เชื้อก่อโรค มีอะไรบ้าง สามารถติดต่อสู่ร่างกายมนุษย์ได้อย่างไร และเราจะป้องกันอย่างไร

เชื้อก่อโรค (Infectious Agents)

เชื้อโรค หรือ เชื้อก่อโรค เป็นสาเหตุหลักของการเกิดโรคในสิ่งมีชีวิต

เชื้อก่อโรค (Infectious Agents) คือ ชื่อเรียกจุลินทรีย์ (Microorganisms) หรือสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กที่อาศัยร่างกายของสิ่งมีชีวิตอื่น เพื่อการเจริญเติบโตและการสืบเผ่าพันธุ์ ไม่ว่าจะเป็นพืช สัตว์ หรือมนุษย์ จุลินทรีย์เหล่านี้สามารถรุกรานเข้าไปภายในร่างกายของผู้ถูกอาศัยที่เรียกกันว่า “โฮสต์” (Host) ทำให้เกิดการติดเชื้อและก่อให้เกิดโรคที่อาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิต

จุลินทรีย์บางชนิดยังสามารถอาศัยร่างกายของโฮสต์ส่งต่อหรือถ่ายทอดเชื้อโรค (Pathogens) ไปยังสิ่งมีชีวิตอื่นได้อีกด้วย ทั้งจากการสัมผัสกันโดยตรง ผ่านการหายใจร่วมกัน การปนเปื้อนไปในอาหารหรือน้ำดื่ม หรือแม้แต่การส่งเชื้อผ่านตัวกลางที่เรียกว่า “พาหะ” (Vector) ซึ่งนำไปสู่การแพร่ระบาดและการติดเชื้อเป็นบริเวณกว้าง นอกจากนี้ เชื้อโรคบางชนิดยังสามารถพัฒนาและวิวัฒนาการตนเองที่ทำให้เกิดการแพร่ระบาดข้ามสายพันธุ์ จากสัตว์ชนิดหนึ่งไปสู่สิ่งมีชีวิตชนิดอื่นได้โดยไม่ถูกจำกัดตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ เพราะการขาดภูมิคุ้มกัน

เชื้อก่อโรคเหล่านี้ สามารถจำแนกออกเป็น 5 ประเภท คือ

เชื้อก่อโรค, ไวรัส, เชื้อไวรัส, เชื้อโรค, แบคทีเรีย, เชื้อรา, 

ไวรัส (Virus) คือ สิ่งอนุภาคขนาดเล็กที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางราว 20 ถึง 400 นาโนเมตร ประกอบขึ้นจากองค์ประกอบที่สำคัญ 3 ส่วน คือ สารพันธุกรรม (Genetic Materials) หรือกรดนิวคลิอิก (Nucleic Acids) ที่เรารู้จักกันดีในชื่อดีเอ็นเอ (DNA) และอาร์เอ็นเอ (RNA) ห่อหุ้มด้วยโปรตีน (Capsid) และไขมันด้านนอกสุดของเปลือกหุ้ม (Envelope) ที่สำคัญไวรัสมีความสามารถในการกลายพันธุ์และวิวัฒนาการตนเอง 

เชื้อก่อโรค, ไวรัส, เชื้อไวรัส, เชื้อโรค, แบคทีเรีย, เชื้อรา,

การติดเชื้อ: ไวรัสเป็นสิ่งมีชีวิตที่ไม่สามารถสืบพันธุ์ได้ด้วยตนเอง จึงจำเป็นต้องอาศัยร่างกายของโฮสต์ เพื่อการดำรงเผ่าพันธุ์ ดังนั้นเมื่อเกิดการติดเชื้อ ไวรัสจะทำการถ่ายทอดสารพันธุกรรมของตนเข้าไปภายในเซลล์ของโฮสต์หรือเจาะทะลวงเข้าไปภายในเซลล์โดยตรง เพื่อเปลี่ยนแปลงคำสั่งการและการทำงานของเซลล์ ให้ทำการจำลองสารพันธุกรรมของตนและสร้างองค์ประกอบของไวรัสโดยด่วน ดังนั้นภายในเซลล์ของโฮสต์ที่ติดเชื้อจะมีประชากรของไวรัสเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จนในท้ายที่สุด เมื่อเกินขีดความสามารถในการรองรับ เซลล์ที่ถูกไวรัสรุกรานจะเกิดการระเบิดออก (Burst) ซึ่งเป็นการถูกทำลายลงอย่างถาวร 

