โรค ไวรัสเห็บ หรือโรค SFTS เกิดจากเชื้อไวรัสชนิดใด และมีอาการอย่างไร

พบโรคระบาดใหม่ในประเทศจีน

ในช่วงต้นเดือนสิงหาคม 2020 ณ มณฑลเจียงซูและอันฮุย ทางตะวันออกของประเทศจีน มีการรายงานการระบาดของโรค ไวรัสเห็บ หรือ SFTS (ยังไม่มีชื่อเรียกในระดับสากล) ซึ่งเป็นโรคที่เกิดจากไวรัสชนิดหนึ่ง มีเห็บเป็นพาหะ และในขณะนี้มีผู้ติดเชื้อแล้วกว่า 60 คน มีผู้เสียชีวิตแล้ว 7 ราย

โรค ไวรัสเห็บ หรือ SFTS

โรค ไวรัสเห็บ คือ โรคที่เกิดจากติดเชื้อ “Severe Fever with Thrombocytopenia Syndrome Virus” (SFTSV) ซึ่งเป็นไวรัสชนิดใหม่ในกลุ่มไวรัสบันยา (Bunyavirus) โดยไวรัส SFTS เป็นไวรัสที่มีลักษณะรูปร่างเป็นทรงกลม มีเส้นผ่านศูนย์กลางราว 100 นาโนเมตร เป็นไวรัสที่มีสายพันธุ์กรรมชนิดอาร์เอ็นเอ (RNA) จำนวน 3 สาย ทำหน้าที่สร้างเอนไซม์และผลิตโปรตีนชนิดต่าง ๆ เพื่อการเพิ่มจำนวนและการสืบพันธุ์ เมื่อเชื้อไวรัสเดินทางเข้าสู่ร่างกายของโฮสต์ (Host)

โรค SFTS มีเห็บ (Tick) เป็นพาหะสำคัญ โดยเฉพาะเห็บ Haemaphysalis longicornis เป็นโรคที่มีวงจรจากสัตว์สู่คน (Zoonosis) และมีการวนเวียนของเชื้อระหว่างเห็บและสัตว์มีกระดูกสันหลัง หรือ สัตว์ที่เป็นรังโรค เช่น แพะ แกะ หมู วัว ควาย สุนัข แมว ไก่ นก หนู และสัตว์ป่าชนิดต่าง ๆ ถึงแม้ไวรัสเห็บ ยังไม่มีหลักฐานที่แสดงถึงอาการเจ็บป่วยในสัตว์รังโรคเหล่านี้ แต่เมื่อเชื้อไวรัสเข้าสู่ร่างกายมนุษย์ สามารถส่งผ่านเชื้อจากคนสู่คน ทำให้โรค SFTS เป็นโรคติดต่อทางการสัมผัสสารคัดหลั่งที่มีโลหิตติดเชื้อเจือปนหรือจากการสัมผัสเลือดของผู้ติดเชื้อโดยตรง

ไวรัสเห็บ, โรคระบาด, ไวรัส

การกระจายตัวของโรคและฤดูกาลระบาด 

ไวรัส SFTS ไม่ใช่ไวรัสสายพันธุ์ใหม่ นักวิจัยของจีนได้ค้นพบไวรัสชนิดนี้ ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2006 ซึ่งขณะนั้น ไวรัสเห็บไม่ได้ก่อให้เกิดโรคหรืออาการเจ็บป่วยที่รุนแรงมากนัก โดยในแต่ละปีมักมีผู้ป่วยราวหนึ่งถึงสองร้อยคน ซึ่งการติดเชื้อไวรัส SFTS พบมากที่สุดใน 3 ประเทศ ได้แก่ จีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ แต่ที่สร้างความตื่นตระหนก คือ อัตราของผู้เสียชีวิต ซึ่งสูงถึงร้อยละ 10 ไปจนถึงร้อยละ 30 ในบางปี จากการที่โรค SFTS ส่งผลโดยตรงต่อการทำงานของระบบและอวัยวะภายใน โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุและผู้มีภูมิคุ้มกันต่ำ โรค SFTS ยังได้รับการจัดอันดับให้เป็นหนึ่งใน 10 โรคที่มีความสำคัญสูงสุด โดยองค์การอนามัยโลก (WHO) อีกด้วย

