ขยะอิเล็กทรอนิกส์ จำแนกเป็นกี่ประเภท และสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างไร

ขยะอิเล็กทรอนิกส์ (e-Waste)

ขยะอิเล็กทรอนิกส์ (e-Waste) ซากอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ชนิดต่าง ๆ ทั้งที่ใกล้หมดอายุการใช้งาน ล้าสมัย ในยุคที่ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีได้พัฒนาระบบการสื่อสารและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ให้รุดหน้าไปอย่างรวดเร็ว ทำให้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ถูกทิ้งมีปริมาณเพิ่มสูงขึ้นทุกปี

ขยะอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Waste หรือ E-waste) คือ ผลิตภัณฑ์ในกลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าและซากอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ชนิดต่าง ๆ ทั้งที่ใกล้หมดอายุการใช้งาน ล้าสมัย และไม่เป็นที่ต้องการของเจ้าของอีกต่อไป ซึ่งกลายเป็นขยะถูกทิ้งหรือถูกส่งต่อไปยังสถานีรีไซเคิล ซาเล้ง หรือร้านรับซื้อของเก่า เพื่อนำไปคัดแยกชิ้นส่วนและกำจัดเศษซากของอุปกรณ์ที่เหลือ ในยุคที่ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีได้พัฒนาระบบการสื่อสารและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ให้รุดหน้าไปอย่างรวดเร็ว ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อพฤติกรรมของกลุ่มผู้บริโภค โดยเฉพาะการเปลี่ยนถ่ายเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งยิ่งกว่าที่เคย ทำให้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ถูกทิ้งมีปริมาณเพิ่มสูงขึ้นทุกปี

โดยเฉพาะในประเทศไทยที่ยังขาดความตระหนักรู้ ความเข้าใจ และระบบการบริหารจัดการซากผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ที่มีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ชิ้นส่วนของขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่มีส่วนประกอบของสารอันตรายถูกปล่อยปละละเลยและถูกทิ้งรวมไปกับขยะทั่วไป โดยปราศจากการขัดแยก การจัดการกับชิ้นส่วนต่าง ๆ และการกำจัดที่เหมาะสม จนกลายเป็นภัยต่อระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อม

ขยะอิเล็กทรอนิกส์สามารถจำแนกออกเป็น 10 ประเภท

ตามระเบียบ WEEE (Waste from Electronic and Electronic Equipment) ของสหภาพยุโรป ดังนี้

  • เครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ขนาดใหญ่ภายในครัวเรือน เช่น ตู้เย็น เครื่องซักผ้า และเครื่องล้างจาน เป็นต้น
  • เครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ขนาดเล็กภายในครัวเรือน เช่น เครื่องดูดฝุ่น เตารีด เครื่องปิ้งขนมปัง และมีดโกนไฟฟ้า เป็นต้น
  • อุปกรณ์เทคโนโลยีสารสนเทศ (IT) เช่น คอมพิวเตอร์ โน้ตบุ๊ค เครื่องสแกนเอกสาร โทรสาร โทรศัพท์ และโทรศัพท์มือถือ เป็นต้น
  • เครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สำหรับผู้บริโภค เช่น วิทยุ โทรทัศน์ กล้องถ่ายภาพ และเครื่องดนตรีไฟฟ้า เป็นต้น
  • อุปกรณ์ให้แสงสว่าง เช่น หลอดไฟประเภทต่าง ๆ
  • อุปกรณ์และเครื่องมือทางการแพทย์
  • เครื่องมือตรวจวัดและควบคุมสภาพแวดล้อมต่าง ๆ เช่น เครื่องตรวจจับควัน และเครื่องควบคุมอุณหภูมิ
  • อุปกรณ์เด็กเล่นหรือของเล่นไฟฟ้า
  • เครื่องมือไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ เช่น สว่าน และเลื่อยไฟฟ้า
  • เครื่องจำหน่ายสินค้าอัตโนมัติ

