World Update: พบ ‘ ถนนอิฐสีเหลือง ’ ใต้มหาสมุทรแปซิฟิก ลึกกว่า 3,000 เมตร

World Update: พบ ‘ ถนนอิฐสีเหลือง ’ ใต้มหาสมุทรแปซิฟิก ลึกกว่า 3,000 เมตร

พบ ‘ ถนนอิฐสีเหลือง ’ ใต้มหาสมุทรแปซิฟิกที่เกิดจากการระเบิดของภูเขาไฟใต้ทะเล บนพื้นมหาสมุทรที่ลึกกว่า 3,000 เมตร

เรือสำรวจใต้ทะเลนอติลุส (Nautilus) ได้ค้นพบ ‘ ถนนอิฐสีเหลือง ’ ที่ดูแปลกประหลาดใต้ท้องทะเลขณะที่กำลังสำรวจสันเขา Lili‘oukalani ภายในเขตอนุสรณ์สถานแห่งชาติทางทะเล Papahānaumokuākea (Papahānaumokuākea Marine National Monument; PMNM) ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของหมู่เกาะฮาวายที่ได้รับการอนุรักษ์ไว้เพื่อการศึกษาทางวิทยาศาสตร์

ภาพที่นักสำรวจพบนั้นราวกับมีใครมาปูถนนไว้บนพื้นมหาสมุทรที่ลึกกว่า 3,000 เมตร นักวิจัยในการสำรวจกล่าวติดตลกว่ามันคือถนนไปสู่เมืองแอตแลนติสที่หายสาบสูญ ในขณะคนอื่นๆ ต่างประหลาดใจในการค้นพบนี้ที่ดูเหมือนพื้นดินจะถูกอบให้แห้งและลอกออกได้ดูคล้ายกับก้อนอิฐเรียงต่อกันอย่างน่าทึ่ง

พวกเขาคาดว่านี่คือสิ่งที่เรียกกันว่า “Hyaloclastite” หรือหินภูเขาไฟประเภทหนึ่งที่ถูกปะทุออกมาจากภูเขาไฟใต้น้ำและระเบิดเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยเมื่อสัมผัสกับน้ำ การถูกทำให้ร้อนและเย็นลงซ้ำแล้วซ้ำเล่าส่งผลให้เกิดรอยแตกในพื้นผิวคล้ายกับบล็อกของก้อนอิฐ

“รอยแตก 90 องศาที่ไม่เหมือนใครนี้น่าจะเกี่ยวข้องกับความร้อนและความเย็นปะทะกันจากการปะทุหลายครั้งในพื้นที่นี้” ทีมงานบรรยายผ่านการถ่ายทอดสดในการสำรวจใต้ทะเลนี้ แต่ข้อมูลเชิงลึกนั้นต้องการเวลาเพื่อศึกษาอีกมาก ซึ่งใน PMM นี้นักวิทยาศาสตร์เพิ่งทำการสำรวจพื้นที่ใต้ทะเลได้เพียงร้อยละ 3 ของทั้งหมด

โครงการนอติลุสเป็นการสำรวจใต้พื้นมหาสมุทรแปซิฟิกเพื่อไปยังพื้นที่ใหม่ๆ ที่ไม่เคยมีใครไปถึงโดยใช้ยานบังคับระยะไกล โครงการนี้ได้มีการถ่ายทอดสดผ่านแพลฟอร์มโซเชียลมีเดียและอินเตอร์เน็ตในเว็บไซต์ยูทูปทุกวัน ซึ่งเปิดเป็นสาธารณะให้สามารถเข้าชมได้

ที่ผ่านมาโครงการนอติลุสได้ค้นพบสิ่งใหม่มากมายเช่นหมึกดับโบสีส้มที่น่ารักหรือสัตว์ใต้ท้องทะเลที่แปลกประหลาด ช่วยให้นักวิทยาศาสตร์ได้ทำความเข้าใจระบบนิเวศในท้องทะเลมากยิ่งขึ้นก่อนที่สิ่งมีชีวิตทั้งหลายจะสูญหายไปในผลกระทบของวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ

สืบค้นและเรียบเรียง วิทิต บรมพิชัยชาติกุล
Photograph by Youtube: EVNautilus

ที่มา
.
https://www.sciencealert.com/scientists-spot-a-yellow-brick-road-in-a-never-before-seen-spot-of-the-pacific-ocean
.
https://www.cnet.com/science/scientists-spot-weird-yellow-brick-road-in-pacific-ocean/
.
https://www.sciencetimes.com/articles/37557/20220509/road-atlantis-pacific-s-underwater-yellow-brick-looks-dry-bricks.htm
.
https://www.iflscience.com/environment/yellow-brick-road-discovered-during-exploration-of-neverbeforesurveyed-underwater-volcanic-region/

