ปริศนา สาเหตุของไวรัสโควิด-19 ที่ไร้ซึ่งคำตอบ - National Geographic Thailand

ปริศนา สาเหตุของไวรัสโควิด-19 ที่ไร้ซึ่งคำตอบ

ข้อมูลจากรายงานฉบับใหม่ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องกับต้นกำเนิด สาเหตุของไวรัสโควิด-19 ซึ่งผู้เชี่ยวชาญยังคงเรียกร้องให้ตรวจสอบต่อไป

หลายเดือนหลังการสอบสวนโดยองค์การอนามัยโลกลงความเห็นว่า “มีความเป็นไปได้อย่างยิ่ง” ที่ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่อาจหลุดออกมาจากห้องทดลองในเมืองอู่ฮั่น ประเทศจีน แนวคิดที่เผยแพร่ออกไปตามสื่อต่างๆ นี้สร้างแนวโน้มการตั้งสมมติฐานใหม่ที่นักวิทยาศาสตร์หลายคน ทั้งเชื่อว่าแนวคิดดังกล่าวเป็นไปได้ และบางคนก็ถือว่าเป็นเพียงทฤษฎีสมคบคิดเท่านั้น

ความสนใจต่อต้นกำเนิดการแพร่ระบาดของไวรัสชนิดใหม่เกิดขึ้นอีกครั้งในวันที่ 26 พฤษภาคม เมื่อ โจ ไบเดน ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ได้สั่งให้หน่วยงานข่าวกรองต่างๆ ของสหรัฐได้ “เพิ่มความพยายามเป็นสองเท่า” เพื่อสอบสวนต้นกำเนิดการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ โดยในวันที่ 11 พฤษภาคม ที่ผ่านมา แอนโธนี เฟาซี หัวหน้าที่ปรึกษาทางการแพทย์ของไบเดน ยอมรับว่าขณะนี้เขา “ไม่เชื่อ” ว่าการแพร่ระบาดนั้นเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ

และเมื่อเดือนที่ผ่านมา กลุ่มนักวิทยาศาสตร์ที่ประกอบไปด้วยนักระบาดวิทยาที่มีความเชี่ยวชาญระดับสูง นักภูมิคุ้มกันวิทยา และนักชีววิทยา ได้เขียนจดหมายเปิดผนึกเผยแพร่ในวารสาร Science เรียกร้องให้มีการสอบสวนโดยละเอียดถึงสาเหตุของการแพร่ระบาดที่เป็นไปได้ในสองทาง นั่นคือการแพร่ระบาดตามธรรมชาติจากสัตว์สู่มนุษย์ หรืออุบัติเหตุที่ เกิดขึ้นจากห้องทดลอง พวกเขาเร่งให้มีการตรวจสอบดังกล่าวให้จริงจังมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้จนกว่าจะได้รับข้อมูลที่เพียงพอ และการสอบสวนจะต้องเป็นไปอย่างโปร่งใส ไร้อคติ ใช้พื้นฐานข้อมูล ผ่านผู้เชี่ยวชาญกว้างขวางหลายแขนง มีการกำกับดูแลที่เป็นอิสระ

สาเหตุของไวรัสโควิด-19
เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยกันนักข่าวออกจากสถาบันไวรัสวิทยาแห่งเมืองอู่ฮั่นหลังจากทีมงานขององค์การอนามัยโลกมามาถึงเมืองอู่ฮั่น เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2021 เพื่อสืบสวนต้นกำเนิดการระบาดของไวรัสโคโรนา ภาพถ่ายโดย NG HAN GUAN, AP


