สัปดาห์ผีเสื้อกลางคืน คืนนี้มีแมลง - National Geographic Thailand

สัปดาห์ผีเสื้อกลางคืน คืนนี้มีแมลง

สัปดาห์ผีเสื้อกลางคืน ค่ำคืนที่ชักชวนผู้คนออกค้นหาความหมายของกีฏราตรี

ระหว่างวันที่ 23 ถึง 31 กรกฎาคมนี้ เป็นช่วงเวลาของ สัปดาห์ผีเสื้อกลางคืน หรือ National Moth Week สัปดาห์ที่ชุมชนนักวิทยาศาสตร์พลเมืองร่วมใจกันจัดกิจกรรมอย่างพร้อมเพรียงทั่วโลก เพื่อให้พวกเราได้ตระหนักถึงความสำคัญของแมลงกลางคืนและภัยคุกคามที่สัตว์ร่วมโลกตัวน้อยนี้ต้องเผชิญในศตวรรษที่ 21

 

ทำความรู้จักกับแมลงกลางคืน

สัปดาห์ผีเสื้อกลางคืน
มอธราหูอมจันทร์เกาะบนหน้าหนังสือจำแนกชนิดของตัวมันเองราวกับรู้ใจ (ภาพโดย สิริพรรณี สุปรัชญา, ราชบุรี)
สัปดาห์ผีเสื้อกลางคืน
การเก็บตัวอย่างแมลงเพื่อประกอบการวิจัย (ภาพโดย สิริพรรณี สุปรัชญา, ราชบุรี)

ในทางอนุกรมวิธาน แมลงถูกจัดอยู่ในไฟลัมอาร์โทรโพดา (Arthropoda) ของอาณาจักรสัตว์ ร่วมกับสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังที่ขาเยอะข้อแยะทั้งหลาย เช่น แมงมุม ปู กุ้ง ตะขาบ แมงดาทะเล ฯลฯ ซึ่งสัตว์ในไฟลัมอาร์โทรโพดานี้มีลักษณะภายนอกที่โดดเด่นร่วมกันคือ มีเปลือกหุ้มแข็งที่ทำจากองค์ประกอบของไคติน (Chitin) ทำให้ระหว่างการเจริญเติบโต จำเป็นต้องมีการลอกคราบ (Molting) หรือเปลี่ยนแปลงรูปร่าง (Metamorphosis) ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

จากบันไดอนุกรมวิธานลงมาอีกขั้นหนึ่ง เราจะพบกับขั้น Insecta ของแมลง กลุ่มแมลงนั้นมีความแตกต่างจากสัตว์อื่นๆ ในไฟลัมอาร์โทรโพดาตรงที่ลำตัวของพวกมันแบ่งออกเป็นสามส่วนคือ ส่วนหัว อก และท้อง พร้อมกับขาที่เป็นข้อปล้องสามคู่ ตารวม (Compound Eyes) ที่ประกอบจากตาหน่วยเล็ก ๆ จำนวนมาก (Ommatidium) และหนวดอีกหนึ่งคู่

แมลงเป็นกลุ่มสัตว์บกที่มีความหลากหลายทางชนิดพันธุ์มากที่สุดในโลก [1] ปัจจุบัน มีแมลงที่จำแนกชนิดเรียบร้อยแล้วกว่า 900,000 ชนิด คิดเป็นร้อยละ 80 ของชนิดพันธุ์ทั้งหมด (เพียงแค่สหรัฐอเมริกาแห่งเดียว ก็มีแมลงอยู่ถึง 91,000 ชนิดแล้ว) นักวิทยาศาสตร์ส่วนมากยังมีความเห็นอีกว่า น่าจะยังมีชนิดพันธุ์แมลงที่ยังไม่ถูกจำแนกมากกว่านั้นเสียอีก ซึ่งคาดว่าอาจมีมากกว่า 2 ไปจนถึง 30 ล้านชนิดเลยทีเดียว [2]