วิเคราะห์เจาะลึก โควิด-19 กับนักไวรัสวิทยาชาวไทย

การรักษา : วัคซีน (Vaccine) และยาต้านไวรัส (Antivirals) ซึ่งการติดเชื้อจากไวรัสบางชนิดนั้นยากต่อการรักษา

ตัวอย่าง : ไข้หวัดใหญ่ (Influenza) โรคโควิด-19 (Coronavirus Disease-2019) ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบหายใจ เป็นไวรัสที่เกิดจากการติดเชื้อผ่านละอองฝอย (Droplets) และการสัมผัสสารคัดหลั่งที่ปนเปื้อนเชื้อไวรัส

เชื้อก่อโรค, ไวรัส, เชื้อไวรัส, เชื้อโรค, แบคทีเรีย, เชื้อรา,
รูปร่างของแบคทีเรีย

แบคทีเรีย (Bacteria) คือ สิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวที่มีโครงสร้างเรียบง่าย ไม่สลับซับซ้อน มีเซลล์แบบโพรคาริโอต (Prokaryotic Cell) ไม่มีเยื่อแบ่งบริเวณนิวเคลียส (Nucleus) มีโครงสร้างห่อหุ้มเซลล์ เช่น เยื่อหุ้มเซลล์และผนังเซลล์ ซึ่งเป็นสารประกอบโปรตีนและคาร์โบไฮเดรต แบคทีเรียบางชนิดสามารถสร้าง แคปซูล (Capsule) หรือชั้นเมือก (Slime Layer) และอาจมีรยางค์ (Flagella) หรือขนขนาดเล็ก (Pili) ที่ช่วยในการเคลื่อนไหวและการยึดเกาะเซลล์โฮสต์ อาศัยอยู่ทั่วไปในธรรมชาติ ทั้งใต้พื้นดิน ในน้ำ ในอากาศ รวมไปถึงตามร่างกายของพืช สัตว์และมนุษย์ 

การติดเชื้อ : แบคทีเรียสามารถรุกรานเข้าไปในเซลล์ของโฮสต์ได้โดยตรง ทำการทำลายเนื้อเยื่อและหลบหลีกกลไกภูมิคุ้มกันของโฮสต์ รวมไปถึงการผลิตสารพิษที่เป็นอันตรายต่อร่างกายของผู้ติดเชื้อได้อีกด้วย แบคทีเรียส่วนใหญ่เข้าสู่ร่างกายของโฮสต์ผ่านทางบาดแผล การรับประทาน และทางการสูดหายใจ หรือในบางกรณีที่ภูมิคุ้มกันของร่างกายอ่อนแอลง แบคทีเรียที่แต่เดิมอาศัยอยู่บนร่างกายของโฮสต์อาจส่งผลให้เกิดโรคและอาการเจ็บป่วยได้เช่นกัน  

การรักษา : ยาปฏิชีวนะ (Antibiotics) การรักษาความสะอาดและสุขอนามัย 

ตัวอย่าง : อหิวาตกโรค (Cholera) วัณโรค (Tuberculosis) และโรคบาดทะยัก (Tetanus)

