ปริศนา สาเหตุของไวรัสโควิด-19 ที่ไร้ซึ่งคำตอบ - National Geographic Thailand

ปริศนา สาเหตุของไวรัสโควิด-19 ที่ไร้ซึ่งคำตอบ

ข้อมูลจากรายงานฉบับใหม่ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องกับต้นกำเนิด สาเหตุของไวรัสโควิด-19 ซึ่งผู้เชี่ยวชาญยังคงเรียกร้องให้ตรวจสอบต่อไป

หลายเดือนหลังการสอบสวนโดยองค์การอนามัยโลกลงความเห็นว่า “มีความเป็นไปได้อย่างยิ่ง” ที่ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่อาจหลุดออกมาจากห้องทดลองในเมืองอู่ฮั่น ประเทศจีน แนวคิดที่เผยแพร่ออกไปตามสื่อต่างๆ นี้สร้างแนวโน้มการตั้งสมมติฐานใหม่ที่นักวิทยาศาสตร์หลายคน ทั้งเชื่อว่าแนวคิดดังกล่าวเป็นไปได้ และบางคนก็ถือว่าเป็นเพียงทฤษฎีสมคบคิดเท่านั้น

ความสนใจต่อต้นกำเนิดการแพร่ระบาดของไวรัสชนิดใหม่เกิดขึ้นอีกครั้งในวันที่ 26 พฤษภาคม เมื่อ โจ ไบเดน ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ได้สั่งให้หน่วยงานข่าวกรองต่างๆ ของสหรัฐได้ “เพิ่มความพยายามเป็นสองเท่า” เพื่อสอบสวนต้นกำเนิดการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ โดยในวันที่ 11 พฤษภาคม ที่ผ่านมา แอนโธนี เฟาซี หัวหน้าที่ปรึกษาทางการแพทย์ของไบเดน ยอมรับว่าขณะนี้เขา “ไม่เชื่อ” ว่าการแพร่ระบาดนั้นเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ

และเมื่อเดือนที่ผ่านมา กลุ่มนักวิทยาศาสตร์ที่ประกอบไปด้วยนักระบาดวิทยาที่มีความเชี่ยวชาญระดับสูง นักภูมิคุ้มกันวิทยา และนักชีววิทยา ได้เขียนจดหมายเปิดผนึกเผยแพร่ในวารสาร Science เรียกร้องให้มีการสอบสวนโดยละเอียดถึงสาเหตุของการแพร่ระบาดที่เป็นไปได้ในสองทาง นั่นคือการแพร่ระบาดตามธรรมชาติจากสัตว์สู่มนุษย์ หรืออุบัติเหตุที่ เกิดขึ้นจากห้องทดลอง พวกเขาเร่งให้มีการตรวจสอบดังกล่าวให้จริงจังมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้จนกว่าจะได้รับข้อมูลที่เพียงพอ และการสอบสวนจะต้องเป็นไปอย่างโปร่งใส ไร้อคติ ใช้พื้นฐานข้อมูล ผ่านผู้เชี่ยวชาญกว้างขวางหลายแขนง มีการกำกับดูแลที่เป็นอิสระ

สาเหตุของไวรัสโควิด-19
เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยกันนักข่าวออกจากสถาบันไวรัสวิทยาแห่งเมืองอู่ฮั่นหลังจากทีมงานขององค์การอนามัยโลกมามาถึงเมืองอู่ฮั่น เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2021 เพื่อสืบสวนต้นกำเนิดการระบาดของไวรัสโคโรนา ภาพถ่ายโดย NG HAN GUAN, AP