โรคชนิดนี้ มักแพร่กระจายในฤดูร้อน หรือ ช่วงระหว่างเดือนมีนาคมถึงพฤศจิกายน โดยมีระดับการติดเชื้อสูงสุดในช่วงระหว่างเดือนเมษายนถึงกรกฎาคม โดยเฉพาะในกลุ่มเกษตรกร ชาวนา พรานล่าสัตว์ และเจ้าของฟาร์มปศุสัตว์ต่าง ๆ รวมไปถึงประชาชนที่อาศัยอยู่ในบริเวณพื้นที่ป่าและภูเขา ซึ่งมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อไวรัสชนิดนี้ จากการสัมผัสกับสัตว์ที่อาจเป็นพาหะของเห็บเป็นประจำ

อาการของผู้ป่วยจากไวรัส “เห็บ” (SFTS)

การดำเนินโรคมีทั้งหมด 3 ระยะ ส่งผลให้ผู้ป่วยมีอาการต่าง ๆ ดังนี้ 

  • ในระยะที่หนึ่ง มีไข้สูง ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย ต่อมน้ำเหลืองโต มีเกล็ดเลือดและเม็ดเลือดขาวต่ำ มีอาการทางระบบทางเดินอาหาร เช่น เบื่ออาหาร คลื่นไส้อาเจียน และท้องร่วง
  • ในระยะที่สอง เกิดภาวะอวัยวะภายในล้มเหลวหลายระบบ (Multiple Organ Failure) เช่น มีอาการเลือดออกในตับและไต การทำงานของหัวใจและปอดล้มเหลว รวมถึงอาการผิดปกติทางระบบประสาทส่วนกลาง (CNS)
  • ในระยะที่สาม คือ ระยะฟื้นตัว หากผู้ป่วยได้รับการวินิจฉัยโรคถูกต้องและได้รับรักษาอย่างทันท่วงที 

ในปัจจุบัน ไวรัสชนิดนี้ยังไม่มีวัคซีนหรือยาจำเพาะสำหรับการรักษา แต่มีการใช้ยาต้านไวรัส “ไรบาวิริน” (Ribavirin) ซึ่งได้รับการรับรองถึงประสิทธิภาพในการรักษาผู้ป่วยโรค SFTS อย่างไรก็ตาม เพื่อป้องกันการติดเชื้อจากโรคไวรัสชนิดนี้ ควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับสัตว์ป่าโดยตรง รวมถึงการหมั่นดูแลรักษาความสะอาดของสัตว์เลี้ยงภายในบ้านให้ปราศจากเห็บและพาหะนำโรคต่าง ๆ 

สืบค้นและเรียบเรียง
คัดคณัฐ ชื่นวงศ์อรุณ


อ้างอิง

องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย – https://news.thaipbs.or.th/content/295321

สมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย – https://www.pidst.or.th/A581.html

วารสารวิทยาศาสตร์สุขภาพสัตว์และเทคโนโลยี ปีที่ 1 ฉบับที่ 2 (2560) – https://www.lib.ku.ac.th/KU/2561/KUJ00000966c.pdf

The Indian Express – https://indianexpress.com/article/explained/tick-borne-virus-spreading-in-china-6543182/

Inventiva – https://www.inventiva.co.in/trends/tamanna/alert-a-new-virus-now-reported-from-china-claimed-to-be-passed-from-the-bite-of-ticks-another-bioweapon-or-pandemic-from-china/