สัปดาห์ผีเสื้อกลางคืน
ตั๊กแตนตำข้าว นักฉวยโอกาสที่พร้อมจะมาเยี่ยมเยียนกับดักแสงไฟของเราเสมอ (ภาพโดย สิริพรรณี สุปรัชญา, สะแกราช)

แมลงยังเป็นสัตว์กลุ่มที่มีความสามารถในการวิวัฒนาการให้เข้ากับสภาพแวดล้อมต่าง ๆ ของโลกได้อย่างเหลือเชื่อ พวกมันถูกพบได้ในทุกทวีปแม้แต่แอนตาร์กติกาที่หนาวเย็น โดย “ริ้นแอนตาร์กติก” (Antarctic midge, Belgica antarctica) ขนาด 2-6 มิลลิเมตรนั้นนับเป็นสัตว์บกที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของทวีป และเป็นสัตว์บกชนิดเดียวที่อาศัยอยู่ที่นั่นถาวรตลอดทั้งปี ริ้นแอนตาร์กติกจัดเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีความสามารถอดทนต่อสภาพแวดล้อมที่โหดร้ายแบบสุดขั้วหลายรูปแบบได้เป็นอย่างดี หรือ Poly-extremophile [3]

แมลงยังเป็นกลุ่มสัตว์ที่มีชีวมวล (Biomass) รวมได้มากเป็นที่สุดของกลุ่มสัตว์บกทั้งหมด มีการประมาณว่า ณ เวลาใดเวลาหนึ่งนั้น มีแมลงอยู่มากถึง 10,000,000,000,000,000,000 ตัวในโลกเลยทีเดียว (10 ยกกำลัง 18 หรือ สิบล้านล้านล้าน) [2] แต่เรารู้จักกับพวกมันเพียงน้อยนิดเท่านั้น

 

สำรวจแมลง กิจกรรมแสนสนุกของครอบครัว

สัปดาห์ผีเสื้อกลางคืน

วิธีศึกษาความหลากหลายทางชีวภาพของแมลงในพื้นที่อย่างง่ายที่สุดคือ การเปิดกับดักแสงไฟ (Light Trap) เพื่อล่อกลุ่มแมลงกลางคืน เช่น ด้วง ตั๊กแตนกิ่งไม้ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งผีเสื้อกลางคืนชนิดต่างๆ 

การเปิดกับดักแสงไฟล่อแมลงนั้น เป็นการเลียนแบบพฤติกรรมตามธรรมชาติของแมลงที่มักบินเข้าหาแสงไฟด้วยเหตุผลต่าง ๆ กัน ผีเสื้อกลางคืนมักใช้แสงจันทร์นำทาง ในขณะเดียวกัน แมลงหลายชนิดสนใจความร้อนจากหลอดไฟมากกว่าแสงสว่าง โดยเฉพาะในคืนที่อุณหภูมิค่อนข้างเย็น และบางชนิดก็จัดว่าเป็น “แมลงมุง” ที่เพียงต้องการมาฉวยโอกาสล่าเหยื่อ เช่น ตั้กแตนตำข้าว หรือว่าจับคู่ผสมพันธุ์ [4]

อุปกรณ์ที่จำเป็นสำหรับการเปิดกับดักแสงไฟก็มีเพียงหลอดไฟอัลตราไวโอเลต (UV) ซึ่งจะให้ผลดีกว่าหลอดไฟไดโอดทั่วไป เราสามารถเลือกใช้ได้ทั้งหลอดไฟสีม่วงแบล็กไลต์ และหลอดแสงจันทร์ (หรือหลอดไฟไอปรอท, Mercury-vapor Lamp) และฉากผ้าสีขาวสำหรับเป็นฉากหลังให้แมลงเกาะ

สัปดาห์ผีเสื้อกลางคืน
การเปิดกับดักแสงไฟในรูปแบบต่างๆ มูลนิธิกระต่ายในดวงจันทร์ ราชบุรี