คำถามที่ไร้ซึ่งคำตอบ

จุดกำเนิดของเชื้อไวรัส SARS-CoV-2 ไวรัสที่เป็นเกิดกำเนิดการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อ โควิด-19 ที่ส่งผลให้มีผู้ติดเชื้อ 171 ล้านคน คร่าชีวิตผู้คนไปกว่า 3.7 ล้านคนทั่วโลก นับจนถึงวันที่ 4 มิถุนายน ยังคงไม่มีความชัดเจน นักวิทยาศาสตร์หลายคน รวมไปถึงผู้ที่มีส่วนร่วมในการสอบสวนนานนับเดือนกับองค์การอนามัยโลกเชื่อว่าคำอธิบายที่เป็นไปได้มากที่สุดคือการแพรร่ระบาดจากสัตว์สู่คน ซึ่งมีความเป็นได้ว่าเกิดจากค้างคาวสู่มนุษย์หรือพาหะตัวกลางอื่น โดยการติดต่อจากสัตว์สู่มนุษย์เป็นกรณีที่เกิดขึ้นปกติในไวรัสหลายชนิด เช่นโรคระบาดใหญ่อื่นๆ ที่เคยเกิดขึ้นเช่นโรคซาร์สหรือเมอร์ส

อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์คนอื่นๆ ต่างยืนกรานว่าควรสอบสวนว่าไวรัส SARS-CoV-2 หลุดออกมาจากห้องทดลองที่สถาบันไวรัสวิทยาในเมืองอู่ฮั่น ที่ได้ศึกษาไวรัสโคโรนาในค้างคาวมาเป็นเวลานานนับทศวรรษด้วยหรือไม่

การสืบสวนโดยองค์การอนามัยโลก ความร่วมมือระหว่างนักวิทยาศาสตร์ที่ได้รับการแต่งตั้งจากองค์การฯ และเจ้าหน้าที่จากทางจีนได้สรุปว่ามีความเป็นไปได้อย่างมากที่ไวรัสหลุดออกมาจากห้องทอดลอง แต่ทีมงานขององค์การอนามัยโลกต้องพบเจอกับอุปสรรคในการสรุปผลที่แน่ชัดเนื่องจากนักวิทยาศาสตร์ไม่ได้รับอนุญาตให้ทำสอบสวนอย่างอิสระและได้รับการปฏิเสธในการเข้าถึงข้อมูลพื้นฐาน

เกาหลีใต้, โควิด-19, การระบาด, มาตรการควบคุม, ชุดตรวจหาเชื้อ
นักเทคนิคในห้องปฏิบัติการขณะแบ่งสารทดในวันที่ 22 เมษายน ปี 2020 ที่ TCM BIOSCIENCE บริษัทผู้พัฒนาชุดตรวจโควิด-19 ในย่านพากโยในเมืองซ็องนัม การตรวจหาผู้ติดเชื้อ การแกะรอย และการกักตัวอย่างแข็งขันคือกุญแจสู่ความสำเร็จของเกาหลีใต้ในการต่อสู้กับโคโรน่าไวรัส ตัวอย่างที่เก็บมาจะถูกวิเคราะห์ด้วยเทคนิคการเพิ่มจำนวนสารพันธุกรรมที่เรียกว่า REAL – TIME PCR ผลตรวจจะมาออกมาภายใน 4 – 6 ชั่วโมง ภาพ: JUN MICHAEL PARK, เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก

โดยจากรายงานขององค์การอนามัยโลก ได้ตั้งสมมติฐานถึงสาเหตุการระบาดของไวรัส โควิด-19 ดังนี้

1. ติดต่อโดยตรงจากสัตว์สู่มนุษย์

การประเมินจากองค์การอนามัยโลก: มีความเป็นไปได้

แนวคิดนี้แนะว่าไวรัสมีจุดเริ่มต้นมาจากสัตว์ โดยเฉพาะค้างคาวซึ่งมีการติดต่อกับมนุษย์ ระได้รับเชื้อไวรัสมา และจากจุดนั้น ไวรัสก็เริ่มแพร่ระบาดยังมนุษย์คนอื่นๆ ซึ่งตามรายงานได้มีการอ้างถึงหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่าไวรัสโคโรนาติดต่อสู่มนุษย์มาจากสัตว์ เช่นเดียวกับกรณีของโรคซาร์สเมื่อปี 2003 โดยค้างคาวเป็นผู้ต้องสงสัยหลักเนื่องจากไวรัสที่อยู่ในตัวของพวกมันมีความเกี่ยวข้องทางพันธุกรรมคล้ายกับ SARS-CoV-2.

