เบาะแสใหม่ชี้ ยีนจากนีแอนเดอร์ทัลส่งผลถึงสุขภาพเรา - National Geographic Thailand

เบาะแสใหม่ชี้ ยีนจากนีแอนเดอร์ทัลส่งผลถึงสุขภาพเรา

โดย Michelle Z. Donahue

หากทุกวันนี้ไขข้อของคุณไม่ค่อยดีนัก หรือผิวของคุณไหม้ง่ายจากแสงแดด บางทีคุณอาจจะอยากกล่าวโทษมนุษย์นีแอนเดอร์ทัล

นักวิทยาศาสตร์ได้ประกาศเมื่อวันที่ 5 ตุลาคมที่ผ่านมา ถึงขั้นตอนที่สองของการตรวจจีโนมจากกระดูกอายุ 52,000 ปี ของมนุษย์นีแอนเดอร์ทัลเพศหญิง ที่พบในถ้ำ Vindija ของประเทศโครเอเชีย

ด้วยจีโนมจากยุคโบราณและจีโนมของมนุษย์เพศชายในปัจุบัน ผลการวิเคราะห์ชี้ให้เห็นว่าดีเอ็นเอของมนุษย์นีแอนเดอร์ทัลนั้นมีส่วนช่วยในการต่อเติมยีนของมนุษย์อย่างไร และอาจส่งผลต่อเรามาจนถึงในปัจจุบัน

ยกตัวอย่างเช่น หนึ่งในผลการศึกษาใหม่ที่ตีพิมพ์ลงในวารสาร Science เสนอว่า ยีนของมนุษย์นีแอนเดอร์ทัลคิดเป็นสัดส่วนราว 1.8 – 2.6% ในยีนของบรรพบรุษมนุษย์ในยูเรเซีย จำนวนดังกล่าวเพิ่มขึ้นมาจากที่ตอนแรกเคยคาดกันไว้ที่ 1.5 – 2.1%

ผลการศึกษาเดียวกันยังพบว่าจีโนมของมนุษย์นีแอนเดอร์ทัลจับคู่กันพอดีกับจีโนมของมนุษย์สมัยใหม่ที่มีปัญหาด้านสุขภาพ เช่น ระดับคอเลสเตอรอลสูง, โรคจิตเภท, ความผิดปกติของการกินตลอดจนโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์

แต่อย่าเพิ่งกล่าวโทษมนุษย์นีแอนเดอร์ทัลสำหรับโรคภัยทั้งหมดที่คุณมี Kay Prüfer หัวหน้าการศึกษาครั้งนี้จากสถาบันวิวัฒนาการมานุษยวิทยา Max Planck ในเมืองไลพ์ซิก ของเยอรมนีกล่าว “มันเป็นแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น ดังนั้นมันไม่ได้หมายความว่าถ้าคุณมีตัวแปรดังกล่าวคุณจะป่วย หรือคุณจะไม่ป่วยเลย มันเป็นอะไรที่อาจเกิดขึ้นได้ต่างหาก”

นอกจากนั้นการมียีนของมนุษย์นีแอนเดอร์ทัลเป็นส่วนหนึ่งในตัว อาจเป็นประโยชน์ก็เป็นได้ “เมื่อเรามองไปที่ยีน เราพบตัวแปรหนึ่งที่มีผลต่อไขมันคอเลสเตอรอล LDL ยีนจากถ้ำ Vindija มีตัวป้องกันไขมันดังกล่าว” Prüfer กล่าว ไขมันเลวชนิดนี้จะส่งผลต่อระดับไขมันในเลือดและหลอดเลือด ดังนั้นแล้วยีนดังกล่าวจึงมีส่วนช่วยป้องกันการเกิดโรคหัวใจได้

“ความคิดทั่วไปก็คือ ผู้คนมักคิดว่าอะไรที่มาจากนีแอนเดอร์ทัลมักไม่ดีไปเสียหมด” Prüfer กล่าว “ซึ่งไม่ถูกต้องซะทีเดียว”