การเปิดกับดักแสงไฟเป็นกิจกรรมที่ทำได้ไม่ยาก ลงทุนไม่มากและไม่ยุ่งยาก โดยแต่ละพื้นที่ แต่ละฤดูกาล ก็จะได้พบเห็นแมลงที่แตกต่างกันออกไป การเปิดกับดักแสงไฟสามารถทำได้ตลอดทั้งปี แต่จะได้ผลดีที่สุดในคืนเดือนมืดที่มีแสงรบกวนจากดวงจันทร์ไม่มาก กล่าวรวม ๆ แล้ว การส่องไฟดูแมลงและสัตว์เล็กต่าง ๆ ตอนกลางคืนก็น่าตื่นตาตื่นใจไม่ใช่น้อย และได้ภาพที่แปลกไปจากตอนกลางวันอย่างสิ้นเชิง นับเป็นกิจกรรมที่ครอบครัวและเด็ก ๆ สามารถทำร่วมกันได้ดีอย่างหนึ่ง

โดยทั่วไป การเปิดกับดักแสงไฟมักเป็นฉากที่ขึงเพียงชั่วคราว ที่แต่ในพื้นที่ที่การทำวิจัยอย่างสม่ำเสมอ เช่น มูลนิธิกระต่ายในดวงจันทร์  และ สถานีวิจัยสิ่งแวดล้อมสะแกราช มีการตั้งกับดักแสงไฟถาวรเพื่อให้นักวิจัยได้ใช้ศึกษาแมลงกันอย่างเต็มที่

เนื่องจากแมลงแต่ละชนิดมีพืชอาหารที่จำเพาะ การเก็บข้อมูลของแมลงและสิ่งแวดล้อมของมัน นอกจากจะบ่งบอกข้อมูลวงจรชีวิต ฤดูกาล และการกระจายพันธุ์ของมันแล้ว เรายังสามารถ “อ่านป่า” ได้จากความเข้าใจสิ่งแวดล้อมที่แมลงชนิดนั้นต้องการ ไม่ว่าจะเป็นฤดูกาลของพืชอาหาร หรือแม้แต่ระดับความชื้นในป่าที่พวกมันชื่นชอบ นอกจากนี้ การเก็บตัวอย่างแมลงหน้าตาไม่คุ้นเคยที่นักวิจัยทำเป็นบางครั้ง ก็อาจนำสู่การจำแนกแมลงชนิดใหม่ของโลก เช่น เพลี้ยลายบ้านเชียง (Hemisphaerius binduseni, Constant & Jiaranaisakul, 2020) [11] และ แมลงกิ่งไม้สวนผึ้ง (Pylaemenes scrupeus sp. Nov., Bresseel & Jiaranaisakul, 2021) [12] ที่มีนักวิจัยจากมูลนิธิกระต่ายในดวงจันทร์เป็นกำลังขับเคลื่อนที่สำคัญ

สัปดาห์ผีเสื้อกลางคืน
ทีมงานของ Nature Plearn Club และ ดร. นณณ์ ผาณิตวงศ์ กลุ่มอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพและสิ่งแวดล้อม (Siamensis) ทำการสำรวจพื้นที่เพื่อเตรียมพร้อมงาน National Moth Week (ภาพโดย สิริพรรณี สุปรัชญา, กรุงเทพฯ)

