ไนดาเรีย คือชื่อกลุ่มของแมงกะพรุน ไฮดรา ปะการัง และดอกไม้ทะเล

ไนดาเรีย (Cnidaria) : ไฮดรา แมงกะพรุน และปะการัง

กลุ่มของสัตว์ลำตัวใส บางชนิดก็มีสีสันสวยงาม เหล่า ไนดาเรีย คือสัตว์ที่มีความหลากหลายมากที่สุดกลุ่มหนึ่งในท้องทะเล

ซีเลนเทอราตา (Coelenterata) หรือในปัจจุบันถูกเรียกว่า ไนดาเรีย (Cnidaria) คือ หนึ่งในเก้าไฟลัมของอาณาจักรสัตว์ตามการจัดจำแนกสิ่งมีชีวิตด้วยหลักอนุกรมวิธานวิทยา (Taxonomy) สัตว์ในไฟลัมไนดาเรียส่วนใหญ่คือสัตว์ที่อาศัยอยู่ในทะเล ได้แก่ ปะการัง กัลปังหา ดอกไม้ทะเล และแมงกะพรุน โดยมีเพียงบางส่วนที่อาศัยอยู่ในแหล่งน้ำจืด เช่น ไฮดรา และแมงกะพรุนน้ำจืด

ในปัจจุบัน สัตว์ในไฟลัมไนดาเรียมีอยู่ราว 9,000 ชนิด เป็นสิ่งมีชีวิตที่นับว่ามีวิวัฒนาการสูงขึ้นกว่าสัตว์ในไฟลัมพอริเฟอรา แต่ยังถือเป็นสิ่งมีชีวิตดึกดำบรรพ์หรือเหล่าบรรพบุรุษของสัตว์หลายเซลล์ที่มีเนื้อเยื่อที่แท้จริงทั้งหลาย

 [คำว่า “ไนเดีย” (Cnidae) มีความหมายว่า “ต่อย” หรือ “ทำร้าย” ในภาษาละติน]

แมงกะพรุนกล่องมีพิษร้ายแรง

ลักษณะสำคัญของสัตว์ในไฟลัมไนดาเรีย

มีเนื้อเยื่อที่แท้จริง แต่ไม่มีอวัยวะหรือระบบต่าง ๆ ภายในร่างกายที่สมบูรณ์ :

  1. มีปากแต่ไม่มีทวารหนัก ดังนั้น ทั้งการกินอาหารและขับถ่ายล้วนอาศัยช่องทางเดินอาหารที่อยู่บริเวณกลางลำตัวที่เรียกว่า “แกสโทรวาสคูลาร์ คาวิตี” (Gastrovascular Cavity) ทำหน้าที่เป็นทั้งทางเดินอาหารและระบบหมุนเวียนสสาร โดยมีเซลล์ชนิดพิเศษหรือเซลล์ที่ทำหน้าที่ในการย่อยอาหาร (Nutritive Cell) ซึ่งแทรกอยู่ที่เนื้อเยื่อชั้นในทำหน้าที่ย่อยและดูดซึมสารอาหาร ก่อนส่งไปยังส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย
  2. ไม่มีระบบหายใจ ระบบหมุนเวียนโลหิต หรือระบบขับถ่ายโดยเฉพาะ แต่อาศัยการแพร่ของก๊าซผ่านผิวหนังและการแลกเปลี่ยนของเสียต่าง ๆ ผ่านน้ำที่อยู่รอบตัว
  3. มีระบบประสาทแบบร่างแห (Nerve Net) คือ มีเซลล์ประสาทเชื่องโยงกันทั่วทั้งตัว แต่ยังไม่มีการรวมกลุ่มของเซลล์ประสาทเป็นปมประสาท (Ganglion) ดังนั้น การนำกระแสประสาทจึงดำเนินไปอย่างเชื่องช้าและมีทิศทางไม่แน่นอน ซึ่งเป็นข้อแตกต่างระหว่างสัตว์ในไฟลัมไนดาเรียและสัตว์ชั้นสูงชนิดอื่น ๆ