2. ติดต่อจากสัตว์สู่มนุษย์ผ่านตัวกลาง

การประเมินจากองค์การอนามัยโลก: อาจมีความเป็นไปได้

หากไม่มีหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่าค้างคาวส่งต่อเชื้อไวรัสโดยตรงไปยังมนุษย์ นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าไวรัสมีการติดต่อไปยังบรรดาสัตว์ชนิดอื่นๆ เช่นตัวมิงก์หรือตัวลิ่น ซึ่งโดยปกติบรรดาสัตว์เหล่านี้มีความใกล้ชิดกับมนุษย์ โดยเฉพาะการเลี้ยงในฟาร์มหรือในกระบวนการค้าสัตว์ป่าที่ผิดกฎหมาย

3. จากกระบวนการขนส่งอาหารแช่แข็ง

การประเมินจากองค์การอนามัยโลก: เป็นไปได้

อีกทฤษฎีหนึ่งที่เชื่อว่าไวรัสสามารถส่งมาผ่านมายังมนุษย์ได้ นั่นคือผ่านสิ่งที่เรียกว่า Cold chain หรือเส้นอุปทานการขนส่งอาหารแช่แข็ง ในกรณีนี้ ไวรัสอาจมีต้นกำเนิดนอกประเทศจีน แต่ถูกนำเข้ามาผ่านพื้นผิวสัมผัสของบรรจุภัณฑ์อาหารหรือตัวอาหารเอง ซึ่งทฤษฎีนี้มาจากหลักฐานที่อธิบายได้ว่าเชื้อไวรัสก่อโรคสามารถมีชีวิตได้ยาวนานขึ้นในอุณหภูมิต่ำ

4. การหลุดรอดจากห้องทดลอง

การประเมินจากองค์การอนามัยโลก: มีความเป็นไปได้ต่ำ

สมมติฐานที่มีการถกเถียงในเรื่องต้นกำเนิดของเชื้อไวรัส SARS-CoV-2 คือการหลุดรอดของเชื้อจากเมืองอู่ฮั่น ซึ่งนักวิจัยทำการศึกษาไวรัสโคโรนาในค้างคาว โดยนักวิทยาศาสตร์ชี้แจงว่าหลักฐานที่สนับสนุนทฤษฎีนี้ยังมีอยู่น้อย นอกจากนี้ กรณีโรคระบาดระดับโลกอื่นๆ เช่นโรคซาร์สหรือเมอร์สนั้นเกิดขึ้นตามธรรมชาติจากสัตว์สู่คน

วัคซีนโควิด-19, ทดสอบโควิด, สนามบิน
ชายคนหนึ่งรับการทดสอบโควิด-19 ที่สนามบินลอสแอนเจลิส ท่ามกลางการเพิ่มขึ้นของไวรัสโควิด-19 ในรัฐแคลิฟอร์เนีย เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2020 ภาพถ่ายโดย MARIO TAMA, GETTY IMAGES

นักการเมืองอนุรักษ์นิยมและผู้เชี่ยวชาญบางคนสนับสนุนสมมติฐานเรื่องเชื้อไวรัสหลุดออกจากห้องทดลอง ในขณะที่นักการเมืองสายอนุรักษ์นิยมปฏิเสธแนวคิดนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเริ่มต้นของการระบาด และการคาดการณ์นี้ได้เพิ่มความตึงเครียดให้กับความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีนมากขึ้น

ในวันที่ 26 พฤษภาคม วุฒิสภาสหรัฐฯ ผ่านกฎหมายเพื่อให้เปิดเผยข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับห้องปฏิบัติอู่ฮั่นและไวรัสโควิด-19 จอช ฮอว์เลย์ วุฒิสมาชิกจากรัฐมิสซูรี ผู้ที่สนับสนุนกฎหมายนี้เสนอว่า “โลกต้องการรู้ว่าการระบาดใหญ่ครั้งนี้เป็นผลมาความละเลยในห้องทดลองที่เมืองอู่ฮั่นหรือไม่” ด้าน ปีเตอร์ แนแวร์โร อดีตที่ปรึกษาด้านการค้าของอดีตประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ยืนยันเมื่อเดือนเมษายน 2020 ว่าไวรัส SARS-CoV-2 ได้ถูกพัฒนาเป็นอาวุธชีวภาพ โดยไม่มีการอ้างอิงหลักฐานใดๆ

