ยานอวกาศจีน จอดบนดวงจันทร์สำเร็จเป็นครั้งแรก พร้อมเก็บตัวอย่างบนดวงจันทร์

ยานอวกาศจีน จอดบนดวงจันทร์สำเร็จเป็นครั้งแรก พร้อมเก็บตัวอย่างบนดวงจันทร์

ยานอวกาศจีน ฉางเอ๋อ-5 ขอบคุณภาพถ่ายจาก www.nasaspaceflight.com


ความสำเร็จของ ยานอวกาศจีน ในครั้งนี้ทำให้ประเทศจีนเป็นประเทศที่ 3 ต่อจากสหรัฐฯ และโซเวียต ที่สามารถนำยานอวกาศลงจอดบนดวงจันทร์ได้เป็นผลสำเร็จ  

ยานอวกาศฉางเอ๋อ-5 ของจีน ที่ทำภารกิจไปยังดวงจันทร์เพื่อเก็บตัวอย่างหินและชั้นดินบนดวงจันทร์กลับมายังโลกเป็นครั้งแรกในรอบ 4 ทศวรรษ ได้ลงจอดเป็นผลสำเร็จ โดยใช้เวลาเดินทาง 112 ชั่วโมง ตามแหล่งข่าวจากองค์การอวกาศของปักกิ่ง

ยานอวกาศจีน ฉางเอ๋อ-5 ซึ่งตั้งชื่อตามเทพเจ้าบนดวงจันทร์ตามความเชื่อของจีนได้ลงจอดบนดวงจันทร์เมื่อวันอังคารที่ 1 ธันวาคมที่ผ่านมา

โดยยานได้เข้าสู่วงโคจรของดวงจันทร์ครั้งแรกได้เป็นผลสำเร็จเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน และเข้าสู่วงจรของดวงจันทร์เป็นครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน และได้ลงจอดยังจุดที่เรียกว่า Mons Rümker พื้นที่ภูเขาไฟที่มีความซับซ้อนในพื้นที่ที่เรียกว่า Oceanus Procellarum หรือ ทะเลแห่งพายุ ซึ่งเป็นบริเวณที่ภารกิจ Apollo 12 เคยเดินทางไปลงจอดเมื่อปี 1969 เพื่อสำรวจพื้นที่และเก็บตัวอย่างหินและชั้นดินจากพื้นที่โดยรอบ เป็นจำนวน 2 กิโลกรัม (2000 กรัม) มากับยานที่อยู่ในวงโคจรซึ่งสามารถส่งตัวอย่างดังกล่าวกลับมายังโลกได้

ยานอวกาศจีน, ฉางเอ๋อ 5
ภาพเงาชิ้นส่วนจากยานอวกาศ ฉางเอ๋อ-5 ของจีนบนดวงจันทร์ ขอบคุณภาพถ่ายจาก China National Space Administration

โดยตามกำหนดการที่คาดเอาไว้ หลังจากเก็บตัวอย่างเป็นผลสำเร็จ ยานแคปซูลจะกลับมาสู่ชั้นบรรยากาศของโลกที่เขตปกครองตนเองมองโกเลียใน ประเทศจีน วันที่ 16 ธันวาคม รวมแล้วใช้เวลาในภารกิจทั้งหมด 23 วัน

หากภารกิจเป็นผลสำเร็จ ประเทศจีนจะเป็นประเทศที่ 3 ที่ได้เก็บตัวอย่างจากดวงจันทร์ต่อจากสหรัฐอเมริกาและสหภาพโซเวียตในช่วงทศวรรษ 1960 และ 1970

ประเทศจีนได้ทุ่มเงินนับหลายพันล้านเพื่อใช้ในกิจการด้านอวกาศที่ดำเนินการโดยกองทัพ และมีความหวังจะส่งลูกเรือประจำในสถานีอวกาศนานาชาติภายในปี 2022 และส่งมนุษย์ไปยังดวงจันทร์ได้ในที่สุด

โดยภารกิจล่าสุดที่คือการเก็บตัวอย่างหินและดินเพื่อช่วยให้นักวิทยาศาสตร์เรียนรู้เกี่ยวกับจุดกำเนิดของดวงจันทร์ การก่อตัว และกิจกรรมของภูเขาไฟที่เกิดขึ้นบนพื้นผิว

