หนทางสู่นวัตกรรมการบินที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สะอาดแค่ไหน มาเร็วเพียงใด

หนทางสู่นวัตกรรมการบินที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สะอาดแค่ไหน มาเร็วเพียงใด

เครื่องบินขนาดเล็กที่ใช้แบตเตอรี่กำลังจะเกิดขึ้น แต่การสร้างเครื่องบินขนาดใหญ่ที่ปล่อยคาร์บอนเป็นศูนย์คือความท้าทายใหญ่หลวง

ข้อเท็จจริงและตัวเลขชุดหนึ่งคอยแต่จะผุดขึ้นในใจ ขณะที่ผมพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญด้านการบินว่า การบินพาณิชย์จะมีวันที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมได้หรือไม่ ข้อเท็จจริงก็คือ เทคโนโลยีรักษ์โลกทั้งหมดเท่าที่เราคิดได้ บนภาคพื้นดินจะแทบไม่มีประโยชน์อะไรบนฟากฟ้าในเวลาอันใกล้ ทั้งแผงเซลล์สุริยะ กังหันลม เครื่องยนต์ไฟฟ้า แบตเตอรี่กักเก็บพลังงานสูง เซลล์เชื้อเพลิงไฮโดรเจน ระบบขนส่งด้วยพลังงานแม่เหล็กไฟฟ้า (magnetic levitation) ทั้งหมดนี้ หากพูดตรงๆ ก็คือไร้ประโยชน์ในปัจจุบัน เมื่อพูดถึงความท้าทายทางเทคโนโลยีในการนำคนไม่กี่ร้อยคน ขึ้นสู่บรรยากาศชั้นสแตรโทสเฟียร์ และพาพวกเขาเดินทางหลายพันกิโลเมตร ส่วนตัวเลขก็คือ ประชากรกว่าร้อยละ 80 ของโลกไม่เคยขึ้นเครื่องบินเลยด้วยซ้ำ

ความเกี่ยวข้องระหว่างข้อเท็จจริงกับตัวเลขนี้ คือหัวใจของปัญหาที่สายการบินต่างๆและผู้ผลิตอากาศยาน กำลังเผชิญ ระหว่างขบคิดภารกิจสำคัญในการหาวิธีลดการปล่อยคาร์บอน การบินอาจเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมได้ แต่ไม่ใช่ในเร็ววันนี้ และไม่ครอบคลุมเท่าการขนส่งภาคพื้นดิน ถึงอย่างนั้น ความเร็วในการก้าวไปสู่เส้นทางนี้ของอุตสาหกรรมการบินอาจส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์และรายได้ เมื่อผู้สนับสนุนการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมออกมาเตือนว่า การบินคือตัวการใหญ่ที่ยากจะยอมรับได้ของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ อัตราความก้าวหน้าที่นำไปสู่เส้นทางสะอาดบนท้องฟ้าอาจถึงกับทำให้นักเดินทางตั้งคำถามว่า การบินเป็นเรื่องผิดจริยธรรมหรือไม่ไปเลย

เครื่องบิน, ปีกเครื่องบิน
ฟลายอิง-วี ที่พัฒนาโดยมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีเดลฟต์ในเนเธอร์แลนด์ เข้ารับการทดสอบในอุโมงค์ลม การออกแบบแหวกแนวที่เรียกว่าปีกผสานตัวเครื่อง อาจทำให้มีประสิทธิภาพสูงกว่าเครื่องบินแบบเดิมร้อยละ 20