ดีเอ็นเอที่ใช้ในการก่อร่างสร้างจีโนมใหม่ขึ้นมานี้มีชื่อว่า Vindija 33.19 ตั้งชื่อตามถ้ำที่พบกระดูกดังกล่าว แม้ว่าจีโนมนี้จะเกิดขึ้นมาจากจีโนมของอีกบุคคลอย่างน้อย 5 คนรวมกัน แต่กระดูกที่พบในถ้ำ Vindija นั้นเก็บรายละเอียดของอีเอ็นเอไว้มากพอที่จะช่วยให้ Prüfer และทีมงานทำการวิเคราะห์ในขั้นสูงได้

จากตัวอย่างดังกล่าวช่วยให้พวกเขาสามารถแยกยีนของมนุษย์นีแอนเดอร์ทัลเพศหญิงออกจากพ่อแม่ของเธอได้ ซึ่งการกระทำในลักษณะนี้เคยสำเร็จในครั้งเดียว กับตัวอย่างอายุ 122,000 ปีจากมนุษย์นีแอนเดอร์ทัล อัลไต จากไซบีเรีย และขณะนี้ทีมนักวิจัยกำลังหาว่ามียีนของมนุษย์นีแอนเดอร์ทัลในมนุษย์สมัยใหม่มากน้อยแค่ไหน และพวกมันมาได้อย่างไร

“มนุษย์นีแอนเดอร์ทัลผสมผสานเข้ากับบรรพบรุษของเรา ที่มาจากยุโรป” Prüfer กล่าว “และมันไม่เกี่ยวว่าคุณจะอยู่ที่ไหนบนโลก แม้ว่าคุณจะเป็นคนเอเชีย แต่คุณก็อาจเป็นญาติที่ใกล้ชิดกับมนุษย์นีแอนเดอร์ทัลได้เช่นกัน” แม้ว่าในความเป็นจริงมนุษย์นีแอนเดอร์ทัล อัลไต จะมีความใกล้ชิดกับคุณมากกว่าก็ตาม ในทางภูมิศาสตร์

ผลการศึกษาอีกชิ้นหนึ่งที่เผยแพร่ใน Human Genetics วารสารอเมริกัน Michael Dannemann และ Janet Kelso ผู้ร่วมงานของ Prüfer มีมุมมองที่ต่างออกไปเล็กน้อย แทนที่จะมองไปที่โรคพวกเขามองว่ายีนจากบรรพบรุษเหล่านี้ส่งผลอย่างไรต่อร่างกายและพฤติกรรมของเรา

ทีมงานเปรียบเทียบยีนของมนุษย์นีแอนเดอร์ทัล อัลไต เป็นครั้งแรกกับข้อมูลทางสรีรวิทยาของชาวยุโรปตอนเหนือจำนวน 112,000 คน จากข้อมูลที่เก็บรวบรวมไว้ใน UK ไบโอแบงค์ Dannemann และ Kelso พบว่ามียีน 15 ยีนที่ทับซ้อนได้พอดีกับกลุ่มจีโนมจากไบโอแบงค์ ยีนเหล่านี้กำหนดสีผม สีตา ตลอดจนความไวของผิวต่อแสงแดด แม้กระทั่งจำนวนชั่วโมงของการนอนหลับวว่าคุณจะเป็นคนที่ชอบตื่นเช้า หรือถ่างตาได้ตลอดคืน

และต้องขอย้ำอีกครั้ง ยีนไม่ได้เป็นตัวกำหนดทุกอย่างของคุณ ยีนจากมนุษย์นีแอนเดอร์ทัลก็เหมือนกับยีนของมนุษย์ยุคใหม่ที่ส่งผลในด้านต่างๆ แต่ที่น่าสนใจก็คือมันยังคงอยู่มาจนถึงปัจจุบัน

