การพรางตัวของสัตว์ กลยุทธ์เพื่อหลอกล่อผู้ล่า - National Geographic Thailand

การพรางตัวของสัตว์ กลยุทธ์เพื่อหลอกล่อผู้ล่า

การพรางตัวของสัตว์ ซับซ้อนกว่าที่เราคิด มันมาในหลากหลายรูปแบบ และสัตว์บางชนิดใช้การพรางตัวมากกว่าหนึ่งแบบเพื่อหลอกล่อผู้ล่า

การพรางตัวของสัตว์ หรือการย้อมสีพรางตัว (Cryptic Coloration) ไม่ได้มีไว้สำหรับทหารในกองทัพเท่านั้น สิ่งเหล่านี้พบเห็นได้ทั่วไปในสัตว์ต่างๆ สำหรับทำตัวให้กลมกลืนเข้ากับสภาพแวดล้อม ไม่ให้ผู้จ้องโจมตีมองเห็นได้

การพรางตัวตามธรรมชาติเช่นนี้ เป็นหนึ่งในการปรับตัวของสิ่งมีชีวิต (Adaptation) ซึ่งเป็นกลไกทางชีวภาพของสิ่งมีชีวิตที่ทำการปรับเปลี่ยนลักษณะโครงสร้างทางกายภาพ สรีรวิทยา รวมถึงพฤติกรรมบางประการ ให้เหมาะสมต่อสภาพแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลาในระบบนิเวศ ทั้งเพื่อป้องกันตนเองจากภัยคุกคามหรือผู้ล่า การเลือกแหล่งที่อยู่อาศัยและแหล่งอาหาร รวมถึงปัจจัยในด้านต่าง ๆ อีกมากมายที่ส่งผลต่อการดำรงอยู่ของสิ่งมีชีวิต

 

กลวิธีการพรางตัวของสัตว์

การพรางตัวมีหลายประเภท และสัตว์บางชนิดใช้มากกว่าหนึ่งแบบในการพรางตัว กลยุทธ์ที่พบบ่อยที่สุดคือ การทำตัวให้กลมกลืนกับพื้นหลัง ซึ่งอาจจะเรียบง่ายเหมือนขนสีขาวของสุนัขจิ้งจองที่จับพอดีกับสีของทุนดราอาร์กติก หรือซับซ้อนเหมือนแมลงใบไม้ที่เลียนแบบการเคลื่อนไหวของใบไม้จริง

ก่ารพรางตัวของสัตว์

 

กลวิธีอีกอย่างคือ การพรางตัวแบบใช้สีให้สับสน เมื่อสัตว์ปลอมตัวตนไปตามตำแหน่งที่อยู่ด้วยการใช้แพทเทิร์นสี เช่น ผีเสื้อนกฮูกมีปีกเหมือนตานกฮูก ทำให้ผู้ล่าหลงคิดว่ากำลังจ้องมองไปที่ใบหน้าของนกฮูกอยู่ แทนที่จะเป็นด้านหลังของปีกผีเสื้อ

แทนที่จะปกปิดตัวตนของตัวเอง สิ่งมีชีวิตบางชนิด เช่น ผีเสื้อจักรพรรดิใช้สีสำหรับการเตือนภัย หรือกลไกที่เรียกว่า Aposematic ซึ่งเป็นวิธีการที่ส่งสัญญาณให้ผู้ล่ารู้ว่าพวกมันมีพิษ และไม่คุ้มที่จะเสี่ยงต่อการโจมตี

การเลียนแบบ (Mimicry) เป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ที่มีประโยชน์ เช่น งูคิงสีแดง (Scarlet King Snake) ที่ไม่มีพิษ จะเลียนแบบสีของงูปล้องหวายที่มีพิษถึงตาย เพื่อหลีกเลี่ยงอันตรายจากผู้ล่า