เรื่องแนะนำ

เมฆรูปธง ปรากฏการณ์ความงามของมวลเมฆ

 เมฆรูปธง หนึ่งในกลุ่มเมฆภูเขา (Orograhic Cloud) ที่ก่อตัวขึ้นจากการเคลื่อนที่ของกระแสอากาศหรือมวลอากาศในแนวระดับที่ยกตัวสูงขึ้น เมฆรูปธง (Banner Cloud) หรือ “เมฆป้าย” คือ หนึ่งในกลุ่มเมฆภูเขา (Orograhic Cloud) ที่ก่อตัวขึ้นจากการเคลื่อนที่ของกระแสอากาศหรือมวลอากาศในแนวระดับที่ยกตัวสูงขึ้น เมื่อเคลื่อนที่ปะทะเข้ากับสิ่งกีดขวาง โดยเฉพาะเทือกเขาสูงชัน และจะคงตัวอยู่ (Stationary Cloud) ด้านหลังลมของยอดเขาก่อนจะสลายตัวไป เมฆรูปธงจึงถูกพบเห็นบ่อยครั้งตามเทือกเขาสูงที่ตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยว โดยเฉพาะภูเขาที่มียอดเขาแหลมคมและมีรูปทรงคล้ายพีระมิด ทำให้เมฆพิเศษชนิดนี้ เมื่อปรากฏขึ้นจึงดูคล้ายคลึงกับการมีธงหรือป้ายขนาดใหญ่โบกสะบัดอยู่เหนือยอดเขา และยังทำให้เมฆรูปธงส่วนใหญ่มักถูกเข้าใจผิดว่าเป็นเพียงหิมะบนยอดเขาที่ถูกพัดลงมาตามกระแสลมเท่านั้น การก่อตัวของเมฆรูปธง เมฆรูปธงมีกลไกการก่อตัวคล้ายคลึงกับเมฆยอดเขา (Cap Cloud) ที่ได้รับอิทธิพลมาจากการยกตัวของภูมิประเทศ (Orographic Influence) ทำให้เกิดเมฆทางด้านรับลม (Windward Side) ของแนวเทือกเขาที่จะค่อย ๆ สลายตัวไป เมื่อกระแสลมเคลื่อนที่ลงไปตามด้านหลังลม (Leeward Side) ของเทือกเขาดังกล่าว แต่เมฆรูปธงมักก่อตัวขึ้นและคงตัวอยู่ทางด้านหลังลมของภูเขาเท่านั้น เมื่อกระแสลมพัดผ่านเทือกเขาโดดเดี่ยวที่มีลักษณะของปลายยอดแหลม ทำให้กระแสอากาศที่มีความร้อนสูงพัดพาเอาความชื้นจากบริเวณที่ราบหรือพื้นที่ในระดับต่ำกว่า เคลื่อนที่ขึ้นไปตามแนวเทือกเขา ก่อนเย็นตัวลงและก่อให้เกิดการกลั่นตัวของไอน้ำ กลายเป็นกลุ่มเมฆที่ก่อตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับการแบ่งชั้นของกระแสลมเหนือยอดเขาด้านบน การยกตัวขึ้นของมวลอากาศบางส่วนหลังเทือกเขา (Leeside Upwelling) และกระแสลมรอบเทือกเขาที่ทำให้เกิดการไหลวนของกระแสอากาศบริเวณปลายยอดในด้านหลังลม ก่อตัวเป็นเมฆรูปธงจากการไหลของกระแสอากาศที่เคลื่อนที่ด้านหลังเทือกเขานั่นเอง […]

เคยเห็นลูกแมงกะพรุนไฟกันไหม?

เคยเห็น ลูกแมงกะพรุนไฟ กันไหม? เจ้าสิ่งมีชีวิตตัวจ้อยที่แหวกว่ายไปมาในน้ำเหล่านี้คือ ลูกแมงกะพรุนไฟ สัตว์แปลกที่ไม่มีกล้ามเนื้อ มันสมอง และหัวใจ โดยจากในวิดีโอเป็นตัวอ่อนในขั้นอีฟีราที่กำลังจะพัฒนาไปเป็นตัวเต็มวัยแล้วในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า โดยเมื่อถึงเวลานั้นมันจะมีขนาดตัวที่ใหญ่กว่าที่เห็นถึง 700 เท่าเลยทีเดียว วงจรชีวิตของแมงกะพรุนนั้นก็แปลกพอๆ กับร่างกายของมัน เมื่อตัวอ่อนถือกำเนิดขึ้นจากไข่มันจะลอยไปหาที่ที่เหมาะสมและฝังตัวเป็น “พลานูลา” จากนั้นพลานูลาจะเติบโตเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีหน้าตาคล้ายกับดอกไม้ทะเลเล็กๆ เราเรียกขั้นนี้ว่า “โพลิป” จากนั้นเมื่อเติบโตขึ้นลูกแมงกะพรุนจิ๋วที่เรียกว่า “อีฟีรา” หรือ “เมดูซ่า” จะหลุดออกมาและล่องลอยไปตามกระแสน้ำ เติบโตเป็นแมงกะพรุนในที่สุด   อ่านเพิ่มเติม พบลูกสิงโตขาวในป่าแอฟริกาใต้