ทั้งนี้ Dannemann และ Kelso มีแผนว่าจะตรวจสอบจีโนมจากถ้ำ Vindija กับตัวอย่างจากผู้คนจำนวน 500,000 คนโดยไบโอแบงค์ใหม่อีกครั้ง ด้วยความหวังว่าจะพบกับคำตอบที่ยังคงซ่อนเร้นอยู่มากยิ่งขึ้น

“ข้อมูลขณะนี้ยังคงบางเบา แต่เราคาดหวังว่าจะใช้เวลาไม่นานเท่าไหร่ในการพบจีโนมของนีแอนเดอร์ทัลอีกครั้ง” Dannemann กล่าว “การมีข้อมูลให้อ้างอิงมากยิ่งขึ้นจะช่วยให้เราเข้าใจว่าการเปลี่ยนแปลงของยีนเกิดขึ้นในยุคของนีแอนเดอร์ทัลจริงหรือไม่”

Miguel Vilar นักวิทยาศาสตร์จากเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก กล่าวว่า ตัวอย่างจากถ้ำ Vindija เป็นความก้าวหน้าครั้งใหญ่ในการสร้างประวัติศาสตร์ของมนุษย์นีแอนเดอร์ทัลให้เห็นภาพรวมสมบูรณ์ ตลอดจนความเข้าใจที่ว่าบรรพบรุษส่งผลอย่างไรต่อเรา ซึ่งตัวเขาคาดหวังว่าข้อมูลทางพันธุกรรมจากห้องปฏิบัติการทั่วโลกจะช่วยให้เราได้พบคำตอบ

“ความจริงก็คือองค์ความรู้ที่เรามีก้าวหน้าไปไกลกว่าแต่ก่อนมาก” Vilar กล่าว และงานวิจัยชิ้นใหม่ยังจะช่วยไขปริศนาที่ว่า เหตุใดยีนของมนุษย์นีแอนเดอร์ทัลยังคงอยู่นจีโนมของเรามานาน 40,000 – 50,000 ปี

“เรารู้มานาน 10 – 12 ปีแล้ว ว่ายีนของเราและนีแอนเดอร์ทัลมีการผสมกัน เรากำลังหาคำตอบว่าทำไมยีนเหล่านี้ยังคงอยู่รอดมาได้” Vilar กล่าว “ความจริงที่กำลังจะมาถึงเร็วๆ นี้ คือการอธิบายว่าเหตุใดยีนเหล่านี้จึงสำคัญในวิวัฒนาการของเรา”

 

อ่านเพิ่มเติม : เด็กของมนุษย์นีแอนเดอร์ทัลเติบโตไม่ต่างจากเรานักสำรวจถ้ำค้นพบฟอสซิล ไขปริศนาญาติมนุษย์

เรื่องแนะนำ

ลมฟ้าอากาศสุดขั้ว กำลังเกิด ต้องรับมือ และอยู่ให้ได้

เรื่อง นิรมล มูนจินดา ภาพถ่าย จิตรภณ ไข่คำ หลังพ้นตำแหน่งเลขาธิการสหประชาชาติ โคฟี อันนัน รับเป็นประธานคณะทำงานโกลบอลฮิวแมนิแทเรียนฟอรัม (Global Humanitarian Forum) องค์กรอิสระให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม โดยเฉพาะผู้ประสบภัยจากสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง เมื่อปี 2552 องค์กรดังกล่าวตีพิมพ์รายงานเรื่อง Climate Change – The Anatomy of A Silent Crisis ชี้ถึงผลกระทบใหญ่หลวงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งเป็นเหตุให้ผู้คนราว 300,000 คนเสียชีวิต  ร้อยละ 90 ในจำนวนนั้นจากภาวะทุพโภชนาการ อหิวาตกโรค มาลาเรีย ที่เหลือจากเหตุการณ์ภาวะอากาศรุนแรง โคฟี อันนัน ตั้งคำถามว่า “ชาวประมงจะไปอยู่ไหน เมื่ออุณหภูมิของท้องทะเลอุ่นขึ้นจนปะการังและปลาหมดไป  ชาวนารายย่อยจะทำอย่างไรกับปศุสัตว์และพืชผลเมื่อน้ำแห้งเหือด  ครอบครัวทั้งหลายจะเหลืออะไร  เมื่อผืนดินอันอุดมและแหล่งน้ำจืดปนเปื้อนเกลือจากน้ำทะเลหนุน”   คำถามเหล่านี้อาจไม่มีใครอยากตอบจริงจัง เพราะร้อยละ 99 ของผู้เสียชีวิตจากสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงอยู่ในประเทศกำลังพัฒนาที่ทั้งยากจนและห่างไกลในแอฟริกาบ้าง อินเดียบ้าง ไม่เกี่ยวอะไรกับคนเมืองอื่น  จึงอาจกล่าวได้ว่าเป็น “กายวิภาคของวิกฤตอันเงียบงัน” นับตั้งแต่ปี 2558 […]