แหล่งกำเนิดขยะอิเล็กทรอนิกส์ในประเทศไทย

  • ขยะจากโรงงานอุตสาหกรรม (Industrial Waste) หมายถึง ขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่เกิดจากกระบวนการผลิตภายในโรงงาน ทั้งส่วนที่มีองค์ประกอบของสารเคมี และเศษซากเหลือทิ้งจากกระบวนการผลิต รวมถึงผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้มาตรฐานที่จะถูกนำไปรีไซเคิลหรือกำจัดทิ้ง
  • ขยะภายในครัวเรือน (Household Waste) หมายถึง ขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่เกิดจากการใช้งานในชีวิตประจำวันของผู้คนทั่วไป รวมถึงขยะจากบริษัทและห้างร้านต่าง ๆ ซึ่งเป็นขยะที่เกิดจากการใช้งานผลิตภัณฑ์จนหมดอายุ ถูกทิ้งเพราะล้าสมัย หรือ ชำรุดเสียหายจนไม่สามารถนำกลับมาใช้งานได้อีก
  • ขยะจากต่างประเทศ (Import Waste) หมายถึง ขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่ได้รับการนำเข้ามาจากจากต่างประเทศ ตามพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ. 2535

สถานการณ์ขยะอิเล็กทรอนิกส์ทั่วโลก

ในปีค.ศ. 2019 ปริมาณขยะอิเล็กทรอนิกส์์ทั่วโลกสูงถึง 53.6 ล้านเมตริกตัน เพิ่มสูงขึ้นถึงร้อยละ 21 ในเวลาเพียง 5 ปีเท่านั้น อีกทั้ง จากขยะอิเล็กทรอนิกส์หลายล้านเมตริกตันที่เกิดขึ้น มีขยะเพียงร้อยละ 17.4 เท่านั้นที่ถูกรวมรวม เพื่อส่งต่อไปยังสถานีรีไซเคิลอย่างเหมาะสม ทำให้ขยะอิเล็กทรอนิกส์ในปัจจุบันมีปริมาณเกือบเทียบเท่าบรรจุภัณฑ์พลาสติก ทั้ง ๆ ที่ขยะอิเล็กทรอนิกส์อันตรายกว่าขยะพลาสติกหลายร้อยเท่า

นอกจากนี้ ค่าเฉลี่ยอายุการใช้งานของงอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้าต่าง ๆ ลดน้อยลงทุกปี อย่างเช่น คอมพิวเตอร์ที่มีค่าเฉลี่ยของอายุการใช้งานลดลงจาก 6 ปี ในช่วงปีค.ศ. 1997 เหลือเพียง 2 ปี ตั้งแต่ปีค.ศ. 2005 เป็นต้นมา รวมถึงโทรศัพท์มือถือที่มีค่าเฉลี่ยการใช้งานต่ำกว่า 2 ปี และมีแนวโน้มที่จะลดลงอย่างต่อเนื่อง ทำให้มีการคาดการณ์ว่าปริมาณขยะอิเล็กทรอนิกส์์ทั่วโลกจะสูงถึง 74 ล้านเมตริกตันภายในปีค.ศ. 2030 จากอายุการใช้งานที่ลดลงของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้าเหล่านี้

 ในขณะที่ประเทศไทยมีขยะอิเล็กทรอนิกส์จากชุมชนกว่า 380,000 ตันต่อปี แต่ขยะเหล่านี้กลับถูกรวบรวม เพื่อส่งต่อไปสถานีรีไซเคิลอย่างถูกวิธีเพียงร้อยละ 7.1 ขณะที่ส่วนที่เหลือถูกนำไปกองรวมกับขยะมูลฝอยอื่น ๆ รอการฝังกลบ หรือมีบางส่วนถูกกระจายไปยังร้านรับซื้อของเก่าที่ทำการรวบรวมชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่มีมูลค่า เพื่อนำส่งแหล่งคัดแยกขยะที่ไม่ได้มาตรฐานซึ่งกระจายตัวอยู่ทั่วประเทศหลาย 100 แห่ง

ปัญหาจากขยะอิเล็กทรอนิกส์

นอกจากซากเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่กลายเป็นขยะจำนวนมากและเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็วแล้ว ขยะอิเล็กทรอนิกส์หรือชิ้นส่วนของอุปกรณ์ขนาดเล็กเหล่านี้ ยังมีส่วนประกอบทางเคมีที่เป็นพิษต่อสิ่งแวดล้อม ทั้งสารปรอทในหลอดไฟและจอภาพสมัยใหม่ ตะกั่วและดีบุกในลวดบัดกรี แคดเมียมในแผงพิมพ์และวงจรต่าง ๆ