คำถามที่ไร้ซึ่งคำตอบ

จุดกำเนิดของเชื้อไวรัส SARS-CoV-2 ไวรัสที่เป็นเกิดกำเนิดการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อ โควิด-19 ที่ส่งผลให้มีผู้ติดเชื้อ 171 ล้านคน คร่าชีวิตผู้คนไปกว่า 3.7 ล้านคนทั่วโลก นับจนถึงวันที่ 4 มิถุนายน ยังคงไม่มีความชัดเจน นักวิทยาศาสตร์หลายคน รวมไปถึงผู้ที่มีส่วนร่วมในการสอบสวนนานนับเดือนกับองค์การอนามัยโลกเชื่อว่าคำอธิบายที่เป็นไปได้มากที่สุดคือการแพรร่ระบาดจากสัตว์สู่คน ซึ่งมีความเป็นได้ว่าเกิดจากค้างคาวสู่มนุษย์หรือพาหะตัวกลางอื่น โดยการติดต่อจากสัตว์สู่มนุษย์เป็นกรณีที่เกิดขึ้นปกติในไวรัสหลายชนิด เช่นโรคระบาดใหญ่อื่นๆ ที่เคยเกิดขึ้นเช่นโรคซาร์สหรือเมอร์ส

อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์คนอื่นๆ ต่างยืนกรานว่าควรสอบสวนว่าไวรัส SARS-CoV-2 หลุดออกมาจากห้องทดลองที่สถาบันไวรัสวิทยาในเมืองอู่ฮั่น ที่ได้ศึกษาไวรัสโคโรนาในค้างคาวมาเป็นเวลานานนับทศวรรษด้วยหรือไม่

การสืบสวนโดยองค์การอนามัยโลก ความร่วมมือระหว่างนักวิทยาศาสตร์ที่ได้รับการแต่งตั้งจากองค์การฯ และเจ้าหน้าที่จากทางจีนได้สรุปว่ามีความเป็นไปได้อย่างมากที่ไวรัสหลุดออกมาจากห้องทอดลอง แต่ทีมงานขององค์การอนามัยโลกต้องพบเจอกับอุปสรรคในการสรุปผลที่แน่ชัดเนื่องจากนักวิทยาศาสตร์ไม่ได้รับอนุญาตให้ทำสอบสวนอย่างอิสระและได้รับการปฏิเสธในการเข้าถึงข้อมูลพื้นฐาน

เกาหลีใต้, โควิด-19, การระบาด, มาตรการควบคุม, ชุดตรวจหาเชื้อ
นักเทคนิคในห้องปฏิบัติการขณะแบ่งสารทดในวันที่ 22 เมษายน ปี 2020 ที่ TCM BIOSCIENCE บริษัทผู้พัฒนาชุดตรวจโควิด-19 ในย่านพากโยในเมืองซ็องนัม การตรวจหาผู้ติดเชื้อ การแกะรอย และการกักตัวอย่างแข็งขันคือกุญแจสู่ความสำเร็จของเกาหลีใต้ในการต่อสู้กับโคโรน่าไวรัส ตัวอย่างที่เก็บมาจะถูกวิเคราะห์ด้วยเทคนิคการเพิ่มจำนวนสารพันธุกรรมที่เรียกว่า REAL – TIME PCR ผลตรวจจะมาออกมาภายใน 4 – 6 ชั่วโมง ภาพ: JUN MICHAEL PARK, เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก

โดยจากรายงานขององค์การอนามัยโลก ได้ตั้งสมมติฐานถึงสาเหตุการระบาดของไวรัส โควิด-19 ดังนี้

1. ติดต่อโดยตรงจากสัตว์สู่มนุษย์

การประเมินจากองค์การอนามัยโลก: มีความเป็นไปได้

แนวคิดนี้แนะว่าไวรัสมีจุดเริ่มต้นมาจากสัตว์ โดยเฉพาะค้างคาวซึ่งมีการติดต่อกับมนุษย์ ระได้รับเชื้อไวรัสมา และจากจุดนั้น ไวรัสก็เริ่มแพร่ระบาดยังมนุษย์คนอื่นๆ ซึ่งตามรายงานได้มีการอ้างถึงหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่าไวรัสโคโรนาติดต่อสู่มนุษย์มาจากสัตว์ เช่นเดียวกับกรณีของโรคซาร์สเมื่อปี 2003 โดยค้างคาวเป็นผู้ต้องสงสัยหลักเนื่องจากไวรัสที่อยู่ในตัวของพวกมันมีความเกี่ยวข้องทางพันธุกรรมคล้ายกับ SARS-CoV-2.

