วัตถุเล็ก ที่อาจไขปริศนากำเนิด เอกภพ - National Geographic Thailand

วัตถุเล็ก ที่อาจไขปริศนากำเนิด เอกภพ

ดาราศาสตร์ยุคใหม่กำลังแสดงภาพที่เราไม่เคยเห็นของวัตถุเล็กซึ่งกระจายอยู่ในระบบสุริยะของเรา วัตถุเล็กเหล่านี้ให้เบาะแสเกี่ยวกับปริศนายิ่งใหญ่ที่สุดหลายข้อของ เอกภพ

ดานเต ลอเรตตา ดูเยือกเย็น ขณะเตรียมตัวสำหรับช่วงเวลา 17 วินาทีที่เขาทุ่มเทเวลาตลอด 16 ปีเพื่อให้ได้มา

ลอเรตตา นักวิทยาศาสตร์ดาวเคราะห์จากมหาวิทยาลัยแอริโซนา จ้องเขม็งที่จอแสดงภาพจำลองสามภาพของวัตถุรูปร่างเหมือนลูกข่างยางลอยอยู่ในทะเลดาว นั่นคือดาวเคราะห์น้อยที่รู้จักกันในนาม 101955 เบนนู เขาเฝ้าดูมันจากม้านั่งโลหะหุ้มเบาะหนังภายในอาคารเรียบง่ายหลังหนึ่งที่ศูนย์ควบคุมภารกิจของบริษัทล็อกฮีดมาร์ตินสเปซ เมืองลิตเทิลตัน รัฐโคโลราโด

ขณะนั้นเป็นเวลา 13.49 น. ของวันที่ 20 ตุลาคม ปี 2020 และจอก็แสดงภาพดาวเคราะห์น้อยเบนนู ในวงเขียว ซึ่งหมายถึงวงโคจรของยานอวกาศโอไซริส-เรกซ์ (OSIRIS-REx) ขององค์การนาซา ภายในเวลาไม่ถึง สามชั่วโมง ทูตยนต์ลำนี้จะพยายามลอยลงและสัมผัสดาวเคราะห์น้อยเบนนูเป็นครั้งแรก โดยหวังจะเก็บตัวอย่างฝุ่นและกรวดต่างดาวเพื่อส่งกลับโลก

ยานโอไซริส-เรกซ์ที่ส่งขึ้นเมื่อปี 2016 ต้องวนรอบดวงอาทิตย์สองรอบเพื่อตามให้ทันดาวเคราะห์น้อยเบนนู ซึ่งในวาระที่มาบรรจบ (rendezvous) กันเมื่อเดือนตุลาคมนั้นอยู่ไกลจากโลกกว่า 300 ล้านกิโลเมตร ดาวเคราะห์น้อยเบนนูกว้างราวครึ่งกิโลเมตร นับเป็นวัตถุท้องฟ้าขนาดเล็กที่สุดที่ยานอวกาศใดเคยโคจรรอบ พื้นผิวของมันขรุขระมาก ทีมของลอเรตตาต้องทำแผนที่อยู่หนึ่งปีเพื่อหาจุดปลอดภัยสำหรับการลอยลง ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นน่าจะทำให้วันนี้เคร่งเครียด

เอกภพ, นักบินอวกาศ
มนุษย์อวกาศเก็บตัวอย่างไร้การปนเปื้อนชุดแรกจากต่างพิภพ รวมถึงดินที่กระเด็นขึ้นมาจากหลุมอุกกาบาต โคเปอร์นิคัสบนดวงจันทร์ซึ่งถูกนำกลับมาในภารกิจอะพอลโล 12 ตัวอย่างเหล่านี้บ่งชี้ว่า หลุมอุกกาบาตนี้เกิดขึ้นราว 800 ล้านปีมาแล้ว เป็นไปได้ว่าในช่วงที่เกิดการกระหน่ำชนโดยดาวเคราะห์น้อย ซึ่งพุ่งเข้าหาโลกและบริวารตามธรรมชาติของโลก (ภาพถ่าย: ชาร์ลส์ คอนแรด จูเนียร์, NASA)