ยาปฏิชีวนะไม่สามารถฆ่าเชื้อไวรัสได้

เชื้อรา (Fungi) คือ สิ่งมีชีวิตหลายเซลล์ที่มีขนาดและรูปร่างในหลายลักษณะ เช่น ยีสต์และเห็ดรา มีเซลล์แบบยูคาริโอต (Eukaryotic Cell) คือ มีเยื่อหุ้มนิวเคลียส มีองค์ประกอบสำคัญที่เรียกว่า “ไฮฟา” (Hypha) ซึ่งเป็นเส้นใยขนาดเล็กที่อยู่รวมกันเป็นก้อนหรือถักทอเป็นร่างแห (Mycelium) เป็นสิ่งมีชีวิตคล้ายพืช ซึ่งไม่มีการพัฒนาในส่วนของลำต้นและราก อีกทั้ง ไม่มีคลอโรฟิลล์ ส่งผลให้ราไม่สามารถสังเคราะห์แสงเพื่อสร้างอาหารได้ด้วยตนเองเหมือนพืช ราจึงอาศัยการหลั่งเอนไซม์เพื่อย่อยสลายและดูดซึมสารอินทรีย์ในบริเวณโดยรอบ เชื้อรานั้น อาศัยการแบ่งตัว การขาดออกเป็นท่อน รวมไปถึงการสร้างสปอร์ (Spore) ที่สามารถฟุ้งกระจายไปในอากาศเพื่อการสืบพันธุ์ 

เชื้อก่อโรค, ไวรัส, เชื้อไวรัส, เชื้อโรค, แบคทีเรีย, เชื้อรา,
เชื้อราที่เข้าโจมตีมด

การติดเชื้อ : การติดเชื้อส่วนใหญ่เกิดขึ้นจากการสัมผัสกับสปอร์หรือสูดดมเชื้อราเข้าไปโดยตรง ส่งผลให้การติดเชื้อมักเกิดขึ้นบริเวณผิวหนังและในส่วนของระบบทางเดินหายใจ ซึ่งโดยทั่วไปแล้วการติดเชื้อจากเชื้อราในธรรมชาติเป็นเรื่องที่พบเห็นได้ยากในร่างกายมนุษย์ที่มีภูมิคุ้มกันแข็งแรง แต่มักมีโอกาสพบเห็นได้บ่อยครั้งมากกว่าในพืชและสัตว์ 

การรักษา : มีทั้งยาทาภายนอกและยารับประทาน แต่การหลบเลี่ยงการสัมผัสกับแหล่งเชื้อโรคโดยตรงเป็นการป้องกันที่ดีที่สุด

ตัวอย่าง : โรคน้ำกัดเท้า (Athlete’s foot) โรคกลากและเกลื้อน (Tinea) เป็นต้น

เชื้อก่อโรค, ไวรัส, เชื้อไวรัส, เชื้อโรค, แบคทีเรีย, เชื้อรา,
ยุงก้นปล่องพาหะของเชื้อมาลาเรีย

โพรโตซัว (Protozoa) คือ สิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวที่มีคุณสมบัติในการดำรงชีพเหมือนสัตว์หลายเซลล์ มีเซลล์แบบยูคาริโอต มีระบบต่าง ๆ ภายในเซลล์สมบูรณ์ มีการดำรงชีพทั้งแบบอิสระและอาศัยอยู่ร่วมกับสิ่งมีชีวิตชนิดอื่น ในวงจรชีวิตของโพรโตซัวสามารถสืบพันธุ์ได้หลายครั้งและมีวิธีการมากมายในการแพร่กระจาย ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนโฮสต์ หรือการปะปนไปกับอาหารและน้ำ รวมไปถึงการเกาะติดไปกับแมลง เพื่อใช้แมลงเป็นพาหะในการแพร่พันธุ์และเลือกหาโฮสต์ตัวใหม่ 

การติดเชื้อ : โพรโตซัวสามารถรุกรานเข้าสู่ร่างกายของโฮสต์ผ่านทางระบบทางเดินอาหาร ระบบหมุนเวียนเลือด และส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย โดยมีกลไกการทำงานคล้ายคลึงกับไวรัส อย่างเช่น เมื่อเกิดการติดเชื้อในกระแสเลือด โพรโทซัวที่รุกรานเข้าไปภายในเซลล์เม็ดเลือดแดงจะทำการแทรกแซงการทำงานของเซลล์ เพื่อเร่งเพิ่มจำนวนประชากรของตนภายในเซลล์ดังกล่าว ซึ่งส่งผลให้เซลล์เม็ดเลือดแดงถูกทำลายลงอย่างถาวรในท้ายที่สุด นอกจากนี้ โพรโตซัวบางชนิดยังสามารถปล่อยเอนไซม์หรือสารพิษที่เป็นอันตรายต่อร่างกายของโฮสต์ได้อีกด้วย  