2. ติดต่อจากสัตว์สู่มนุษย์ผ่านตัวกลาง

การประเมินจากองค์การอนามัยโลก: อาจมีความเป็นไปได้

หากไม่มีหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่าค้างคาวส่งต่อเชื้อไวรัสโดยตรงไปยังมนุษย์ นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าไวรัสมีการติดต่อไปยังบรรดาสัตว์ชนิดอื่นๆ เช่นตัวมิงก์หรือตัวลิ่น ซึ่งโดยปกติบรรดาสัตว์เหล่านี้มีความใกล้ชิดกับมนุษย์ โดยเฉพาะการเลี้ยงในฟาร์มหรือในกระบวนการค้าสัตว์ป่าที่ผิดกฎหมาย

3. จากกระบวนการขนส่งอาหารแช่แข็ง

การประเมินจากองค์การอนามัยโลก: เป็นไปได้

อีกทฤษฎีหนึ่งที่เชื่อว่าไวรัสสามารถส่งมาผ่านมายังมนุษย์ได้ นั่นคือผ่านสิ่งที่เรียกว่า Cold chain หรือเส้นอุปทานการขนส่งอาหารแช่แข็ง ในกรณีนี้ ไวรัสอาจมีต้นกำเนิดนอกประเทศจีน แต่ถูกนำเข้ามาผ่านพื้นผิวสัมผัสของบรรจุภัณฑ์อาหารหรือตัวอาหารเอง ซึ่งทฤษฎีนี้มาจากหลักฐานที่อธิบายได้ว่าเชื้อไวรัสก่อโรคสามารถมีชีวิตได้ยาวนานขึ้นในอุณหภูมิต่ำ

4. การหลุดรอดจากห้องทดลอง

การประเมินจากองค์การอนามัยโลก: มีความเป็นไปได้ต่ำ

สมมติฐานที่มีการถกเถียงในเรื่องต้นกำเนิดของเชื้อไวรัส SARS-CoV-2 คือการหลุดรอดของเชื้อจากเมืองอู่ฮั่น ซึ่งนักวิจัยทำการศึกษาไวรัสโคโรนาในค้างคาว โดยนักวิทยาศาสตร์ชี้แจงว่าหลักฐานที่สนับสนุนทฤษฎีนี้ยังมีอยู่น้อย นอกจากนี้ กรณีโรคระบาดระดับโลกอื่นๆ เช่นโรคซาร์สหรือเมอร์สนั้นเกิดขึ้นตามธรรมชาติจากสัตว์สู่คน

วัคซีนโควิด-19, ทดสอบโควิด, สนามบิน
ชายคนหนึ่งรับการทดสอบโควิด-19 ที่สนามบินลอสแอนเจลิส ท่ามกลางการเพิ่มขึ้นของไวรัสโควิด-19 ในรัฐแคลิฟอร์เนีย เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2020 ภาพถ่ายโดย MARIO TAMA, GETTY IMAGES

นักการเมืองอนุรักษ์นิยมและผู้เชี่ยวชาญบางคนสนับสนุนสมมติฐานเรื่องเชื้อไวรัสหลุดออกจากห้องทดลอง ในขณะที่นักการเมืองสายอนุรักษ์นิยมปฏิเสธแนวคิดนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเริ่มต้นของการระบาด และการคาดการณ์นี้ได้เพิ่มความตึงเครียดให้กับความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีนมากขึ้น