“เราก็แค่ต้องไปให้ถึงจุดนั้นค่ะ” เจนนิเฟอร์ โฮล์มเกรน ซีอีโอของแลนซาเทค บริษัทที่บุกเบิกการพัฒนาเชื้อเพลิงอากาศยานจากแหล่งที่มาไม่ธรรมดา เช่น ขยะ เพื่อทดแทนเชื้อเพลิงมาตรฐานอย่างน้ำมันก๊าด บอกและเสริมว่า “ทุกคนเห็นพ้องกันว่า สายการบินไม่อาจทำเป็นทองไม่รู้ร้อนบินด้วยน้ำมันก๊าดที่เป็นเชื้อเพลิงฟอสซิลต่อไป เรื่อยๆได้ เพียงแต่ปัญหานี้ไม่มีวิธีแก้แบบทันใจเหมือนร่ายมนตร์”

เรื่องนี้จำเป็นต้องพูดให้ชัดเจน พัฒนาการต่างๆที่เป็นความหวังในการผลิตเครื่องยนต์ไฟฟ้าที่ใช้แบตเตอรี่และปล่อยคาร์บอนเป็นศูนย์เกิดขึ้นแล้วในการบินแขนงหนึ่ง ซึ่งเกี่ยวข้องกับการเดินทางที่จำกัดทั้งระยะเวลาและระยะทาง สายการบินต่างๆที่เชี่ยวชาญด้านการบินระยะสั้นด้วยเครื่องบินขนาดเล็กจะเป็นผู้นำด้านการบินด้วยไฟฟ้า

แอร์บัส, เครื่องบิน, การบิน
แอร์บัสทดสอบการบินสาธิตเต็มรูปแบบของซิตีแอร์บัส หรือมัลติคอปเตอร์ที่ใช้แบตเตอรี่สี่เหลี่ยมจัตุรัสสี่ก้อน

แต่ยังไม่มีการคิดค้นแบตเตอรี่ที่สามารถขับเคลื่อนอากาศยานขนาดใหญ่อย่างโบอิ้ง 747 ที่บินจากนิวยอร์ก ไปลอนดอนได้ การคำนวณของผู้เชี่ยวชาญที่ผมชอบมากเป็นของเดวิด อะเล็กซานเดอร์ ผู้อำนวยการฝ่ายมาตรฐานอวกาศยานของสมาคมวิศวกรรมยานยนต์ (Society of Automotive Engineering: SAE) เขาประมาณการว่าจะต้องใช้พลังงานจากแบตเตอรี่แล็ปท็อปคอมพิวเตอร์ 4.4 ล้านเครื่องเพียงแค่จะทำให้เครื่องบินลอยตัวได้ ยกเว้นแต่ว่าเครื่องบินนั้นจะบินไม่ขึ้น เพราะแบตเตอรี่จะหนักกว่าตัวเครื่องบินถึงเจ็ดเท่า หากเทียบน้ำหนักกันแบบกิโลกรัม ต่อกิโลกรัม เชื้อเพลิงเหลวให้พลังงานสูงกว่าแบตเตอรี่เจ๋งที่สุดที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันอย่างมหาศาล

ในบรรดาหนทางที่มีศักยภาพต่างๆที่นำไปสู่แสงสว่างทางสิ่งแวดล้อมของการบิน ที่เร็วที่สุดอาจเป็น แลนซาเทค (LanzaTech) ด้วยการดักจับการปล่อยคาร์บอนจากโรงถลุงเหล็กของจีน นำมาผสมกับจุลชีพย่อยสลายเร็วซึ่งค้นพบในลำไส้ของกระต่าย ใส่น้ำและสารอาหารลงไป จากนั้นทิ้งไว้ให้เกิดการหมักเหมือนถังเบียร์ จนเกิดเอทานอล

ผลลัพธ์ที่ได้คือเชื้อเพลิงการบินยั่งยืน หรือซาฟ (sustainable aviation fuel: SAF) เมื่อนำไปผสมกับเจ็ตเอ [Jet A -น้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานมาตรฐานในอุตสาหกรรมการบินสหรัฐฯ] ผลิตภัณฑ์ของแลนซาเทคก็นำเครื่องบินโบอิ้ง 747 ของสายการบินเวอร์จินแอตแลนติก บินจากเมืองออร์แลนโด รัฐฟลอริดา ไปลอนดอนได้เมื่อปี 2018