ไนดาเรีย, แมงกะพรุน, ไฮดรา, ปะการัง, ดอกไม้ทะเล

มีรูปร่างมีสมมาตรแบบรัศมี (Radial Symmetry) หรือ รัศมีสองระนาบ (Biradial Symmetry)

มีระบบโครงร่างของเหลว (Hydrostatic Skeleton) ทำให้ร่างกายมีรูปร่างด้วยกัน 2 ลักษณะ :

  1. รูปร่างคล้ายทรงกระบอกหรือต้นไม้ที่เรียกว่า “โพลิป” (Polyp) เช่น ไฮดรา ปะการัง และดอกไม้ทะเล
  2. รูปร่างคล้ายร่มหรือระฆังคว่ำที่เรียกว่า “เมดูซา” (Medusa) เช่น แมงกะพรุนทั้งหลาย

มีเนื้อเยื่อ 2 ชั้น :

  1. เนื้อเยื่อชั้นนอกหรือเอกโตเดิร์ม (Ectoderm) ทำหน้าที่เสมือนผิวหนังชั้นนอกของสัตว์ มีการพัฒนาของเซลล์จนเป็นเนื้อเยื่อบุผิวลำตัวที่เรียกว่า “อิพิเดอร์มิส” (Epidermis)
  2. เนื้อเยื่อชั้นในหรือเอนโดเดิร์ม (Endoderm) มีการพัฒนาของเซลล์จนเป็นเยื่อบุผิวทางเดินอาหารที่เรียกว่า “แกสโตรเดอร์มิส” (Gastrodermis)
  3. ในระหว่างเนื้อเยื่อทั้ง 2 ชั้น มีชั้นมีโซเกลีย (Mesoglea) แทรกอยู่บริเวณกึ่งกลาง มีลักษณะคล้ายวุ้นเจล ซึ่งเป็นสารพวกมิวโคพอลิแซ็กคาไรด์ (Mucopolysaccharide) และคอลลาเจน (Collagen)

มีหนวด (Tentacle) และเข็มพิษ (Nematocyst) : อยู่บริเวณโดยรอบของช่องปาก เพื่อใช้ในการป้องกันตัวและล่าเหยื่อ โดยเข็มพิษบนหนวดถูกสร้างขึ้นโดยเซลล์ที่เรียกว่า “ไนโดไซต์” (Cnidocyte)

ไนดาเรีย, แมงกะพรุน, ไฮดรา, ปะการัง, ดอกไม้ทะเล
วงจรชีวิตของไนดาเรียน

สืบพันธุ์ทั้งแบบอาศัยเพศและไม่อาศัยเพศ : สัตว์ในไฟลัมไนดาเรียมีทั้งสัตว์ที่มี 2 เพศในตัวเดียว และกลุ่มแยกเพศที่ใช้การปฏิสนธิภายนอก (External Fertilizer) ในการสืบพันธุ์ อย่างเช่น แมงกะพรุนชนิดต่าง ๆ ซึ่งตัวอ่อน หรือ “พลานูลา” (Planula) หลังการปฏิสนธิจะเคลื่อนที่อย่างอิสระอยู่ใต้น้ำ ก่อนหาที่ยึดเกาะเพื่อเจริญเติบโต จึงมีลักษณะคล้ายดอกไม้ทะเลและเมื่อสภาวะแวดล้อมเหมาะสม ส่วนปลายของโพลิปจะค่อย ๆ หลุดออกกลายเป็นเมดูซาหรือแมงกะพรุนขนาดเล็ก ขณะที่การสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศ อาศัยการแตกหน่อ (Budding) และการแบ่งออกเป็นส่วน (Fission)