ในวันที่ 26 พฤษภาคม วุฒิสภาสหรัฐฯ ผ่านกฎหมายเพื่อให้เปิดเผยข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับห้องปฏิบัติอู่ฮั่นและไวรัสโควิด-19 จอช ฮอว์เลย์ วุฒิสมาชิกจากรัฐมิสซูรี ผู้ที่สนับสนุนกฎหมายนี้เสนอว่า “โลกต้องการรู้ว่าการระบาดใหญ่ครั้งนี้เป็นผลมาความละเลยในห้องทดลองที่เมืองอู่ฮั่นหรือไม่” ด้าน ปีเตอร์ แนแวร์โร อดีตที่ปรึกษาด้านการค้าของอดีตประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ยืนยันเมื่อเดือนเมษายน 2020 ว่าไวรัส SARS-CoV-2 ได้ถูกพัฒนาเป็นอาวุธชีวภาพ โดยไม่มีการอ้างอิงหลักฐานใดๆ

ด้านทฤษฎีที่ว่าไวรัส SARS-CoV-2 ถูกสร้างให้เป็นอาวุธชีวภาพนั้น “ไม่น่ามีความเป็นไปได้” วิลเลียม ชัฟฟ์เนอร์ ศาสตราจารย์ด้านโรคติดต่อแห่งศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยแวนเดอร์บิลต์ กล่าว และอธิบายว่า การทำอาวุธชีวภาพต้องไม่ส่งผลต่อประชากรชองตัวเอง ซึ่งในทางตรงกันข้าม ไวรัส SARS-CoV-2 นั้นไม่สามารถควบคุมได้

พยาบาลคนหนึ่งฉีดวัคซีนโควิด-19 ในแขนผู้หญิงคนหนึ่งในโรงยิมของโรงเรียนมัธยมปลายโคโรนาในเขตแคลิฟอร์เนียตอนใต้ ในเมืองโคโรนา เมื่อเดือนมกราคม 2021 ภาพถ่ายโดย FREDERIC J. BROWN, AFP VIA GETTY IMAGESA

อีกหนึ่งความเป็นไปได้คือทฤษฎีการรั่วไหลของเชื้อจากห้องทดลอง “เนื่องจากไม่ทราบถึงความรุนแรงและความสามารถในการติดต่อของเชื้อไวรัส และการจากมาตรการป้องกันที่ดี ส่งผลให้ผู้ที่ทำงานในห้องทดลองได้รับเชื้อ ซึ่งส่งผลให้เกิดเป็นการระบาดใหญ่ในเวลาต่อมา” รอสซี ฮัลเซด นักระบาดวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยเมอร์ซี กล่าว

อย่างไรก็ตาม ฮัสแซดเชื่อว่าทฤษฎีเชื้อไวรัสหลุดออกจากห้องทดลองยังมีความเป็นไปได้ที่ต่ำมาก และยังคงเป็นเพียงแค่ทฤษฎีต่อไป ตามหลักฐานที่มาจากการสืบสวนตามหลักวิทยาศาสตร์

ประธานาธิบดี โจ ไบเดน ได้สั่งให้หน่วยข่าวกรองรายงานข้อมูลกลับมาให้ได้ภายใน 90 วัน ซึ่งคือวันที่ 26 สิงหาคม

ตามข้อมูลที่มีอยู่ในขณะนี้ อายออล โอเร็น นักระบาดวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยรัฐซานดิเอโกกล่าวว่า เป็นที่ชัดเจนว่าเหตุใดสมมติฐานที่ได้รับการยอมรับในขณะนี้มากที่สุดคือไวรัสเกิดจากการแพร่ระบาดจากสัตว์ไปสู่มนุษย์ “สิ่งที่ชัดเจนคือลำดับพันธุกรรมของไวรัส โควิด-19 นั้นมีความคล้ายคลึงกับไวรัสโคโรนาที่พบเจอในค้างคาว” เขากล่าว

นักวิทยาศาสตร์ยังคงสงสัยว่าข้อสรุปที่ชัดเจนอาจจะถูกถอนออกไปได้ “ในที่สุดแล้ว ผมคาดการณ์ว่าคำถาม” แหล่งกำเนิดการแพร่ระบาดของไวรัส SARS-CoV-2’s “จะยังเป็นเป็นปริศนาต่อไป” ชัฟฟ์เนอร์ กล่าว

เรื่อง JILLIAN KRAMER / AMY MCKEEVER 


อ่านเพิ่มเติม การฉีดวัคซีนโควิด-19 (อาจ) ส่งให้ผลเกิด ผลข้างเคียง อย่างไรบ้าง

ผลข้างเคียงวัคซีน

เรื่องแนะนำ

รู้ได้อย่างไรว่าลิงตัวไหนอยากกัดคุณ?