บรรยากาศหน้ากับดักแสงไฟมักเต็มไปด้วยความตื่นเต้น เมื่อเราได้พบเห็นแมลงที่สวยงามอย่างไม่คาดฝันและได้สัมผัสตัวแมลงอย่างใกล้ชิดด้วยมือของเราเอง การจำแนกชนิดแมลงด้วยตัวเองอาจต้องใช้ความพยายามสักหน่อย แต่เราสามารถอัพโหลดภาพถ่ายและข้อมูลแวดล้อมเพื่อแบ่งปันกับนักวิจัยนานาชาติผ่านแอปพลิเคชั่น iNaturalist (แอปพลิเคชั่นที่พัฒนาโดย California Academy of Sciences และ National Geographic Society เพื่อเป็นโซเชียลเน็ตเวิร์คของนักธรรมชาติวิทยา เครือข่ายนักวิทยาศาสตร์พลเมือง และผู้ที่มีความสนใจในธรรมชาติ ในการทำแผนที่ข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพจากทั่วโลก) อย่างที่เราทราบกันแล้วว่ายังมีชนิดแมลงอีกจำนวนมากที่รอการค้นพบ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกเลยที่บางครั้งผู้เชี่ยวชาญใน iNaturalist ต้องตื่นเต้นกับภาพถ่ายของมือใหม่ ที่บังเอิญเป็นหลักฐานภาพถ่ายชิ้นแรกในโลกของแมลงชนิดนั้นนั่นเอง

 

มลภาวะทางแสง กับแมลงที่หายไป

สัปดาห์ผีเสื้อกลางคืน
Canning’s lesser Atlas moth (Samia canningi) (ภาพโดย สิริพรรณี สุปรัชญา, สะแกราช)

อย่างไรก็ตาม พฤติกรรม​ “แมลงเม่าบินเข้ากองไฟ” ของพวกมันนี่เอง ที่เป็นส่วนหนึ่งของสาเหตุการลดจำนวนของแมลงอย่างรวดเร็วในทุกวันนี้ นอกเหนือไปจากสภาวะโลกรวน การสูญเสียถิ่นที่อยู่อาศัย และสารพิษในยาฆ่าแมลง งานศึกษาวิจัยจากอังกฤษชิ้นหนึ่งระบุว่า แสงไฟจากถนนมีส่วนทำให้ผีเสื้อกลางคืนเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและลดจำนวนหนอนผีเสื้อที่เกิดใหม่ลงกว่าครึ่ง โดยมีหลอดแอลอีดีในไฟถนนเป็นตัวการสำคัญ [5]

ทุกวันนี้ ชาวเมืองทั้งหลายอาจไม่คุ้นเคยกับภาพแมลงเม่าบินวุ่นวายหลังฝนตก หรือการมีแมลงจำนวนมากตายติดกระจังหน้ารถที่ขับทางไกลอีกแล้ว ในความเป็นจริง การหายไปของแมลงเช่นนี้เป็นเรื่องที่ควรกังวลมากกว่าจะดีใจ แมลงเป็นส่วนที่สำคัญยิ่งของห่วงโซ่อาหารที่หล่อเลี้ยงชีวิตมนุษย์และสัตว์ ไม่ว่าจะเป็นการที่พวกมันช่วยผสมพันธ์ุพืชที่ดอกบานในเวลากลางคืน ย่อยสลายซากอินทรียวัตถุ หรือแม้แต่เป็นอาหารของนก ค้างคาว และสัตว์อื่นอีกจำนวนนับไม่ถ้วน 

นักวิทยาศาสตร์บางคนเปรียบเทียบการลดจำนวนอย่างรวดเร็วของแมลงเข้ากับวันสิ้นโลก (Insect Apocalypse) และนี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพครั้งใหญ่ครั้งที่หก หรือ The Sixth Extinction ซึ่งการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ครั้งที่ห้า ก็คือการสูญพันธุ์ยุคครีเทเชียส–พาลิโอจีน เมื่อ 65 ล้านปีก่อน ที่โลกเราสูญเสียไดโนเสาร์ขนาดใหญ่ไปนั่นเอง

การขยายตัวของเมืองและกิจกรรมของมนุษย์อย่างไร้ขอบเขต ส่งผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตอื่นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ งานวิจัยชิ้นหนึ่งที่ตีพิมพ์ในวารสาร Science ชี้ให้เห็นว่า กิจกรรมของมนุษย์ส่งผลต่อแบบแผนการใช้ชีวิตของสัตว์ป่าอย่างชัดเจน สัตว์ทั่วโลกใช้เวลาหากินตอนกลางคืนมากขึ้นถึง 1.36 เท่าเพื่อหลีกเลี่ยงมนุษย์ [6]