Countershading เป็นกลยุทธ์การพรางตัวของสัตว์ให้ด้านล่างมีสีสว่างกว่าไล่ขึ้นไปถึงด้านบนที่มีสีเข้มกว่า เช่น เมื่อมองเห็นฉลามจากด้านบน มันจะดูแนบเนียนไปกับมหาสมุทรที่มืดเมื่อลึกลงไป ทำให้ชาวประมงและนักว่ายน้ำมองไม่เห็น ปลาเหยื่ออาจไม่ทันสังเกตเห็นฉลามเมื่อมองจากด้านล่าง ด้านที่มีสีอ่อนกว่าลำตัวของฉลามจะกลมกลืนไปกับผิวน้ำ

(ชมภาพเพิ่มเติม การพรางสมุทร คลิก )

 

การพรางตัวของสัตว์

การพรางตัวของสัตว์

 

สัตว์ที่ซ่อนตัวในสายตาแสนธรรมดา

การพรางตัวด้วยกลิ่น ใช้กลิ่นแทนที่จะเป็นสี สัตว์สามารถปกปิดกลิ่นของตัวมันเองด้วยกลิ่นของสัตว์สายพันธุ์อื่นเพื่อหลีกเลี่ยงผู้ล่า เช่น กระรอกดินแคลิฟอร์เนียเคี้ยวหนังงูหางกระดิ่งจนเหนียว แล้วติดเข้ากับหางของตัวเองเพื่อทำให้งูหางกระดิ่งสับสน

 

การพรางตัวของสัตว์

 

อะไรเป็นตัวกำหนดกลวิธีของการพรางตัว?

กลวิธีการพรางตัวของสัตว์ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ เช่น สัตว์ขนฟูใช้วิธีการพรางตัวที่แตกต่างจากสัตว์ที่มีขนเป็นแผงหรือมีเกล็ด เพราะขนแบบฟูนุ่มต้องใช้เวลาเป็นสัปดาห์หรือเดือนกว่าที่จะโตและเปลี่ยนสีได้ ในขณะที่เกล็ดหรือขนแบบแผงสามารถร่วงหล่นและเปลี่ยนสีใหม่ได้อย่างรวดเร็ว

สิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่เป็นฝูงมีกลวิธีการพรางตัวที่แตกต่างจากพวกอยู่แบบโดดเดี่ยว เช่น แถบขาวดำของฝูงม้าลายอาจสร้างลายพรางที่ทำให้ผู้ล่าสับสน

สุดท้ายแล้ว พฤติกรรมหรือลักษณะทางกายภาพของนักล่าเองก็ช่วยกำหนดวิธีการพรางตัว เช่น หากผู้ล่าตาบอดสี เหยื่อก็ไม่จำเป็นต้องกลมกลืนไปกับฉากหลัง

 

ลายพรางเกิดขึ้นได้อย่างไร?

มี 2 วิธีในการสร้างลายพราง ได้แก่ เม็ดสี และโครงสร้างทางกายภาพ

สัตว์บางชนิด เช่น หมึกยักษ์มีเม็ดสีชีวภาพ (Biochromes) ซึ่งเป็นเม็ดสีขนาดเล็กที่ทำหน้าที่ดูดซับแสงและสะท้อนแสงให้เปลี่ยนไปสู่สีที่แท้จริงของสัตว์ หรือหมีขั้วโลก ซึ่งมีโครงสร้างทางกายภาพของขนที่ทำงานเหมือนปริซึมที่กระจายแสงทุกสีได้ โดยที่เรามองเห็นเป็นสีขาว

การพรางตัวของสัตว์

การพรางตัวของสัตว์

 

ทำไมเสือจึงมีแถบ?