เรื่อง ซาร่า กิบเบนส์ ด้วยความที่เป็นญาติใกล้ชิดที่สุดของมนุษย์ ไพรเมตบางชนิดมีพฤติกรรมที่คล้ายคลึงกับพวกเรา อย่างไรก็ตามการแปลความหมายที่เกิดขึ้นของสีหน้านั้น อาจนำไปสู่ความเข้าใจผิด และนำมาซึ่งภัยคุกคามต่อทั้งมนุษย์ และลิงได้ ผลการศึกษาใหม่จากมหาวิทยาลัยลินคอล์นพบว่า ยิ่งมนุษย์พยายามที่จะเดาความหมาย ของท่าทางที่ลิงบาร์บารี หรือลิงกังแสดงออกมามากเท่าไหร่ พวกเขาก็ยิ่งคาดเดาได้ผิดมากเท่านั้น โดย Laëtitia Maréchal หนึ่งในผู้วิจัย เชื่อว่าสาเหตุเป็นเพราะมนุษย์เราตีความท่าทางของสัตว์เอาโดยใช้ลักษณะของมนุษย์เองเป็นหลัก “บรรดานักท่องเที่ยวมักชอบคิดว่าท่าทางที่ลิงกังแสดงออกมานั้น พวกมันกำลังส่งจูบอยู่ และพวกเขาก็ส่งจูบกลับเป็นการตอบสนอง”เธอกล่าว ซึ่งในทางกลับกันท่าทางดังกล่าวเป็นสัญญาณเตือนจากพวกมันไม่ให้มนุษย์เข้ามาใกล้ ในการศึกษาเธอแบ่งผู้เข้าร่วมการทดลองทางออนไลน์ออกเป็น 3 กลุ่ม หนึ่งคือกลุ่มคนที่เคยทำงานร่วมกับสัตว์มาก่อนเป็นเวลาอย่างน้อย 2 เดือน สองคือกลุ่มคนที่เคยชมภาพถ่ายการแสดงสีหน้าของลิงมาก่อน และสุดท้ายกลุ่มที่ไม่เคยพบเห็นลิงตัวเป็นๆมาก่อนในชีวิต หลังให้พวกเขาชมภาพถ่าย ผลการศึกษาพบว่าผู้เข้าร่วมทุกคนนั้นตีความสัญญาณที่ส่งออกมาผิดพลาด กลุ่มที่มีความเชี่ยวชาญและทำงานร่วมกับสัตว์นั้น มีอัตราความผิดพลาดไม่เกิน 7% ในกลุ่มที่สองที่เคยชมภาพนั้นความผิดพลาดอยู่ที่ 20%และกลุ่มสุดท้ายผิดพลาดสูงถึง 40% นอกจากนั้น Maréchal ยังระบุว่าในการตีความไพรเมตอื่นๆอย่าง อุรังอุตัง และชิมแปนซี มนุษย์ก็มักจะตีความผิดในทำนองเดียวกัน “ถ้าลิงทำสีหน้าที่ดูเหมือนยิ้ม นั้นแปลว่ามันกำลังไม่ไว้วางใจ” เธอกล่าว “คุณอาจจะเคยเห็นภาพของลิงชิมแปนซียิ้มบนการ์ดวันเกิดแต่จริงๆแล้วมันคือสีหน้าของความทุกข์ตรม” ทั้งนี้ทางคณะนักวิจัยคาดหวังว่าการศึกษาครั้งนี้ จะมีประโยชน์สำหรับบรรดานักท่องเที่ยวในสวนสัตว์เปิด เพื่อป้องกันพวกเขาจากความเสี่ยงในการถูกลิงทำร้ายได้ แม้ว่าในตามธรรมชาติแล้วลิงกังจะเป็นสัตว์ที่ไม่ดุร้าย และจะตอบสนองหากถูกทำร้ายก่อนก็ตาม Agustín […]