สัตว์ในไฟลัมไนดาเรียสามารถแบ่งออกเป็น 4 หมวดชั้น (Class) คือ

  • ไฮโดรซัว (Hydrozoa) คือ สัตว์ที่มีรูปร่างทรงกระบอกหรือโพลิป และมีบางช่วงเวลาของชีวิตจะมีรูปร่างระฆังคว่ำ (Medusa) ส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในทะเลและอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม (Colony) ไม่มีเซลล์ไนโดไซท์หรือมีพิษเพียงเล็กน้อย เช่น โอบีเลีย แมงกะพรุนน้ำจืด แมงกะพรุนลอย และไฮดรา

ไนดาเรีย, แมงกะพรุน, ไฮดรา, ปะการัง, ดอกไม้ทะเล

  • ไซโฟซัว (Scyphozoa) คือ สัตว์ที่มีรูปร่างทรงระฆังคว่ำ แต่ขณะที่เป็นตัวอ่อนจะมีรูปร่างแบบต้นไม้ มีขนาดใหญ่กว่าสัตว์ในคลาสไฮโดรซัว มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางตั้งแต่ 2 เซนติเมตรไปจนถึง 2 เมตร อย่างเช่น แมงกะพรุนแผงคอสิงโต (Lion’s Mane Jellyfish) โดยทั่วไป สัตว์ในคลาสนี้จะมีเข็มพิษมากบริเวณหนวดและปาก สามารถเคลื่อนที่หรือว่ายน้ำได้อย่างอิสระ เช่น แมงกะพรุนไฟ และแมงกะพรุนจาน

ไนดาเรีย, แมงกะพรุน, ไฮดรา, ปะการัง, ดอกไม้ทะเล

  • คิวโบซัว (Cubozoa) คือ สัตว์ที่มีลักษณะก้ำกึ่งระหว่างไฮโดรซัวและไซโฟซัว มีรูปร่างทรงระฆังคว่ำ แต่ค่อนไปทางสี่เหลี่ยมซึ่งส่งผลให้สัตว์ในคลาสคิวโบซัวถูกเรียกว่า “แมงกะพรุนกล่อง” (Box Jellyfish) และที่มุมทั้งสี่จะมีหนวด มีเข็มพิษซึ่งมีพิษร้ายแรงที่สุด จนได้รับการขนานนามว่า “ต่อทะเล” (Sea Wasp) 

ไนดาเรีย, แมงกะพรุน, ไฮดรา, ปะการัง, ดอกไม้ทะเล

  • แอนโทซัว (Anthozoa) คือ กลุ่มสัตว์ทะเลทั้งหมดและมีมากกว่า 6,000 ชนิด อาศัยอยู่ทั้งในเขตน้ำลึกและน้ำตื้น โดยส่วนใหญ่มีรูปร่างทรงกระบอกหรือทรงต้นไม้ตลอดช่วงชีวิต ทำให้ลักษณะทั่วไปมองดูเหมือนดอกไม้หรือพืชทะเล มักอาศัยอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม มีการสร้างสารหินปูนเป็นเปลือกหุ้ม เช่น ปะการังนิ่ม กัลปังหา ปากกาทะเล ดอกไม้ทะเล ปะการังดอกเห็ด และปะการังเขากวาง มีการสืบพันธุ์แบบแตกหน่อ เป็นสัตว์ที่เมื่อเติบโตแล้วจะไม่เคลื่อนย้ายไปไหนอีก ส่งผลให้การอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม กลายเป็นการสร้างแนวปะการัง (Coral Reef) ที่พบเห็นได้ทั่วไปในมหาสมุทรของโลก

สืบค้นและเรียบเรียง
คัดคณัฐ ชื่นวงศ์อรุณ


ข้อมูลอ้างอิง

สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.)https://www.scimath.org/lesson-biology/item/7035-animal-kingdom-invertebrate

โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์https://biology.mwit.ac.th/Resource/BiodiverPDF/8_diver_animalia2.pdf