สัปดาห์ผีเสื้อกลางคืน
แมลงนูนเขียว ด้วงสีสันสวยงามอีกชนิดหนึ่ง (ภาพโดย สิริพรรณี สุปรัชญา, ราชบุรี)

หากจะพูดถึงมลภาวะทางแสง หรือ Light Pollution โดยย่อ เราอาจกล่าวได้ว่า มลภาวะทางแสงคือการใช้แสงเทียมในปริมาณที่มากเกินพอดีโดยเฉพาะในเขตเมือง ซึ่งนอกจากมีผลทำให้ใช้พลังงานมากขึ้นโดยไม่จำเป็น และบดบังดวงดาวบนท้องฟ้าแล้ว การใช้แสงสว่างอย่างฟุ่มเฟือยยังส่งผลกระทบต่อพฤติกรรมของสัตว์ นก และแมลง รวมทั้งมนุษย์ด้วย [7]

อย่างไรก็ดี ยังมีกลุ่ม Dark-Sky Thailand ที่ทำงานให้ความรู้เกี่ยวกับมลภาวะทางแสงและการอนุรักษ์ท้องฟ้ามืดอย่างจริงจัง และยังมีแคมเปญเขตอนุรักษ์ท้องฟ้ามืด  ของสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (National Astronomical Research Institute of Thailand, NARIT) ซึ่งเพิ่งร่วมกับกรมอุทยานฯ ประกาศรับรองให้อุทยานแห่งชาติห้าแห่ง ได้แก่ อุทยานแห่งชาติห้วยน้ำดัง อุทยานแห่งชาติผาแต้ม อุทยานแห่งชาติป่าหินงาม อุทยานแห่งชาติภูแลนคา และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียว เป็นพื้นที่อนุรักษ์ท้องฟ้ามืดในประเทศไทย ประจำปี 2565 เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม ที่ผ่านมา [8]

อาจนับว่า มลภาวะทางแสงเป็นปัญหาที่แก้ได้ไม่ยากนักเมื่อเปรียบเทียบกับปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างอื่นที่ฝังรากลึกกว่า ทางเลือกหนึ่งคือเปลี่ยนโคมไฟสาธารณะให้เหมาะต่อการใช้งานอย่างมีประสิทธิภาพ ลดการฟุ้งกระจายของแสง และกำกับให้ส่องสว่างเฉพาะในพื้นที่ที่ต้องการ โดยมีผลพลอยได้เป็นการประหยัดพลังงานเพิ่มขึ้น

เป็นที่น่าเสียดายว่า นี่เป็นปัญหาที่มีเพียงคนส่วนน้อยที่ตระหนักถึงและให้ความสำคัญ แม้แต่ในกลุ่มสำรวจงบประมาณการจัดการปัญหาสิ่งแวดล้องของกรุงเทพมหานคร ประจำปี 2566 ในงานระดมสมองที่พรรคการเมืองหนึ่งจัดขึ้นเมื่อต้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ในกลุ่มซึ่งประกอบไปด้วยสมาชิกสภากรุงเทพมหานครและอาสาสมัคร ซึ่งเป็นชนชั้นกลางที่ได้รับการศึกษาสูงที่ออกตัวว่ามีความสนใจในปัญหาสิ่งแวดล้อม กลับไม่มีใครรู้จักปัญหาจากมลภาวะทางแสง และผลักให้เป็นเรื่องใหม่ที่ไม่เคยได้ยินไปเสีย [9] ทั้งที่มลภาวะทางแสงเป็นที่พูดถึงกันในระดับโลกมาไม่น้อยกว่า 50 ปีแล้ว และมีงานวิจัยที่ระบุว่า สี่ในห้าของประชากรโลกใช้ชีวิตอยู่กับมลภาวะทางแสงในทุกๆ วัน และมนุษยชาติมากถึงหนึ่งในสาม อาจไม่เคยได้พบเห็นความงดงามน่ามหัศจรรย์ของดาราจักรทางช้างเผือกบนท้องฟ้าในยามค่ำคืนเลย [10] 