ทำไมต้องเผชิญความเครียดและทุ่มเทขนาดนี้ เพียงเพื่อฝุ่นกับกรวดหนักสองกิโลกรัม เริ่มด้วยการที่ ดาวเคราะห์น้อยมีหน่วยการสร้างที่ก่อตัวขึ้นในยุคแรกสุดของระบบสุริยะ หรือเมื่อกว่า 4,500 ล้านปีมาแล้ว หินซึ่งปรากฏร่องรอยของคาร์บอนเหล่านี้คือบันทึกดั้งเดิมของกระบวนการก่อร่างดาวเคราะห์ และอาจเป็นแหล่ง ป้อนวัสดุเริ่มต้นให้โลกใช้สร้างชีวิตด้วย “ในทางวิทยาศาสตร์ มันคือขุมทรัพย์แท้ๆเลยครับ” ลอเรตตาบอก

ทว่าดาวเคราะห์น้อยเบนนูยังมีพลังทำลายอีกด้วย ดาวเคราะห์น้อยเบนนูโคจรเข้าใกล้โลกมากพอจน นักดาราศาสตร์เชื่อว่ามีโอกาส แม้น้อยนิดแต่ก็น่ากลัว หรือราวหนึ่งใน 2,700 ที่มันอาจชนโลกในช่วงปี 2175 ถึง 2199 ตัวอย่างที่ยานโอไซริส-เรกซ์นำกลับมาอาจเป็นกุญแจสำคัญในการออกแบบการป้องกันที่เหมาะสมต่อการปะทะ ซึ่งอาจปลดปล่อยพลังงานที่มากกว่าคราวแอมโมเนียมไนเตรตระเบิดเขย่ากรุงเบรุตเมื่อปีกลายกว่าสองล้านเท่า

เมื่อมองภาพกว้างขึ้น ดาวเคราะห์น้อยเบนนูกับยานโอไซริส-เรกซ์เป็นสัญลักษณ์ของการปฏิวัติคู่ขนาน ในแวดวงดาราศาสตร์ยุคใหม่ที่กำลังพลิกแนวคิดเก่าเกี่ยวกับระบบสุริยะ กล้องโทรทรรศน์สมัยนี้มองเห็นวัตถุเล็กและริบหรี่ได้มากขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก ช่วยให้นักดาราศาสตร์สำรวจฟากฟ้าและเติมประชากรจักรวาลลงในช่องว่าง อันแวดล้อมดาวเคราะห์ทั้งแปด ย้อนหลังกลับไปยี่สิบปีก่อน มนุษย์รู้จักประมาณหนึ่งแสนวัตถุท้องฟ้าในระบบสุริยะ พอถึงต้นปี 2021 เราทำบัญชีวัตถุที่โคจรรอบดวงอาทิตย์ได้แล้วกว่าหนึ่งล้านวัตถุเล็กน้อย

ดาวเคราะห์น้อย, ดาวเคราะห์เบนนู
ดาวเคราะห์น้อยเบนนูซึ่งกว้างเท่ากับความสูงของตึกเอมไพร์สเตต นับเป็นวัตถุเล็กที่สุดที่เคยมียานอวกาศไปโคจรรอบ เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม ปี 2020 ดาวเคราะห์น้อยเบนนูเป็นดาวเคราะห์น้อยดวงที่สามที่มียานอวกาศไปเก็บตัวอย่าง (ภาพจำลองโดยเคล เอลคินส์, NASA GODDARD SPACE FLIGHT CENTER)

ภาพของระบบสุริยะที่เราทุกคนเรียนในโรงเรียนดูเหมือนมีสถาปัตยกรรมที่สมเหตุสมผล แต่นักดาราศาสตร์ และนักวิทยาศาสตร์ดาวเคราะห์สงสัยมานานหลายทศวรรษแล้วว่า น่าจะมีบางอย่างหายไป เพราะจากการสังเกต การอธิบายว่าดาวยูเรนัสและดาวเนปจูนก่อตัวขึ้นในวงโคจรปัจจุบันของมันได้อย่างไรเป็นเรื่องยากมาก บ้านในจักรวาลของเราดูเหมือนขาดดาวเคราะห์บางชนิดที่พบได้ทั่วไปในวงโคจรรอบดาวดวงอื่น และจนถึงปี 2021 โลกเป็นแหล่งอาศัยเพียงหนึ่งเดียวที่เรารู้จักของชีวิต