โดยภารกิจเก็บตัวอย่างบนดวงจันทร์ที่ประสบความสำเร็จครั้งล่าสุดคือภารกิจ Soviet Luna 24 เมื่อ 44 ปีที่แล้ว โดยได้ครั้งนั้นสามารถเก็บตัวอย่างมาได้ประมาณ 200 กรัม ซึ่งภารกิจนี้ยังเป็นพิสูจน์ถึงความทะเยอทะยานของจีนในการสร้างสรรค์จรวดที่สามารถมีปริมาณบรรทุกมากกว่ายานจากองค์การนาซาและองค์การอวกาศเอกชนอย่าง SpaceX 

องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ หรือ องค์การนาซา (NASA) แห่งสหรัฐอเมริกาได้แสดงความยินดีกับความสำเร็จในภารกิจนี้เช่นกัน โดย ดร.  Thomas Zurbuchen เจ้าหน้าที่ระดับสูงขององค์การฯ กล่าวว่า เขาหวังว่าชุมชนวิจัยในนานาชาติจะได้รับโอกาสในการวิเคราะห์ตัวอย่างที่ส่งกลับมาบนโลกได้ในที่สุด

“เมื่อตัวอย่างที่เก็บจากดวงจันทร์ถูกส่งกลับมายังโลก เราหวังว่าทุกคนจะได้รับประโยชน์จากความสามารถในการศึกษา (ตัวอย่าง) ที่ได้บรรทุกมา อันจะนำมาซึ่งความก้าวหน้าสำหรับชุมชนวิทยาศาสตร์นานาชาติ” เขากล่าวไว้ในบัญชีทวิตเตอร์

แหล่งอ้างอิง

China’s Chang’e-5 Moon mission probe touches down

China to collect first moon rocks since 1970s after successful probe landing

China lands on Moon after causing deep confusion by stopping broadcast

ฉางเอ๋อ 5 ลงจอดบนดวงจันทร์สำเร็จแล้ว


อ่านเพิ่มเติม SpaceX บริษัทอวกาศเอกชนพร้อมปล่อยนักบินสู่สถานีอวกาศนานาชาติเป็นครั้งแรก

เรื่องแนะนำ

งานวิจัยชิ้นใหม่เปิดเผยว่า ดวงจันทร์อาจมีน้ำมากกว่าที่เคยคิดกันมาก

ดวงจันทร์อาจมีน้ำมากกว่าที่เคยคิดกัน เป็นข้อสรุปที่ได้จากการวิเคราะห์ผลึกแก้วภูเขาไฟขนาดเล็กจิ๋วที่หลงเหลือจากการปะทุของภูเขาไฟครั้งบรรพกาล ผลึกแก้วที่เกิดขึ้นตามธรรมชาตินี้ถูกรวบรวมไว้ตั้งแต่ภารกิจของยานอะพอลโล 15 และ 17 ในช่วงทศวรรษ 1970 ซึ่งยานทั้งสองลงจอดใกล้เขตที่มีกิจกรรมภูเขาไฟบนดวงจันทร์ ผลึกแก้วนี้ก่อตัวขึ้นเมื่อแมกมาหรือหินหนืดปะทุขึ้นสู่พื้นผิวและเย็นตัวลงอย่างรวดเร็วจนน้ำถูกกักไว้ภายใน อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมานักวิทยาศาสตร์ยังไม่มั่นใจว่า ตัวอย่างที่ได้จากภารกิจอะพอลโลมีลักษณะเฉพาะ หรือพบได้จากธารลาวาแห่งอื่นๆ บนพื้นดวงจันทร์ด้วย ในผลการศึกษาชิ้นใหม่ที่เพิ่งตีพิมพ์ในวารสาร Nature Geoscience นักวิทยาศาสตร์ทำการวิเคราะห์ตัวอย่างที่ได้จากภารกิจอะพอลโลซ้ำอีกครั้ง  ร่วมกับการใช้ข้อมูลล่าสุดจากดาวเทียมเพื่อมองหาร่องรอยของแก้วภูเขาไฟที่มีน้ำอยู่ภายในจากบริเวณอื่นๆ ของดวงจันทร์  พวกเขาพบว่า แท้จริงแล้วตะกอนภูเขาไฟกระจายตัวเป็นบริเวณกว้างซึ่งบ่งชี้ว่า ใต้พื้นผิวดวงจันทร์อาจ ชุ่มชื้นมากกว่าที่เคยเชื่อกัน แอนโทนี โคลาพรีต นักวิทยาศาสตร์จากนาซา ผู้วิเคราะห์รายงานชิ้นนี้บอกว่า “ข้อเท็จจริงที่พวกเขาพบลักษณะภูมิประเทศที่มีความเกี่ยวข้องกับแก้วภูเขาไฟบอกเราว่า พื้นผิวชั้นในของดวงจันทร์มีน้ำอยู่พอสมควร ตอนที่เกิดการปะทุของภูเขาไฟเหล่านี้” คำถามหนึ่งที่หลายคนสงสัยคือ เราเคยพบน้ำบนดวงจันทร์ก่อนหน้านี้ไหม? คำตอบคือ ใช่ แต่ก็เพิ่งเมื่อไม่นานมานี้เอง นักวิทยาศาสตร์เคยเชื่อว่า ดวงจันทร์ทั้งดวงนั้นแห้งผาก แต่เมื่อปี 2008 นักวิทยาศาสตร์ทำการวิเคราะห์ตัวอย่างผลึกแก้วภูเขาไฟจากภารกิจอะพอลโล และค้นพบร่องรอยแรกของน้ำ จากจุดนั้นเป็นต้นมา การค้นพบน้ำบนดวงจันทร์ก็พรั่งพรู ในปี 2009 องค์การนาซาส่งจรวดและดาวเทียมขึ้นไปตกกระทบหุบอุกกาบาตแห่งหนึ่งบนขั้วใต้ของดวงจันทร์ โดยหวังจะพบหลักฐานเพิ่มเติมเกี่ยวกับน้ำ การตกกระทบในครั้งนั้นเผยร่องรอยบางอย่างเกี่ยวกับน้ำแข็งและไฮดรอกซิล ซึ่งเป็นโมเลกุลไวต่อปฏิกิริยาและมีความเกี่ยวข้องกับน้ำ และในปี 2010 นักวิทยาศาสตร์ทำการวิเคราะห์ตัวอย่างหินอื่นๆ ที่ได้จากดวงจันทร์ […]