การคัดแยกทองแดงและโลหะออกจากตัวอุปกรณ์ต่าง ๆ ขณะที่ปราศจากอุปกรณ์ป้องกันภัยที่เหมาะสมสามารถส่งผลกระทบต่อสุขภาพของผู้คัดแยกโดยตรง ทั้งสารพิษต่าง ๆ จากการเผาขยะ สารเคมีที่รั่วไหลลงพื้นดินและแหล่งน้ำที่พร้อมจะสะสมผ่านห่วงโซ่อาหารและส่งต่อไปยังสิ่งมีชีวิตชนิดต่าง ๆ ในระบบนิเวศ ขยะอิเล็กทรอนิกส์จึงเป็นขยะอันตรายที่กลายเป็นปัญหาสำคัญในหลายประเทศทั่วโลก โดยเฉพาะประเทศที่กำลังพัฒนาซึ่งขาดความเข้าใจ ความตระหนักรู้ และระบบการจัดการขยะที่มีประสิทธิภาพ

สืบค้นและเรียบเรียง
คัดคณัฐ ชื่นวงศ์อรุณ


อ้างอิง

กรมอนามัย สำนักอนามัยสิ่งแวดล้อม – http://env.anamai.moph.go.th

California Department of Resources Recycling and Recovery – https://www.calrecycle.ca.gov

National Geographic – https://www.nationalgeographic.com

Global E-waste Monitor Statisitics – www.globalewaste.org


เรื่องอื่น ๆ ที่น่าสนใจ : เทรนด์วัสดุทดแทนจิ๊กซอว์ชิ้นเล็กที่ขับเคลื่อนโลกสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน

เรื่องแนะนำ

แผ่นน้ำแข็งของ กรีนแลนด์ กำลังละลายเร็วขึ้นถึงสี่เท่า – และส่งผลร้ายต่อโลก

นักวิทยาศาสตร์ให้ความเห็นว่าเกาะ กรีนแลนด์ กำลังเข้าสู่จุดวิกฤต และมีแนวโน้มทำให้ระดับน้ำทะเลของโลกสูงขึ้น มีงานวิจัยใหม่เตือนว่าน้ำแข็งของเกาะ กรีนแลนด์ กำลังละลายรวดเร็วกว่าที่นักวิทยาศาสตร์คาดเอาไว้ แต่ทว่า สิ่งที่พวกเขาไม่คาดคิดมาก่อนคือปริมาณของน้ำแข็งที่ละลายส่วนใหญ่เกิดจากแผ่นน้ำแข็งที่อยู่บนเกาะกรีนแลนด์ ไม่ได้มาจากธารน้ำแข็งของกรีนแลนด์เอง งานศึกษาใหม่ที่ตีพิมพ์ลงในนิตยสาร Proceeding of the National Academy of Science (PNAS) ระบุว่า การสูญเสียปริมาณน้ำแข็งอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงต้นปี 2003 ถึงช่วงกลางปี 2013 เกิดจากน้ำแข็งทางตะวันตกเฉียงใต้ของเกาะ ซึ่งส่วนใหญ่ไม่ได้มาจากบรรดาธารน้ำแข็งขนาดใหญ่ เกาะที่ใหญ่ที่สุดในโลกอย่างกรีนแลนด์ได้อยู่ในจุดวิกฤตฉับพลันในช่วงปี 2002-2003 อันเป็นช่วงเวลาที่มีการสูญเสียปริมาณน้ำแข็งเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ไมเคิล เบวิส นักธรณีวิทยาประจำมหาวิทยาลัยโอไฮโอสเตต ผู้เขียนนำงานวิจัยในครั้งนี้ กล่าวและเสริมว่า ในปี 2012 ปริมาณน้ำแข็งของเกาะกรีนแลนด์ละลายมากอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน กล่าวคือ มีการละลายของน้ำแข็งสูงถึง 4 เท่า เมื่อเทียบกับปี 2003 การละลายของน้ำแข็งในอัตราเร่งนี้มาจากน้ำแข็งบริเวณภาคตะวันตกเฉียงเหนือของกรีนแลนด์ อันเป็นภูมิภาคที่นักวิทยาศาสตร์ไม่ได้รับรู้มาก่อนว่าเป็นพื้นที่ที่การละลายของน้ำแข็งอย่างรวดเร็ว โดยก่อนหน้านี้ บรรดานักวิทยาศาสตร์ต่างมุ่งความสนใจไปที่ภาคตะวันออกเฉียงใต้และภาคตะวันออกเฉียงเหนือของกรีนแลนด์ อันเป็นสถานที่ที่มีธารน้ำแข็งขนาดใหญ่ในด้านมหาสมุทรแอตแลนติก “เราทราบว่าเรามีหนึ่งปัญหาใหญ่ นั่นคือการละลายของน้ำแข็งทำให้ก้อนน้ำแข็งขนาดใหญ่เกิดการแตกตัว” เบวิสกล่าวและเสริมว่า และตอนนี้เราได้พบปัญหาที่สองคือ ก้อนน้ำแข็งจำนวนมากได้ละลายเป็นน้ำและไหลลงสู่ทะเล ตามข้อมูลจากดาวเทียม GRACE […]