ถ้าอย่างนั้น ระบบสุริยะของเรามาถึงจุดนี้ได้อย่างไร จนเกิดผู้อยู่อาศัยขนาดนี้

วัตถุเล็ก เช่น ดาวเคราะห์น้อยเบนนู เคยถูกมองข้ามมานานว่าเป็นเพียงของเหลือจากกระบวนการสร้าง ดาวเคราะห์ แต่ตอนนี้นักวิจัยรู้แล้วว่า วัตถุเหล่านี้สำคัญอย่างไร เช่นเดียวกับดาวเคราะห์น้อยเบนนู หลายวัตถุ เป็นแคปซูลเวลาที่เนื้อในไม่เคยเปลี่ยนแปลงตั้งแต่ครั้งที่ดวงอาทิตย์อุบัติขึ้น ด้วยการติดตาม เยี่ยมเยือน และเก็บตัวอย่างจากพิภพบรรพกาลเหล่านี้ ในที่สุด เราก็มีโอกาสที่จะได้เห็นว่า เรามาจากไหน และหวังว่าจะสามารถหยุด พวกมันไม่ให้มาทำลายล้างเราที่ก้าวมาถึงจุดนี้ได้

ความสนใจของมนุษยชาติในวัตถุเล็ก ซึ่งเป็นคำที่นักดาราศาสตร์ใช้เรียกวัตถุธรรมชาติทั้งหลายที่โคจรรอบ ดวงอาทิตย์ ยกเว้นดาวเคราะห์ ดาวเคราะห์แคระ หรือดวงจันทร์นั้น อยู่กับเรามานานเท่าที่มนุษย์แหงนมองขึ้นไป บนฟ้า หลายสหัสวรรษมาแล้วที่วัฒนธรรมต่างๆรอบโลกสังเกตเห็นดาวหางและดาวตกในท้องฟ้ายามค่ำคืน และเชื่อว่าเป็นลางบอกเหตุสำคัญ

แผงเซลล์สุริยะ, เอกภพ, นาซา
แผงเซลล์สุริยะของยานอวกาศลูซีขององค์การนาซาคลี่ออกระหว่างการทดสอบที่บริษัทล็อกฮีดมาร์ตินในรัฐโคโลราโด ยานลูซีซึ่งมีกำหนดส่งขึ้นในเดือนตุลาคม ต้องใช้แผงเซลล์สุริยะแบบนี้สองชุดเพื่อผลิตพลังงานสำหรับภารกิจสำรวจหมู่ดาวเคราะห์น้อยทรอยของดาวพฤหัสบดีตลอดระยะเวลา 12 ปี ฝูงวัตถุดึกดำบรรพ์ที่โคจรรอบดวงอาทิตย์ไปกับดาวเคราะห์ยักษ์ดวงนี้อาจมีเบาะแสเกี่ยวกับผังเริ่มแรกของระบบสุริยะ (ภาพถ่าย: แพทริก เอช. คอร์เคอรี, LOCKHEED MARTIN)

ล่วงถึงต้นศตวรรษที่ยี่สิบ นักดาราศาสตร์ค้นพบดาวเคราะห์น้อยประมาณ 500 ดวงที่โคจรรอบดวงอาทิตย์ เริ่มจากการค้นพบดาวเคราะห์น้อยซีรีสเมื่อปี 1801 อัตราการค้นพบเริ่มเพิ่มขึ้นอย่างจริงจังในทศวรรษ 1980 และ 1990 ด้วยความก้าวหน้าของกล้องโทรทรรศน์ เมื่อปี 1992 นักดาราศาสตร์ค้นพบพิภพแรก ไม่นับดาวพลูโตและ ดวงจันทร์ดวงหนึ่งของมัน ซึ่งอยู่พ้นวงโคจรดาวเนปจูน เป็นการยืนยันทฤษฎีเขตรอบนอกของระบบสุริยะที่ปัจจุบันเรียกว่าแถบไคเปอร์