ถ้าหากกลุ่มคนที่มีอำนาจในการจัดสรรงบประมาณและนโยบายจัดการปัญหาสิ่งแวดล้อม ยังคงมองว่าปัญหาสิ่งแวดล้อมครอบคลุมแค่เพียงการกำจัดขยะและลอกท่อ ซึ่งแท้จริงแล้วเป็นปัญหาที่ก่อความเดือดร้อนให้กับมนุษย์ในเมืองเป็นหลัก ก็เป็นที่เศร้าใจและคงต้องใช้เวลาอีกนาน กว่าปัญหาสิ่งแวดล้อมเมืองที่แท้จริงจะได้รับการใส่ใจ เช่น มลภาวะทางแสง เกาะความร้อนในเมืองหรือ urban heat island และความหลากหลายทางชีวภาพของสิ่งมีชีวิตในเมือง

เส้นทางของการแก้ปัญหาที่มีธรรมชาติเป็นพื้นฐานดูจะยังอีกยาวไกล กว่าจะได้รับการยอมรับจากภาครัฐ ที่ควรวางตัวเป็นตัวอย่างให้กับประชาชนและวางรากความเข้าใจพื้นฐานที่ทำให้ทั้งคน เมือง และสิ่งแวดล้อมอยู่ร่วมกันได้ในระยะยาวเพื่อส่งต่อให้กับคนรุ่นถัดไป

 

เรื่องและภาพ : สิริพรรณี สุปรัชญา

References:

  1. Ghosh, Iman. “All the Biomass of Earth, in One Graphic.” Visual Capitalist, 20 Aug. 2021, www.visualcapitalist.com/all-the-biomass-of-earth-in-one-graphic/. Accessed 22 July 2022.
  2. “Numbers of Insects (Species and Individuals).” Smithsonian Institution, www.si.edu/spotlight/buginfo/bugnos#:~:text=Insects%20also%20probably%20have%20the. Accessed 22 July 2022.
  3. Lucibella, Michael. “The Antarctic Sun: News about Antarctica – Insects in the Extreme.” The Antarctic Sun, 29 June 2020, antarcticsun.usap.gov/science/4427/. Accessed 22 July 2022.
  4. Fox, Eduardo. “Why Are Insects Attracted to Light?” Forbes, 19 Dec. 2018, www.forbes.com/sites/quora/2018/12/19/why-are-insects-attracted-to-light/?sh=78533ddc5f44. Accessed 22 July 2022.
  5. Briggs, Helen. “Light Pollution from Street Lamps Linked to Insect Loss.” BBC News, 26 Aug. 2021, www.bbc.com/news/science-environment-58333233.
  6. Gaynor, Kaitlyn M., et al. “The Influence of Human Disturbance on Wildlife Nocturnality.” Science, vol. 360, no. 6394, 14 June 2018, pp. 1232–1235, escholarship.org/uc/item/87b547gj, 10.1126/science.aar7121.
  7. Worrall, Simon. “Cities Are Affecting Evolution as Many Species Adapt to Urban Living.” National Geographic, 5 May 2018, www.nationalgeographic.com/science/article/urban-living-drives-evolution-in-surprising-way. Accessed 23 July 2022.
  8. THE STANDARD POP. 13 July 2022, www.facebook.com/thestandardpop/posts/pfbid02HmwFX3F3UUuNttj4zHfpybkEEfZjMqAyxCyZmXUPmqqFVNZjborWdWBJynWerE8Ll. Accessed 23 July 2022.
  9. Hackathon งบ กทม. 3 July 2022. https://www.facebook.com/photo.php?fbid=589311379424885&set=pb.100050380844643.-2207520000..&type=3
  10. Falchi, Fabio, et al. “The New World Atlas of Artificial Night Sky Brightness.” Science Advances, vol. 2, no. 6, June 2016, p. e1600377, 10.1126/sciadv.1600377.
  11. Constant, J., & Jiaranaisakul, K. (2020). “A strikingly coloured new species of Hemisphaerius Schaum, 1850 from Thailand”. Belgian Journal of Entomology, 98, 1–16. https://www.researchgate.net/publication/343135077_A_strikingly_coloured_new_species_of_Hemisphaerius_Schaum_1850_from_Thailand_Hemiptera_Fulgoromorpha_Issidae. Accessed 23 July 2022.
  12.  Bresseel, J., & Jiaranaisakul, K. (2020). “Pylaemenes scrupeus sp. nov., a new Datamini from Thailand”. Belgian Journal of Entomology, 123, 1–15. https://www.researchgate.net/publication/357002190_Belgian_Journal_of_Entomology_Pylaemenes_scrupeus_sp_nov_a_new_Datamini_from_Thailand_Phasmida_Heteropterygidae_Dataminae. Accessed 23 July 2022.

