มุมมองของ ชาวต่างชาติ ที่มีต่อประเทศไทย - เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก

ในสายตาคนต่างแดน

Nica Sasil, ครูสอนภาษาอังกฤษ
มะนิลา, ฟิลิปปินส์

“รวมๆก็ 2 ปีครึ่งแล้วค่ะที่ฉันทำงานที่นี่ ตอนแรกแค่มาเที่ยวแต่กลับตกหลุมรักที่นี่ ก็เลยตัดสินใจที่จะหางานในไทยให้ได้สิ่งที่ดีที่สุดก็คือที่นี่ไม่มีภัยพิบัติมากนัก ที่ฟิลิปปินส์เราถูกไต้ฝุ่นถล่ม 2-3 ครั้งต่อปี

สำหรับฉัน วัฒนธรรมที่น่าแปลกใจที่สุดคือความรักของคนไทยที่มีต่อพระมหากษัตริย์ ฉันเคยอ่านเรื่องนี้มาบ้าง แต่ไม่เคยคิดว่าความรักและความเคารพจะมากมายขนาดนี้ ยกตัวอย่างเช่นเดือนตุลาคมที่ผ่านมา คนไทยพร้อมใจกันสวมใส่ชุดสีดำ มันมหัศจรรย์มากและแสดงให้เห็นความเป็นหนึ่งเดียวกันของคนไทย อีกเรื่องก็คือการไหว้พระ ที่ฟิลิปปินส์ เวลาคุณจะสวด คุณทำในโบสถ์ แต่ฉันเห็นคนไทยไหว้พระจากด้านนอกวัดหรือยืนอยู่ริมถนนได้”

Labib Ahmed, ผู้จัดการร้านเจน เทรดเดอร์
นิวเดลี, อินเดีย

“ผมทำงานมาแล้ว 1 ปี แต่ไม่ค่อยได้ออกไปไหนเท่าไหร่หรอก แต่ในความรู้สึกผมว่าที่นี่ดีกว่าอินเดียนะ อย่างแรกเลยก็คือค่าเงินบาทดีกว่าเงินรูปี ระบบการจราจรดีกว่า ผมรู้สึกว่าตำรวจจราจรทำงานกันเก่งมาก และพวกเขาจัดการกับการจราจรได้ดี ที่อินเดียคุณจะหนวกหูมากเพราะคนขับรถบีบแตรกันตลอดเวลา แต่ที่เมืองไทยสบายหูไปเยอะ รวมๆ แล้วการอาศัยอยู่ที่นี่ มีเรื่องดีๆ มากกว่าเรื่องแย่นะ”

Jean Vincent Carosin, นักศึกษาฝึกงานธุรกิจโรงแรม
สาธารณรัฐมอริเชียส

“คนไทยต้อนรับผมอย่างดีในสัปดาห์แรกของการฝึกงาน ผมต้องเรียนรู้อะไรหลายอย่างมาก เช่น ห้ามตะโกน ที่บ้านผมเราตะโกนกันเป็นเรื่องธรรมดา แต่ที่นี่ถ้าคุณตะโกนโหวกเหวกจะไม่มีใครอยากคุยกับคุณ ผมชอบวัฒนธรรมไทยและผู้หญิงไทยมาก พวกเธอใส่ใจดีสุดๆ ที่ผมแปลกใจก็คือทำไมคนไทยต้องมาทำงานก่อนเวลา และกลับหลังเวลาเลิกงาน รวมๆ แล้วพวกเขาอยู่ในที่ทำงานเกินกว่ากำหนดไว้ตั้ง 50 นาทีได้ อีกหนึ่งสิ่งที่ผมไม่เข้าใจมากก็คือคนไทยชอบพูดกันลับหลัง ผมฟังภาษาไทยไม่ออก แต่ผมได้ยินชื่อตัวเองในบทสนทนาที่พวกเขาพูดกัน ผมว่าไม่สุภาพเท่าไหร่นัก”

Adrian Melnyk, ผู้จัดการด้านการสอน โรงเรียนสอนภาษาแบร์ลิทซ์
โทรอนโต, แคนาดา

“ผมทำงานในไทยมาแล้ว 6 ปีครับ ย้ายมาจากแบร์ลิทซ์ในเยอรมนี ตอนแรกผมจะเลือกญี่ปุ่น แต่ค่าครองชีพแพงไป ผมชอบอากาศเมืองไทยมาก เพราะบ้านเกิดผมอากาศหนาว