แต่ถ้าเราต้องชี้ว่า ความคลั่งไคล้เกี่ยวกับวัตถุเล็กเริ่มขึ้นตอนไหน ตัวเลือกที่ดูสมเหตุสมผลน่าจะเป็นวันที่ 11 มีนาคม ปี 1998 วันนั้นศูนย์ดาวเคราะห์น้อยของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นคลังทางการของโลกสำหรับวงโคจรดาวเคราะห์น้อยและดาวหาง ได้แถลงข่าวที่ฟังเป็นลางร้ายว่า ดาวเคราะห์น้อยดวงหนึ่งจะเคลื่อนเข้ามาภายในระยะห่าง 42,000 กิโลเมตรจากพื้นผิวโลกในปี 2028 และมีโอกาสเล็กน้อยที่มันจะชนโลก

เรื่องนี้กลายเป็นข่าวที่โถมใส่สาธารณชนผู้ตระหนักมากขึ้นเรื่อยๆว่า ดาวเคราะห์น้อยสร้างความเสียหายได้มากเพียงใด ไม่กี่ปีก่อนหน้านั้น นักธรณีวิทยาพบหลุมอุกกาบาตที่เกิดจากดาวเคราะห์น้อยพุ่งชนโลกเมื่อ 66 ล้านปีก่อน และล้างเผ่าพันธุ์ไดโนเสาร์ทั้งหมดยกเว้นนก หินอวกาศที่กำลังจะมาคือหายนะครั้งต่อไปใช่หรือไม่

ดาวหาง, เอกภพ
เมื่อปี 2015 ดาวหางซี/2014 คิว2 เลิฟจอย ในภาพโมเสกจากภาพถ่ายสองภาพนี้ เข้าใกล้ดวงอาทิตย์เป็นครั้งแรกในรอบ หลายสหัสวรรษ ดาวหางเลิฟจอยมาจากเมฆของออร์ต เปลือกทรงกลมอันไกลโพ้นทำจากวัตถุเยือกแข็งที่ล้อมรอบระบบสุริยะ ดาวหางนี้เป็นหนึ่งในดาวหางราว 4,000 ดวงที่เรารู้จัก (ภาพถ่าย: เวลิเมอร์ โปปอฟ และเอมิล อิวานอฟ ถ่ายภาพที่ IRIDA OBSERVATORY)

นักดาราศาสตร์ระดมกำลังตรวจสอบการคำนวณของพวกเขา วันต่อมา ดอน โยวแมนส์ และพอล โชดัส พร้อมกับห้องปฏิบัติการแรงขับเคลื่อนไอพ่น หรือเจพีแอล (Jet Propulsion Laboratory: JPL) ขององค์การนาซา ก็คำนวณได้ว่า ดาวเคราะห์น้อยดวงนี้จะลอยผ่านโลกไปอย่างไร้พิษสงที่ระยะห่าง 960,000 กิโลเมตร

ต่อมาในเดือนพฤษภาคม ปี 1998 รัฐสภาสหรัฐฯมอบหมายให้องค์การนาซาค้นหาอย่างน้อยร้อยละ 90 ของดาวเคราะห์น้อยขนาดกว้างกว่าหนึ่งกิโลเมตรทั้งหมด ซึ่งโคจรเข้ามาในรัศมี 195 ล้านกิโลเมตรจากดวงอาทิตย์ และทำภารกิจนี้ให้สำเร็จภายในหนึ่งทศวรรษ พอถึงเดือนกรกฎาคม องค์การนาซาก็จัดตั้งสำนักงานบริหารงานค้นหา ดาวเคราะห์น้อยขึ้น

นักดาราศาสตร์ยังมีเทคโนโลยีที่เหมาะสมด้วย พอถึงปลายทศวรรษ 1990 เซนเซอร์ของกล้องดิจิทัลได้พัฒนาจนใหญ่และไวแสงมากพอที่จะให้ผลเหนือกว่าฟิล์มกระจกที่ใช้ถ่ายรูปท้องฟ้ากลางคืนกันมาหลายทศวรรษ กล้องโทรทรรศน์จึงพลันเห็นวัตถุที่เล็กลง ริบหรี่ลง และไกลกว่าเดิม