อ่านเพิ่มเติม การจับแมลงเกินขนาดในยูกันดา และภาวะคุกคามจากโลกร้อน

เรื่องแนะนำ

กิ้งก่าคาเมเลี่ยน ไม่ได้เปลี่ยนสีเพื่อพรางตัวอย่างเดียว

แม้ว่าภาพจำจากในภาพยนตร์หรือการ์ตูนจะบ่งบอกว่ากิ้งก่าคาเมเลี่ยนมีความสามารถพิเศษเพื่อการพรางตัว แต่นักวิทยาศาสตร์พบว่าแท้จริงแล้วพวกมันมีเหตุผลอื่นในการเปลี่ยนสีสันของผิวหนัง

ไก่เองก็สนใจมนุษย์

พฤติกรรมแปลกๆ ในสัตว์ เมื่อดูเหมือนว่าไก่มักนิยมชมชอบคนที่หน้าตาดีมากกว่าคนที่หน้าตาธรรมดา

สารอาหารที่ให้พลังงาน ประกอบด้วยอาหารกลุ่มใดบ้าง

นักโภชนาการ และบุคลากรทางการแพทย์ มักแนะนำให้ผู้บริโภครับประทานอาหารที่มีความหลากหลาย เพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหารอย่างครบถ้วน เนื่องจากอาหารแต่ละชนิดมีทั้ง สารอาหารที่ให้พลังงาน และสารอาหารที่ไม่ให้พลังงาน นิยามของอาหาร และ สารอาหารที่ให้พลังงาน อาหาร หมายถึง สิ่งที่รับประทานเข้าสู่ร่างกายแล้วไม่เป็นโทษต่อร่างกายและมีประโยชน์ โดยทำให้ร่างกายดำรงชีวิตได้อย่างปกติสุข และให้พลังงานแก่ร่างกาย ซึ่งพลังงานเหล่านี้นำมาใช้ในการดำเนินกิจกรรมและให้ความอบอุ่นแก่ร่างกาย สารอาหาร คือ สารเคมีที่เป็นส่วนประกอบในอาหารที่เรารับประทานเข้าไป มีมากมายหลายชนิด การจำแนกสารอาหารตามหลักโภชนาการจะพิจารณาจากปริมาณของสารอาหารที่มีอยู่ในอาหารนั้นๆ มากที่สุดเป็นหลัก ซึ่งสามารถแบ่งได้เป็น 5 หมู่ ดังนี้ คาร์โบไฮเดรต ไขมัน โปรตีน วิตามิน และแร่ธาตุ การกำเนิดของสารอาหาร ลกของเรามีพลังงานแสงอาทิตย์เป็นแหล่งพลังงานที่ใหญ่ที่สุดของโลก มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่ไม่สามารถเปลี่ยนพลังงานแสงอาทิตย์เป็นพลังงานเคมีได้โตยตรง แต่เราได้รับจากการรับประทานอาหาร โดยในอาหารที่เรารับประทานเข้าไปจะมีสารอาหารที่ให้พลังงานแก่ร่างกาย เช่น ข้าว มีกระบวนสังเคราะห์แสงได้ผลผผลิตออกมาเป็นเมล็ดข้าว เมื่อมนุษย์รับประทานข้าวจึงได้รับพลังงานที่เก็บสะสมอยู่ในนั้น ดังนั้น อาหารที่มนุษย์บริโภคทุกวันจึงเป็นแหล่งพลังานให้กับร่างกาย และพลังงานเหล่านั้นก็ช่วยเสริมสร้างให้กิจกรรมต่างๆ ภายในร่างกายของมนุษย์ดำเนินต่อไปอย่างเป็นปกติ อย่างไรก็ตาม อาหารที่เรารับประทานเข้าไปมีสารอาหารประกอบอยู่มากมาย เมื่อรับประทานเข้าไปจะถูกเผาผลาญให้เกิดเป็นพลังงาน และความร้อน เพื่อนำไปใช้ควบคุมการทำงานของระบบอวัยวะต่างๆ ภายในร่างกาย เช่น การเดิน การวิ่ง การยืน การนอน […]