แถบสีทำให้เสือเป็นสัตว์ดาวเด่นในสวนสัตว์ หากแต่สิ่งนี้ช่วยให้เสือกลมกลืนไปกับสภาพแวดล้อมธรรมชาติในป่าและทุ่งหญ้าซึ่งเป็นบ้านของพวกมัน สีของแถบสลับดำเข้มและน้ำตาลอ่อนแนบเนียนไปกับแนวหญ้าสูงที่เสือซ่อนตัวอยู่ นั่นทำให้เหยื่อมองเห็นสัตว์ผู้ล่าชนิดนี้ได้ยากขึ้น

เช่นเดียวกันกับที่เหยื่อพรางตัวจากผู้ล่า ผู้ล่าเองก็ใช้การพรางตัวนี้เป็นประโยชน์ในการดำรงชีวิตเช่นเดียวกัน เสือเป็นสัตว์ที่โจมตีเหยื่อจากระยะไกล นั่นทำให้เหยื่อยิ่งยากที่จะเห็นเข้าไปอีก เสือในเอเชียจะมีสีเข้ม ส่วนเสือไซบีเรียที่อาศัยในแถบเมืองหนาวจะมีสีอ่อนกว่า

 

ทักษะการพรางตัวอันน่าทึ่งของหมึกกระดอง

เจ้าพวกนี้คือลูกหมึกกระดองลายเสือ จากอควาเรียม Den Bla Planet ในกรุงโคเปนเฮเนกน เมืองหลวงของเดนมาร์ก แต่อย่าประมาทว่าพวกมันเป็นแค่เพียงตัวอ่อน เพราะหมึกกระดองเหล่านี้มีทักษะการพรางตัวและลอกเลียนแบบอันน่าทึ่งอยู่ในสายเลือด และที่เห็นอยู่นี้พวกมันกำลังแปลงกายเป็นปูเสฉวน

ด้วยปุ่มเล็กๆ บนผิวหนังที่มีชื่อเรียกว่า Papille และกล้ามเนื้อสองประเภทของหมึกทำหน้าที่สำคัญที่ช่วยให้การลอกเลียนแบบเป็นไปอย่างแนบแนียน หนึ่งคือกล้ามเนื้อลายที่มีลักษณะเหมือนกล้ามเนื้อของเรา ช่วยให้หมึกกระดองยกปุ่มบนผิวของมันขึ้นอย่างรวดเร็ว สองคือกล้ามเรียบซึ่งช่วยให้ร่างกายของมันคงรูปร่างเช่นนั้นไว้ได้นานนับชั่วโมง โดยใช้พลังงานเพียงน้อยนิดเท่านั้น ซึ่งช่วยให้การพรางตัวหรือลอกเลียนแบบสิ่งมีชีวิตอื่นเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

 

จักจั่นเขา กับโครงสร้างพิเศษช่วยป้องกันตัวจากผู้ล่า

จักจั่นเขา (Treehopper) แมลงซึ่งได้ชื่อว่าอสุรกายจิ๋วแห่งป่าดิบชื้น พวกมันเป็นเจ้าแห่งการพรางตัว ด้วยโครงสร้างแปลกประหลาดที่ยื่นออกจากตัวให้เห็นชัดๆ เช่น ปุ่มกลมเหมือนเฮลิคอปเตอร์ของจักจั่นเขาชนิด โบซีเดียม (Bocydium) โดยนักกายวิภาคศาสตร์แมลงอธิบายว่า โครงสร้างพิเศษเหล่านั้นงอกจากโปรโนตัม (pronotum) ที่แปรรูปร่างไป  โปรโนตัมเป็นส่วนหนึ่งของส่วนอกซึ่งในแมลงอื่นๆ มีลักษณะคล้ายแผ่นโล่อันเล็กๆ แต่จักจั่นเขามีหัวสร้างสรรค์ จึงมีโปรโนตัมโค้งเป็นยอดแหลมพิสดารหรือทรงกลม อันเป็นป้ายโฆษณาอวดความโดดเด่นเฉพาะตัวของพวกมัน

เป็นไปได้ว่าโปรโนตัมที่เด่นชัดเหล่านั้นช่วยปกป้องจักจั่นเขาจากสัตว์นักล่า หนามและเงี่ยงประกาศเตือนว่า อย่าได้คิดกลืนพวกมันง่ายๆ ส่วนสีสันสดใสบ่งบอกว่าในตัวมีสารพิษ การลอกเลียนซึ่งเป็นศิลปะการทำตัวให้เหมือนสิ่งอื่น ยังมีบทบาทในการป้องกันตัวด้วย ทรงกลมประหลาดด้านบนลำตัวของ โบซีเดียม ดูคล้ายดอกเห็ดของ คอร์ดีเซปส์ (Cordyceps) ซึ่งเป็นราฆ่าแมลงที่พบได้ทั่วไปในป่าดิบชื้น