ไมก์ บราวน์ นักดาราศาสตร์ เห็นถึงผลที่ตามมากับตัวเอง เมื่อปี 2002 เขากับเพื่อนร่วมงานตัดสินใจยกระดับกล้องโทรทรรศน์ขนาด 1.2 เมตรที่หอดูดาวพาโลมาร์ในแคลิฟอร์เนีย โดยการเพิ่มกล้องดิจิทัลขนาดใหญ่ พอบราวน์ เล็งกล้องไปยังแถบไคเปอร์ ด้วยความหวังที่จะพบวัตถุขนาดใหญ่กว่าและสว่างกว่าเพิ่มจากไม่กี่ร้อยวัตถุที่รู้จักอยู่แล้วในแถบนี้ ทีมของเขากลับเริ่มพบพิภพใหม่ๆมากมาย “ผมรู้สึกเหมือนอะไรๆก็หล่นจากฟ้าได้ทั้งนั้นเลยครับ” เขาบอก

กล้องโทรทรรศน์, เอกภพ
เมื่อปี 2019 นักล่าดาวหางและวิศวกรกล้องโทรทรรศน์ชาวไครเมีย เกนนาดี โบรีซอฟ ค้นพบวัตถุซึ่งเคลื่อนที่เร็ว เกินกว่าจะโคจรรอบดวงอาทิตย์ ดาวหางที่ปัจจุบันเรียกว่า 2ไอ/โบรีซอฟ (บน) เป็นวัตถุขนาดใหญ่หนึ่งในเพียงสองวัตถุจากดาวดวงอื่นที่เราเห็นว่ากำลังเคลื่อนผ่านระบบสุริยะ ผู้ล่วงล้ำจากต่างดาวหลายพันวัตถุน่าจะล่องลอยอยู่บนฟ้าในขณะนี้ (ภาพถ่าย: ยูเลีย จูลีโควา)

การค้นพบของบราวน์รวมถึงสามวัตถุ ซึ่งแต่ละวัตถุกว้างอย่างน้อยครึ่งหนึ่งของดาวพลูโต และอีกหนึ่งวัตถุ ซึ่งใหญ่กว่านั้น ชื่อเอริส ดังนั้น ในปี 2006 สหพันธ์ดาราศาสตร์สากลจึงลงคะแนนเสียงตั้งวัตถุประเภท “ดาวเคราะห์แคระ” (dwarf planet) ขึ้น ซึ่งปัจจุบันรวมดาวพลูโตเข้าไปด้วย ภายใน 15 ปีหลังจากนั้น นักดาราศาสตร์ค้นพบวัตถุมากมายที่อยู่เลยดาวเนปจูนออกไป และได้เรียนรู้ว่า วัตถุเหล่านั้นมีการเคลื่อนที่รอบดวงอาทิตย์อย่างหลากหลาย มากเพียงใด

บางวัตถุมีวงโคจรคงที่และน่าเบื่อ วัตถุอื่นถูกแรงโน้มถ่วงของดาวเนปจูนเหวี่ยงกระจายไปอยู่ในวงโคจร ที่สับสน และวัตถุหายากจำนวนหนึ่งมีวงโคจรรอบดวงอาทิตย์ที่ยืดยาวและรีมาก จนไม่น่าจะถูกกระทำจากแรงโน้มถ่วงของดาวเคราะห์ดวงใดที่เรารู้จัก

วัตถุเล็ก “อนาถา” เหล่านี้ประหลาดมาก บราวน์และนักดาราศาสตร์บางคนสงสัยว่า มันอาจบ่งชี้ถึงการมีอยู่ของดาวเคราะห์ที่มองไม่เห็นและขนาดใหญ่กว่าโลกหลายเท่า ซึ่งซ่อนอยู่ในที่ห่างจากดวงอาทิตย์หลายหมื่นล้านกิโลเมตร

