เชื้อก่อโรค มีอะไรบ้าง สามารถติดต่อสู่ร่างกายมนุษย์ได้อย่างไร และเราจะป้องกันอย่างไร

เชื้อก่อโรค (Infectious Agents)

เชื้อโรค หรือ เชื้อก่อโรค เป็นสาเหตุหลักของการเกิดโรคในสิ่งมีชีวิต

เชื้อก่อโรค (Infectious Agents) คือ ชื่อเรียกจุลินทรีย์ (Microorganisms) หรือสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กที่อาศัยร่างกายของสิ่งมีชีวิตอื่น เพื่อการเจริญเติบโตและการสืบเผ่าพันธุ์ ไม่ว่าจะเป็นพืช สัตว์ หรือมนุษย์ จุลินทรีย์เหล่านี้สามารถรุกรานเข้าไปภายในร่างกายของผู้ถูกอาศัยที่เรียกกันว่า “โฮสต์” (Host) ทำให้เกิดการติดเชื้อและก่อให้เกิดโรคที่อาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิต

จุลินทรีย์บางชนิดยังสามารถอาศัยร่างกายของโฮสต์ส่งต่อหรือถ่ายทอดเชื้อโรค (Pathogens) ไปยังสิ่งมีชีวิตอื่นได้อีกด้วย ทั้งจากการสัมผัสกันโดยตรง ผ่านการหายใจร่วมกัน การปนเปื้อนไปในอาหารหรือน้ำดื่ม หรือแม้แต่การส่งเชื้อผ่านตัวกลางที่เรียกว่า “พาหะ” (Vector) ซึ่งนำไปสู่การแพร่ระบาดและการติดเชื้อเป็นบริเวณกว้าง นอกจากนี้ เชื้อโรคบางชนิดยังสามารถพัฒนาและวิวัฒนาการตนเองที่ทำให้เกิดการแพร่ระบาดข้ามสายพันธุ์ จากสัตว์ชนิดหนึ่งไปสู่สิ่งมีชีวิตชนิดอื่นได้โดยไม่ถูกจำกัดตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ เพราะการขาดภูมิคุ้มกัน

เชื้อก่อโรคเหล่านี้ สามารถจำแนกออกเป็น 5 ประเภท คือ

เชื้อก่อโรค, ไวรัส, เชื้อไวรัส, เชื้อโรค, แบคทีเรีย, เชื้อรา, 

ไวรัส (Virus) คือ สิ่งอนุภาคขนาดเล็กที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางราว 20 ถึง 400 นาโนเมตร ประกอบขึ้นจากองค์ประกอบที่สำคัญ 3 ส่วน คือ สารพันธุกรรม (Genetic Materials) หรือกรดนิวคลิอิก (Nucleic Acids) ที่เรารู้จักกันดีในชื่อดีเอ็นเอ (DNA) และอาร์เอ็นเอ (RNA) ห่อหุ้มด้วยโปรตีน (Capsid) และไขมันด้านนอกสุดของเปลือกหุ้ม (Envelope) ที่สำคัญไวรัสมีความสามารถในการกลายพันธุ์และวิวัฒนาการตนเอง 

เชื้อก่อโรค, ไวรัส, เชื้อไวรัส, เชื้อโรค, แบคทีเรีย, เชื้อรา,

การติดเชื้อ: ไวรัสเป็นสิ่งมีชีวิตที่ไม่สามารถสืบพันธุ์ได้ด้วยตนเอง จึงจำเป็นต้องอาศัยร่างกายของโฮสต์ เพื่อการดำรงเผ่าพันธุ์ ดังนั้นเมื่อเกิดการติดเชื้อ ไวรัสจะทำการถ่ายทอดสารพันธุกรรมของตนเข้าไปภายในเซลล์ของโฮสต์หรือเจาะทะลวงเข้าไปภายในเซลล์โดยตรง เพื่อเปลี่ยนแปลงคำสั่งการและการทำงานของเซลล์ ให้ทำการจำลองสารพันธุกรรมของตนและสร้างองค์ประกอบของไวรัสโดยด่วน ดังนั้นภายในเซลล์ของโฮสต์ที่ติดเชื้อจะมีประชากรของไวรัสเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จนในท้ายที่สุด เมื่อเกินขีดความสามารถในการรองรับ เซลล์ที่ถูกไวรัสรุกรานจะเกิดการระเบิดออก (Burst) ซึ่งเป็นการถูกทำลายลงอย่างถาวร 