เรื่องอื่นๆ ที่น่าสนใจ : เชื้อก่อโรค 

เรื่องแนะนำ

ชมคลิปวิดีโอที่ช่วยไขปริศนาว่า นาร์วาฬใช้งาของมันทำอะไร

เรื่อง    ซาราห์ กิบเบนส์ ในคลิปวิดีโอที่ถ่ายจากโดรนเหนือน่านน้ำนอกชายฝั่งดินแดนนูนาวุตของแคนาดา นาร์วาฬตัวหนึ่งใช้งาของมันฟาดปลาค้อดอาร์กติกก่อนจับกินเป็นอาหาร แรงกระแทกอาจทำให้ปลามึนงงและกลายเป็นเหยื่อที่จับได้ง่ายของนาร์วาฬ แท้จริงแล้ว งาของนาร์วาฬคือฟันที่บิดเกลียวยื่นออกมาจากส่วนหัว และสามารถยาวได้เกือบถึงสามเมตร นอกจากนั้นงาของนาร์วาฬยังปกคลุมไปด้วยปลายประสาทนับพันๆ ที่ช่วยให้พวกมันรับรู้เกี่ยวกับสภาพแวดล้อมรอบตัว นาร์วาฬอาศัยอยู่ในน่านน้ำห่างไกล และเรายังรู้จักพฤติกรรมของพวกมันน้อยมาก ที่ผ่านมา นักวิทยาศาสตร์ได้แต่คาดเดาว่า นาร์วาฬใช้งาของมันทำอะไร  พฤติกรรมที่ได้รับการบันทึกไว้เป็นครั้งแรกนี้จึงช่วยไขปริศนาที่มีมาช้านานได้ แบรนดอน ลาฟอเรสต์ ผู้เชี่ยวชาญอาวุโสด้านชนิดพันธุ์และระบบนิเวศแถบอาร์กติกจากกองทุนสัตว์ป่าโลก (WWF) ประจำแคนาดา อธิบายว่า เพราะเหตุใดนาร์วาฬจึงเป็นชนิดพันธุ์ที่เรารู้จักน้อยมาก “พวกมันไม่กระโดดทิ้งตัวเหมือนวาฬชนิดอื่นๆ และค่อนข้างขี้อายครับ คลิปวิดีโอนี้จึงให้ข้อมูลใหม่เกี่ยวกับการใช้งาของมัน” ลาฟอเรสต์บอก ที่ผ่านมา ลาฟอเรสต์ซึ่งทำงานร่วมกับเจ้าหน้าที่รัฐบาลแคนาดา ใช้เวลาศึกษานาร์วาฬในถิ่นอาศัยฤดูหนาวของพวกมัน แต่ความที่ถิ่นอาศัยของพวกมันอยู่ห่างไกล การสังเกตพฤติกรรมด้วยสายตาจึงทำได้ค่อนข้างยาก มารีอาน มาร์กู นักวิจัยจากกรมประมงและมหาสมุทรของแคนาดา บอกว่า การใช้โดรนเป็นวิธีใหม่ที่ช่วยให้เราศึกษาสัตว์ผู้ลึกลับเหล่านี้ได้ เธอบอกว่า “โดรนเป็นอะไรที่น่าตื่นเต้นมาก เราสามารถเห็นอะไรที่ไม่เคยเห็นมาก่อน” ที่ผ่านมา การใช้เครื่องบินเล็กให้ภาพได้ไม่ชัดเจน และบ่อยครั้งทำให้สัตว์ที่เป็นเป้าหมายตื่นตกใจ ขณะที่คลิปวิดีโอนี้ช่วยยืนยันทฤษฎีหนึ่งเกี่ยวกับการใช้งาของนาร์วาฬ  พวกมันยังอาจใช้งาเพื่อการอื่นด้วย เช่น เจาะน้ำแข็ง ใช้เป็นอาวุธต่อสู่กัน ช่วยเรื่องการคัดเลือกทางเพศ (sexual selection) หรือเป็นเครื่องมือเกี่ยวข้องกับการใช้เสียงสะท้อน เพื่อนำทางหรือระบุตำแหน่ง (echolocation) คล้ายโซนาร์  […]