แต่ถ้าจะให้เริ่มไขปริศนานี้อย่างจริงจัง มนุษย์จำเป็นต้องนำชิ้นส่วนของจักรวาลเข้ามาในโลก

เรื่อง ไมเคิล เกรชโค

สามารถติดตามสารคดี เล็ก แต่น่าทึ่ง ฉบับสมบูรณ์ได้ที่ นิตยสาร เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย เดือนกันยายน 2564

สามารถสั่งซื้อได้ที่ https://www.naiin.com/category?magazineHeadCode=NG&product_type_id=2


อ่านเพิ่มเติม ดาวฤกษ์ขนาดใหญ่หายไป

เรื่องแนะนำ

สสาร และการเปลี่ยนแปลงสถานะ (States of Matter)

สสาร (Matter) หมายถึง สิ่งที่มีมวล (Mass) และปริมาตร (Volume) ดำรงอยู่ในพื้นที่ว่าง (Space) โดยที่เราสามารถรับรู้ไสสารได้จากประสาทสัมผัสทั้ง 5 ดังนั้น สสาร คือทุกสิ่งที่อยู่รอบตัวเรา ไม่ว่าจะเป็นอากาศที่เราหายใจ น้ำที่เราดื่ม บ้านพักที่เราอยู่อาศัย รวมถึงไปต้นไม้และสิ่งมีชีวิตอื่นๆ รวมไปถึงร่างกายของเราเอง โดยสสารที่ได้รับการศึกษาหรือค้นคว้าทางวิทยาศาสตร์ จนทราบถึงคุณสมบัติและองค์ประกอบที่แน่ชัดแล้วจะถูกเรียกว่า “สาร” (Substance) สถานะทั้ง 4 ของสสารในธรรมชาติ 1. ของแข็ง (solid) : สถานะของสสารที่มีรูปร่างและมีปริมาตรที่แน่นอน จากการจัดเรียงของอนุภาคองค์ประกอบภายในอย่างเป็นระเบียบและแนบชิดติดกัน มีความหนาแน่นและแรงยึดเหนี่ยวระหว่างอนุภาคสูง ถึงแม้จะมีช่องว่างขนาดเล็กระหว่างอนุภาคของสสารในสถานะของแข็ง ส่งผลให้อนุภาคสั่นไปมาได้เล็กน้อย แต่อนุภาคไม่สามารถเคลื่อนที่ไปมาได้เช่นเดียวกับสสารในสถานะอื่นๆ ดังนั้น สสารในสถานะของแข็งจึงสามารถทนทานต่อการสูญเสียรูปทรงและการเปลี่ยนแปลงในปริมาตรได้มาก เช่น เหล็ก อะลูมิเนียมและทองแดง เป็นต้น 2. ของเหลว Liquid : สถานะของสสารที่มีปริมาตรคงที่ แต่สามารถเปลี่ยนรูปร่างตามภาชนะที่ใช้บรรจุ จากการมีอนุภาคองค์ประกอบเรียงตัวอยู่ห่างจากกันเล็กน้อย ส่งผลให้แรงยึดเหนี่ยวระหว่างอนุภาคไม่สูงเท่าสสารในสถานะของแข็ง อนุภาคของของเหลวจึงสามารถเคลื่อนที่ไปมาได้ในระยะใกล้ เช่น น้ำ แอลกอฮอล์และน้ำมัน เป็นต้น […]