การเกิดผลและเมล็ด : โครงสร้างของผลและเมล็ด

การเกิด ผลและเมล็ด เป็นกระบวนการของพืชสำหรับขยายพันธุ์เป็นต้นใหม่ต่อไป เมื่อสิ้นสุดกระบวนการปฏิสนธิของพืช กระบวนการต่อไปคือ การเกิด ผลและเมล็ด รังไข่ภายในเกสรตัวเมียจะเจริญกลายเป็นผล (fruit) ส่วนผนังรังไข่จะเปลี่ยนเป็นเพริคาร์ป (pericarp) ซึ่งมีลักษณะหรือรูปร่างแตกต่างกันไป เพอริคาร์ปประกอบด้วยเนื้อเยื่อ 3 ชั้น ได้แก่ เอ็กโซคาร์ป (Exocarp) มีโซคาร์ป (Mesocarp) และเอนโดคาร์ป (Endocarp) เอ็กโซคาร์ป (exocarp) เป็นชั้นนอกสุดของผลที่มักเรียกว่าเปลือก โดยทั่วไปประกอบด้วยเนื้อเยื่อเอพิเดอร์มิส (Epidermis) เพียงชั้นเดียว แต่มีผลไม้บางชนิดที่เอกโซคาร์ประกอบด้วยเนื้อเยื่อหลายชั้นและอาจมีปากใบด้วย เอกโซคาร์ปของพืชแต่ละชนิดอาจมีพื้นผิวที่มีความเฉพาะ เช่น เรียบเหนียวเป็นมัน ขรุขระ หรืออาจมีหนาม มีขน หรือต่อมน้ำมัน มีโซคาร์ป (mesocarp) เป็นชั้นกลางถัดจากเอกโซคาร์ปเข้ามา ผลบางชนิดนั้นมีโซคาร์ปหนา บางชนิดบางมาก มีโซคาร์ปของผลบางชนิดเป็นเนื้ออ่อนนุ่มใช้รับประทานได้ เอนโดคาร์ป (endocarp) เป็นชั้นในสุดของเพอริคาร์ป ประกอบด้วยเนื้อเยื่อที่มีความหนาชั้นเดียวหรือหลายชั้นจนมีลักษณะหนามาก บางชนิดเป็นเนื้อนุ่มใช้รับประทานได้ ผลของพืชบางชนิดมีเพอริคาร์ปเชื่อมติดกันจนแยกไม่ออก เช่น ข้าวโพด ถั่วเขียว ถั่วเหลือง บางชนิด ส่วนเอกโซคาร์ปและมีโซคาร์ปเชื่อมติดกันหรือแยกกันไม่เด่นชัด เช่น […]

Follow Me

NATIONAL GEOGRAPHIC ASIA

Contact

เว็บไซต์ : ngthai.com

บริษัท อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน)

Tel : 02-422-9999 ต่อ 4244

© COPYRIGHT 2019 AMARIN PRINTING AND PUBLISHING PUBLIC COMPANY LIMITED.