เมฆยอดเขา ที่ปกคลุมยอดดอยหลวงเชียงดาว เกิดขึ้นได้อย่างไร

เมฆยอดเขา ปรากฏการณ์ความงามบนที่สูง

เมฆยอดเขา (Cap Cloud)

เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2563 เฟซบุ๊กแฟนเพจร้านกาแฟ All day coffee – Chiang Dao ได้เผยแพร่ภาพดอยหลวงเชียงดาวที่มีเมฆรูปทรงคล้ายหมวกปกคุลมที่บริเวณยอดดอย หรือ เมฆยอดเขา สร้างความประทับใจแก่ผู้ติดตาม มีผู้เข้ามาแสดงความคิดเห็นเป็นจำนวนมาก และมีผู้ติดตามท่านหนึ่งสอบถามมายังเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย ว่าปรากฏการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นได้อย่างไร

เมฆยอดเขา (Cap Cloud) คือ หนึ่งในเมฆแนวนอน (Stratiform) ของกลุ่มเมฆภูเขา (Orograhic Cloud) ที่ก่อตัวขึ้นจากการที่กระแสอากาศหรือมวลอากาศในแนวระดับ ซึ่งมีความชื้นสูงถูกบังคับให้ยกตัวสูงขึ้น เมื่อเคลื่อนที่ไปปะทะเข้ากับเนินเขาหรือเทือกเขา ก่อนเย็นตัวลงจนเกิดเป็นกลุ่มเมฆขนาดใหญ่แผ่ปกคลุมยอดเขา โดยไม่เคลื่อนที่ไปไหน (Stationary Cloud)

เมฆยอดเขา, เมฆหมวก, เมฆเลนส์, เมฆ
(ภาพบนและล่าง) ดอยหลวงเชียงดาวที่มีเมฆปกคลุมที่ยอดดอย / ขอบคุณภาพถ่ายจาก ร้าน All Day Coffee – Chaing Dao

เมฆยอดเขายังมีชื่อเรียกอื่น ๆ ในทางอุตุนิยมวิทยาว่า เมฆหมวก เมฆหมวกแก๊ป หรือเมฆคลุม ซึ่งโดยทั่วไปเมฆยอดเขามักถูกเรียกรวมไปกับหมวกเมฆ (Pileus Cloud) ซึ่งเป็นหนึ่งในเมฆประกอบ (Accessory Cloud) ตามการจัดจำแนกกลุ่มเมฆขององค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO)

จากการที่หมวกเมฆ หรือเมฆไพลีอัสมีชื่อเรียกมาจากรากศัพท์ในภาษาละตินที่แปลว่า “หมวกแก๊ป” เช่นเดียวกัน รวมถึงลักษณะทางกายภาพที่เป็นแผ่นเบาบาง แผ่ปกคลุมอยู่เหนือก้อนเมฆขนาดใหญ่ เช่น เมฆคิวมูโลนิมบัสคอนเจสตัส (Cumulonimbus Congestus) หรือเมฆฝนฟ้าคะนองที่เพิ่งเริ่มก่อตัวใหม่

เมฆยอดเขา, เมฆหมวก, เมฆเลนส์, เมฆ
Pileus Cloud

การก่อตัวของเมฆยอดเขา

เมฆยอดเขานับเป็นหนึ่งในเมฆชั้นต่ำที่เกิดจากกลั่นตัวของไอน้ำ เมื่อกระแสอากาศที่มีความชื้นสูงหรือลมที่พัดพาเอาความชื้นจากบริเวณที่ราบโดยรอบเคลื่อนที่ขึ้นไปตามด้านรับลม (Windward Side) ของแนวเทือกเขาในขณะที่สภาพอากาศทรงตัวดี ซึ่งกระแสอากาศที่ยกตัวสูงขึ้นจะเย็นตัวลง เนื่องจากชั้นบรรยากาศเหนือยอดเขาสูงโดยทั่วไปแล้ว มีอุณหภูมิต่ำกว่าบริเวณพื้นที่ราบด้านล่าง

ซึ่งการเย็นตัวลงของกระแสอากาศที่มีความชื้นสูงนี้ ก่อให้เกิดการควบแน่นและการกลั่นตัวของไอน้ำ เกิดเป็นหยดน้ำจำนวนมากที่เกาะกลุ่มรวมกันกลายเป็นเมฆแนวนอนที่มีลักษณะคล้ายโดมดอกเห็ดขนาดใหญ่แผ่ปกคลุมยอดเขาดังกล่าว เกิดเป็นภาพ “ภูเขาสวมหมวก” (Cap Cloud) นั่นเอง ในธรรมชาติ เมฆยอดเขามักเกิดตามภูเขาสูงหรือบริเวณเกาะที่โดดเดี่ยว

