การติดเชื้อโควิด - 19 หลายครั้งสามารถทำร้ายร่างกายได้มากขึ้น

การติดเชื้อโควิด – 19 หลายครั้งสามารถทำร้ายร่างกายได้มากขึ้น

การติดเชื้อโควิด – 19 หลายครั้งสามารถทำร้ายร่างกายได้ ตั้งแต่ลองโควิด ไปจนถึงโรคหัวใจ

ซิยาด อัล-อลี (Ziyad Al-Aly) หัวหน้าฝ่ายวิจัยและพัฒนาของศูนย์ดูแลสุขภาพทหารผ่านศึกเซนต์หลุยส์(Veterans Affairs St. Louis Healthcare System) และนักระบาดวิทยาทางคลินิกที่มหาวิทยาลัยวอชิงตันได้ทำการศึกษาฐานข้อมูลเวชระเบียนกว่า 5.6 ล้านรายของกลุ่มทหารผ่านศึกรัฐเวอร์จิเนีย พบว่าการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ใหม่แต่ละครั้งเพิ่มความเสี่ยงในการเสียชีวิตจากสาเหตุอื่นๆ และเพิ่มผลเสียทางสุขภาพเช่นความผิดปกติของหัวใจ เลือด และสมอง

โดยปกติแล้ว ความเสี่ยงในการติดเชื้อซ้ำจะแตกต่างกันไปตามโรค ซึ่งไม่มีเหตุให้ต้องกังวลมากนักเกี่ยวกับการติดเชื้อครั้งที่ 2 เช่นโรคหัด ไข้เหลือง หรือหัดเยอรมัน เนื่องจากโรคหรือวัคซีนเพียงครั้งเดียวก็สามารถให้ภูมิคุ้มกันที่ยาวนาน มันจะป้องกันไม่ให้คุณติดเชื้อซ้ำตั้งแต่แรก หรือนำไปสู่การติดเชื้อที่ไม่รุนแรงจนแทบจะสังเกตไม่เห็น 

จากนั้น ก็มีโรคบางโรคที่ภูมิคุ้มกันลดลงเมื่อเวลาผ่านไป ทำให้อาจเกิดการติดเชื้อซ้ำได้ ซึ่งความรุนแรงครั้งหลังนี้ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น ไข้หวัดใหญ่ที่ไวรัสกลายพันธุ์บ่อยครั้งจนสร้างความสับสนให้ระบบภูมิคุ้มกัน การติดเชื้อซ้ำแต่ละครั้งจึงเหมือนกับการติดเชื้อครั้งแรก อย่างไรก็ตาม โดยปกติแล้วการติดเชื้อซ้ำมักจะไม่รุนแรงกว่าครั้งแรก

แต่สำหรับโควิด-19 เป็นที่ชัดเจนว่าภูมิคุ้มกันจากทั้งธรรมชาติและวัคซีนนั้นลดลง จนบางครั้งการติดเชื้อครั้งต่อไปอาจรุนแรงกว่าเดิมและสร้างผลเสียหายต่อร่างกาย มิคาเอล ออสเตอร์โฮล์ม (Michael Osterholm) ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและนโยบายโรคติดเชื้อแห่งมหาวิทยาลัยมินนิโซตาระบุว่าการติดเชื้อซ้ำของโควิด-19 อาจทำให้เกิดการอักเสบระยะยาวในหลอดเลือด ซึ่งจะพัฒนาไปเป็นลิ่มเลือด และเสี่ยงที่จะเกิดภาวะหัวใจวายหรือโรคหลอดเลือดสมองเพิ่มขึ้น น้กวิจัยยังคงกังวลกับภาวะลึกลับกับอาการต่าง ๆ ที่แตกต่างกันไปของลองโควิด (Long Covid-19) 