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยhttp://www.sysp.ac.th/files/1403271111004763_14042614140852.pdf

มหาวิทยาลัยบูรพาhttps://www.academia.edu/39513928/อาณาจักรสัตว_Kingdom_Animalia_


เรื่องอื่นๆ ที่น่าสนใจ : ฟองน้ำเป็นสัตว์ ข้อมูลเกี่ยวกับฟองน้ำและการจัดจำแนก

เรื่องแนะนำ

ส่องอนาคตของรถยนต์ไฟฟ้า มาแน่ในอีกไม่กี่ปี

ในหลายประเทศออกนโยบายอ้าแขนรับการมาถึงของรถยนต์ไฟฟ้าแล้ว มาดูกันว่าในงานมอเตอร์โชว์ที่ผ่านมามีรถยนต์ไฟฟ้าจากค่ายใดบ้างที่น่าสนใจ

วัตถุเล็ก ที่อาจไขปริศนากำเนิด เอกภพ

ดาราศาสตร์ยุคใหม่กำลังแสดงภาพที่เราไม่เคยเห็นของวัตถุเล็กซึ่งกระจายอยู่ในระบบสุริยะของเรา วัตถุเล็กเหล่านี้ให้เบาะแสเกี่ยวกับปริศนายิ่งใหญ่ที่สุดหลายข้อของ เอกภพ ดานเต ลอเรตตา ดูเยือกเย็น ขณะเตรียมตัวสำหรับช่วงเวลา 17 วินาทีที่เขาทุ่มเทเวลาตลอด 16 ปีเพื่อให้ได้มา ลอเรตตา นักวิทยาศาสตร์ดาวเคราะห์จากมหาวิทยาลัยแอริโซนา จ้องเขม็งที่จอแสดงภาพจำลองสามภาพของวัตถุรูปร่างเหมือนลูกข่างยางลอยอยู่ในทะเลดาว นั่นคือดาวเคราะห์น้อยที่รู้จักกันในนาม 101955 เบนนู เขาเฝ้าดูมันจากม้านั่งโลหะหุ้มเบาะหนังภายในอาคารเรียบง่ายหลังหนึ่งที่ศูนย์ควบคุมภารกิจของบริษัทล็อกฮีดมาร์ตินสเปซ เมืองลิตเทิลตัน รัฐโคโลราโด ขณะนั้นเป็นเวลา 13.49 น. ของวันที่ 20 ตุลาคม ปี 2020 และจอก็แสดงภาพดาวเคราะห์น้อยเบนนู ในวงเขียว ซึ่งหมายถึงวงโคจรของยานอวกาศโอไซริส-เรกซ์ (OSIRIS-REx) ขององค์การนาซา ภายในเวลาไม่ถึง สามชั่วโมง ทูตยนต์ลำนี้จะพยายามลอยลงและสัมผัสดาวเคราะห์น้อยเบนนูเป็นครั้งแรก โดยหวังจะเก็บตัวอย่างฝุ่นและกรวดต่างดาวเพื่อส่งกลับโลก ยานโอไซริส-เรกซ์ที่ส่งขึ้นเมื่อปี 2016 ต้องวนรอบดวงอาทิตย์สองรอบเพื่อตามให้ทันดาวเคราะห์น้อยเบนนู ซึ่งในวาระที่มาบรรจบ (rendezvous) กันเมื่อเดือนตุลาคมนั้นอยู่ไกลจากโลกกว่า 300 ล้านกิโลเมตร ดาวเคราะห์น้อยเบนนูกว้างราวครึ่งกิโลเมตร นับเป็นวัตถุท้องฟ้าขนาดเล็กที่สุดที่ยานอวกาศใดเคยโคจรรอบ พื้นผิวของมันขรุขระมาก ทีมของลอเรตตาต้องทำแผนที่อยู่หนึ่งปีเพื่อหาจุดปลอดภัยสำหรับการลอยลง ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นน่าจะทำให้วันนี้เคร่งเครียด ทำไมต้องเผชิญความเครียดและทุ่มเทขนาดนี้ เพียงเพื่อฝุ่นกับกรวดหนักสองกิโลกรัม เริ่มด้วยการที่ ดาวเคราะห์น้อยมีหน่วยการสร้างที่ก่อตัวขึ้นในยุคแรกสุดของระบบสุริยะ หรือเมื่อกว่า […]