นาทีชีวิต กู้ภัยช่วยชาวบ้านเผชิญน้ำท่วมหนักในจีน

อุทกภัยที่เกิดขึ้นล่าสุดในจีน ส่งผลให้ชาวบ้านหลายคนได้รับความเดือดร้อน และนำมาซึ่งภาพของความช่วยเหลืออันลุ้นระทึก จากคลิปวิดีโอ เจ้าหน้าที่กู้ภัยสองนายพยายามช่วยชาวจีนคนหนึ่งขึ้นมาจากกระแสน้ำที่ไหลเชี่ยวกราก น้ำท่วมรุนแรงครั้งนี้ทำเอาอาคารทั้งหลังพังถล่มลงมา และดูดเอารถบรรทุกคันใหญ่หายวับไปเพียงไม่กี่วินาที จากประวัติที่ผ่านๆมา อุทกภัยเป็ยภัยพิบัติที่พบได้ทั่วไป ในพื้นที่ทางตอนใต้และตอนกลางของจีน เนื่องจากช่วงเดือนมิถุนายน ถึงเดือนกันยายนเป็นฤดูฝน ด้านทางรัฐบาลจีนระบุว่าการเปลี่ยนแปลงของอากาศที่รุนแรงเช่น พายุฝนและพายุไต้ฝุ่น เกิดขึ้นบ่อยครั้งในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แค่น้ำท่วมที่เกิดขึ้นล่าสุดนี้ก็คร่าชีวิตชาวจีนไปแล้วหลายสิบคน และอีกหลายล้านคนต้องไร้ที่อยู่อาศัย สื่อโทรทัศน์ของจีนรายงาน ทีมกู้ภัยพยายามอย่างเต็มที่เข้าช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม ด้วยเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และก่อนหน้านี้ในเดือนพฤษภาคม ทางรัฐบาลจีนเองได้ออกมาแถลงว่า ทีมกู้ภัยจำต้องเตรียมพร้อมสำหรับน้ำท่วมที่จะเกิดขึ้นในฤดูฝนปีนี้ ตลอดช่วงฤดูฝนในปี 2016 น้ำท่วมเกิดขึ้นมากกว่าปกติ มีผู้เสียชีวิต 150 ราย และในปีนั้นมีปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยมากกว่าปกติ 16% สำหรับน้ำท่วมรุนแรงในปีนี้เกิดขึ้นจากฝนที่ตกหนักลงมาอย่างต่อเนื่องหลายวัน ส่งผลให้น้ำในแม่น้ำเอ่อท่วม ผลการศึกษาหลายแห่งชี้ว่าภาวะโลกร้อนส่งผลให้เกิดพายุฝนที่รุนแรงขึ้นในภูมิภาคเอเชีย ที่ผ่านมาประเทศจีนเองได้รับผลกระทบจากปรากฏการณ์เอลนีโญ ซึ่งสอดคล้องจากรายงานของนาซ่าเองที่ระบุว่าการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ เป็นสาเหตุให้ปรากฎการณ์เอลนีโญรุนแรงมากขึ้น อย่างไรก็ตามเป็นการยากที่จะสรุปว่าภูมิอากาศรุนแรงนั้นเป็นผลมาจากภาวะโลกร้อนเพียงปัจจัยเดียว นอกเหนือจากนั้น น้ำท่วมรุนแรงครั้งนี้ยังเป็นผลมาจาก การเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อมเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอีกด้วย ทรัพยากรธรรมชาติอย่างป่าชายเลน และป่าไม้รอบๆแม่น้ำที่เคยทำหน้าที่ดูดซับปริมาณน้ำถูกโค่นออกไปเพื่อสร้างถนน และอาคารในหลายปีมานี้ ชาวจีนหลายคนย้ายมายังภูมิภาคนี้เป็นเวลาหลายปีแล้วเพื่อทำงานในโรงงานผลิตสินค้า นั่นหมายความว่าน้ำท่วมครั้งนี้ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อชาวบ้านในพื้นที่เท่านั้น แต่ยังมีผลระยะยาวแก่หลายบริษัทที่ตั้งโรงงานในพื้นที่ดังกล่าวอีกด้วย เรื่อง ฮีทเลอร์ บราดี้   อ่านเพิ่มเติม : ชมรอยแตกของหิ้งน้ำแข็งลาร์เซน ซี กันแบบชัดๆ, หิ้งน้ำแข็งกำลังแตกออกจากทวีปแอนตาร์กติกา […]

