มองอนาคต : เมืองอัจฉริยะ เหล่านี้มีนวัตกรรมล้ำยุคที่สุดในโลก - National Geographic Thailand

มองอนาคต : เมืองอัจฉริยะ เหล่านี้มีนวัตกรรมล้ำยุคที่สุดในโลก

เมืองอัจฉริยะ ทั้งสิบแห่งทั่วโลกเหล่านี้มีนวัตกรรมที่ล้ำยุคที่สุดในโลก และหลายเมืองยังมีการพัฒนาเทคโนโลยีควบคู่ไปกับการเป็นเมืองสีเขียวอีกด้วย

ภายในปี 2050 มีการคาดการณ์ว่า ประชากรสองในสามจะอาศัยอยู่ในเขตเมือง เนื่องจากจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้นและพื้นที่เมืองจะเชื่อมต่อกันมากขึ้น นักท่องเที่ยวกำลังออกเดินทางท่องเที่ยวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ในปี 2017 นักท่องเที่ยวต่างชาติมากกว่าหนึ่งพันสามร้อยล้านคนเดินทางท่องเที่ยวไปยังจุดหมายต่างๆ ทั่วโลก จากรายงานล่าสุดขององค์กรการท่องเที่ยวโลกแห่งสหประชาชาติ (United Nations World Tourism Organization) เน้นว่าจำเป็นที่จะต้องแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนในการสร้างเมืองสำหรับอนาคต

เมืองอัจฉริยะ (Smart City) กำลังเผชิญหน้าความท้าทายเกี่ยวกับความคิดสร้างสรรค์ ทั้งการพัฒนาถนน การส่งเสริมการเข้าถึงเทคโนโลยี การสนับสนุนมรดกเก่าแก่และชุมชนที่มีความหลากหลาย รวมไปถึงการปกป้องสิ่งแวดล้อม

มาค้นหากันว่าเมืองที่มีนวัตกรรมล้ำยุคทั้งสิบเมืองนี้กำลังปกป้องโลกไปพร้อมกับการให้ประโยชน์ต่อทั้งคนท้องถิ่นและนักท่องเที่ยวอย่างไรบ้าง

เมืองทาลลินน์ ประเทศเอสโตเนีย

เมืองหลวงของเอสโตเนีย ประเทศที่แยกตัวออกมาจากสหภาพโซเวียต ได้กลายมาเป็นเมืองศูนย์กลางทางเทคโนโลยี เป็นประเทศแรกของโลกที่ประกาศให้การเข้าถึงอินเตอร์เน็ตเป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน มีการจัดการเลือกตั้งออนไลน์ และเป็นหนึ่งในประเทศแรกๆ ที่ให้บริการอินเตอร์เน็ต 5G กับทั้งคนท้องถิ่นและนักท่องเที่ยว ในระหว่างการเตรียมการการเฉลิมฉลองครบรอบหนึ่งร้อยปีของการเป็นสาธารณรัฐ ได้มีการนำเสนอกิจกรรมมากมายตลอดทั้งปี 2020

เมืองออร์ฮูส ประเทศเดนมาร์ก

เมืองโคเปนเฮเกนอาจมีความโดดเด่นมาก แต่เมืองอาร์ฮูสที่อยู่ห่างไปทางตะวันตกเฉียงเหนือประมาณ 160 กิโลเมตรนี้ก็โดดเด่นไม่แพ้กัน เมืองที่มีสเน่ห์แห่งนี้ได้รับการออกแบบให้เป็นเมืองหลวงของวัฒนธรรมยุโรป และได้รับการยกย่องให้เป็นพื้นที่การท่องเที่ยวเชิงอาหาร มีตลาดอาหารที่ใหม่ มีการเชื่อมต่อรางรถไฟ ห้องสมุดแห่งอนาคต และโรงแรมสร้างสรรค์ที่ช่วยเพิ่มพลังและเสน่ห์ให้กับเมือง และมีขั้นตอนต่างๆ ที่พยายามทำให้ค่าคาร์บอนเป็นกลางภายในปี 2030