การทำงานร่วมกับคนไทย ผมค่อนข้างแปลกใจที่กำหนดเวลาเข้างาน 9 โมง แต่การมาสายสัก 5 – 10 นาที เป็นเรื่องปกติ แต่นั่นไม่ใช่ที่สุด ในแคนาดาถ้าคุณต้องการกินข้าวหรือเข้าห้องน้ำ คุณต้องทำก่อนเวลาเข้างาน พอ 9 โมงเช้าคุณต้องพร้อมที่จะทำงานแล้ว แต่ที่นี่ทีมของผมมาถึงโต๊ะแล้วออกไปกินข้าว ไปห้องน้ำ หรือบางครั้งก็เอาข้าวเช้ามากินบนโต๊ะด้วยซ้ำ อีกเรื่องก็คือในการประชุมงาน ที่ประเทศไทยมีแต่หัวหน้าที่พูด ทุกคนเอาแต่ฟัง ทั้งๆ ที่ในการประชุมจริงๆ แล้วทุกคนควรพูด

ผมปรึกษาเรื่องนี้กับหัวหน้าที่เป็นคนไทย ดังนั้นเราเลยมีโปรแกรมพิเศษในการอบรมบรรดาชาวต่างชาติที่เพิ่งเข้ามาทำงานที่นี่ เพื่อให้พวกเขาจะได้เข้าใจว่าจะพบกับอะไรบ้าง”

เรื่อง และภาพโดย  ธนเสฏฐ์ ศิริวัฒนาดิเรก

 

อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่ : ย้อนรอยสารคดีเกี่ยวกับเมืองไทย ใน National Geographic

จากสตรีตฟู้ดถึงฟู้ดทรัก

เรื่องแนะนำ

เดินทาง ตามรอยพระพุทธเจ้า นับจากประสูติจนปรินิพพาน จากเนปาลสู่อินเดีย

ตามรอยพระพุทธเจ้า จากเนปาลสู่อินเดีย ภารกิจแห่งจิตวิญญาณเพื่อตามหามหาบุรุษผู้แสวงหาโมกขธรรม ผมกำลังเดินเท้าผ่านด่านพรมแดนโสเนาว์ลีปราการด่านสุดท้ายในรัฐอุตตรประเทศของอินเดีย ก่อนเข้าสู่เขตประเทศเนปาลพร้อมนักท่องเที่ยววัยแสวงหาอีกหลายสิบชีวิต พวกเขาล้วนมีจุดหมายปลายทางอยู่ที่สาครมาทา “หน้าผากแห่งท้องฟ้า” หรือชื่อในภาษาท้องถิ่นของเอเวอเรสต์ ยอดเขาสูงที่สุดในโลก ทว่าเส้นทางของผมนั้นต่างออกไป เพราะการมาเยือนเนปาลครั้งนี้ คือการตามรอยจาริกของมหาบุรุษผู้หนึ่ง ซึ่งอุทิศชีวิตแสวงหาความจริงอันยิ่งใหญ่ทว่าธรรมดาสามัญอย่างยิ่ง จนค้นพบสัจจธรรมที่เรียกว่า “ธรรมะ” อันนำไปสู่การพ้นทุกข์ มหาบุรุษผู้นั้นคือพระศาสดาพุทธโคดม หรืออดีตเจ้าชายสิทธัตถะ จากพรมแดนเนปาล ผมโดยสารรถประจำทางท้องถิ่นไปยังตลาดเมืองเตาลิฮาวา เพื่อต่อรถไปยังเมืองติเลาราโกฏ [เมืองโบราณติเลาราโกฏ (Tilaurakot) ในปัจจุบัน อยู่ห่างจากกรุงกาฐมาณฑุ เมืองหลวงของเนปาลประมาณ 300 กิโลเมตร] ซึ่งเป็นที่ตั้งของกรุงกบิลพัสดุ์ เมืองหลวงแห่งแคว้นสักกะ แคว้นอิสระที่ปกครองตนเองโดยเหล่าตระกูลศากยวงศ์ สถานที่ประสูติของเจ้าชายสิทธัตถะและประทับอยู่จนกระทั่งพระชนมายุ 29 พรรษา ทุกวันนี้ กรุงกบิลพัสดุ์เหลือเพียงกองอิฐ ซากปรักหักพัง และเนินดินที่สูงไม่เกินสองเมตร บันทึกในคัมภีร์โบราณของพุทธศาสนาทั้งสองนิกายใหญ่ คือเถรวาทและมหายาน กล่าวถึงการก่อสร้างกรุงกบิลพัสดุ์ไว้ว่า ตั้งอยู่บริเวณที่ราบลุ่มเชิงเขาหิมาลัย และเต็มไปด้วยต้นสักกะจำนวนมาก [ปัจจุบันไม่มีข้อมูลยืนยันแน่ชัดว่า ต้นสักกะคือพรรณไม้ชนิดใด แต่บริเวณรอบ ๆ ซากโบราณสถานมีต้นตะคร้อขนาดใหญ่และต้นทองกวาวขึ้นอยู่ทั่วไป] ขณะที่ข้อมูลอีกด้านหนึ่งเสนอว่า นครแห่งนี้เกิดจากเหล่าราชบุตรพลัดถิ่นของพระเจ้าโอกกากราชที่อาจหาญสร้างบ้านแปลงเมืองด้วยไพร่พลและกำลังคนของตนพระเจ้าโอกกากราชจึงพระราชทานคำชมว่า “ศากยะ” แปลว่าผู้มีความสามารถ จึงเป็นอีกหนึ่งที่มาของศากยวงศ์ แม้กรุงกบิลพัสดุ์จะเหลือเพียงกองซากอิฐ แต่ความพยายามฟื้นฟูสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์แห่งนี้ดำเนินการมายาวนานแล้ว ย้อนหลังไปเมื่อปี พ.ศ. 2439 ดร.เอ. […]