เฮลิคอปเตอร์,
มัลติคอปเตอร์ของแอร์บัสมีหน่วยขับเคลื่อนสี่หน่วย แต่ละหน่วยมีเครื่องยนต์สองเครื่องและใบพัดสองชุด ได้รับ การออกแบบให้บินอัตโนมัติได้ถึง 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ขนส่งผู้โดยสารสี่คนบนเที่ยวบินที่ใช้เวลาไม่เกิน 15 นาที

สำหรับตอนนี้ ซาฟ ที่ทุกคนในวงการเรียก ยังคงใช้ผสมกับเชื้อเพลิงมาตรฐาน แต่นี่ถือเป็นก้าวใหญ่ก้าวแรกที่นำไปสู่การลดรอยเท้าคาร์บอนของการบิน

แล้วความท้าทายคืออะไร ประการแรกคือราคาที่แพงมาก เชื้อเพลิงทางเลือกนี้มีต้นทุนสูงกว่าน้ำมันก๊าดสอง ถึงหกเท่า แม้การใช้ซาฟจะเพิ่มขึ้น แต่ก็ยังน้อยนิดเหมือนหยดน้ำในทะเล ประการที่สอง อุตสาหกรรมไม่อาจพึ่งแหล่งวัตถุดิบที่ถูกที่สุดและง่ายที่สุดอย่างพืชผลทางการเกษตรได้ หากผู้ผลิตเชื้อเพลิงต้องนำที่ดินและแหล่งน้ำไปผลิตพืชอาหารที่เร่งด่วนกว่า การบินอาจแลกการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมกับอีกปัญหาหนึ่ง

ที่สำนักงานใหญ่ของแอร์บัสทางตอนใต้ของฝรั่งเศส มีจักรกลบินได้ที่ผลิตจากวัสดุผสม ไม่เหมือนเครื่องบินใดๆที่เคยเห็นบนท้องฟ้า อย่างน้อยก็นอกภาพยนตร์ไซไฟหรือคำบอกเล่าเรื่องยานยูเอฟโอ รูปร่างคร่าวๆของมันคล้ายกระเบนราหูตัวป้อม
เครื่องบินรุ่นที่รู้จักกันในชื่อ มาเวอริก เป็นอากาศยานต้นแบบที่มีช่วงปีกกว้าง 3.2 เมตร สำหรับแอร์บัส ซึ่งเป็นกลุ่มบริษัทของยุโรป การออกแบบเครื่องบินมาเวอริกอาจตอบคำถามเร้าใจที่ว่า มีวิธีการออกแบบเครื่องบินที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นหรือดีต่อโลกมากขึ้นหรือไม่

อากาศยาน, เครื่องบิน
วิศวกรของบริษัทลิเลียมในเมืองมิวนิก ประเทศเยอรมนี ทำงานใกล้แบบจำลองขนาดเท่าจริงของอากาศยานแบบ ขึ้นลงแนวดิ่งของบริษัทที่ใช้เครื่องยนต์ไอพ่นไฟฟ้า 36 เครื่อง ซึ่งออกแบบให้บรรทุกนักบินหนึ่งคนกับผู้โดยสารหกคนเดินทางไม่เกิน 250 กิโลเมตร หลายบริษัทกำลังพัฒนาอากาศยานไฟฟ้าแบบเดียวกัน โดยบางรุ่นขับเคลื่อนอัตโนมัติ เพื่อใช้เป็นแท็กซี่ลอยฟ้าและการบินในภูมิภาค ซึ่งเป็นภาคส่วนแรกๆ ของอุตสาหกรรมการบินที่จะ “รักษ์โลก” ก่อนส่วนอื่นๆ