วิเคราะห์เจาะลึก โควิด-19 กับนักไวรัสวิทยาชาวไทย

การรักษา : วัคซีน (Vaccine) และยาต้านไวรัส (Antivirals) ซึ่งการติดเชื้อจากไวรัสบางชนิดนั้นยากต่อการรักษา

ตัวอย่าง : ไข้หวัดใหญ่ (Influenza) โรคโควิด-19 (Coronavirus Disease-2019) ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบหายใจ เป็นไวรัสที่เกิดจากการติดเชื้อผ่านละอองฝอย (Droplets) และการสัมผัสสารคัดหลั่งที่ปนเปื้อนเชื้อไวรัส

เชื้อก่อโรค, ไวรัส, เชื้อไวรัส, เชื้อโรค, แบคทีเรีย, เชื้อรา,
รูปร่างของแบคทีเรีย

แบคทีเรีย (Bacteria) คือ สิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวที่มีโครงสร้างเรียบง่าย ไม่สลับซับซ้อน มีเซลล์แบบโพรคาริโอต (Prokaryotic Cell) ไม่มีเยื่อแบ่งบริเวณนิวเคลียส (Nucleus) มีโครงสร้างห่อหุ้มเซลล์ เช่น เยื่อหุ้มเซลล์และผนังเซลล์ ซึ่งเป็นสารประกอบโปรตีนและคาร์โบไฮเดรต แบคทีเรียบางชนิดสามารถสร้าง แคปซูล (Capsule) หรือชั้นเมือก (Slime Layer) และอาจมีรยางค์ (Flagella) หรือขนขนาดเล็ก (Pili) ที่ช่วยในการเคลื่อนไหวและการยึดเกาะเซลล์โฮสต์ อาศัยอยู่ทั่วไปในธรรมชาติ ทั้งใต้พื้นดิน ในน้ำ ในอากาศ รวมไปถึงตามร่างกายของพืช สัตว์และมนุษย์ 

การติดเชื้อ : แบคทีเรียสามารถรุกรานเข้าไปในเซลล์ของโฮสต์ได้โดยตรง ทำการทำลายเนื้อเยื่อและหลบหลีกกลไกภูมิคุ้มกันของโฮสต์ รวมไปถึงการผลิตสารพิษที่เป็นอันตรายต่อร่างกายของผู้ติดเชื้อได้อีกด้วย แบคทีเรียส่วนใหญ่เข้าสู่ร่างกายของโฮสต์ผ่านทางบาดแผล การรับประทาน และทางการสูดหายใจ หรือในบางกรณีที่ภูมิคุ้มกันของร่างกายอ่อนแอลง แบคทีเรียที่แต่เดิมอาศัยอยู่บนร่างกายของโฮสต์อาจส่งผลให้เกิดโรคและอาการเจ็บป่วยได้เช่นกัน  

การรักษา : ยาปฏิชีวนะ (Antibiotics) การรักษาความสะอาดและสุขอนามัย 

ตัวอย่าง : อหิวาตกโรค (Cholera) วัณโรค (Tuberculosis) และโรคบาดทะยัก (Tetanus)