เมฆยอดเขาและเมฆรูปเลนส์

การที่กระแสอากาศยกตัวขึ้นเหนือยอดเขา ไม่เพียงก่อให้เกิดเมฆยอดเขา แต่ยังก่อให้เกิดการไหลลงของกระแสอากาศที่ปั่นป่วนทางด้านหลังลม (Leeward Side) ของแนวเทือกเขา ซึ่งมีลักษณะการเคลื่อนที่คล้ายคลื่นกระเพื่อมหรือที่เรียกว่า “คลื่นภูเขา” (Mountain Wave) ส่งผลให้กระแสอากาศด้านหลังเทือกเขาแบ่งออกเป็นชั้นคล้ายลูกคลื่นขนาดใหญ่หลายระลอก กลายเป็นต้นกำเนิดของเมฆรูปเลนส์ หรือ “เมฆจานบิน” (Lenticular Cloud) ที่ก่อตัวขึ้นตรงบริเวณส่วนยอดของคลื่นหรือบริเวณที่คลื่นอากาศกระเพื่อมขึ้นสูงสุด

เมฆยอดเขา, เมฆหมวก, เมฆเลนส์, เมฆ

เมฆยอดเขา, เมฆหมวก, เมฆเลนส์, เมฆ

เมฆรูปเลนส์เป็นเมฆชั้นสูง ซึ่งวางตัวเป็นแนวยาวเหนือแนวสันเขาและกระจายตัวออกไปด้านหลังลมที่ระดับความสูงราว 1,900 เมตร ไปจนถึง 12,000 เมตร (40,000 ฟุต) จากการยกตัวของมวลอากาศความชื้นสูงที่ถูกพัดพาให้เคลื่อนที่ขึ้นสูงตามระลอกคลื่น ซึ่งส่งผลให้กระแสอากาศเกิดการแผ่ขยายตัวออกไป และมีอุณหภูมิลดลงตามลำดับ จนเกิดการกลั่นตัวของไอน้ำและการรวมตัวของหยดน้ำ กลายเป็นเมฆจานบินที่ถูกกักอยู่ในชั้นอากาศนั้น ๆ เมฆจานบินมักไม่เคลื่อนไปไหนเช่นเดียวกับเมฆยอดเขา ถึงแม้ว่ากระแสลมจะแรง มีเพียงรูปร่างของก้อนเมฆที่จะค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงไปทีละน้อย ก่อนสลายตัวไปในท้ายที่สุด

นอกจากนี้ เมฆจานบินยังสามารถก่อตัวขึ้นหลายชั้นตามชั้นของอากาศที่กระเพื่อมขึ้นลง เกิดเป็นเมฆจานบินซ้อนกันหลายชั้น ซึ่งในธรรมชาติ เมฆจานบินและเมฆยอดเขามีต้นกำเนิดที่คล้ายคลึงกันอย่างมาก เมฆยอดเขาสามารถนับเป็นส่วนหนึ่งของเมฆรูปเลนส์หรือเมฆจานบินเหล่านี้ โดยมีข้อแตกต่างที่เด่นชัด 2 ข้อ คือ

เมฆยอดเขาก่อตัวขึ้นทางด้านรับลม (Windward Side) ของแนวเทือกเขา ในขณะที่เมฆจานบินก่อตัวขึ้นทางด้านหลังลม (Leeward Side) ของแนวเทือกเขา

เมฆยอดเขามักหยุดนิ่งอยู่กับที่เหนือยอดเขา ในขณะที่เมฆจานบินสามารถก่อตัวขึ้นได้ในหลายพื้นที่ แม้กระทั่งในพื้นที่ราบที่อาจพบเห็นได้ยาก ซึ่งเมฆจานบินที่ก่อตัวในลักษณะนี้ เป็นผลมาจากแนวปะทะอากาศ (Front) หรือลมเฉือน (Shear Winds) นั่นเอง

สืบค้นและเรียบเรียง
คัดคณัฐ ชื่นวงศ์อรุณ


ข้อมูลอ้างอิง

World Meteorological Organization (WMO) – https://cloudatlas.wmo.int/en/orographic-influences-on-clouds.html
Autumn Skies Online Pty Ltd – https://ownyourweather.com/cap-cloud/
Met Office College – https://www.metoffice.gov.uk/weather/learn-about/weather/types-of-weather/clouds/other-clouds/lenticular
กรมควบคุมการปฏิบัติทางอากาศ – https://www.oocities.org/weatherthai/WeatherHazard.htm