การออกแบบเครื่องบินที่มีปีกผสานตัวเครื่องซึ่งใช้กับมาเวอริก แม้จะต้องฝ่าด่านความท้าทายทางเทคนิคมากมาย ก็อาจลดการปล่อยคาร์บอนได้สูงถึงร้อยละ 40 เมื่อเปรียบเทียบกับเครื่องบินที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ข้อได้เปรียบหลักของการออกแบบที่เพรียวลมก็คือ เครื่องบินทั้งลำจะทำหน้าที่คล้ายปีก ลดแรงต้านและช่วยให้การยกตัวทำได้ง่ายขึ้น ในเนเธอร์แลนด์ นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีเดลฟต์ใช้หลักการเดียวกันนี้ออกแบบฟลายอิง-วี (Flying-V) หรืออากาศยานที่ดูคล้ายบูมเมอแรงอย่างมาก
แอร์บัสสร้างความฮือฮาในอุตสาหกรรมเมื่อปีที่แล้วด้วยการประกาศว่า กำลังผลิตเครื่องบินรุ่นหนึ่งที่จะใช้เวลาในการพัฒนาและทดสอบ 15 ปี โดยมีความสามารถน่าทึ่งประการหนึ่ง นั่นคือการบินที่ปล่อยคาร์บอนเป็นศูนย์

เช่นเดียวกับรถยนต์ไฟฟ้า การปล่อยคาร์บอนเป็นศูนย์ไม่ได้แปลว่ามลพิษเป็นศูนย์เสมอไป ก็เหมือนการชาร์จแบตเตอรี่รถยนต์ที่ต้องดูว่าเอาไฟฟ้ามาจากไหน แนวทางของแอร์บัสทำให้เกิดคำถามว่า จะสร้างและเก็บเชื้อเพลิงไฮโดรเจนอย่างไร

โบอิ้ง, เครื่องบิน
แผงปีกบนขนาด 33.5 เมตรของโบอิ้ง 777เอกซ์รุ่นใหม่ ซึ่งห้อยอยู่บนเครนในโรงงานที่เมืองเอเวอเรตต์ รัฐวอชิงตัน ทำจากชั้นคาร์บอนไฟเบอร์ที่ทำให้แข็งด้วยแรงดันและความร้อนสูง เครื่องบินรุ่นนี้มีช่วงกว้างของปีกสูงสุดในบรรดาเครื่องบินไอพ่นแบบสองเครื่องยนต์ ส่วนปลายปีกแต่ละข้างที่ยาว 3.7 เมตรต้องพับขึ้นเพื่อให้เครื่องบินจอดเทียบนเครื่องของสนามบินได้ ปีกที่ยาวขึ้นและเบาลงช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้เชื้อเพลิง

ไฮโดรเจนส่วนใหญ่ที่ใช้ในปัจจุบันมาจากเชื้อเพลิงฟอสซิล แต่สิ่งที่เรียกกันว่าไฮโดรเจนสีเขียว ซึ่งใช้ไฟฟ้าในการแยกน้ำออกเป็นไฮโดรเจนและออกซิเจน คือเป้าหมายสูงสุด ผู้สนับสนุนบอกว่า ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและการขยายกำลังการผลิตจะทำให้ไฮโดรเจนสีเขียวขึ้นสู่ท้องฟ้าได้สำเร็จ

แต่มีปัญหาแทรกซ้อนอีกประการหนึ่ง นั่นคือ ไฮโดรเจนเหลวเช่นที่ใช้ในโครงการอวกาศของสหรัฐฯต้องใช้แรงอัดสูงเป็นพิเศษและเก็บในอุณหภูมิเย็นยวดยิ่งที่ติดลบ 253 องศาเซลเซียสเพื่อให้คงสถานะของเหลว ซึ่งเห็นได้ชัดว่าต้องใช้พลังงานมหาศาล ในทางตรงข้าม หากอยู่ในสถานะก๊าซ ไฮโดรเจนจะกินพื้นที่มหาศาลในเครื่องบิน เพราะถังเชื้อเพลิงจะต้องใหญ่ขึ้นมากเพื่อให้มีกำลังขับเคลื่อนเท่าน้ำมันก๊าด