การรักษา : มียารักษาโรคจากการติดเชื้อโพรโตซัวบางชนิด แต่การดูแลรักษาความสะอาดและสุขอนามัย รวมถึงการหลบเลี่ยงการสัมผัสกับแหล่งเชื้อโรคโดยตรงเป็นการป้องกันโรคที่ดีที่สุด

ตัวอย่าง : มาลาเรีย (Malaria) จากเชื้อโพรโตซัวที่เรียกว่า “พลาสโมเดียม(Plasmodium) มียุงเป็นพาหะ

เชื้อก่อโรค, ไวรัส, เชื้อไวรัส, เชื้อโรค, แบคทีเรีย, เชื้อรา,
พยาธิใบไม่้ในตับ

พยาธิ (Parasite Worms) คือ สิ่งมีชีวิตหลายเซลล์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในบรรดาตัวก่อโรคทั้ง 5 เป็นสิ่งมีชีวิตที่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า มีการดำรงชีวิตแบบเป็นปรสิต (Parasites) หรือที่เรียกกันว่า “พยาธิ” อาศัยอยู่ได้ทั้งได้ในทะเล แหล่งน้ำจืด และในพื้นที่ชื้นแฉะ เช่น หนอนตัวแบน (Flat Worms) และหนอนตัวกลม (Round Worms) ทั้งหลาย 

การติดเชื้อ : พยาธิสามารถรุกรานเข้าสู่ร่างกายของโฮสต์ได้จากหลากหลายเส้นทางตลอดวงจรชีวิตของพยาธิเหล่านั้น ไม่ว่าจะอยู่ในช่วงชีวิตที่เป็นไข่ ตัวอ่อน หรือเมื่อโตเต็มวัย ซึ่งพยาธิบางชนิดสามารถชอนไชทะลุผ่านผิวหนังเข้าสู่ร่างกายของโฮสต์ได้โดยตรง โดยทั่วไปแล้ว พยาธิจะบุกรุกเข้าหาเซลล์ของโฮสต์ผ่านทางระบบน้ำเหลืองหรือระบบหมุนเวียนโลหิตเพื่อเข้าสู่อวัยวะที่สำคัญในร่างกายผู้ติดเชื้อ เช่น หัวใจ และปอด หรือบุกรุกมาตามระบบทางเดินอาหารเพื่อไปเจริญเป็นตัวโตเต็มวัยภายในลำไส้เล็ก เพื่อดูดซึมสารอาหาร เป็นต้น 

การรักษา : มียารักษาโรคพยาธิ แต่การดูแลรักษาความสะอาดและหลบเลี่ยงการสัมผัสกับแหล่งเชื้อโรคโดยตรงเป็นการป้องกันโรคที่ดีที่สุด

ตัวอย่าง : โรคเกิดจากพยาธิปากขอ (Hookworm Infection) โรคพยาธิไส้เดือน (Ascariasis) และโรคพยาธิใบไม้ตับ เป็นต้น

สืบค้นและเรียบเรียง
คัดคณัฐ ชื่นวงศ์อรุณ


ข้อมูลอ้างอิง

National Geographic – https://www.nationalgeographic.org/media/infectious-agents/

สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) – http://nstda.or.th/rural/public/100%20articles-stkc/72.pdf

มหาวิทยาลัยแม่โจ้ – http://www.biotech.mju.ac.th/Upload/Document/713_Bacteria%20and%20Fungi.pdf

ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ – https://www.nectec.or.th/schoolnet/library/webcontest2003/100team/dlns123/protozua/protozua.html

สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน – http://saranukromthai.or.th/sub/book/book.php?book=10&chap=2&page=t10-2-infodetail18.html


 

