แสงอาทิตย์ที่สาดส่องเข้ามา ใช้มือสัมผัสลำต้นของต้นไม้ หรือนอนลงเพื่อให้ร่างกายทุกส่วนสัมผัสกับพื้นดิน ปล่อยตัวตามสบาย ทำจิตใจให้สงบ การใช้ประสาทสัมผัสของเราเชื่อมต่อกับธรรมชาติจะช่วยให้ทั้งร่างกายและจิตใจของเรารู้สึกดีเป็นอย่างยิ่ง

เราสามารถไปอาบป่าได้ทุกที่บนโลก หรือถ้าเราไม่สะดวกในการไปเที่ยวป่าบ่อยๆ เราสามารถไปอาบป่าได้ที่สวนสาธารณะใกล้บ้านหรือแม้กระทั่งสวนในบ้านของเราเอง มองหาต้นไม้ที่อยู่ใกล้ตัวแล้วเริ่มลงมืออาบป่ากันได้เลย

อ้างอิง

Getting back to nature: how forest bathing can make us feel better

‘Forest Bathing’ Is Great for Your Health. Here’s How to Do It

Forest Bathing in Japan (Shinrin-yoku)

Shinrin-yoku | “ชินรินโยคุ” ถ้าเราเหนื่อยล้า จงเดินเข้าป่า


อ่านเพิ่มเติม เดินป่า ในประเทศไทย กับระดับความยากที่ต่างกัน

เดินป่า, เส้นทางเดินป่า, เดินป่าในประเทศไทย,
นักท่องเที่ยวพิชิตยอดเขาได้สำเร้จ หลังจากใช้เวลา เดินป่า ผ่านหินผามาทั้งวัน

เรื่องแนะนำ

ข้าวหอมจินดา ข้าวเจ้าสายพันธุ์ใหม่แข็งแรง ทนโรค

ข้าวหอมจินดา มีลักษณะโดดเด่นคือ เมล็ดมีกลิ่นหอม นุ่ม ต้านทานโรคขอบใบแห้ง ลำต้นแข็งแรง ไม่หักล้มง่าย ต้นสูงปานกลาง ข้าวหอมจินดา ข้าวเจ้าสายพันธุ์ไทยที่เป็นหนึ่งในโอกาสการแข่งขันของเกษตรกรไทย ความหลากหลายทางพันธุกรรมเป็นหนึ่งในหัวข้อที่ได้รับความสนใจในกลุ่มนักวิทยาศาสตร์และนักวิจัยทั่วโลกมาเป็นเวลากว่าทศวรรษ เนื่องจากผลจากการวิจัยในเรื่องนี้สามารถนำไปต่อยอดในเชิงธุรกิจ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันระดับท้องถิ่นไปจนถึงระดับนานาชาติ ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่มีผลผลิตทางเกษตรกรรมเป็นจำนวนหลายล้านตันต่อปี พืชเศรษฐกิจที่นิยมเพาะปลูกมากที่สุดในประเทศไทยคือ ข้าว อ้อย ยางพารา และมันสำปะหลัง ซึ่งเป็นประเด็นที่หน่วยงานภาคเกษตรในประเทศไทย ได้ทุ่มเทความพยายามและเงินทุน เพื่อพัฒนาคุณภาพและผลผลิตให้สูงขึ้น อันนำไปสู่โอกาสทางการแข่งขันในตลาดโลก และเพิ่มเอกลักษณ์ของสินค้าให้มีความน่าสนใจมากขึ้น พืชเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศไทยที่เพาะปลูกกันทุกภูมิภาคคือ ข้าว ดังนั้นจึงมีหน่วยงานที่วิจัยเกี่ยวกับการเพาะปลูกข้าวเป็นจำนวนมาก ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สวทช. เป็นหนึ่งในหน่วยงานที่ทำวิจัยด้านพันธุ์ข้าวมาเป็นเวลากว่า 10 ปี ไบโอเทคมุ่งเน้นการนำเทคโนโลยีชีวภาพเข้ามาใช้ในการปรับปรุงพันธุ์พืชเศรษฐกิจสำคัญอย่างข้าว เพื่อให้ตอบโจทย์ความต้องการของเกษตรกร เช่น ข้าวเหนียวพันธุ์หอมนาคา ข้าวเจ้าพันธุ์หอมจินดา ข้าวเจ้าพันธุ์ธัญญา 6401 โดยไบโอเทคทำงานร่วมกับหน่วยงานพันธมิตรทั้งภาครัฐ และเอกชน ในนการปลูกทดสอบในแปลง และประเมินความพึงพอใจ ร่วมกับเกษตรกร ซึ่งเป็นโมเดลการทำงานที่เปิดโอกาสให้เกษตรกร และผู้บริโภค ได้มีส่วนร่วมคัดเลือกข้าวพันธุ์ดี ที่เหมาะสม เพื่อนำไปขยายผลการปลูกในพื้นที่ต่อไป ในปี 2564 ไบโอเทคกำลังเตรียม ข้าวหอมจินดา ซึ่งเป็นข้าวเจ้าที่ได้จากการผสมข้ามพันธุ์แบบดั้งเดิมระหว่างข้าวพันธุ์ปทุมธานีเป็นสายพันธุ์แม่ […]