ไม่ว่ากรณีใด อากาศยานที่ใช้เชื้อเพลิงไฮโดรเจนจะแตกต่างจากเครื่องบินปัจจุบันมาก และสนามบินจะต้องจัดหาโครงสร้างพื้นฐานใหม่เพื่อรองรับอากาศยานนี้ แอร์บัสยอมรับอุปสรรคเหล่านี้ แต่ยังคงมีความหวังกับความเป็นไปได้ต่างๆ

เรื่อง แซม ฮาว เวอร์โฮเว็ก

ภาพถ่าย ดาวีเด มอนเตเลโอเน

สามารถติดตามสารคดี อุตสาหกรรมการบินจะรักษ์โลกได้จริงหรือ ฉบับสมบูรณ์ได้ที่ นิตยสาร เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย เดือนตุลาคม 2564

สามารถสั่งซื้อได้ที่ https://www.naiin.com/product/detail/533276


อ่านเพิ่มเติม อนาคตคือยนตกรรมไฟฟ้า

รถยนต์ไฟฟ้า

เรื่องแนะนำ

โรคระบาด จะจบลงได้อย่างไร

คำตอบที่ว่า โรคระบาด จะจบลงได้อย่างไร ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ซึ่งอาจเป็นภาวะที่สำคัญในธรรมชาติของวิกฤตบนโลก หลังจากผ่านช่วงเวลาหลายเดือนที่สถานการณ์เริ่มดีขึ้น แต่ช่วงเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา จำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 ที่เพิ่มมากขึ้นทำให้แสงแห่งความหวังปลายอุโมงค์ที่จะได้เห็นการสิ้นสุดของ โรคระบาด นี้กลับมาริบหรี่อีกครั้ง ในช่วงเดือนพฤษภาคม จำนวนผู้ติดเชื้อทั้งในสหรัฐฯ บางส่วนในยุโรป และตะวันออกกลางลดลงเรื่องจากอัตราการฉีดวัคซีนเพิ่มขึ้น ทำให้มีการออกมาตรการผ่อนคลายการเว้นระห่างทางสังคม การเดินทาง และธุรกิจต่างๆ เริ่มกลับมาเปิดทำการอีกครั้ง ทว่าเรื่องน่ายินดีดังกลับเป็นช่วงเวลาแสนสั้น ในช่วงเดือนกรกฎาคม อย่างน้อยในสหรัฐฯ อัตราการฉีดวัคซีนเริ่มหยุดนิ่ง จำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มมากขึ้นทั่วประเทศ ทำให้มีคำแนะนำการใส่หน้ากากและเรียกร้องให้ประชาชนออกไปฉีดวัคซีนเพิ่มมากขึ้น องค์การอนามัยโลกได้ประกาศให้โรคติดเชื้อโควิด-19 เป็นโรคระบาดระดับโลกในวันที่ 11 มีนาคม 2020 หลังจากผ่านช่วงเวลา 17 เดือนแห่งความวุ่นวาย ทำให้ผู้คนจำนวนมากเกิดความสงสัยว่า “เมื่อไหร่ที่ โรคระบาด นี้จะสิ้นสุดลง” “แม้แต่ในชุมชนวิทยาศาสตร์เองก็มีคำตอบที่แตกต่างกันออกไป” Rachael Piltch-Loeb นักวิจัยแห่งคณะแพทยศาสตร์ ที.เอช. ชาน มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด กล่าวและเสริมว่า “มันไม่มีคำนิยามหนึ่งเดียวว่าการสิ้นสุดของ โรคระบาด คืออะไรค่ะ” “จนกว่าที่ไวรัสนี้สามารถถูกควบคุมหรือจำกัดการระบาดได้ในระดับโลก มันก็ไม่ได้หายไปไหน” Piltch-Loeb กล่าว นั่นหมายความว่าการประกาศว่าโรคระบาดนี้ ‘สิ้นสุด’ ไปแล้วยังคงเป็นเป้าหมายที่ห่างไกลออกไป […]