เขาตั้งข้อสังเกตว่าเมื่อเกิดสายพันธุ์ย่อยขึ้นมาใหม่ก็ทำให้ต้องตั้งสมการใหม่ทั้งหมดอีกครั้ง “เมื่อคุณรวมสิ่งที่ยังไม่เป็นที่รู้จักดีพอและทั้งหมดเข้าด้วยกัน นั่นทำให้มันซับซ้อนมากขึ้น” เขากล่าวำร้อมเสริมว่า “ผมเรืยกมันว่า ‘ปัญหาแคลคูลัสของโรคติดเชื้อ’” 

จนถึงตอนนี้หลักฐานยังปะปนกันอยู่ ผลการศึกษาเมื่อเดือนกันยายนปี 2021 ระบุว่า ผู้ที่ได้รับวัคซีน 2 เข็มมีโอกาสครึ่งนึงที่จะมีอาการของ ‘ลองโควิด’ เท่ากับคนที่ไม่ได้รับวัคซีน ขณะที่การศึกษาเมื่อเดือนพฤษภาคม 2022 ระบุว่าการฉีดวัคซีนช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดอาการ ‘ลองโควิด’ ได้เพียงร้อยละ 15 เท่านั้น

ซึ่งค่อนข้างแน่นอนว่าการติดเชื้อโควิด-19 ซ้ำเพิ่มความเสี่ยงทางอ้อมด้านลบต่อสุขภาพมากยิ่งขึ้น “คำตอบคือใช่อย่างชัดเจน” อัล-อลีกล่าว อย่างไรก็ตามเขาและผู้เชี่ยวชาญคนอื่น ๆ ได้เน้นย้ำว่ายังมีคำถามอีกมากมาย อีกทั้งกลุ่มทหารผ่านศึกซึ่งเป็นผู้สูงอายุ ผิวขาว และเพศชายนั้นไม่ได้สะท้อนถึงประชากรทั้งหมด 

และที่สำคัญ การฉีดวัคซีนยังคงป้องกันอาการโดยตรงของโรคโควิด-19 ที่รุนแรงได้ ดังนั้นวัคซีนยังจำเป็นต่อการป้องกันไวรัสโควิด แต่สำหรับอาการสุขภาพอื่น ๆ โดยอ้อมและ ‘ลองโควิด’ นักวิทยาศาสตร์ยังคงต้องหาคำตอบที่แน่ชัดกันต่อไป

สืบค้นและเรียบเรียง วิทิต บรมพิชัยชาติกุล

ที่มา

https://www.nationalgeographic.com/magazine/article/how-multiple-covid-19-infections-can-harm-the-body


อ่านเพิ่มเติม แอนโทนี เฟาชี แพทย์ผู้วางนโยบายพิชิตจากยุคโรคเอดส์สู่โควิด-19 ของสหรัฐฯ

เรื่องแนะนำ

ปลอดโรคภัย เมื่อให้อาหารดีแก่จุลินทรีย์ในลำไส้

ทำความรู้จักกับเพื่อนแท้ที่อยู่กับเรามาตั้งแต่เกิด และเป็นผู้เล่นสำคัญในการกำหนดว่าสุขภาพของคุณจะดีหรือไม่ดี พวกมันคือ "ไมโครโบโอม" นิคมของประชากรแบคทีเรียและจุลินทรีย์ในลำไส้