เรื่องอื่นๆ ที่น่าสนใจ : เรียนรู้จักเมฆประเภทต่างๆ 

ชนิดของเมฆ ภาพท้องฟ้า

เรื่องแนะนำ

โลกอนาคต : หรือนี่คือโฉมหน้าของเมืองในอีกร้อยปีข้างหน้า

จินตนาการภาพของเมืองในอีกร้อยปีข้างหน้า การออกแบบจะเป็นอย่างไรเมื่อโจทย์ใหญ่คือการต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ

ม้าป่าเปรวาสกี้แท้จริงสืบเชื้อสายจากม้าบ้าน

เดิมเคยเชื่อกันว่าสายพันธุ์ม้าป่าเปรวาสกี้หรือม้าป่ามองโกลเป็นสายพันธุ์ม้าป่าเพียงพันธุ์เดียวที่ยังหลงเหลืออยู่ แต่ผลการศึกษาใหม่เผยให้เห็นว่าพวกมันสืบเชื้อสายมาจากม้าบ้าน

สิ่งมีชีวิตดัดแปรพันธุกรรม (GMOs)

สิ่งมีชีวิตดัดแปรพันธุกรรม หรือจีเอ็มโอ (Genetically Modified Organisms: GMOs) คือ สิ่งมีชีวิตที่ได้รับการดัดแปรพันธุกรรม จากการใช้เทคโนโลยีพันธุวิศวกรรม (Genetic Engineering) หรือ เทคนิคการตัดต่อยีนที่สามารถคัดเลือกสารพันธุกรรมหรือยีน (Genes) ที่จำเพาะเจาะจงจากสิ่งมีชีวิตต่างชนิด ก่อนนำมาตัดแต่งเข้ากับสิ่งมีชีวิตเป้าหมาย เพื่อให้เกิดการผสมข้ามสายพันธุ์และก่อกำเนิดสิ่งมีชีวิตชนิดใหม่ที่มีคุณสมบัติหรือลักษณะพิเศษตามความต้องการของมนุษย์ อย่างเช่น การนำยีนที่แสดงคุณสมบัติทนทานต่อความหนาวเย็นจากปลาขั้วโลก มาผสมผสานและตัดแต่งเข้ากับยีนของมะเขือเทศ เพื่อสร้างมะเขือเทศชนิดใหม่ที่สามารถเพาะปลูกได้ในพื้นที่ซึ่งมีอากาศหนาวเย็น เป็นต้น การใช้ประโยชน์จาก สิ่งมีชีวิตดัดแปรพันธุกรรม ในปัจจุบัน เทคโนโลยีการดัดแปรพันธุกรรมได้รับการพัฒนาขึ้น โดยมีจุดประสงค์หลักในการยกระดับคุณภาพอาหาร ยา และเทคโนโลยีทางการแพทย์ เพื่อรองรับจำนวนประชากรโลกที่เพิ่มมากขึ้นในทุก ๆ วัน โดยสิ่งมีชีวิตดัดแปรพันธุกรรมถูกนำมาประโยชน์มากที่สุดในภาคอุตสาหกรรมการเกษตร โดยเฉพาะพืชผลหลักในอุตสาหกรรมอาหาร ไม่ว่าจะเป็นถั่วเหลือง ข้าวโพด มันฝรั่ง มะเขือเทศ และมะละกอ ซึ่งผ่านการดัดแปรพันธุกรรม เพื่อให้มีคุณสมบัติทนทานต่อสภาพแวดล้อม ทนต่อศัตรูพืช ทนทานต่อยาฆ่าแมลง หรือแม้แต่มีความสามารถในการเจริญเติบโตรวดเร็วขึ้น นอกจากนี้ การปรับปรุงสายพันธุ์ในพืชบางชนิดยังสามารถเพิ่มคุณสมบัติทางโภชนาการอาหาร หรือเปลี่ยนแปลงรูปร่าง ขนาด และสีสันของพืชให้แตกต่างจากสายพันธุ์ดั้งเดิมในธรรมชาติได้อีกด้วย ในอุตสาหกรรมยายังมีการใช้สิ่งมีชีวิตดัดแปรพันธุกรรมในการผลิตวัคซีนหรือยาหลากหลายชนิด อย่างเช่น อินซูลิน (Insulin) ขณะที่สัตว์ส่วนใหญ่ที่ถูกดัดแปรพันธุกรรม ถูกนำมาใช้ในงานวิจัย เพื่อเป็นต้นแบบในการศึกษาการทำงานของยีนจำเพาะที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพและโรคภัยต่าง ๆ […]