ไอดินและกลิ่นฝน : กลิ่นหอมจากนภาและพิภพ

ไอดินและกลิ่นฝน กลิ่นหอมจากธรรมชาติที่เกิดขึ้นในช่วงฝนตก ความทรงจำบางอย่างของคนเรามักเกี่ยวโยงกับประสาทสัมผัสอย่างใดอย่างหนึ่ง แสงแดดยามเย็นในฤดูหนาว อาจนำพาความทรงจำบางอย่างย้อนกลับมา บางครั้งอารมณ์และความรู้สึกในช่วงเวลานั้นยังแจ่มชัดแม้เวลาผ่านไปเนิ่นนาน เช่นเดียวกับช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านฤดูร้อนสู่ฤดูฝน ไอดินและกลิ่นฝน อาจนำพาความรู้สึกและความทรงจำเก่าๆ ของเรากลับมาเช่นกัน ความรู้สึกสดชื่นในช่วงเวลาเม็ดฝนโปรยปราย เป็นความรู้สึกดีสำหรับใครหลายคน นักวิทยาศาสตร์สนใจเรื่องนี้มานานแล้ว และเชื่อกันว่า มนุษย์เราถูกถ่ายทอดความรู้สึก “ชื่นชอบ” และ “กระชุ่มกระชวย” ต่อฟ้าฝน มาจากบรรพบุรุษดั้งเดิมในยุคที่มนุษย์ทั้งหลายต้องอาศัยฝนเป็นหลักในการทำเกษตรกรรมเพื่อเลี้ยงชีพ สำหรับฉัน ไอดินและกลิ่นฝนทำให้ความทรงจำในวัยเด็กที่เติบโตในท้องทุ่งชนบทหวนคืนกลับมา หลังจากมาร่ำเรียนและทำงานในเมืองหลวง ทุกครั้งที่ฝนตก ฉันจะนึกถึงบรรยากาศบ้านไร่ปลายนาอยู่ทุกครั้ง ฉันจึงหาข้อมูลของกลิ่นดินและไอฝนที่ฉันรู้สึกประทับใจ จนพบคำตอบว่า กลิ่นทั้งสองชนิดนี้มีปรากฏการณ์ทางธรรมชาติอยู่เบื้องหลัง กลิ่นฝน ในขณะที่สายฝนสาดกระเซ็นลงมาจากท้องฟ้า นอกจากการควบแน่นของไอน้ำที่หยดลงมาเป็นเม็ดฝน ยังเกิดปรากฏการณ์ฟ้าแลบหรือฟ้าผ้า ซึ่งเป็นการเคลื่อนที่ของประจุไฟฟ้าในก้อนเมฆ ส่งผลให้โมเลกุลของก๊าซออกซิเจนบางส่วนในอากาศแตกตัวเป็นอะตอมของออกซิเจน และเกิดปฏิกิริยาขึ้นใหม่กลายเป็นแก๊ซโอโซน กลิ่นของโอโซนที่ลอยมาในอากาศก่อนช่วงฝนตกเป็นตัวบ่งชี้อย่างหนึ่งถึงสายฝนที่กำลังจะมาถึงในไม่ช้า และกลิ่นของแก๊ซโอโซนยังกระตุ้นให้มนุษย์รู้สึกสดชื่นเมื่อได้สูดดม ทำความรู้จักกับ “เมฆ” แต่ละประเภท ไอดิน “หอมกลิ่นดิน” ฉันได้ยินคำนี้จากคนรุ่นพ่อรุ่นแม่พึมพำเวลาฝนตกใหม่ๆ ในภาษาอังกฤษ กลิ่นหอมของดินเรียกว่า เพตริเคอร์ (Petrichor) มีที่มาจากการรวมสองคำคือคำว่า “petros” หมายความว่า ก้อนหิน และ “ichor” แปลว่าของเหลวที่ไหลอยู่ในเส้นโลหิตของทวยเทพ โดยนักวิทยาศาสตร์ชาวออสเตรเลียที่ศึกษาเรื่องกลิ่นหลังฝนตก […]