ถึงแม้จะมีขนาดใหญ่ แต่โปรโนตัมก็กลวงและมีน้ำหนักเบา ช่วยให้จักจั่นเขาบินได้ง่ายดายอย่างน่าแปลกใจ สจวร์ต แมกแคมีย์ นักวิจัยจากห้องปฏิบัติการอนุกรมวิธานแมลงของกระทรวงเกษตรสหรัฐฯ กล่าวว่า ที่น่าทึ่งก็คือโปรโนตัมของพวกมันมีเส้นประสาทและโครงสร้างคล้ายขนเรียกว่า ขนแข็ง (seta) ซึ่งรับสิ่งเร้าที่ยังไม่มีใครทราบและอาจช่วยจักจั่นเขารับสัมผัสสิ่งแวดล้อม

 

กิ้งก่าคาเมเลี่ยน ไม่ได้เปลี่ยนสีเพื่อพรางตัวอย่างเดียว

กิ้งก่าคาเมเลี่ยนเป็นสิ่งมีชีวิตที่ยากจะสังเกตเห็น ลองถามบรรดานักสำรวจที่กำลังมองหามันตามแหล่งธรรมชาติดูได้ และทักษะนี้มีเหตุผลอยู่เบื้องหลัง เนื่องจากว่ากิ้งก่าเหล่านี้ไม่มีขากรรไกรคมๆ ไม่มีผิวหนังที่เป็นพิษ ในขณะเดียวกันพวกมันก็ไม่ได้เคลื่อนที่รวดเร็ว ดังนั้นแล้วการหลบซ่อนตัวอยู่นิ่งๆ กลมกลืนไปกับสิ่งแวดล้อมคือวิธีการที่ดีที่สุดที่จะช่วยให้พวกมันรอดจากสายตาของบรรดานักล่า

ทั้งนี้เนื่องจากร่างกายของกิ้งก่าคาเมเลี่ยนนั้นไม่จำเป็นต้องพึ่งพาการเปลียนสี รายงานจาก Milinkovitch ด้วยรูปลักษณ์ตามธรรมชาติของมันเองนั้นมีลักษณะคล้ายคลึงกับกองใบไม้หรือพุ่มไม้อยู่แล้ว เช่นเดียวกับแมลงกิ่งไม้ที่มีรูปลักษณ์คล้ายกิ่งไม้

เท่านั้นยังไม่พอ พวกมันยังมีความสามารถในการปรับลดความสว่างของผิวหนังอีกด้วย Devi Stuart-Fox นักชีววิทยาวิวัฒนาการ จากมหาวิทยาลัยเมลเบิร์น ผู้ศึกษาการเปลี่ยนสีของกิ้งก่าคาเมเลี่ยนมานานมากกว่าสิบปีเล่าว่า เมื่อกิ้งก่าอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีแสงน้อย เช่นป่าทึบ เซลล์เมลานินที่ประกอบด้วยเม็ดสีสีน้ำตาลถึงดำจะถูกส่งมายังผิวหนัง และทำให้ร่างกายของกิ้งก่ามีสีเข้มขึ้น เพื่อช่วยในการพรางตัว

 

ชมภาพการพรางตัวของสัตว์เพิ่มเติมได้ที่นี่ คลิก

 


อ่านเพิ่มเติม เซลล์ประสาทและพื้นผิวทำงานอย่างไร เมื่อ ‘หมึกสาย’ ต้องพรางตัวอย่างแนบเนียน