เชื้อเพลิงฟอสซิล (Fossil Fuel)

เชื้อเพลิงฟอสซิล (Fossil fuel) คืออินทรีย์สารใต้พื้นโลกที่เกิดจากการทับถมกันของซากพืชซากสัตว์ใต้ทะเลลึกเมื่อหลายพันล้านปีก่อนพร้อมกับได้รับความร้อนจากใต้พื้นพิภพ ทำให้ซากพืชซากสัตว์ที่ทับถมกันหนาแน่นใต้ชั้นหินตะกอนเกิดการย่อยสลายกลายเป็นแหล่งสะสมของสารประกอบไฮโดรคาร์บอน (Hydrocarbon) ขนาดใหญ่ ที่มนุษย์นำมาใช้เป็นเชื้อเพลิงและแหล่งกำเนิดพลังงานต่างๆ เชื้อเพลิงฟอสซิลจำแนกออกเป็น 3 ประเภทตามสถานะของสาร ได้แก่ ของแข็ง: ถ่านหิน (Coal) หินตะกอนสีน้ำตาลดำ หรือถ่านหิน เกิดจากซากพืชในพื้นที่ชื้นแฉะทับถมกันเป็นเวลานาน (ราว 300 ถึง 360 ล้านปี) ภายใต้แรงดันและความร้อนสูงที่อยู่ลึกลงไปจากพื้นผิวโลก ส่งผลให้เกิดการย่อยสลายและเกิดเป็นสารประกอบไฮโดรคาร์บอนในสถานะของแข็ง ถ่านหินแบ่งออกเป็น 5 ประเภทตามองค์ประกอบทางเคมี ได้แก่ พีต (Peat) ลิกไนต์ (Lignite) ซับบิทูมินัส (Sub-Bituminous) บิทูมินัส (Bituminous) และแอนทราไซต์ (Anthracite) การนำมาใช้ประโยชน์: เป็นแหล่งเชื้อเพลิงที่สำคัญในการผลิตพลังงานไฟฟ้า พลังงานความร้อน และการผลิตข้าวของเครื่องใช้มากมาย ผู้ผลิตหลัก: จีน อินเดีย และสหรัฐอเมริกา ของเหลว: น้ำมันดิบ (Crude oil) น้ำมันดิบประกอบด้วยคาร์บอน (Carbon) และไฮโดรเจน (Hydrogen) […]

ดาวเคราะห์แคระ (Dwarf Planet)