ทำไมการฉีดกระตุ้นวัคซีนโควิด-19 ประจำปี อาจกลายเป็นเรื่องปกติ

เพื่อเตรียมรับมือกับโคโรนาไวรัสและเตรียมพร้อมสำหรับไวรัสที่กลายพันธุ์ ประชาชนอาจต้องรับวัคซีนประจำปีเช่นเดียวกับวัคซีนไข้หวัดใหญ่ การฉีดกระตุ้นวัคซีนโควิด-19 ถึงแม้ว่าอเมริกันชนหลายสิบล้านคนจะรู้สึกโล่งอกหลังจากได้รับวัคซีนโควิด-19หนึ่งหรือสองโดสแล้ว บางคนสงสัยว่า การฉีดวัคซีนครั้งเดียวจะเพียงพอหรือไม่ หรือว่าพวกเขาจะต้องฉีดวัคซีนประจำทุกปี การฉีดกระตุ้นวัคซีนโควิด-19 นักวิทยาศาสตร์ยังไม่มีข้อมูลแน่ชัดว่า ประสิทธิภาพของวัคซีนโควิด-19 จะคงอยู่ในกลุ่มคนที่ได้รับวัคซีนนานเพียงใด เพราะตั้งแต่การค้นพบสายพันธุ์ดั้งเดิมในช่วงปลายปี 2019 ไวรัสได้กลายพันธุ์อย่างต่อเนื่อง และเกิดสายพันธุ์ใหม่ (ไวรัสชนิดเดียวกัน แต่มีความแตกต่างของสารพันธุกรรมบางตำแหน่ง โดยไวรัสสายพันธุ์ใหม่มีโอกาสที่จะแพร่ได้ง่ายกว่า อันตรายมากกว่า) และสามารถหลบหลีกแอนติบอดีที่มีอยู่ในปัจจุบัน เพื่อรับมือกับวิวัฒนาการของไวรัส ผู้พัฒนาวัคซีนบางรายกำลังแข่งขันกันออกแบบยาฉีดรูปแบบใหม่ เพื่อต่อกรกับสายพันธุ์เหล่านี้ ในขณะเดียวกันก็กำลังศึกษาถึงระยะเวลาของวัคซีนที่มีอยู่ในปัจจุบัน และผู้เชี่ยวชาญบางท่านกล่าวว่า “การฉีดกระตุ้นภูมิคุ้มกันอาจกลายเป็นความปกติใหม่ หรือ New Normal” การฉีดกระตุ้นภูมิคุ้มกันคืออะไร การฉีดกระตุ้นภูมิคุ้มกันคือ “การฉีดวัคซีนที่คุณเคยได้รับไปแล้วอีกหนึ่งรอบ เพื่อกระตุ้นภูมิคุมกันของคุณ” ซูซาน อาร์. ไบลีย์ นักภูมิแพ้วิทยา นักภูมิคุ้มกันคลินิก และประธานของสมาคมการแพทย์อเมริกัน กล่าว ระบบภูมิคุ้มกันจะสร้างความทรงจำที่เอาไว้ต่อสู้กับไวรัสจากการพบเจอซ้ำๆ มันเป็นเรื่องปกติที่การได้รับเชื้อชนิดเดิมครั้งที่สองหรือสาม แอนติเจน (โมเลกุลที่เร่งการสร้างแอนติบดี) จะสร้างการตอบสนองของภูมิคุ้มกันที่ดีกว่าและมีผลยาวนานกว่า ไบลีย์กล่าว อย่างเช่น วัคซีนของโรคงูสวัดที่ฉีดให้ผู้สูงอายุที่มีสุขภาพแข็งแรง และมีอาายุมากกว่า 50 ปี ทุกคน โดยจำเป็นต้องฉีดกระตุ้นหลังจากฉีดวัคซีนเข็มแรกแล้ว 2 ถึง […]