อะไรทำให้สัตว์บางชนิดมีสองหัว

อะไรทำให้สัตว์บางชนิดมีสองหัว Bicephaly คือสภาพผิดปกติของสัตว์เมื่อพวกมันเกิดมามีสองหัว แม้ว่าสาเหตุที่แน่ชัดของการเกิดความผิดปกตินี้จะยังไม่ชัดเจน แต่เชื่อกันว่าน่าจะเกิดจากการพัฒนาในระยะตัวอ่อนที่ไม่สมบูรณ์ส่งผลให้เกิดภาวะสองหัวขึ้น ซึ่งมักพบในสัตว์เลื้อยคลานจำพวก เต่าหรืองู มองไปที่สัตว์สองหัวเหล่านี้ ส่วนใหญ่แล้วพวกมันจะตายตั้งแต่ยังเป็นลูกสัตว์ ด้วยหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็น การกัดกันเองหรือกินอาหารมากเกินไป  อย่าลืมว่าแม้พวกมันจะมีสองหัวแต่อวัยวะอื่นๆ ภายในนั้นมีเพียงแค่อย่างละหนึ่ง และพวกมันแชร์อวัยวะร่วมกัน ดูเหมือนว่าสำนวนสองหัวดีกว่าหัวเดียวนั้นจะใช้ไม่ได้จริงในโลกของสรรพสัตว์….   อ่านเพิ่มเติม อะจึ๋ย! เต่าสองหัว มันจะรอดไหมนี่?

อีกนานแค่ไหนสำหรับ วัคซีนโควิด-19

นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกกำลังเร่งพัฒนา วัคซีนโควิด-19 เพื่อรับมือกับการระบาดของเชื้อโคโรนาไวรัสสายพันธุ์ใหม่ แต่กระบวนการต่างๆ ของการผลิตวัคซีนล้วนต้องใช้เวลามากกว่าหนึ่งปี แล้วเราต้องรอวัคซีนที่ใช้ได้จริงอีกนานแค่ไหน จากวันแรกของการระบาดใหญ่จนถึงวันนี้ สถานการณ์ของโรคโควิด-19 ทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยจำนวนผู้ป่วยทั่วโลกขณะนี้เพิ่มจำนวนขึ้นมากกว่าล้านคนแล้ว และยังไม่มีท่าทีว่าจะถึงจุดยุติง่ายๆ ความหวังเดียวของเหล่านักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกสำหรับตอนนี้คือ วัคซีนโควิด-19 แล้วความหวังนี้ใกล้ความจริงแล้วหรือยัง ทั่วโลกกำลังเร่งพัฒนาวัคซีน 5 รูปแบบ ดร.อนันต์ จงแก้ววัฒนา ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยนวัตกรรมสุขภาพสัตว์และการจัดการ และนักไวรัสวิทยา ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวว่า ปัจจุบันนักวิจัยจำนวนมากจากสถาบันวิจัย มหาวิทยาลัย บริษัท สตาร์ตอัป และบริษัทยาขนาดใหญ่ ในหลายประเทศทั่วโลก ต่างกำลังแข่งขันกันพัฒนาวัคซีนป้องกันโรค COVID-19 ในรูปแบบต่างๆ เฉพาะในประเทศจีนประเทศเดียว มีไม่น้อยกว่า 40 แห่ง โดยเทคโนโลยีวัคซีนที่พัฒนากันอยู่สามารถแบ่งออกเป็น 5 รูปแบบใหญ่ๆ คือ 1. Viral Vector Vaccines คือการฝากแอนติเจนของ SARS-CoV-2 เข้าไปกับไวรัสชนิดอื่นที่ติดคนได้แต่ไม่ก่อโรค แล้วใช้ไวรัสดังกล่าวกระตุ้นภูมิคุ้มกันแทนการใช้ไวรัส SARS-CoV-2 โดยตรง 2. DNA […]