เรื่องแนะนำ

ซ่อมแซมโพรงรังหวังเพิ่มประชากรนกเงือก

สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) หนุนซ่อมโพรงรังหวังเพิ่มประชากร นกเงือก ในเดือนมีนาคมถึงเมษายนของทุกปี ถือเป็นช่วงเวลาที่ นกเงือก เข้าสู่ฤดูผสมพันธุ์ โดยนกเงือกเริ่มจับคู่และเสาะหาโพรงรังที่เหมาะสมเพื่อให้ตัวเมียวางไข่และฟักไข่ แม้ในป่าฮาลา–บาลา ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นผืนป่าที่อุดมสมบูรณ์มาก สัตว์โบราณอย่างนกเงือกยังต้องเผชิญภาวะ ‘การขาดแคลนโพรงรัง’ ซึ่งหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้จำนวนประชากรนกเงือกลดลง สุเนตร การพันธ์ หัวหน้าสถานีวิจัยสัตว์ป่าป่าพรุ–ป่าฮาลา บาลา กล่าวว่า นกเงือกมีพฤติกรรมโดดเด่นเฉพาะตัวอย่างมากในเรื่องการสร้างโพรงรัง เมื่อนกเงือกหาโพรงรังที่เหมาะสมได้แล้ว นกเงือกตัวเมียจะปิดปากโพรงให้แคบลง โดยใช้มูล เศษไม้ และเศษดิน ค่อยๆ ปิดจนเหลือเพียงช่องแคบๆ เพื่อให้ตัวผู้ส่งอาหารให้เท่านั้น ตลอดช่วงระยะเวลาที่นกเงือกตัวเมียทำรัง นกเงือกตัวผู้มีหน้าที่หาอาหารมาป้อนให้ตัวเมีย เมื่อถึงช่วงลูกนกฟักออกจากไข่ นกเงือกตัวผู้ยังคอยหาอาหารมาให้ทั้งนกเงือกตัวเมียและลูกนก โดยช่วงเวลาการอยู่ในโพรงของแม่นกและลูกนกของนกเงือกแต่ละชนิดไม่เท่ากัน แต่เฉลี่ยแล้วประมาณ 4 – 6 เดือน ซึ่งเมื่อลูกนกออกจากรัง พ่อและแม่นกจะคอยเลี้ยงลูกนกต่อไปอีกระยะหนึ่ง โพรงรังที่มีสภาพเหมาะสมคือปัจจัยสำคัญต่อการขยายพันธุ์ของนกเงือกตามธรรมชาติ แต่ปัจจุบันโพรงรังของนกเงือกเริ่มขาดแคลน ปัญหาคือนกเงือกไม่สามารถเจาะโพรงสร้างรังเองได้เช่นเดียวกับนกทั่วไป ต้องหาโพรงรังที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ เช่น โพรงไม้ที่เกิดจากการเจาะของนกหัวขวาน รอยแผลบนต้นไม้ที่เกิดจากหมีล้วงเอาน้ำผึ้ง หรือรอยจากการที่กิ่งไม้หักจนทำให้เกิดแผลและมีขนาดกว้างพอที่นกเงือกจะเข้าไปอยู่อาศัยได้ อีกทั้งโพรงที่จะใช้ทำรังได้ต้องมีสภาพที่เหมาะสม คือไม่ใหญ่และไม่เล็กจนเกินไป ถ้ามีขนาดใหญ่จนเกินไป เวลาปิดปากโพรงจะปิดได้ยาก หรือปิดไม่ได้ แต่ถ้าแคบเกินไปนกเงือกก็อยู่อาศัยไม่ได้ ที่สำคัญคือระดับพื้นในโพรงยังต้องมีความสูงพอดีที่นกเงือกนั่งแล้วจะสามารถยื่นปากออกมาจากโพรงเพื่อรับลูกไม้จากตัวผู้ได้ […]