ดวงดาวในระบบสุริยะมีอยู่มากมายหลายชนิด และหนึ่งในนั้นคือ ดาวเคราะห์แคระ ดาวเคราะห์แคระ (Dwarf planets) คือดวงดาวที่มีลักษณะคล้ายดาวเคราะห์ หรือดาวเคราะห์น้อย โดยมีคุณสมบัติที่สำคัญ 4 ประการ คือ 1) โคจรรอบดวงอาทิตย์ 2) มีมวลมากพอที่ก่อให้เกิดสมดุลไฮโดรสแตติก (Hydrostatic equilibrium) จากการต้านกันระหว่างแรงโน้มถ่วงของดวงดาวและแรงที่กระทำต่อวัตถุแข็งเกร็ง (Rigid body forces) ซึ่งทำให้ดวงดาวมีรูปร่างเป็นทรงกลม หรือ ทรงกลมเกือบสมบูรณ์ 3) มีวงโคจรไม่แน่ชัด และไม่สามารถควบคุมแรงดึงดูดและวงโคจรของวัตถุต่างๆ ที่อยู่รอบวงโคจรของตัวเองได้ 4) ไม่เป็นดวงจันทร์บริวารของดาวดวงอื่น ดาวเคราะห์แคระได้รับการเสนอขึ้นโดยสหพันธ์ดาราศาสตร์สากล (International Astronomical Union หรือ IAU) ตามการจำแนกชนิดดาวเคราะห์ เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม ปี 2006 เช่นเดียวกับการเปลี่ยนสถานะของดาวพลูโตจากดาวเคราะห์เป็นดาวเคราะห์แคระ หลังการค้นพบวัตถุแข็งและดาวเคราะห์น้อยจำนวนมากในระบบสุริยะชั้นนอก (Outer solar system) ผสานกับคุณสมบัติของดาวพลูโตที่มีวงโคจรไม่สมบูรณ์เหมือนดาวเคราะห์ดวงอื่น ซึ่งดาวพลูโตนั้นโคจรเป็นวงรีและมีบางส่วนของวงโคจรซ้อนทับกับวงโคจรของดาวเนปจูน อีกทั้ง ดาวพลูโตยังเป็นดวงดาวที่ไม่สามารถควบคุมแรงดึงดูดของตัวเองได้อีกด้วย ขณะนี้ นอกจากดาวเคราะห์ 8 […]

แรงพยุง หรือแรงลอยตัว (Buoyant Force)

เรือเดินสมุทรน้ำหนักหลายร้อยตันสามารถลอยอยู่บนผิวน้ำได้ ด้วยหลักการของความหนาแน่นและ แรงพยุง แรงพยุง (Buoyant force) หรือ แรงลอยตัว คือแรงลัพธ์ของธรรมชาติที่เกิดจากการต่อต้านของของไหล (Fluids) ซึ่งเป็นได้ทั้งของเหลวและก๊าซ กระทำต่อวัตถุโดยรอบ หรือส่วนของวัตถุซึ่งจมอยู่ในของไหลนั้นๆ กับแรงโน้มถ่วง (Gravitational force) ของโลก ส่งผลให้วัตถุสามารถลอยตัวหรือจมลงในของไหลนั้นๆ โดยผลลัพธ์ของแรงพยุงที่มีต่อวัตถุซึ่งจมอยู่ในของไหล เกิดขึ้นได้ใน 3 ลักษณะ คือ วัตถุลอยตัว เกิดขึ้นเมื่อแรงพยุงของของไหลมากกว่าน้ำหนักของวัตถุ และเมื่อของไหลมีความหนาแน่นมากกว่าความหนาแน่นของวัตถุ วัตถุจมลง เมื่อแรงพยุงของของไหลน้อยกว่าน้ำหนักของวัตถุ และเมื่อของไหลมีความหนาแน่นน้อยกว่าความหนาแน่นของวัตถุ วัตถุลอยปริ่มที่ขอบของไหล หรือที่เรียกว่า “การลอยตัวเป็นกลาง” (Neutral buoyancy) เกิดสมดุลระหว่างแรงโน้มถ่วงและแรงพยุง เมื่อแรงพยุงและน้ำหนักของวัตถุเท่ากันหรือมีค่าใกล้เคียงกัน และเมื่อของไหลมีความหนาแน่นเท่ากับความหนาแน่นของวัตถุ ดังนั้น ความหนาแน่นจึงเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการลอยตัวหรือจมลงของวัตถุในของไหล ความหนาแน่น (Density) คือ อัตราส่วนระหว่างมวล (Mass) และปริมาตร (Volume) ของวัตถุ ซึ่งในธรรมชาติหากวัตถุมีความหนาแน่นมากกว่าย่อมมีน้ำหนักมากกว่าในปริมาตรที่เท่ากัน โดยทั่วไปแล้ว เรามักคิดว่าวัตถุที่มีน้ำหนักมาก ควรจมลงในของเหลวมากกว่าวัตถุที่มีน้ำหนักเบากว่า แต่ตามหลักการทางวิทยาศาสตร์นั้น หากวัตถุมีน้ำหนักเท่ากัน แต่มีความหนาแน่นและขนาดที่ต่างกัน หรือทำมาจากวัสดุที่ต่างกัน […]