ยาปฏิชีวนะไม่สามารถฆ่าเชื้อไวรัสได้

เชื้อรา (Fungi) คือ สิ่งมีชีวิตหลายเซลล์ที่มีขนาดและรูปร่างในหลายลักษณะ เช่น ยีสต์และเห็ดรา มีเซลล์แบบยูคาริโอต (Eukaryotic Cell) คือ มีเยื่อหุ้มนิวเคลียส มีองค์ประกอบสำคัญที่เรียกว่า “ไฮฟา” (Hypha) ซึ่งเป็นเส้นใยขนาดเล็กที่อยู่รวมกันเป็นก้อนหรือถักทอเป็นร่างแห (Mycelium) เป็นสิ่งมีชีวิตคล้ายพืช ซึ่งไม่มีการพัฒนาในส่วนของลำต้นและราก อีกทั้ง ไม่มีคลอโรฟิลล์ ส่งผลให้ราไม่สามารถสังเคราะห์แสงเพื่อสร้างอาหารได้ด้วยตนเองเหมือนพืช ราจึงอาศัยการหลั่งเอนไซม์เพื่อย่อยสลายและดูดซึมสารอินทรีย์ในบริเวณโดยรอบ เชื้อรานั้น อาศัยการแบ่งตัว การขาดออกเป็นท่อน รวมไปถึงการสร้างสปอร์ (Spore) ที่สามารถฟุ้งกระจายไปในอากาศเพื่อการสืบพันธุ์ 

เชื้อก่อโรค, ไวรัส, เชื้อไวรัส, เชื้อโรค, แบคทีเรีย, เชื้อรา,
เชื้อราที่เข้าโจมตีมด

การติดเชื้อ : การติดเชื้อส่วนใหญ่เกิดขึ้นจากการสัมผัสกับสปอร์หรือสูดดมเชื้อราเข้าไปโดยตรง ส่งผลให้การติดเชื้อมักเกิดขึ้นบริเวณผิวหนังและในส่วนของระบบทางเดินหายใจ ซึ่งโดยทั่วไปแล้วการติดเชื้อจากเชื้อราในธรรมชาติเป็นเรื่องที่พบเห็นได้ยากในร่างกายมนุษย์ที่มีภูมิคุ้มกันแข็งแรง แต่มักมีโอกาสพบเห็นได้บ่อยครั้งมากกว่าในพืชและสัตว์ 

การรักษา : มีทั้งยาทาภายนอกและยารับประทาน แต่การหลบเลี่ยงการสัมผัสกับแหล่งเชื้อโรคโดยตรงเป็นการป้องกันที่ดีที่สุด

ตัวอย่าง : โรคน้ำกัดเท้า (Athlete’s foot) โรคกลากและเกลื้อน (Tinea) เป็นต้น

เชื้อก่อโรค, ไวรัส, เชื้อไวรัส, เชื้อโรค, แบคทีเรีย, เชื้อรา,
ยุงก้นปล่องพาหะของเชื้อมาลาเรีย

โพรโตซัว (Protozoa) คือ สิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวที่มีคุณสมบัติในการดำรงชีพเหมือนสัตว์หลายเซลล์ มีเซลล์แบบยูคาริโอต มีระบบต่าง ๆ ภายในเซลล์สมบูรณ์ มีการดำรงชีพทั้งแบบอิสระและอาศัยอยู่ร่วมกับสิ่งมีชีวิตชนิดอื่น ในวงจรชีวิตของโพรโตซัวสามารถสืบพันธุ์ได้หลายครั้งและมีวิธีการมากมายในการแพร่กระจาย ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนโฮสต์ หรือการปะปนไปกับอาหารและน้ำ รวมไปถึงการเกาะติดไปกับแมลง เพื่อใช้แมลงเป็นพาหะในการแพร่พันธุ์และเลือกหาโฮสต์ตัวใหม่ 