ดาวฤกษ์ขนาดใหญ่หายไป

การหายไปของดาวฤกษ์ขนาดใหญ่ สร้างความประหลาดใจให้กับนักดาราศาสตร์ หรือเหตุการณ์นี้อาจสร้างความรู้ใหม่ที่เราเคยเรียนรู้เกี่ยวกับวิวัฒนาการของดาวฤกษ์ ภารกิจสำรวจดวงดาวด้วยกล้องโทรทรรศน์ขนาดใหญ่ทางตอนใต้ของยุโรป (European Southern Observatory’s Very Large Telescope – VLT) นักดาราศาสตร์พบว่า “ดาวแปรแสงสีฟ้าที่สว่างมาก” (Luminous Blue Variables / LBVs) ใน “กาแล็กซีแคระคินแมน (Kinman Dwarf Galaxy)” หายไปจากการสำรวจ ในช่วงปี 2001 ถึง 2011 นักดาราศาสตร์ได้เก็บข้อมูลสเปกตรัมของกาแล็กซีแคระคินแมน ที่อยู่ห่างจากโลกออกไป 75 ล้านปีแสง เนื่องจากกาแล็กซีนี้มีขนาดเล็กและอยู่ไกลมาก จึงไม่สามารถศึกษาดาวฤกษ์แต่ละดวงในที่อยู่ในกาแล็กซีนี้ได้ ทำได้เพียงศึกษาสเปกตรัมโดยรวมของทั้งกาแล็กซี แต่อย่างไรก็ตาม ดาวฤกษ์ที่สว่างมากและมีคุณสมบัติที่แตกต่างจากดาวดวงอื่น จะปรากฏเอกลักษณ์อย่างเด่นชัดบนสเปกตรัมของกาแล็กซี นักดาราศาสตร์พบว่าในกาแล็กซีนี้มีดาวฤกษ์ประเภท “ดาวแปรแสงสีฟ้าที่สว่างมาก” (Luminous Blue Variables / LBVs) ซึ่งเป็นดาวฤกษ์ที่มีการเปลี่ยนแปลงระดับความสว่างอย่างมาก แต่ไม่มีคาบที่ชัดเจน สามารถสว่างได้มากกว่าดวงอาทิตย์ถึง 2.5 ล้านเท่า และมีสเปกตรัมที่แตกต่างไปจากดาวฤกษ์สีฟ้าทั่ว ๆ ไป จนกระทั่งปี […]

การปรับตัวของสิ่งมีชีวิต (Adaptation)

การปรับตัวของสิ่งมีชีวิต สามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา และเมื่อเกิดการปรับตัวแล้ว หากสิ่งที่เปลี่ยนสร้างโอกาส หรือความได้เปรียบทางธรรมชาติ สิ่งนั้นก็จะถูกถ่ายทอดไปยังรุ่นต่อๆ ไป กลายเป็นวิวัฒนาการ การปรับตัวของสิ่งมีชีวิต (Adaptation) หมายถึง กลไกทางชีวภาพของสิ่งมีชีวิตที่ทำการปรับเปลี่ยนลักษณะโครงสร้างทางกายภาพ สรีรวิทยา รวมถึงพฤติกรรมบางประการให้เหมาะสมต่อสภาพแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลาในระบบนิเวศ ทั้งเพื่อป้องกันตนเองจากภัยคุกคามหรือผู้ล่า การเลือกแหล่งที่อยู่อาศัยและแหล่งอาหาร รวมถึงปัจจัยในด้านต่าง ๆ อีกมากมายที่ส่งผลต่อการดำรงอยู่ของสิ่งมีชีวิต การปรับตัวของสิ่งมีชีวิตสามารถจำแนกออกเป็น 3 ประเภท ดังนี้ 1. การปรับตัวด้านสัณฐานวิทยา (Morphological/Structural Adaptation) หมายถึง การปรับเปลี่ยนลักษณะรูปร่างหรือโครงสร้างภายนอกของร่างกาย เช่น ขนาดตัว รูปร่าง สีผิว ลักษณะขน และรูปลักษณ์ของอวัยวะภายนอกให้เหมาะสมและกลมกลืนกับสภาพแวดล้อม เพื่อการดำรงชีวิตและการขยายเผ่าพันธุ์ ตัวอย่าง การปรับตัวด้านรูปร่างลักษณะของพืชและสัตว์ ต้นโกงกาง : มีรากที่แตกแขนงออกมาจากลำต้น เพื่อช่วยค้ำจุน เนื่องจากสภาพแวดล้อมที่มีการขึ้น-ลงของน้ำทะเลตลอดเวลา รวมถึงการอาศัยอยู่บนหาดโคลนหรือหาดเลนที่มีดินอ่อนนุ่ม ผักตบชวาและดอกบัว : มีช่องอากาศขนาดเล็กหรือโพรงอากาศจำนวนมากอยู่ภายในก้านใบ ก้านดอก และลำต้น ซึ่งช่วยให้พืชมีน้ำหนักเบาและสามารถลอยตัวอยู่ในแหล่งน้ำได้ดี การพรางตัวของสัตว์ (Crypsis/Camouflage) : การเปลี่ยนสีผิว การมีรูปร่าง […]