World Update: ทำไมมนุษย์และสัตว์ถึง หาว และการหาวติดต่อกันได้จริงหรือ

ทำไมมนุษย์และสัตว์อื่นจึง หาว แล้วทำไมเราหาวตามคนอื่นได้คล้ายโรคติดต่อ – ไม่ใช่เพิ่มระดับออกซิเจนอย่างที่เคยเชื่อกัน แอนดรูว์ กัลลัป (Andrew Gallup) นักชีววิทยาวิวัฒนาการ มหาวิทยาลัยแห่งรัฐนิวยอร์กได้เสนอคำตอบใหม่หลังจากใช้เวลาหลายปีทำงานวิจัยว่าทำไมมนุษย์และสัตว์อื่นจึง หาว และทำไมการ หาว จึงติดต่อกันได้ราวกับโรคระบาด เขาพบว่ามีความเป็นไปได้ว่าสัตว์มีกระดูกสันหลังทั้งหมดมีพฤติกรรมการหาวเพื่อจุดประสงค์ในการควบคุมกระบวนการภายในร่างกายบางอย่าง แต่ไม่ใช่เพื่อทำให้ระดับออกซิเจนในเลือดเพิ่มขึ้นตามที่คนส่วนใหญ่เชื่อกัน “แม้จะมีความเชื่อนี้มาอย่างยาวนาน แต่การวิจัยได้ทดสอบสมมติฐานและสรุปอย่างชัดเจนว่าการหาวนั้นไม่ได้ทำให้ระดับออกซิเจนในเลือดเพิ่มขึ้น” กัลลัปกล่าวพร้อมเสริมตัวอย่างว่า “กรณีที่ชัดเจนนั้นคือการหาวของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในทะเล ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อสัตว์นั้นอยู่ใต้น้ำและ (การหาว) ไม่ได้ช่วยในเรื่องการหายใจ” ถ้าเป็นเช่นนั้น การหาวทำอะไรกับร่างกายเราจริงๆ กัลลัปเสนอว่าเป็นการกระตุ้นให้ร่างกายเกิดการตื่นตัว “มีงานวิจัยที่ชี้ให้เห็นว่าการหาวเกิดขึ้นพร้อมกับการกระตุ้นของสมองที่เพิ่มขึ้น ดังนั้นการหาวอาจทำหน้าที่กระตุ้นให้เกิดการตื่นตัว” เขากล่าวและเสริมว่า “ปัจจุบันมีงานวิจัยเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ที่ชี้ให้เห็นว่าการหาวนั้นเกิดจากอุณหภูมิของสมองสูงขึ้น” กัลลัปกล่าวว่าเขาได้ศึกษาหนู โดยทำให้สมองของหนูมีอุณหภูมิสูง ซึ่งส่งผลให้เกิดการหาวขึ้นมาจริงๆ และหลังจากหาวอุณหภูมิก็ลดลง จึงกลายเป็นหลักฐานที่น่าเชื่อถือ นอกจากนี้พวกเขายังได้ศึกษาสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมและนกมากกว่า 100 สายพันธุ์และพบว่าระยะเวลาการหาวนั้นสัมพันธ์กับขนาดของสมอง ยิ่งสมองมีขนาดใหญ่และซับซ้อน การหาวก็จะนานและถี่กว่า อีกหนึ่งคำถามที่น่าสนใจคือ ทำไมการหาวจึงติดต่อกันได้ราวกับโรคระบาด และไม่ใช่แค่เพียงในกลุ่มสิ่งมีชีวิตเดียวกันเท่านั้น แต่ยังอาจข้ามสปีชีส์ได้เช่นการหาวของสัตว์เลี้ยงก็ทำให้เจ้าของหาวตามได้ กัลลัปได้เสนอเหตุผลว่าการหาวอาจมีการพัฒนาขึ้นเมื่อเพื่อเพิ่มความระมัดระวังภายในกลุ่มที่มีความสัมพันธ์ทางสังคมที่สูง “เหตุผลพื้นฐานคือ หากการหาวเป็นเครื่องบ่งชี้ว่าบุคคลหนึ่งกำลังมีการตื่นตัวที่ลดลง ดังนั้นการเห็นอีกคนหาวอาจช่วยเพิ่มความระมัดระวังของผู้ที่มองเห็น การแพร่กระจายอาจทำให้การระมัดระวังเพิ่มขึ้นทั้งกลุ่ม” กัลลัปกล่าวพร้อมอธิบายถึงการศึกษาหนึ่งของเขาที่ทดสอบว่าคนที่มองเห็นการหาวจะตอบสนองต่อรูปภาพภัยคุกคามเพิ่มขึ้นหรือไม่ “เราแสดงรูปภาพต่างๆ มากมายที่รวมถึงสิ่งเร้าที่คุกคามคือรูปภาพของงู และสิ่งเร้าที่ไม่คุกคามคือรูปภาพของกบ […]