การติดเชื้อ : โพรโตซัวสามารถรุกรานเข้าสู่ร่างกายของโฮสต์ผ่านทางระบบทางเดินอาหาร ระบบหมุนเวียนเลือด และส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย โดยมีกลไกการทำงานคล้ายคลึงกับไวรัส อย่างเช่น เมื่อเกิดการติดเชื้อในกระแสเลือด โพรโทซัวที่รุกรานเข้าไปภายในเซลล์เม็ดเลือดแดงจะทำการแทรกแซงการทำงานของเซลล์ เพื่อเร่งเพิ่มจำนวนประชากรของตนภายในเซลล์ดังกล่าว ซึ่งส่งผลให้เซลล์เม็ดเลือดแดงถูกทำลายลงอย่างถาวรในท้ายที่สุด นอกจากนี้ โพรโตซัวบางชนิดยังสามารถปล่อยเอนไซม์หรือสารพิษที่เป็นอันตรายต่อร่างกายของโฮสต์ได้อีกด้วย  

การรักษา : มียารักษาโรคจากการติดเชื้อโพรโตซัวบางชนิด แต่การดูแลรักษาความสะอาดและสุขอนามัย รวมถึงการหลบเลี่ยงการสัมผัสกับแหล่งเชื้อโรคโดยตรงเป็นการป้องกันโรคที่ดีที่สุด

ตัวอย่าง : มาลาเรีย (Malaria) จากเชื้อโพรโตซัวที่เรียกว่า “พลาสโมเดียม(Plasmodium) มียุงเป็นพาหะ

เชื้อก่อโรค, ไวรัส, เชื้อไวรัส, เชื้อโรค, แบคทีเรีย, เชื้อรา,
พยาธิใบไม่้ในตับ

พยาธิ (Parasite Worms) คือ สิ่งมีชีวิตหลายเซลล์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในบรรดาตัวก่อโรคทั้ง 5 เป็นสิ่งมีชีวิตที่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า มีการดำรงชีวิตแบบเป็นปรสิต (Parasites) หรือที่เรียกกันว่า “พยาธิ” อาศัยอยู่ได้ทั้งได้ในทะเล แหล่งน้ำจืด และในพื้นที่ชื้นแฉะ เช่น หนอนตัวแบน (Flat Worms) และหนอนตัวกลม (Round Worms) ทั้งหลาย 

การติดเชื้อ : พยาธิสามารถรุกรานเข้าสู่ร่างกายของโฮสต์ได้จากหลากหลายเส้นทางตลอดวงจรชีวิตของพยาธิเหล่านั้น ไม่ว่าจะอยู่ในช่วงชีวิตที่เป็นไข่ ตัวอ่อน หรือเมื่อโตเต็มวัย ซึ่งพยาธิบางชนิดสามารถชอนไชทะลุผ่านผิวหนังเข้าสู่ร่างกายของโฮสต์ได้โดยตรง โดยทั่วไปแล้ว พยาธิจะบุกรุกเข้าหาเซลล์ของโฮสต์ผ่านทางระบบน้ำเหลืองหรือระบบหมุนเวียนโลหิตเพื่อเข้าสู่อวัยวะที่สำคัญในร่างกายผู้ติดเชื้อ เช่น หัวใจ และปอด หรือบุกรุกมาตามระบบทางเดินอาหารเพื่อไปเจริญเป็นตัวโตเต็มวัยภายในลำไส้เล็ก เพื่อดูดซึมสารอาหาร เป็นต้น 

การรักษา : มียารักษาโรคพยาธิ แต่การดูแลรักษาความสะอาดและหลบเลี่ยงการสัมผัสกับแหล่งเชื้อโรคโดยตรงเป็นการป้องกันโรคที่ดีที่สุด

ตัวอย่าง : โรคเกิดจากพยาธิปากขอ (Hookworm Infection) โรคพยาธิไส้เดือน (Ascariasis) และโรคพยาธิใบไม้ตับ เป็นต้น

สืบค้นและเรียบเรียง
คัดคณัฐ ชื่นวงศ์อรุณ


ข้อมูลอ้างอิง

National Geographic – https://www.nationalgeographic.org/media/infectious-agents/

สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) – http://nstda.or.th/rural/public/100%20articles-stkc/72.pdf