ดวงอาทิตย์ของเราจะพบจุดจบอย่างเงียบๆ

เรื่อง ไมเคิล ฟิงเกิล ศิลปกรรม มาร์ก เอ. การ์ลิก ความที่ดวงอาทิตย์เป็นเพียงดาวมวลปานกลาง อีกราวห้าพันล้านปีข้างหน้า หลังจากเผาผลาญเชื้อเพลิงไฮโดรเจนในตัวจนหมดสิ้น ผิวชั้นนอกของดวงอาทิตย์จะหลุดออก เหลือเพียง แกน ซึ่งในที่สุดจะอัดตัวจนกลายเป็นดาวแคระขาว (white dwarf) หรือซากดาวขนาดเท่าโลกเท่านั้น ขณะที่ดาวซึ่งใหญ่กว่าดวงอาทิตย์สิบเท่ามีความตายอันน่าตื่นเต้นกว่านั้นมาก ผิวดาวชั้นนอกจะกลายเป็นซูเปอร์โนวาระเบิดออกสู่อวกาศ และเป็นหนึ่งในวัตถุที่สว่างเจิดจ้าที่สุด ในเอกภพอยู่ราวสองสัปดาห์ ในเวลาเดียวกัน แกนที่เหลือจะถูกแรงโน้มถ่วงบีบอัดลงเป็นดาวนิวตรอนทรงกลมเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 20 กิโลเมตรที่หมุนติ้ว ชิ้นส่วนดาวนิวตรอนขนาดเท่านํ้าตาลก้อนจะหนักถึงหนึ่งพันล้านตันบนโลก ความโน้มถ่วงของดาวนิวตรอนนั้นรุนแรงมาก ถึงขนาดที่ว่า ถ้าคุณทิ้งขนมมาร์ชแมลโลว์ลงไปสักชิ้น ขนมที่ตกถึงพื้นจะ สร้างพลังงานเท่ากับระเบิดปรมาณูหนึ่งลูกทีเดียว แต่นั่นยังเทียบไม่ได้เลยกับฉากสุดท้ายของดาวที่มีมวลมากกว่าดวงอาทิตย์ 20 เท่าขึ้นไป ต่อให้คุณทิ้งระเบิดปรมาณูความรุนแรงระดับเดียวกับที่ทิ้งใส่เมืองฮิโระชิมะทุก ๆ หนึ่ง มิลลิวินาทีไปจนสิ้นอายุเอกภพ ก็ยังได้พลังงานไม่เท่ากับ ที่ถูกปลดปล่อยในชั่วขณะสุดท้ายที่ดาวยักษ์สักดวงยุบตัว เพราะแกนดาวจะยุบ อุณหภูมิพุ่งขึ้นถึง 55,000 ล้านองศาเซลเซียส แรงกดดันของความโน้มถ่วงนั้นไม่มีอะไรหยุดยั้งได้ เหล็กแต่ละก้อนที่ใหญ่กว่ายอดเขาเอเวอเรสต์ถูกบีบอัดจนเป็นเม็ดทรายยิบย่อยในพริบตา อะตอมแตกสลาย เป็นอิเล็กตรอน โปรตรอน และนิวตรอน ซึ่งถูกบดละเอียด ลงไปอีกเป็นควาร์ก เลปตอน และกลูออน แล้วป่นเล็กลง […]