อาหารคีโตจีนิก : อาหารคาร์โบไฮเดรตต่ำ – ไขมันสูง

งานวิจัยทางวิชาการหลายฉบับยังรายงานผลการทดลอง ที่ขัดแย้งกันระหว่างข้อดีและผลกระทบระยะยาวของ อาหารคีโตจีนิก ที่กำลังเป็นกระแสนิยมในช่วงสองสามปีที่ผ่านมา  อาหารคีโตจีนิก คืออะไร อาหารคีโต หรือ อาหารคีโตจีนิก (Ketogenic diets) เป็นรายการอาหารที่มีปริมาณคาร์โบไฮเดรตต่ำ แต่มีไขมันสูง ซึ่งส่งผลให้ร่างกายใช้พลังงานทางเลือกจากไขมันแทนการใช้พลังงานจากแหล่งพลังงานหลักคือคาร์โบไฮเดรต ผ่านกระบวนการที่เรียกว่า คีโตซิส (Ketosis) กระบวนการคีโตซิสจะเกิดขึ้นเมื่อร่างกายรับรู้ว่าระดับน้ำตาลในเลือดต่ำลง จึงจำเป็นเผาผลาญพลังงานจากไขมันแทน กระบวนการคีโซซิสเกิดขึ้นที่ตับ โดยไขมันที่เก็บสะสมไว้ในช่องท้องจะถูกเปลี่ยนให้เป็นกรดไขมัน และได้ผลผลิตสุดท้ายเป็นสารประเภทคีโตน (Ketones) ซึ่งร่างกายสามารถนำไปใช้เป็นพลังงานได้ บทสรุป: เมนูอาหารคีโต คือ อาหารที่คาร์โบไฮเดรตต่ำ และมีไขมันสูง ซึ่งส่งผลให้ร่างกายมีระดับน้ำตาลและอินซูลินในเลือดต่ำ ร่างกายจึงใช้พลังงานจากไขมัน ผ่านสารให้พลังงานที่เรียกว่า คีโตน ประเภทของอาหารคีโตจีนิก 1. Standard ketogenic diet (SKD): เป็นรายการอาหารที่มีปริมาณคาร์โบไฮเดรตน้อยมาก มีโปรตีนปานกลาง และมีไขมันสูง โดยสัดส่วนของอาหารหนึ่งมื้อคือ ไขมันร้อยละ 75 โปรตีนร้อยละ 20 และคาร์โบไฮเดรตร้อยละ 5 2. Cyclical ketogenic diet (CKD): เป็นการเลือกรับประทานอาหารคีโตจีนิกเป็นส่วนใหญ่ […]

โรคปอดอักเสบ จากเชื้อโคโรนาไวรัส 2019

โรคปอดอักเสบ จากเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (Novel Coronavirus 2019) หลังจากตรวจพบผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่เป็นครั้งแรกในประเทศไทย กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุขได้ทำการแถลงการณ์ไปเมื่อวันที่ 13 มกราคม 2020 ว่า “นักท่องเที่ยวหญิงชาวจีน วัย 61 ปี ที่เดินทางเข้ามายังประเทศไทยจากมณฑลหูเป่ยของประเทศจีน มีอาการป่วยด้วย โรคปอดอักเสบ จากเชื้อไวรัสดังกล่าว เจ้าหน้าที่ได้ทำการควบคุมตัวและนำส่งเพื่อทำการรักษา ณ โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในจังหวัดนนทบุรีเป็นที่เรียบร้อยแล้ว รวมถึงผู้โดยสารที่นั่งใกล้หญิงชาวจีนทั้ง 16 คน ในเที่ยวบินเดียวกัน ต่างได้รับตรวจสอบยืนยันว่าไม่มีการติดเชื้อใดๆ การตรวจพบไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่เป็นครั้งแรก จากหลักฐานและการสอบสวนเบื้องต้นในประเทศจีนพบว่า การระบาดของโรคเกิดขึ้นครั้งแรกในหมู่คนทำงาน หรือมีประวัติการเดินทางไปยังตลาดค้าสัตว์และอาหารทะเลทางใต้ของจีนที่มีชื่อว่า “South China Seafood Market” ในเมืองอู่ฮั่น มณฑลหูเป่ย ประเทศจีน ซึ่งทำการค้าขายสัตว์หลากหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นสัตว์ทะเล นก ไก่ฟ้า งู และกระต่าย รวมไปถึงสัตว์ป่าชนิดอื่นๆ ในขณะนี้ ตลาดดังกล่าวถูกสั่งปิดไปแล้ว ตั้งแต่เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2020 เนื่องจากทางการจีนพบผู้ป่วยแล้วทั้งสิ้น 59 ราย […]