มหาวิทยาลัยแม่โจ้ – http://www.biotech.mju.ac.th/Upload/Document/713_Bacteria%20and%20Fungi.pdf

ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ – https://www.nectec.or.th/schoolnet/library/webcontest2003/100team/dlns123/protozua/protozua.html

สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน – http://saranukromthai.or.th/sub/book/book.php?book=10&chap=2&page=t10-2-infodetail18.html


 

เรื่องแนะนำ

นักวิจัยไทย คิดค้นโปรตีนทางเลือกจากขนไก่

อาหารแห่งอนาคต หรือ Future food เป็นแนวโน้มเรื่องการศึกษาวิจัยมาตลอดช่วงไม่กี่ปี่ที่ผ่านมา บริษัทอาหารหลายแห่งกำลังเร่งศึกษานวัตกรรมด้านการผลิตอาหารเพื่ออนาคต เช่น โปรตีนทางเลือก เนื้อสัตว์ที่ปลูกจากห้องปฏิบัติการ และเนื้อสัตว์ที่ผลิตจากพืช ภายในบรรยากาศสบายและอบอุ่นในร้านอาหารแห่งหนึ่งภายในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วันนี้เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย มีโอกาสพบกับ กัน-ศรวุฒิ กิตติบัณฑร นักศึกษาปริญญาโทด้าน Material Futures ที่สถาบัน Central Saint Martins กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ผู้แปรรูปขนไก่ซึ่งเป็นขยะเหลือทิ้งในอุตสาหกรรมอาหารและปศุสัตว์ ให้กลายมาเป็น โปรตีนทางเลือก หลังจากจบการศึกษาด้านสถาปัตยกรรม จากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และได้ทำงานในบริษัทเอกชนที่เกี่ยวข้องกับสาขานี้ เขาค้นพบตัวเองว่า เขาคือคนหนึ่งที่ชอบสร้างชิ้นงานจากสิ่งเล็กๆ แล้วไปประกอบเป็นภาพใหญ่ และนี่คือจุดเปลี่ยนทางความคิดที่อยากเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านวัสดุศาสตร์ เพื่อสร้างความแตกต่างจากสถาปนิกคนอื่นๆ ศรวุฒิสนใจการทำวิจัยด้านวัสดุศาสตร์ จึงเลือกไปศึกษาต่อที่ประเทศอังกฤษที่เขาได้ศึกษาเรื่อง “การออกแบบวัสดุเพื่ออนาคต” จนมาพบขนไก่ซึ่งกลายเป็นวัสดุเหลือทิ้งจากโรงงานปศุสัตว์ และเป็นวัสดุที่กลายเป็นขยะมากที่สุดชนิดหนึ่งในลอนดอน ในช่วงแรก เขาตั้งใจนำขนไก่มาผลิตเป็นวัสดุเพื่อสร้างอาคาร ด้วยคุณสมบัติที่ขนไก่สามารถเก็บอุณหภูมิได้และมีความแข็งแรง แต่เนื่องจากมีงานวิจัยได้ศึกษาหัวข้อนี้ไปแล้วหลายฉบับ เขาจึงต้องเปลี่ยนหัวข้องานวิจัยไปในทิศทางอื่น “สาขาที่ผมเรียนเป็นการเรียนที่ประยุกต์หลายศาสตร์เข้าด้วยกันทั้งเรื่องการออกแบบ วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี” ศรวุฒิกล่าวและเสริมว่า “ดังนั้น การคิดหัวข้อวิจัยจึงต้องเกี่ยวโยงกับทั้งสามหัวข้อนี้ เพื่อให้เกิดเป็นผลงานขึ้นมา” […]