แผ่นเปลือกโลก และการเปลี่ยนแปลงทางธรณีภาค

แผ่นเปลือกโลก และการเปลี่ยนแปลงทางธรณีภาค (Lithosphere & Plate Tectonics) หลังการเย็นตัวลงของพื้นผิวโลก เมื่อ 4 พันล้านปีก่อน เกิดการยกตัวขึ้นของชั้นหินเหนือผิวน้ำจนแผ่นดินผืนแรกถือกำเนิดในอีกราว 2.5 พันล้านปีต่อมา ตั้งแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบัน การเคลื่อนที่ของ แผ่นเปลือกโลก และมหาสมุทรไม่เคยหยุดนิ่ง ภายใต้พื้นผิวโลกมีความเคลื่อนไหวและการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ก่อให้เกิดภูมิประเทศและทรัพยากรอันหลากหลาย รวมถึงปรากฏการณ์ทางธรรมชาติต่างๆ จากการศึกษาหลักฐานทางธรณีวิทยา รวมถึงความพยายามในการจัดทำแผนที่โลกของนักวิทยาศาสตร์ในอดีต ส่งผลให้เกิดการลบล้างความเชื่อที่ว่า “แผ่นดินไม่เคยเกิดการเปลี่ยนแปลง” โดยเฉพาะการเสนอทฤษฎีการเลื่อนไหลของทวีป (Theory of Continental Drift) ในปี ค.ศ.1915 โดย อัลเฟรด เวเกเนอร์  (Alfred Wegener) นักอุตุนิยมวิทยาชาวเยอรมัน ที่สังเกตเห็นถึงความสอดคล้องกันของรูปร่างชายฝั่งตะวันออกของทวีปอเมริกาใต้และชายฝั่งตะวันตกของทวีปแอฟริกา ทำให้เกิดการตั้งสมมุติฐานที่ว่า เมื่อราว 200 ล้านปีก่อน โลกประกอบด้วยแผ่นดินผืนเดียวที่เรียกว่า “มหาทวีป” หรือ “พันเจีย” (Pangaea) ซึ่งถูกล้อมรอบด้วยมหาสมุทรขนาดใหญ่ และมหาทวีปนี้ประกอบไปด้วยดินแดนลอเรเซีย (Laurasia) ทางตอนเหนือและดินแดนกอนด์วานา (Gondwana) ทางตอนใต้ จนกระทั่งมหาสมุทรแอตแลนติกเกิดการขยายตัว ทำให้แผ่นดินเคลื่อนที่และแยกตัวออกจากกัน […]

นากโบราณขนาดเท่าหมาป่า มีแรงกัดมหาศาล

เรื่อง เจสัน จี.โกลด์แมน เมื่อ 6 ล้านปีก่อน นากน้ำหนักประมาณร้อยปอนด์เที่ยวเดินด้อมๆ มองๆ อยู่ตามพื้นที่ชุ่มน้ำที่ซึ่งปัจจุบันคือทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน แตกต่างจากนากในปัจจุบันที่ใช้ก้อนหินทุบเปลือกหอยเม่นตามอ่าวแปซิฟิกทางตอนเหนือของอเมริกาหรือในเอเชีย สิ่งมีชีวิตโบราณเหล่านี้ทำลายเปลือกหอยด้วยกรามอันแข็งแรงของพวกมัน ขอเชิญพบกับ  Siamogale melilutra บรรพบรุษของนากที่ถูกค้นพบในมณฑลยูนนานของจีน และเรื่องราวของมันเพิ่งจะถูกเปิดเผยเมื่อต้นปี 2017 ที่ผ่านมา ในผลการศึกษาใหม่ ทีมนักวิจัยตรวจสอบฟอสซิลขากรรไกรของมัน และตั้งข้อสันนิษฐานว่าพวกมันอาจเป็นนักล่ากลุ่มสุดท้ายจากปลายยุคไมโอซีน ที่มีขากรรไกรแข็งแรงสำหรับการบดเคี้ยว ซึ่งช่วยให้มันล่าอาหารได้หลากหลายมากขึ้น “เราคิดว่ามันอาจล่าพวกสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังที่มีเปลือก แต่ระดับความสามารถในการหาอาหารของพวกมันขณะนี้ เรามองเห็นแค่ความเป็นไปได้จากนากที่ยังมีชีวิตอยู่ในปัจจุบันเท่านั้น” Z. Jack Tseng หัวหน้าการวิจัยจากมหาวิทยาลัยแห่งรัฐนิวยอร์ก เมืองบัฟฟาโลกล่าว การค้นพบครั้งนี้ไม่เพียงแต่ฉายให้เห็นวิถีชีวิตของนากโบราณ แต่ยังช่วยไขปริศนาของพฤติกรรมนากในปัจจุบันด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่มันรู้จักใช้สิ่งของตามธรรมชาติมาเป็นเครื่องมือ ปัจจุบันนากถูกแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือกลุ่มที่กินพวกสัตว์มีเปลือกอย่างปู, หอย, เม่นทะเล และพวกที่ล่าปลาเป็นอาหาร ในการจะเข้าใจการหากินของ Siamogale เจ้านากโบราณที่เคยมีชีวิตอยู่บนโลกนี้ Tseng และทีมงานของเขารวบรวมขากรรไกรและกระโหลกของนากจำนวน 10 ใน 13 สายพันธุ์ที่ยังมีชีวิตอยู่ เพื่อสร้างแบบจำลอง 3 มิติของนากโบราณขึ้นมาใหม่จากฟอสซิลของขากรรไกร เมื่อกล้ามเนื้อขากรรไกรขยับ พลังงานจะถูกส่งผ่านมายังกระดูกและฟัน […]