ด้านทฤษฎีที่ว่าไวรัส SARS-CoV-2 ถูกสร้างให้เป็นอาวุธชีวภาพนั้น “ไม่น่ามีความเป็นไปได้” วิลเลียม ชัฟฟ์เนอร์ ศาสตราจารย์ด้านโรคติดต่อแห่งศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยแวนเดอร์บิลต์ กล่าว และอธิบายว่า การทำอาวุธชีวภาพต้องไม่ส่งผลต่อประชากรชองตัวเอง ซึ่งในทางตรงกันข้าม ไวรัส SARS-CoV-2 นั้นไม่สามารถควบคุมได้

พยาบาลคนหนึ่งฉีดวัคซีนโควิด-19 ในแขนผู้หญิงคนหนึ่งในโรงยิมของโรงเรียนมัธยมปลายโคโรนาในเขตแคลิฟอร์เนียตอนใต้ ในเมืองโคโรนา เมื่อเดือนมกราคม 2021 ภาพถ่ายโดย FREDERIC J. BROWN, AFP VIA GETTY IMAGESA

อีกหนึ่งความเป็นไปได้คือทฤษฎีการรั่วไหลของเชื้อจากห้องทดลอง “เนื่องจากไม่ทราบถึงความรุนแรงและความสามารถในการติดต่อของเชื้อไวรัส และการจากมาตรการป้องกันที่ดี ส่งผลให้ผู้ที่ทำงานในห้องทดลองได้รับเชื้อ ซึ่งส่งผลให้เกิดเป็นการระบาดใหญ่ในเวลาต่อมา” รอสซี ฮัลเซด นักระบาดวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยเมอร์ซี กล่าว

อย่างไรก็ตาม ฮัสแซดเชื่อว่าทฤษฎีเชื้อไวรัสหลุดออกจากห้องทดลองยังมีความเป็นไปได้ที่ต่ำมาก และยังคงเป็นเพียงแค่ทฤษฎีต่อไป ตามหลักฐานที่มาจากการสืบสวนตามหลักวิทยาศาสตร์

ประธานาธิบดี โจ ไบเดน ได้สั่งให้หน่วยข่าวกรองรายงานข้อมูลกลับมาให้ได้ภายใน 90 วัน ซึ่งคือวันที่ 26 สิงหาคม

ตามข้อมูลที่มีอยู่ในขณะนี้ อายออล โอเร็น นักระบาดวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยรัฐซานดิเอโกกล่าวว่า เป็นที่ชัดเจนว่าเหตุใดสมมติฐานที่ได้รับการยอมรับในขณะนี้มากที่สุดคือไวรัสเกิดจากการแพร่ระบาดจากสัตว์ไปสู่มนุษย์ “สิ่งที่ชัดเจนคือลำดับพันธุกรรมของไวรัส โควิด-19 นั้นมีความคล้ายคลึงกับไวรัสโคโรนาที่พบเจอในค้างคาว” เขากล่าว

นักวิทยาศาสตร์ยังคงสงสัยว่าข้อสรุปที่ชัดเจนอาจจะถูกถอนออกไปได้ “ในที่สุดแล้ว ผมคาดการณ์ว่าคำถาม” แหล่งกำเนิดการแพร่ระบาดของไวรัส SARS-CoV-2’s “จะยังเป็นเป็นปริศนาต่อไป” ชัฟฟ์เนอร์ กล่าว