งานวิจัยชิ้นใหม่เปิดเผยว่า ดวงจันทร์อาจมีน้ำมากกว่าที่เคยคิดกันมาก

ดวงจันทร์อาจมีน้ำมากกว่าที่เคยคิดกัน เป็นข้อสรุปที่ได้จากการวิเคราะห์ผลึกแก้วภูเขาไฟขนาดเล็กจิ๋วที่หลงเหลือจากการปะทุของภูเขาไฟครั้งบรรพกาล ผลึกแก้วที่เกิดขึ้นตามธรรมชาตินี้ถูกรวบรวมไว้ตั้งแต่ภารกิจของยานอะพอลโล 15 และ 17 ในช่วงทศวรรษ 1970 ซึ่งยานทั้งสองลงจอดใกล้เขตที่มีกิจกรรมภูเขาไฟบนดวงจันทร์ ผลึกแก้วนี้ก่อตัวขึ้นเมื่อแมกมาหรือหินหนืดปะทุขึ้นสู่พื้นผิวและเย็นตัวลงอย่างรวดเร็วจนน้ำถูกกักไว้ภายใน อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมานักวิทยาศาสตร์ยังไม่มั่นใจว่า ตัวอย่างที่ได้จากภารกิจอะพอลโลมีลักษณะเฉพาะ หรือพบได้จากธารลาวาแห่งอื่นๆ บนพื้นดวงจันทร์ด้วย ในผลการศึกษาชิ้นใหม่ที่เพิ่งตีพิมพ์ในวารสาร Nature Geoscience นักวิทยาศาสตร์ทำการวิเคราะห์ตัวอย่างที่ได้จากภารกิจอะพอลโลซ้ำอีกครั้ง  ร่วมกับการใช้ข้อมูลล่าสุดจากดาวเทียมเพื่อมองหาร่องรอยของแก้วภูเขาไฟที่มีน้ำอยู่ภายในจากบริเวณอื่นๆ ของดวงจันทร์  พวกเขาพบว่า แท้จริงแล้วตะกอนภูเขาไฟกระจายตัวเป็นบริเวณกว้างซึ่งบ่งชี้ว่า ใต้พื้นผิวดวงจันทร์อาจ ชุ่มชื้นมากกว่าที่เคยเชื่อกัน แอนโทนี โคลาพรีต นักวิทยาศาสตร์จากนาซา ผู้วิเคราะห์รายงานชิ้นนี้บอกว่า “ข้อเท็จจริงที่พวกเขาพบลักษณะภูมิประเทศที่มีความเกี่ยวข้องกับแก้วภูเขาไฟบอกเราว่า พื้นผิวชั้นในของดวงจันทร์มีน้ำอยู่พอสมควร ตอนที่เกิดการปะทุของภูเขาไฟเหล่านี้” คำถามหนึ่งที่หลายคนสงสัยคือ เราเคยพบน้ำบนดวงจันทร์ก่อนหน้านี้ไหม? คำตอบคือ ใช่ แต่ก็เพิ่งเมื่อไม่นานมานี้เอง นักวิทยาศาสตร์เคยเชื่อว่า ดวงจันทร์ทั้งดวงนั้นแห้งผาก แต่เมื่อปี 2008 นักวิทยาศาสตร์ทำการวิเคราะห์ตัวอย่างผลึกแก้วภูเขาไฟจากภารกิจอะพอลโล และค้นพบร่องรอยแรกของน้ำ จากจุดนั้นเป็นต้นมา การค้นพบน้ำบนดวงจันทร์ก็พรั่งพรู ในปี 2009 องค์การนาซาส่งจรวดและดาวเทียมขึ้นไปตกกระทบหุบอุกกาบาตแห่งหนึ่งบนขั้วใต้ของดวงจันทร์ โดยหวังจะพบหลักฐานเพิ่มเติมเกี่ยวกับน้ำ การตกกระทบในครั้งนั้นเผยร่องรอยบางอย่างเกี่ยวกับน้ำแข็งและไฮดรอกซิล ซึ่งเป็นโมเลกุลไวต่อปฏิกิริยาและมีความเกี่ยวข้องกับน้ำ และในปี 2010 นักวิทยาศาสตร์ทำการวิเคราะห์ตัวอย่างหินอื่นๆ ที่ได้จากดวงจันทร์ […]