เรื่องแนะนำ

เคยเห็นกันไหม? ตัวอาร์ดวาร์ก

เคยเห็นกันไหม? ตัวอาร์ดวาร์ก ลูกอาร์ดวาร์กน้อยจากสวนสัตว์ซินซิเนติตัวนี้มีชื่อแสนเท่ว่า “Winsol” โดยเกิดจากการเอาคำสองคำในวันที่มันเกิดมารวมกันคือคำว่า “winter” และ “solstice” ในวันที่มันลืมตาดูโลกนั้น Winsol มีน้ำหนัก 1.3 กิโลกรัม อาจดูน้อยนิดแต่ไม่ต้องห่วงเพราะน้ำหนักนี้จะเพิ่มเป็น 65 กิโลกรัม เมื่อมันเติบโตเป็นอาร์ดวาร์กตัวเต็มวัย อาร์ดวาร์กเป็นสัตว์ที่ค่อนข้างซื่อและไม่ระวังตัว ดังนั้นเจ้าหน้าที่สวนสัตว์จึงต้องระวังไม่ให้แม่ของมันเองกลิ้งหรือเหยียบเจ้าWinsol ทั้งนี้อาร์ดวาร์กน้อยตัวนี้เป็นอาร์ดวาร์กตัวแรกที่ถือกำเนิดในสวนสัตว์นับตั้งแต่ปี 1994 เป็นต้นมา โดยเจ้าตัวนี้มีเอกลักษณ์คือเดินไวเป็นพิเศษ ปกติแล้วอาร์ดวาร์กเป็นสัตว์ที่อาศัยในทวีปแอฟริกา มันมีฉายาว่า “หมูดิน” จากจมูกและปากที่ยาวเป็นท่อ ใบหูยาวเหมือนลา อุ้งเท้าคล้ายกระต่าย และมีหางคล้ายหนู ออกหากินในตอนกลางคืน โดยจะใช้หูรับฟังเสียงของแมลงที่เคลื่อนไหวใต้ดิน ปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์กังวลว่าในอนาคตอาร์ดวาร์กอาจกลายเป็นสัตว์เสี่ยงสูญพันธุ์เนื่องจากไม่สามารถปรับตัวให้ทันกับสภาพอากาศในแอฟริกาที่ร้อนขึ้นทุกๆ ปี รวมถึงปัญหาจากการถูกจับเพื่อบริโภค   อ่านเพิ่มเติม : พบกับปลาประหลาดที่สุดในโลก, ชมการเติบโตอันน่าอัศจรรย์ของตัวอ่อนผึ้ง