เรื่อง JILLIAN KRAMER / AMY MCKEEVER 


อ่านเพิ่มเติม การฉีดวัคซีนโควิด-19 (อาจ) ส่งให้ผลเกิด ผลข้างเคียง อย่างไรบ้าง

ผลข้างเคียงวัคซีน

เรื่องแนะนำ

ไนดาเรีย (Cnidaria) : ไฮดรา แมงกะพรุน และปะการัง

กลุ่มของสัตว์ลำตัวใส บางชนิดก็มีสีสันสวยงาม เหล่า ไนดาเรีย คือสัตว์ที่มีความหลากหลายมากที่สุดกลุ่มหนึ่งในท้องทะเล ซีเลนเทอราตา (Coelenterata) หรือในปัจจุบันถูกเรียกว่า ไนดาเรีย (Cnidaria) คือ หนึ่งในเก้าไฟลัมของอาณาจักรสัตว์ตามการจัดจำแนกสิ่งมีชีวิตด้วยหลักอนุกรมวิธานวิทยา (Taxonomy) สัตว์ในไฟลัมไนดาเรียส่วนใหญ่คือสัตว์ที่อาศัยอยู่ในทะเล ได้แก่ ปะการัง กัลปังหา ดอกไม้ทะเล และแมงกะพรุน โดยมีเพียงบางส่วนที่อาศัยอยู่ในแหล่งน้ำจืด เช่น ไฮดรา และแมงกะพรุนน้ำจืด ในปัจจุบัน สัตว์ในไฟลัมไนดาเรียมีอยู่ราว 9,000 ชนิด เป็นสิ่งมีชีวิตที่นับว่ามีวิวัฒนาการสูงขึ้นกว่าสัตว์ในไฟลัมพอริเฟอรา แต่ยังถือเป็นสิ่งมีชีวิตดึกดำบรรพ์หรือเหล่าบรรพบุรุษของสัตว์หลายเซลล์ที่มีเนื้อเยื่อที่แท้จริงทั้งหลาย  [คำว่า “ไนเดีย” (Cnidae) มีความหมายว่า “ต่อย” หรือ “ทำร้าย” ในภาษาละติน] ลักษณะสำคัญของสัตว์ในไฟลัมไนดาเรีย มีเนื้อเยื่อที่แท้จริง แต่ไม่มีอวัยวะหรือระบบต่าง ๆ ภายในร่างกายที่สมบูรณ์ : มีปากแต่ไม่มีทวารหนัก ดังนั้น ทั้งการกินอาหารและขับถ่ายล้วนอาศัยช่องทางเดินอาหารที่อยู่บริเวณกลางลำตัวที่เรียกว่า “แกสโทรวาสคูลาร์ คาวิตี” (Gastrovascular Cavity) ทำหน้าที่เป็นทั้งทางเดินอาหารและระบบหมุนเวียนสสาร โดยมีเซลล์ชนิดพิเศษหรือเซลล์ที่ทำหน้าที่ในการย่อยอาหาร (Nutritive Cell) ซึ่งแทรกอยู่ที่เนื้อเยื่อชั้นในทำหน้าที่ย่อยและดูดซึมสารอาหาร ก่อนส่งไปยังส่วนต่าง ๆ […]

เหมียวหง่าว ทาสแมวรู้ไหมเจ้านายกำลังบอกอะไร?

เหมียวหง่าว ทาสแมวรู้ไหมเจ้านายกำลังบอกอะไร? บรรดาทาสแมวทราบหรือไม่ว่าเสียงร้องเหมียวๆ ของเจ้านายคุณกำลังสื่ออะไร นักวิทยาศาสตร์จากสวีเดนพยายามค้นหาความหมายเบื้องหลังเสียงร้องของแมวเหล่านี้ ด้วยการหารูปแบบของเสียงร้องที่คล้ายคลึงกันในแมวจากหลายสถานที่ นี่แมวของฉันกำลังหิวหรือหิวมากๆ ? แม้ว่าคุณจะไม่อาจทราบได้ แต่รู้หรือไม่ว่าวิธีการที่คุณพูดคุยกับแมวของคุณนั้น ก็จะมีผลต่อวิธีการที่แมวส่งเสียงเป็นปฏิกิริยาตอบกลับมาเช่นกัน ในงานวิจัยครั้งนี้นักวิทยาศาสตร์เปรียบเทียบเสียงร้องของแมวจากสองภูมิภาคในสวีเดน ซึ่งผู้คนพูดภาษาถิ่นแตกต่างกัน พวกเขาต้องการหาคำตอบว่าแมวที่อาศัยอยู่ต่างสถานที่ และได้รับอิทธิพลจากเสียงของเจ้าของต่างกันนั้นจะมีเสียงร้องที่ต่างกันด้วยหรือไม่? และคำตอบคือใช่! ในอนาคตพวกเขาจะยังค้นวิจัยกันต่อไป ยังมีแมวอีกหลายมุมโลกที่พร้อมร้องให้ฟัง โดยคาดหวังว่างานวิจัยครั้งนี้จะช่วยให้บรรดาทาสแมวเข้าใจว่าเจ้านายของเขานั้นกำลังบอกอะไร   อ่านเพิ่มเติม สุนัขหรือแมว ใครกันแน่ที่ฉลาดกว่า?