หมึกสายวงฟ้า ตัวเล็กจิ๋วแต่พิษร้ายแรง

ตั้งแต่กบลูกดอกสีเขียวนีออนไปจนถึงผีเสื้อจักรพรรดิ สิ่งมีชีวิตสีสันฉูดฉาดที่สุดในธรรมชาติบางชนิด วิวัฒนาการสีสันขึ้นมาเพื่อเป็นคำเตือนกับผู้ล่าว่า “อย่ายุ่งกับฉันนะ” เช่นเดียวกับ หมึกสายวงฟ้า หรือหมึกบลูริง ซึ่งมีสีสันสดใส และพบได้บ่อยที่นอกชายฝั่งเคียมา รัฐนิวเซาท์เวลส์ ประเทศออสเตรเลีย เมื่อ หมึกสายวงฟ้า ถูกคุกคามจากผู้ล่า วงแหวนสีน้ำเงินจะกะพริบวาววามไปทั่วร่างกายของพวกมัน เพื่อเป็นคำเตือนที่แสดงออกตามวิวัฒนาการ สำหรับผู้ล่าที่อาจจะกำลังคิดว่า หมึกบลูริงจะเป็นมื้ออาหารมื้อถัดไป หรือในกรณีของมนุษย์ สีน้ำเงินโดดเด่นฉูดฉาดดึงดูดความอยากรู้อยากเห็นของเราได้เสมอ ตั้งแต่ทะเลญี่ปุ่นจนถึงออสเตรเลีย มีหมึกสายวงฟ้ากระจายพันธุ์อยู่อย่างน้อย 10 ชนิดพันธุ์ บางชนิดพบได้ตามชายฝั่งน้ำตื้น ซึ่งเป็นสถานที่เดียวกันกับมนุษย์มักลงไปใช้ประโยชน์จากบริเวณนั้น ในประเทศไทย สามารถพบหมึกสายวงฟ้าได้ทั่วทะเลไทย ส่วนใหญ่อยู่ตามพื้นท้องทะเล หรือบางครั้งพวกมันติดมากับเรืออวนลาก สำหรับหมึกสายวงฟ้าที่พบในแนวปะการัง เป็นชนิดที่ไม่พบหรือมีน้อยมากในเมืองไทย https://pmdvod.nationalgeographic.com/NG_Video/331/259/00000159-651a-d262-a5d9-659fda590000-161222-specials-tos-blue-ring-octopus-841742__971967.mp4 แม้จะมีรูปร่างขนาดเล็กและลำตัวนุ่มนิ่ม แต่หมึกสายวงฟ้า (Hapalochlaena fasciata) เป็นหนึ่งในสิ่งมีชีวิตที่มีพิษร้ายแรงที่สุดในมหาสมุทร มันสามารถฆ่ามนุษย์ได้ด้วยการกัดเพียงครั้งเดียว ในน้ำลายของหมึกชนิดนี้มีส่วนผสมของพิษ เทโตรโดท็อกซิน (tetrodotoxin) เช่นเดียวกับที่พบในปลาปักเป้า ซึ่งออกฤทธิ์ต่อระบบประสาทอย่างรุนแรง ส่งผลให้ระบบหายใจล้มเหลว จากรายงานที่ผ่านมาพบว่า มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อยสามรายในออสเตรเลียเนื่องจากปลาหมึกบลูริง แต่ในประเทศไทยยังไม่พบผู้เสียชีวิตจากหมึกสายวงฟ้า (ชมวิดีโอเพิ่มเติมได้ที่ https://video.nationalgeographic.com/video/news/00000161-e2c1-dcda-a37f-f3d792a70000) อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่า มนุษย์ควรกลัวพวกมัน “เช่นเดียวกับสัตว์ส่วนใหญ่ พวกมันจะโจมตีมนุษย์ก็ต่อเมื่อรู้สึกว่าตกอยู่ในอันตรายหรือถูกคุกคาม […]