ไนดาเรีย (Cnidaria) : ไฮดรา แมงกะพรุน และปะการัง

กลุ่มของสัตว์ลำตัวใส บางชนิดก็มีสีสันสวยงาม เหล่า ไนดาเรีย คือสัตว์ที่มีความหลากหลายมากที่สุดกลุ่มหนึ่งในท้องทะเล ซีเลนเทอราตา (Coelenterata) หรือในปัจจุบันถูกเรียกว่า ไนดาเรีย (Cnidaria) คือ หนึ่งในเก้าไฟลัมของอาณาจักรสัตว์ตามการจัดจำแนกสิ่งมีชีวิตด้วยหลักอนุกรมวิธานวิทยา (Taxonomy) สัตว์ในไฟลัมไนดาเรียส่วนใหญ่คือสัตว์ที่อาศัยอยู่ในทะเล ได้แก่ ปะการัง กัลปังหา ดอกไม้ทะเล และแมงกะพรุน โดยมีเพียงบางส่วนที่อาศัยอยู่ในแหล่งน้ำจืด เช่น ไฮดรา และแมงกะพรุนน้ำจืด ในปัจจุบัน สัตว์ในไฟลัมไนดาเรียมีอยู่ราว 9,000 ชนิด เป็นสิ่งมีชีวิตที่นับว่ามีวิวัฒนาการสูงขึ้นกว่าสัตว์ในไฟลัมพอริเฟอรา แต่ยังถือเป็นสิ่งมีชีวิตดึกดำบรรพ์หรือเหล่าบรรพบุรุษของสัตว์หลายเซลล์ที่มีเนื้อเยื่อที่แท้จริงทั้งหลาย  [คำว่า “ไนเดีย” (Cnidae) มีความหมายว่า “ต่อย” หรือ “ทำร้าย” ในภาษาละติน] ลักษณะสำคัญของสัตว์ในไฟลัมไนดาเรีย มีเนื้อเยื่อที่แท้จริง แต่ไม่มีอวัยวะหรือระบบต่าง ๆ ภายในร่างกายที่สมบูรณ์ : มีปากแต่ไม่มีทวารหนัก ดังนั้น ทั้งการกินอาหารและขับถ่ายล้วนอาศัยช่องทางเดินอาหารที่อยู่บริเวณกลางลำตัวที่เรียกว่า “แกสโทรวาสคูลาร์ คาวิตี” (Gastrovascular Cavity) ทำหน้าที่เป็นทั้งทางเดินอาหารและระบบหมุนเวียนสสาร โดยมีเซลล์ชนิดพิเศษหรือเซลล์ที่ทำหน้าที่ในการย่อยอาหาร (Nutritive Cell) ซึ่งแทรกอยู่ที่เนื้อเยื่อชั้นในทำหน้าที่ย่อยและดูดซึมสารอาหาร ก่อนส่งไปยังส่วนต่าง ๆ […]