วัคซีนใครว่าไม่สำคัญ

เรื่อง ซินเทีย กอร์นีย์ ภาพถ่าย วิลเลียม ดาเนียลส์ ซามีร์ ซาฮาเป็นนักจุลชีววิทยาผู้มีชื่อเสียงในระดับโลกจากผลงานวิจัยแบคทีเรียที่มีชื่อว่า นิวโมคอกคัส ห้องปฏิบัติการที่เขาก่อตั้งขึ้นอยู่ตรงมุมหนึ่งของโรงพยาบาลธากาชิชู โรงพยาบาลเด็กที่ใหญ่ที่สุดในบังกลาเทศ ภายในห้องปฏิบัติการ ชายหญิงในชุดกาวน์สีขาวกำลังง่วนกับการศึกษาเซลล์นิวโมคอกคัส แบคทีเรียนิวโมคอกคัสมีอยู่ทุกแห่งหนในโลก และแพร่กระจายได้อย่างง่ายดายผ่านการจามหรือการสัมผัส พวกมันสามารถอาศัยอยู่ในช่องจมูกของคนที่มีระบบภูมิคุ้มกันแข็งแรงโดยไม่ก่อให้เกิดอาการป่วยใดๆ แต่ทันทีที่ระบบป้องกันของเราอ่อนแอลง นิวโมคอกคัสจะเคลื่อนย้าย แบ่งตัว และทำให้เกิดโรคติดเชื้อที่เป็นอันตรายต่อชีวิต เช่น ปอดบวม เยื่อหุ้มสมองอักเสบ หรือการติดเชื้อในกระแสเลือด เด็กเล็กยิ่งมีความเสี่ยง โดยเฉพาะเด็กเล็กในถิ่นที่เข้าถึงยาปฏิชีวนะและการรักษาที่มีประสิทธิภาพได้ยากจะมีความเสี่ยงสูงที่สุด ในช่วงต้นศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ด โรคที่เกิดจากเชื้อนิวโมคอกคัสคร่าชีวิตเด็กทั่วโลกไปกว่า 800,000 คนต่อปี การเสียชีวิตนี้ซึ่งส่วนใหญ่กำลังเกิดขึ้นในประเทศยากจนอย่างบังกลาเทศ ในปี 2015 เมื่อวัคซีนนิวโมคอกคัสแบบคอนจูเกตหรือพีวีซี (pneumococcal conjugate vaccine: PCV) ซึ่งเป็นวัคซีนที่ใช้สำหรับเด็กมาถึงบังกลาเทศ ทีมวิจัยของซาฮาก็ติดตามความคืบหน้าอย่างใกล้ชิด หากพีวีซีแสดงให้เห็นว่ามีประสิทธิภาพ ทั่วโลกอย่างที่ผู้เชี่ยวชาญด้านวัคซีนคาดหวัง มันจะช่วยทั้งลดอัตราการตายลงได้อย่างมาก  ซึ่งหมายถึงเด็กเล็ก ๆหลายพันคน จะรอดชีวิตแทนที่จะเสียชีวิตก่อนถึงวัยเรียน และลดความเจ็บป่วยที่ไม่ถึงแก่ชีวิตได้อีกมาก ทว่าสิ่งที่เร่งด่วนยิ่งกว่า ทะเยอทะยานมากกว่า สลับซับซ้อนมากกว่า ซึ่งเกี่ยวข้องกับหลายรัฐบาลและเงินบริจาคหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐ ก็คือความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อให้ได้มาซึ่งวัคซีนใหม่ๆสำหรับเด็กในประเทศกำลังพัฒนา ความทุกข์ทรมานของคนในประเทศเหล่านี้อันเกิดจากโรคที่วัคซีนป้องกันได้เป็นเรื่องจริงและชัดเจนมาตั้งแต่อดีตจนถึง ปัจจุบัน   […]