ปล่องน้ำพุร้อนใต้มหาสมุทร

ในมหาสมุทรอันแสนกว้างใหญ่ยังมีความพิศวงมากมายที่อยู่ภายใต้ผืนน้ำสีฟ้าคราม ทั้งแนวปะการังที่ซับซ้อน สิ่งมีชีวิตน้อยใหญ่หลากหลายชนิด และทัศนียภาพใต้น้ำที่ไม่คุ้นตา อย่าง ปล่องน้ำพุร้อนใต้มหาสมุทร ปล่องน้ำพุร้อนใต้มหาสมุทร (Hydrothermal vent) คือ ช่องรอยแตกหรือรอยแยกบนแผ่นเปลือกโลกใต้มหาสมุทร (Oceanic Crust) ซึ่งทำให้เกิดการปลดปล่อยความร้อนและแร่ธาตุต่าง ๆ จากใต้พื้นพิภพขึ้นสู่พื้นผิวโลก ปล่องน้ำพุร้อนใต้มหาสมุทรจึงพบได้ตามแนวสันเขาใต้มหาสมุทร (Mid Ocean Ridge) และแนวภูเขาไฟที่ยังคงคุกรุ่น ซึ่งยังมีการเคลื่อนที่เข้าหาหรือมุดตัวซ้อนกันของแผ่นธรณีภาคจำนวนมาก ช่องรอยแตกทำให้น้ำทะเลไหลลงไปสัมผัสกับหินร้อนหรือหินหนืด (Magma) ที่อยู่ลึกลงไปใต้ผิวโลก ก่อให้เกิดไอร้อนความดันสูงที่พุ่งตัวขึ้นมา และยังทำให้แร่ธาตุและก๊าซอุณหภูมิสูงใต้แผ่นเปลือกโลกเคลื่อนตัวขึ้นมาปะปนกับน้ำทะเลกลายเป็น “สารละลายน้ำร้อน” (Hydrothermal Solution) ที่มีฤทธิ์เป็นกรด จากองค์ประกอบของธาตุและสารประกอบต่าง ๆ เช่น คาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SO2) และไฮโดรเจนซัลไฟด์ (HS) เป็นต้น โครงสร้างของปล่องน้ำพุร้อนใต้มหาสมุทร ปล่องน้ำพุร้อนใต้มหาสมุทรมีลักษณะทางกายภาพและองค์ประกอบต่าง ๆ คล้ายคลึงกับน้ำพุร้อนที่เกิดขึ้นบนภาคพื้นดิน (Hot Spring) โดยก่อตัวขึ้นตามแนวสันเขาใต้มหาสมุทรที่มีการไหลเวียนของหินหนืดที่เคลื่อนตัวขึ้นมาบนพื้นแผ่นดินตามวัฏจักรการกำเนิดแผ่นเปลือกโลกแผ่นใหม่ โดยน้ำร้อนที่พุ่งขึ้นจากปล่องน้ำพุร้อนใต้มหาสมุทรเกิดจากน้ำทะเลไหลลึกลงไปในรอยแยกและสัมผัสกับหินหนืดร้อนจัด จนทำให้เกิดก๊าซแรงดันสูงและน้ำทะเลที่มีอุณหภูมิสูงขึ้น ความร้อนที่เกิดขึ้นยังเป็นผลให้แร่ธาตุต่าง ๆ ที่อยู่ลึกลงไปตามรอยแยกเกิดการละลายและลอยตัวขึ้นมาปะปนกับน้ำทะเล น้ำพุร้อนใต้มหาสมุทรจึงอุดมไปด้วยแร่ธาตุต่าง ๆ […]