ประเภทของพายุ และการกำเนิดพายุ

ประเภทของพายุ ที่เกิดขึ้นตามภูมิภาคต่างๆ บนโลกของเรา มีแหล่งกำเนิดและความรุนแรงที่แตกต่างกัน ในช่วงฤดูมรสุม เรามักได้รับฟังการนำเสนอข่าวเกี่ยวกับเหตุอุทกภัยในพื้นที่ต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศ ส่วนใหญ่เกิดจากพายุฝนที่หอบเอาความชื้นและน้ำฝนจากทะเลเคลื่อนตัวขึ้นไปยังแผ่นดิน นักวิทยาศาสตร์ได้ศึกษาเรื่องการกำเนิดพายุมาเป็นเวลานานแล้ว และได้จำแนก ประเภทของพายุ ตามความรุนแรงและแหล่งกำเนิด พายุ (Storm) คือ ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่ทำให้สภาพแวดล้อมและชั้นบรรยากาศโลกถูกรบกวน ซึ่งก่อให้เกิดผลกระทบโดยตรงต่อทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งปลูกสร้าง และสิ่งมีชีวิตบนพื้นผิวโลก พายุเป็นการเปลี่ยนแปลงทางสภาพอากาศที่รุนแรง โดยมักเกิดขึ้นพร้อมกับการเกิดลมกระโชกแรง ลูกเห็บตก ฟ้าร้อง ฟ้าผ่า ฝนตกหนัก รวมไปถึงการพัดพาสสารบางอย่างผ่านไปในชั้นบรรยากาศที่ก่อให้เกิดพายุฝุ่น พายุหิมะ และพายุทราย เป็นต้น การกำเนิดพายุ พายุเกิดจากการเคลื่อนที่ของลม หรือ มวลอากาศ จากความแตกต่างของอุณหภูมิในบรรยากาศโดยรอบ ซึ่งพายุมักเกิดในพื้นที่ที่มีความกดอากาศต่ำ ทำให้เกิดกระแสลมพัดเข้าหาจุดศูนย์กลางของบริเวณดังกล่าว เนื่องจากมวลอากาศร้อนจะลอยตัวขึ้นสูง ส่งผลให้มวลอากาศในแนวราบที่มีอุณหภูมิต่ำกว่าเข้ามาแทนที่ ทำให้เกิดการหมุนเวียนของอากาศ เกิดกระแสการเคลื่อนที่ของลมและเกิดการก่อตัวขึ้นของเมฆ ก่อนพัฒนาไปเป็นพายุในรูปแบบต่างๆ บริเวณความกดอากาศต่ำ (Low Pressure Area: L) คือ พื้นที่ที่มวลของอากาศได้รับความร้อนสูงจากดวงอาทิตย์ ทำให้เกิดการยกตัวสูงขึ้น ส่งผลให้ความกดอากาศบริเวณนั้นมีค่าลดลงต่ำกว่าบริเวณใกล้เคียงหรือบริเวณโดยรอบ ขณะที่บริเวณความกดอากาศสูง (High Pressure Area: H) […]