คนไทยในอดีตหากมีคู่ต่างชาติ มีโทษถึงประหารชีวิต

แม้ทุกวันนี้คู่รักข้ามเชื้อชาติหรือวัฒนธรรมในสังคมไทยจะดูเป็นเรื่องปกติ แต่ย้อนกลับไปในอดีต สิ่งนี้เป็นข้อห้ามและมีโทษร้ายแรงถึงประหารชีวิต

โลกใหม่ในลมหายใจเดียว

โยฮันนา นอร์ดบลาด อาร์ตไดเร็คเตอร์ ชาวฟินแลนด์ที่เกือบเสียขาไปเมื่อประสบอุบัติเหตุระหว่างขี่จักรยาน แต่กลายเป็นเจ้าของสถิติดำน้ำตัวเปล่าลึก 50 เมตรใต้น้ำที่พื้นผิวด้านบนเป็นน้ำแข็ง ตอนที่เธอประสบอุบัติเหตุ กระดูกขาของโยฮันนาแตกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยจนเนื้อบริเวณนั้นเกือบตาย  แต่เพราะการรักษาด้วยน้ำแข็ง (ice therapy) ที่เธอบอกว่าทรมานมากในตอนแรก กลับทำให้เธอหลงรักการดำน้ำตัวเปล่า—ไม่มีถังออกซิเจน มีเพียงชุดดำน้ำกับหน้ากาก—ในทะเลสาบเขตอาร์คติกที่ผิวน้ำกลายเป็นน้ำแข็งและน้ำเบื้องล่างหนาวเหน็บ เอียน เดอร์รี ผู้กำกับหนังสั้นบอกว่าตอนที่ถ่ายทำ อุณหภูมิ –14 องศาเซลเซียส เย็นจัดจนกล้องเสียไปตัวหนึ่ง  ช่างภาพต้องใส่ชุดให้ความอบอุ่นด้วยไฟฟ้าไว้ข้างใน ก่อนดำลงไปถ่ายภาพของเธอ แต่โยฮันนากลับดำน้ำตัวเปล่า เดอร์รี เล่าว่า “โยฮันนาเป็นผู้หญิงที่น่าเหลือเชื่อ  เธอหายใจสั้นๆ ชุดหนึ่งแล้วหายลงน้ำไป  ผมหมายถึงหายไปเลย  ผมยืนอยู่แล้วไม่รู้ว่าเกิดอะไร จนคิดว่าพอแล้ว พอแล้ว ขึ้นมาได้แล้ว  คุณขึ้นมาได้ไหม  ผมรอต่อไป รอๆๆ  และคิดว่าพอแล้วๆ  คงมีอะไรผิดปกติ  ทันใดนั้นเธอก็โผล่ขึ้นมา  …ผมบอกว่าได้แล้ว เธอบอกไม่ๆ จะลงไปอีกครั้ง  เธอตัวเขียวแล้ว แต่เธอบอกว่าถ่ายอีกที   เธอเป็นคนสมบูรณ์แบบ เป็นมืออาชีพ และเชื่อมันจริงๆ” โยฮันนากล่าวไว้ในหนังสั้น Johanna ว่า “ไม่มีที่ให้ความกลัว ความตื่นตกใจ และความผิดพลาด  […]

ฟาโรห์แฮตเชปซุต จอมกษัตรีแห่งอียิปต์

การค้นพบทางโบราณคดีและวิทยาศาสตร์ช่วยกันปะติดปะต่อหลักฐานจนนำไปสู่การค้นพบมัมมี่ ฟาโรห์แฮตเชปซุต (Hatshepsut) หญิงเหล็กจอมกษัตรีแห่งอียิปต์โบราณ