ตารางธาตุ (Periodic Table)

ตารางธาตุ เป็นตารางที่แสดงธาตุที่ได้รับการค้นพบแล้ว ทั้งธาตุที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ และที่มนุษย์สังเคราะห์ขึ้นมา ตารางธาตุ (Periodic Table) คือการจัดเรียงธาตุเคมี (Chemical Element) ในรูปแบบของตารางตามโครงสร้างและคุณสมบัติของธาตุที่คล้ายคลึงกัน หรือที่เรียกว่า “กฎพีริออดิก” (Periodic Law) เพื่อเป็นประโยชน์ในการใช้งานและง่ายต่อการศึกษา ซึ่งการจัดเรียงธาตุตามตารางธาตุยังสามารถช่วยอธิบายความสัมพันธ์ของสมบัติธาตุต่างๆ รวมถึงการทำนาย หรือคาดการณ์ ถึงคุณสมบัติทางเคมี และพฤติกรรมของธาตุ ที่ยังไม่ถูกค้นพบ หรือได้รับการสังเคราะห์ขึ้นใหม่อีกด้วย ธาตุ (Element) คือ โครงสร้างพื้นฐานของสสาร เป็นสารบริสุทธิ์ที่ไม่สามารถแยกย่อยได้อีกด้วยกระบวนการทางเคมี ธาตุเกิดขึ้นจากการรวมตัวกันของอนุภาคขนาดเล็กที่เรียกว่า “อะตอม” (Atom) ซึ่งธาตุเป็นการรวมตัวกันของอะตอมชนิดเดียวกัน ภายในอะตอมของธาตุแต่ละตัวนั้น ประกอบไปด้วยอนุภาคมูลฐานขนาดเล็ก ได้แก่ โปรตอน (Proton) ซึ่งมีคุณสมบัติทางไฟฟ้าเป็นบวก อิเล็กตรอน (Electron) ที่มีคุณสมบัติทางไฟฟ้าเป็นลบ และนิวตรอน (Neutron) ซึ่งมีคุณสมบัติเป็นกลาง ธาตุแต่ละตัวประกอบขึ้นจากอนุภาคขนาดเล็กเหล่านี้ โดยมีจำนวนของอนุภาคภายในอะตอมเป็นตัวกำหนดคุณสมบัติอันเป็นเอกลักษณ์และความแตกต่างของธาตุแต่ละตัวในธรรมชาติ การค้นพบตารางธาตุ ตารางธาตุถูกศึกษา ค้นคว้า และจัดทำขึ้นเป็นครั้งแรก โดยนักเคมี ชาวรัสเซีย ดมีตรี อีวาโนวิช เมนเดเลเยฟ […]