อีกนานแค่ไหนสำหรับ วัคซีนโควิด-19

นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกกำลังเร่งพัฒนา วัคซีนโควิด-19 เพื่อรับมือกับการระบาดของเชื้อโคโรนาไวรัสสายพันธุ์ใหม่ แต่กระบวนการต่างๆ ของการผลิตวัคซีนล้วนต้องใช้เวลามากกว่าหนึ่งปี แล้วเราต้องรอวัคซีนที่ใช้ได้จริงอีกนานแค่ไหน จากวันแรกของการระบาดใหญ่จนถึงวันนี้ สถานการณ์ของโรคโควิด-19 ทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยจำนวนผู้ป่วยทั่วโลกขณะนี้เพิ่มจำนวนขึ้นมากกว่าล้านคนแล้ว และยังไม่มีท่าทีว่าจะถึงจุดยุติง่ายๆ ความหวังเดียวของเหล่านักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกสำหรับตอนนี้คือ วัคซีนโควิด-19 แล้วความหวังนี้ใกล้ความจริงแล้วหรือยัง ทั่วโลกกำลังเร่งพัฒนาวัคซีน 5 รูปแบบ ดร.อนันต์ จงแก้ววัฒนา ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยนวัตกรรมสุขภาพสัตว์และการจัดการ และนักไวรัสวิทยา ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวว่า ปัจจุบันนักวิจัยจำนวนมากจากสถาบันวิจัย มหาวิทยาลัย บริษัท สตาร์ตอัป และบริษัทยาขนาดใหญ่ ในหลายประเทศทั่วโลก ต่างกำลังแข่งขันกันพัฒนาวัคซีนป้องกันโรค COVID-19 ในรูปแบบต่างๆ เฉพาะในประเทศจีนประเทศเดียว มีไม่น้อยกว่า 40 แห่ง โดยเทคโนโลยีวัคซีนที่พัฒนากันอยู่สามารถแบ่งออกเป็น 5 รูปแบบใหญ่ๆ คือ 1. Viral Vector Vaccines คือการฝากแอนติเจนของ SARS-CoV-2 เข้าไปกับไวรัสชนิดอื่นที่ติดคนได้แต่ไม่ก่อโรค แล้วใช้ไวรัสดังกล่าวกระตุ้นภูมิคุ้มกันแทนการใช้ไวรัส SARS-CoV-2 โดยตรง 2. DNA […]