อาณาจักรพืช (Plantae Kingdom)

อาณาจักรพืช (Plant Kingdom) คือ 1 ใน 5 อาณาจักรหลักของสิ่งมีชีวิตบนโลกตามการจัดจำแนกทางอนุกรมวิธานวิทยา (Taxonomy) เป็นกลุ่มของสิ่งมีชีวิตที่มีอายุเก่าแก่ที่สุดกลุ่มหนึ่งบนโลก สิ่งมีชีวิตใน อาณาจักรพืช ผ่านกระบวนการการวิวัฒนาการ  และปรับเปลี่ยนโครงสร้างมามากมาย ทั้งการพัฒนาเนื้อเยื่อลำเลียงน้ำและอาหาร (Xylem & Phloem) และปากใบ (Stomata) ที่ใช้แลกเปลี่ยนก๊าซ รวมไปถึงการผลิตสารเคมีบางชนิด  เช่น ลิกนิน (Liqnin) และคิวทิน (Cutin) ที่ทำให้พืชทนทานต่อสภาพแวดล้อม จนกระทั่งสามารถย้ายถิ่นฐานจากมหาสมุทรขึ้นมาอาศัยอยู่บนพื้นแผ่นดิน ลักษณะสำคัญของสิ่งมีชีวิตในอาณาจักรพืช – เป็นสิ่งมีชีวิตหลายเซลล์ (Multicellular) ที่รวมกลุ่มกันเป็นเนื้อเยื่อ (Tissue) – มีเซลล์แบบยูคาลิโอต (Eucaryote) ที่มีเยื่อหุ้มนิวเคลียสเช่นเดียวกับเซลล์ของสัตว์ – มีผนังเซลล์ที่ประกอบด้วยเซลลูโลส (Cellulose) ซึ่งทำให้เซลล์แข็งแรงทนทานและมีรูปร่างแน่นอน – มีรงควัตถุภายในเซลล์ เช่น คลอโรฟิลล์ (Chlorophyll) ในคลอโรพลาสต์ (Chloroplast) ที่ทำให้พืชสามารถสร้างอาหารเองได้จากกระบวนการสังเคราะห์แสง (Photosynthesis) – มีวัฏจักรชีวิตแบบสลับ (Alternation […]

ความหมายและความสำคัญของ พื้นที่ชุ่มน้ำ

พื้นที่ชุ่มน้ำ (Wetlands) คือ พื้นที่ซึ่งมีน้ำเป็นปัจจัยหลักในการกำหนดหรือควบคุมสภาพแวดล้อมและลักษณะการดำรงอยู่ของสิ่งมีชีวิต โดยทั่วไปแล้ว พื้นที่ชุ่มน้ำ เกิดจากการที่ระดับน้ำใต้ดิน (Water Table) อยู่ใกล้กับผิวดินมาก ส่งผลให้พื้นที่ดังกล่าวมีน้ำเอ่อล้นขึ้นมาหรืออาจถูกน้ำท่วมขังเป็นบริเวณกว้าง ดังนั้น ความหมายของพื้นที่ชุ่มน้ำจึงครอบคลุมถึงทุกพื้นที่ซึ่งมีลักษณะทางภูมิประเทศเป็นที่ราบลุ่ม พื้นที่ชื้นแฉะ หรือเป็นแหล่งน้ำที่มีระดับน้ำเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา มีการไหลเวียนของน้ำตามฤดูกาล หรืออาจมีระดับน้ำขังคงที่ถาวร รวมไปถึงบริเวณริมชายฝั่งทะเลและพื้นที่ในทะเลบางส่วนที่มีความลึกหรือระดับน้ำไม่เกิน 6 เมตร เมื่อกระแสน้ำลดลงถึงจุดต่ำสุด จากลักษณะทางกายภาพที่กล่าวมา ส่งผลให้พื้นที่ชุ่มน้ำมีองค์ประกอบของพืชพรรณและสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ ที่หลากหลาย เนื่องจากมีระบบนิเวศที่อยู่ทั้งในเขตน้ำจืด น้ำกร่อย และน้ำเค็ม รวมถึงพื้นที่ชุ่มน้ำที่เกิดขึ้นจากการสร้างสรรค์ของมนุษย์ เช่น  นาข้าว นากุ้ง และอ่างเก็บน้ำ เป็นต้น พื้นที่ชุ่มน้ำสามารถจำแนกออกเป็น 6 ประเภท ดังนี้   พื้นที่ชุ่มน้ำทางทะเลและชายฝั่ง (Marine and Coastal Wetlands) หมายถึง บริเวณในทะเลและริมชายฝั่งทะเล ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ไม่อยู่ภายใต้อิทธิพลของกระแสน้ำจากแม่น้ำ เช่น ทะเลสาบน้ำเค็ม (Lagoon) หาดทราย (Beach) และแนวปะการัง (Coral Reef) […]