วิทยาศาสตร์น่ารู้: วัฏจักรน้ำ

เคยสงสัยกันหรือไม่? เหตุใดน้ำที่ใช้อุปโภคบริโภคจึงไม่เคยหมดไปจากโลก คำตอบก็คือเพราะน้ำมีวัฏจักรหมุนวนจากพื้นดินกลับขึ้นไปบนฟ้า หล่อเลี้ยงทุกสรรพชีวิตบนโลกนี้

ทำไมเราควรฉีดวัคซีนโควิด-19

กระแสเรื่อง การฉีดวัคซีน กำลังเป็นประเด็นที่ทั่วโลกต่างให้ความสนใจ และรัฐบบาลในหลายๆ ประเทศต่างออกมารณรงค์ให้ประชาชนออกมารับวัคซีน เมื่อการระบาดโรคติดเชื้อโควิด-19 ในประเทศไทยระลอกที่สามทวีความรุนแรงมากขึ้นตั้งแต่ช่วงเดือนเมษายน ที่ผ่านมา การจัดหาวัคซีนเพื่อนำมาฉีดให้กับประชาชนจึงกลายมาเป็นมาตรการเร่งด่วนที่จะสามารถกอบกู้สถานการณ์ครั้งนี้ไว้ได้ การฉีดวัคซีน อย่างไรก็ตาม กระแสความกังวลต่อผลข้างเคียงของวัคซีนยังคงพบเห็นได้ตามสื่อสังคมออนไลน์ โดยมีทั้งข่าวจริงและเท็จ ในจุดนี้ รัฐบาลโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้พยายามออกมาชี้แจงข้อเท็จจริง เรื่องประสิทธิภาพวัคซีน อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน เพื่อหวังจะสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนชาวไทยได้ ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคติดต่อ (CDC) หน่วยงานภายใต้องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้อธิบายถึงประเด็นเรื่องการฉีดวัคซีนโควิด – 19 ในปัจจุบัน เนื่องจาก ไม่เฉพาะประชาชนชาวไทยเท่านั้นที่กำลังวิตกกังวลเรื่องการฉีดวัคซีน แต่ประชาชนในประเทศอื่นๆ แสดงความกังวลต่อประเด้นนี้เช่นกัน โดยทาง CDC รายงาน ประโยชน์ของการได้รับวัคซีนโควิด-19 สรุปได้ดังนี้ 1. การฉีดวัคซีนจะช่วยลดอัตราการติดเชื้อโควิด-19 วัคซีนทั้งหมดที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน กำลังได้รับการประเมินอย่างรอบคอบในการทดลองทางคลินิก และจะได้รับอนุญาตหรือได้รับการอนุมัติ ก็ต่อเมื่อมีความปลอดภัยต่อมนุษย์ในระดับที่กำหนดไว้ จากข้อมูลที่เราทราบเกี่ยวกับวัคซีนสำหรับโรคอื่น ๆ และข้อมูลเบื้องต้นจากการทดลองทางคลินิก ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่า การได้รับวัคซีนโควิด-19 นอกจากช่วยลดอัตราการติดเชื้อแล้ว ยังช่วยป้องกันไม่ให้เกิดอาการเจ็บป่วยรุนแรง หากติดเชื้อโควิด-19 และคุณมีภูมิคุ้มกันในร่างกาย นั่นอาจช่วยปกป้องคนรอบข้างของคุณจากการติดเชื้อได้เช่นกัน 2. ช่วยลดผลกระทบการระบาดโรคติดเชื้อโควิด-19 ต่อสุขภาพ สังคม […]