การค้นพบทางดาราศาสตร์: ดวงดาวบนฟ้ากำเนิดมาพร้อมกับกาแล็กซี

(ภาพปก) ภาพแสดงจากข้อมูลที่รวบรวมจากยานอวกาศไกอาแสดงให้เห็นการกระจายตัวของดวงดาว 150 ล้านดวงใน กาแล็กซี ทางช้างเผือก โดยดาวสีส้มและสีเหลืองแสดงถึงความหนาแน่นของดวงดาว ขณะนี้ ทีมนักดาราศาสตร์กำลังใช้ยานอวกาศไกอาเพื่อประมาณอายุที่ชัดเจนของดวงดาวบางส่วน และปักหมุดแหล่งที่อยู่ของดาวที่เก่าแก่ที่สุดเท่าที่เคยรู้จัก ภาพถ่ายโดย ESA/GAIA/DPAC, A. KHALATYAN(AIP) & STARHORSE TEAM; GALAXY MAP: NASA/JPL-CALTECH/R. HURT (SSC/CALTECH)  พวกมันมีอายุพอๆ กับดาวที่เก่าที่สุดในจักรวาล – รายงานจากนักดาราศาสตร์ นักดาราศาสตร์ค้นพบว่า บางส่วนของดวงดาวที่ส่องประกายอยู่บนท้องฟ้าระยิบระยับในค่ำคืนนั้นเป็นวัตถุที่หลงเหลือจาก กาแล็กซี ทางช้างเผือกยุคเริ่มต้นที่เก่าแก่ที่สุด หลังจากที่ได้ก่อรูปร่างมาในช่วงเวลา 2-3 พันล้านปีของช่วงการระเบิดครั้งใหญ่ (บิ๊กแบง) โดยดวงดาวเหล่านี้ได้รวมตัวเป็นกลุ่มก้อน และในระหว่างช่วงเวลาที่ยาวนานนี้ พวกมันก็ได้เติบโตและขัดเกลาตัวเองมาเป็นกาแล็กซีทรงกังหัน อันเป็นพื้นที่ที่มนุษย์เราอาศัยอยู่ในทุกวันนี้ “ดวงดาวเหล่านี้มีอายุพอๆ กับดาวที่เก่าที่สุดในจักรวาล” Carme Gallart แห่งสถาบันฟิสิกส์ดาราศาสตร์แห่งเกาะคานารี กล่าว โดยรายงานของเขาได้รับการตีพิมพ์ลงในวารสาร Nature Astronomy ซึ่งเผยว่าเป็นครั้งแรกที่นักดาราศาสตร์ได้ปักหมุดอายุของบรรดาดวงดาวโบราณซึ่งมีอายุราวหนึ่งหมื่นถึงหนึ่งหมื่นสามพันล้านปีแล้ว “การกำหนดประชากรของดาว (populations of stars) ที่เก่าแก่ที่สุดซึ่งได้ก่อร่างของกาแล็กซีทางช้างเผือกนั้นค่อนข้างน่าสนใจ เพราะมันจะให้แนวทางเราไปสู่อดีตของกาแล็กซีของเรา” Chris Hayes […]