ปลากระเบน ในทุกวันนี้ยังสบายดีอยู่หรือไม่

ปลากระเบน สัตว์น้ำในทะเลที่เราอาจจะไม่คุ้นเคยสักเท่าไหร่ แต่การดำรงอยู่ของมันก็สามารถชี้วัดความอุดมสมบูรณ์ของโลกใต้น้ำได้ดี ลองมาดูกันว่าชีวิตของเหล่ากระเบนเป็นอย่างไรบ้างในปัจจุบัน แม้ว่าเราอาจจะคุ้นเคยกับการรับประทานสัตว์น้ำหลากชนิด แต่ในชีวิตประจำวันเราคงไม่มีโอกาสได้รับประทาน หรือแม้กระทั่งพบเจอสัตว์น้ำหน้าตาประหลาด และมีรูปร่างน่าเกรงขามอย่าง ปลากระเบน มากนัก แต่ด้วยกระแสการรับประทานอาหารที่ปรุงจากสายพันธุ์ที่เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์เริ่มพูดถึงในกันสังคม อาจทำให้หลายคนเริ่มเกิดความสงสัยว่าในทุกวันนี้ปลากระเบนมีสถานะเช่นไรในท้องทะเล ภาพถ่าย ศิรชัย อรุณรักษ์ติชัย ทีมนักวิจัยเก็บข้อมูลร่างกายของปลากระเบนราหูน้ำจืด (Urogymnus polylepis) ที่ติดเบ็ดของนักตกปลาในแม่น้ำแม่กลอง บริเวณอำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม ด้วยการที่ประชากรของปลากระเบนชนิดนี้ในประเทศไทยถูกจัดสถานะว่ามีความเสี่ยงขั้นวิกฤตต่อการสูญพันธุ์ (Critically Endangered) โดย IUCN ด้วยลักษณะทางชีววิทยาที่ออกลูกจำนวนน้อยและเจริญเติบโตช้ามากประกอบกับภัยคุกคามจากการที่แหล่งที่อยู่อาศัยเสื่อมโทรม นักวิจัยจึงพยายามศึกษาปลากระเบนเหล่านี้เพื่อใช้ในการอนุรักษ์ประชากรของพวกมันให้คงอยู่ในสายน้ำของเมืองไทย ปลากระเบนจัดเป็นปลากระดูกอ่อนจำพวกหนึ่งที่มีบรรพบุรุษร่วมกันกับปลาฉลาม สามารถพบได้ทั่วไปทั้งในน้ำจืด น้ำกร่อย และทะเล ส่วนใหญ่จะหากินบริเวณพื้นท้องน้ำ และแพร่กระจายทั่วไปตามเขตอุบอุ่นและเขตร้อนทั่วโลก ลักษณะที่โดดเด่นของกระเบนคือการมีรูปร่างลำตัวแบนราบ อาจมีปุ่มกระดูกหรือหนามเล็ก ๆ ในบางบริเวณ และมีครีบอกที่แผ่ขยายคลุมส่วนหัวและบางส่วนของลำตัว หรืออาจจะคลุมลำตัวทั้งหมด บางชนิดอาจมีพิษที่เงี่ยง ขยายพันธุ์โดยออกลูกเป็นตัวหรือเป็นไข่แล้วแต่สายพันธุ์ ปลากระเบนพบเจอได้ที่ไหนในประเทศไทย ปลากระเบนที่พบทั่วโลกมีมากกว่า 600 ชนิด สำหรับในประเทศไทย ได้มีการสำรวจเมื่อปี 2017 พบปลากระเบน 84 ชนิดทั้งในน้ำจืดและน้ำเค็ม ในแหล่งน้ำจืด ผู้คนส่วนใหญ่จะรู้จัก กระเบนเจ้าพระยา […]

แมว สมัครใจเข้ามาเป็นสัตว์เลี้ยงของเราด้วยตัวเอง

จากการศึกษาทางพันธุกรรมพบว่า หลังจากสัตว์ตระกูลแมวกลายมาเป็นนายทาสของพวกเรา พวกมันยังคงลักษณะเด่นของเผ่าพันธุ์ไว้ไม่เปลี่ยนแปลง

ช่วยชีวิตแรดด้วยการขายนอ?

John Hume เป็นเจ้าของฟาร์มแรดที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ที่ฟาร์มแห่งนี้แรดทุกตัวได้รับการปกป้องคุ้มครองโดยเจ้าหน้าที่ติดอาวุธ ธุรกิจหลักจากฟาร์มแรดแห่งนี้คือการประมูลนอแรดมูลค่าสูงกว่าทองคำที่ Hume เก็บรวบรวมเอาไว้มากกว่า 6 ตัน ในคลังสินค้า ที่ฟาร์มแห่งนี้การค้าขายนอแรดเป็นเรื่องถูกกฎหมาย คนงานในฟาร์มจะตัดนอแรดออก เพื่อนำไปขายต่อยังตลาดในเอเชีย แม้ปราศจากนอ แต่แรดยังคงมีชีวิตอยู่ได้และนอของมันก็จะงอกใหม่กลับมาได้เหมือนเดิม Hume ระบุว่าธุรกิจของเขามีส่วนช่วยลดการล่าสัตว์แบบผิดกฎหมาย ซึ่งทำให้แรดจำนวนมากถูกฆ่าเพื่อเอานอ อย่างไรก็ตามบรรดานักอนุรักษ์ไม่เห็นด้วยกับฟาร์มแห่งนี้ และระบุว่าการประมูล ซื้อขายนออย่างถูกกฎหมาย กำลังส่งผลให้ความต้องการนอนั้นเพิ่มมากขึ้นไปอีก   อ่านเพิ่มเติม : ทูตแห่งจระเข้, สานภารกิจพิทักษ์ กอริลลา สุดสายหมอก