แผนที่ช่วยปกป้องดินแดนของชนพื้นเมืองได้อย่างไร?

ด้วยความช่วยเหลือจากนักทำแผนที่ เส้นสายเรียบง่ายกำหนดดินแดนของชนพื้นเมืองเหล่านี้กำลังถูกเปลี่ยนให้เป็นแผนที่สมัยใหม่ เพื่อใช้ต่อสู้กับบริษัทยักษ์ใหญ่ที่มุ่งหวังใช้ทรัพยากรบนพื้นที่ของพวกเขา

กลยุทธ์ 7 Go Green เพื่อสิ่งแวดล้อม 24 ชั่วโมงของ ซีพี ออลล์

แน่นอนว่าการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ หรือ Climate Change ส่งผลกระทบต่อทุกชีวิต ซึ่งเกิดจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตของมนุษย์ ไปจนถึงการเจริญเติบโตด้านธุรกิจและอุตสาหกรรม เป็นสาเหตุให้ทั่วโลกเริ่มตระหนักถึงปัญหาดังกล่าว และตั้งเป้าหมายดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อไม่ให้อุณหภูมิโลกสูงเกินกว่า 1.5 หรือ 2 องศาเซลเซียส และลดก๊าซเรือนกระจกให้ได้มากที่สุดภายในปี 2030 เช่นเดียวกับ บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) หนึ่งในบริษัทเครือเจริญโภคภัณฑ์ประกอบธุรกิจหลัก คือ ธุรกิจค้าปลีกประเภทร้านค้าสะดวกซื้อ ทั้งสินค้าบริโภคและอุปโภคมากกว่า 13,000 สาขา ภายใต้เครื่องหมายการค้า ‘7-Eleven’ ที่ให้ความสำคัญกับการดูแลสิ่งแวดล้อม ภายใต้กลยุทธ์ 7 Go Green เพื่อสิ่งแวดล้อมตลอด 24 ชั่วโมงในส่วนของธุรกิจค้าปลีกและโลจิสติกส์ ประกอบด้วย หลัก Green Store เน้นเรื่องการออกแบบและบริหารจัดการร้านด้วยการหันมาประหยัดพลังงานและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ต่อมาคือหลัก Green Logistics เริ่มต้นตั้งแต่การออกแบบศูนย์กระจายสินค้าโดยใช้หลักเกณฑ์ในระดับสากล คือมาตรฐานอาคารเขียว หรือ Leadership in Energy & Environmental […]