นักบินอวกาศหญิง :ส่งทีมหญิงล้วนเดินทางสู่อวกาศดีกว่า

ผู้หญิงมีคุณสมบัติเหมาะสมทั้งทางร่างกายและจิตใจสําหรับภารกิจอันยาวนานในอวกาศ แล้วทําไมถึงส่งแต่พวกผู้ชายไปล่ะ หากคุณกำลังวางแผนภารกิจอวกาศระหว่างดวงดาว ซึ่งเป็นภารกิจที่ใช้เวลายาวนาน และอาจเกี่ยวข้องกับการสร้างนิคมประชากรในโลกอันไกลโพ้นแล้วล่ะก็ การส่งทีม นักบินอวกาศหญิง ล้วนน่าจะเป็นตัวเลือกอันชาญฉลาด ก่อนที่คุณจะเลิกคิ้วสงสัยกับความเป็นไปได้นี้ โปรดอย่าลืมว่านาซาเลือกรับและให้แต่ลูกเรือเพศชายบินมาหลายทศวรรษแล้ว ความจริงในรอบ 58 ปีที่เราส่งมนุษย์ขึ้นสู่วงโคจร ราวร้อยละ 11 ของทั้งหมด หรือคิดเป็น 63 คน เป็นผู้หญิง “ภารกิจหญิงล้วนดูจะเป็นสิ่งที่นาซาหลีกเลี่ยง เพราะอาจดูเหมือนเป็นการสร้างภาพมากไปหน่อย” มากาเร็ต ไวต์แคมป์ ภัณฑารักษ์ที่พิพิธภัณฑ์การบินและอวกาศแห่งชาติ กล่าว แต่ในบางแง่ ผู้หญิงเหมาะกับการเดินทางไปอวกาศมากกว่าผู้ชาย ลองพิจารณาปัจจัยสี่ประการเหล่านี้ ผู้หญิงโดยทั่วไปตัวเล็กกว่า ผู้หญิงได้รับผลกระทบทางกายภาพน้อยกว่าจากการเดินทางไปกับยานอวกาศ ผู้หญิงมีบุคลิกตามธรรมชาติที่เหมาะกับภารกิจระยะยาว แต่ที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน การสร้างประชากรในอีกโลกจำเป็นต้องอาศัยการสืบพันธุ์ ซึ่งย่อมเป็นไปไม่ได้ถ้าขาดผู้หญิงที่มีชีวิตเลือดเนื้อ ขณะที่งานของพวกผู้ชายอาจตามมาทีหลังก็ได้ ประการแรก ข้อได้เปรียบด้านนํ้าหนัก การส่งมนุษย์ที่ตัวเบากว่าไปอวกาศเป็นเรื่องฉลาด เพราะการส่งจรวดสู่อวกาศและบินไปที่ต่างๆ นั้น จำเป็นต้องใช้เชื้อเพลิงซึ่งมีราคาค่างวด “พวกเราบางคนเล็งเห็นนานแล้วว่า การมีลูกเรือหญิงล้วน หรืออย่างน้อยมีสักคนที่ตัวเล็กกว่า ย่อมเป็นข้อได้เปรียบในแง่นํ้าหนักของภารกิจทั้งหมด” เวย์น เฮล อดีตวิศวกรนาซาและผู้จัดการโครงการกระสวยอวกาศ กล่าว การส่งผู้หญิงที่ตัวเล็กกว่าหกคนสู่อวกาศนานหลายเดือนหรือหลายปี อาจแพงน้อยกว่าการส่งผู้ชายกำยำลํ่าสันหกคนมาก และนํ้าหนักของร่างกายที่น้อยกว่าก็เป็นเพียงส่วนน้อยเท่านั้น ความแตกต่างนอกจากนั้น ได้แก่ […]

มดรู้จักการต่อกันเป็นสะพาน

มดรู้จักการต่อกันเป็นสะพาน ว่ากันว่าบนโลกใบนี้มีประชากรมดทั้งหมดรวมกันราวหมื่นล้านล้านตัว จำนวนมากมหาศาลเช่นนี้เทียบได้กับวลีที่ว่ามนุษย์ครองโลก เพราะหากเทียบด้วยจำนวนแล้ว มดเองก็กำลังครองโลกอยู่เช่นกัน มดเป็นสัตว์สังคมที่มีความซับซ้อนและความสำเร็จของพวกมันนั้นจำเป้นต้องอาศัยการพึ่งพากัน จากฟุตเทจที่ทำการทดลองกับมดนี้จะแสดงให้เห็นว่าพวกมันแก้ไขปัญหาช่องว่างด้วยการต่อตัวเป็นสะพานเพื่อเดินต่อไปยังจุดหมาย มดที่ต่อตัวอยู่ริมสุดจะชะลอตัวเองลงเมื่อเจอกับช่องว่าง และมดงานตัวอื่นๆ จะเข้ามาเติมเต็มจนในที่สุดสะพานมดก็เสร็จสมบูรณ์ ด้วยมันสมองที่มีน้ำหนักเพียง 1 ในล้านของมันสมองมนุษย์ น่าแปลกใจที่มดเหล่านี้สามารถสื่อสารกันได้ด้วยการส่งสัญญาณเท่านั้น แตกต่างจากเราพวกมันไม่มีภาษาแต่ใช้สัญชาตญาณในการสื่อสาร การทดลองศึกษาความร่วมมือกันของมดเหล่านี้จะช่วยให้นักวิทยาศาสตร์ไขคำตอบว่ามดมีรูปแบบการสื่อสารในสังคมอย่างไร ตลอดจนอะไรคือเคล็ดลับที่ช่วยให้มันอยู่รอดมาจนทุกวันนี้ได้ (ชมคลิปการต่อกันของสะพานหมดได้ที่นี่) อ่านเพิ่มเติม ทำไมราชินีมดและแมลงอื่นๆ จึงฝังศพพวกที่ตายแล้ว