เมืองซานติอาโก ประเทศชิลี

เมืองหลวงของประเทศชิลีแห่งนี้ จำกัดการใช้รถยนต์ในเมือง และเพิ่มจำนวนเลนจักรยานให้มากขึ้น ระบบรถไฟฟ้าของเมืองนี้มีขนาดใหญ่ที่สุดในทวีปอเมริกาใต้ และยังมีการเชื่อมต่อกับรถเมล์ นอกจากนี้ยังมีโครงการการพัฒนาต่างๆ ตัวอย่างเช่น ชานเมืองปาเซียวบันเดรามีพื้นที่ทางเท้าที่เต็มไปด้วยสีสันเพื่อส่งเสริมให้เกิดความรู้สึกเป็นชุมชน และท่ามกลางโรงแรมมากมายในแถบเทือกเขาแอนดีส โรงแรมใหม่ๆ ในเมืองนี้ได้รับรางวัลด้านสถาปัตยกรรมมากมาย

เมืองซานแอนโตนิโอ รัฐเท็กซัส สหรัฐอเมริกา

เมืองใหญ่ที่เก่าแก่ที่สุดในเท็กซัสแห่งนี้ยกระดับมรดกอันมั่งคั่งของตนเอง และในขณะเดียวกันก็รับเอาความเปลี่ยนแปลงเข้ามา ท่ามกลางสถานที่สำคัญและพิพิธภัณฑ์ที่มีชีวิตชีวา นักท่องเที่ยวจะได้ชมฉากจำลองการรบในศึกอลาโมที่มีชื่อเสียง การที่เมืองซานแอนโตนิโอเป็นเมืองสร้างสรรค์ด้านอาหารของยูเนสโก ทำให้เมืองแห่งนี้เปรียบเสมือนบ้านของเหล่าเชฟที่มีความคิดสร้างสรรค์ ที่พร้อมรังสรรค์เมนูอาหารท้องถิ่นของเท็กซัส เม็กซิกัน เยอรมัน ฝรั่งเศส และสเปนในรูปแบบใหม่ๆ ให้นักท่องเที่ยวได้ลิ้มรส รวมไปถึง River Walk ที่เคยมีการขยายตัว ทั้งยังมีการปรับปรุง Hemisfair Park ซึ่งเป็นที่ตั้งของงานแฟร์โลกที่เกี่ยวกับการขับเคลื่อนเมืองไปข้างหน้าในปี 1968

เมืองเฮลซิงกิ ประเทศฟินแลนด์

หากเอ่ยถึงสถานที่ที่ปลอดภัยที่สุดในโลก ประเทศที่อยู่ในกลุ่มประเทศนอร์ดิกแห่งนี้คือหนึ่งในประเทศที่มีความสุขที่สุด โดยอ้างอิงจากรายงานความสุขโลก (World Happiness Report) ปัจจุบันเมืองนี้ร่วมมือกับสถาบันคลังสมอง (think tanks) และกลุ่มการกุศลเพื่อผลิตยานพาหนะไร้คนขับ และช่วยให้เกิดเมนูอาหารที่ยั่งยืน การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และเมืองที่สามารถเดินเท้าได้

เมืองสกอตส์เดล รัฐแอริโซนา สหรัฐอเมริกา

การพิทักษ์ระบบนิเวศทะเลทรายจากการพัฒนาพื้นที่ ทำให้หนึ่งในสามของเมืองถูกกันให้เป็นเขตอนุรักษ์แม็กดูเวลโซโนแรน ซึ่งมีพื้นที่สำหรับการเดินป่าและปั่นจักรยานประมาณ 293 กิโลเมตร ผลงานศิลปะแบบอเมริกันพื้นเมืองชิ้นเอกอยู่ที่ Museum of the West มีการเสนอแพ็กเกจเยี่ยมชมสถานตากอากาศฤดูหนาวของ แฟรงก์ ลอยด์ ไรท์ ที่ชื่อ Taliesin West นอกจากนี้ยังมีความพยายามสนับสนุนศิลปินหน้าใหม่ในย่านศิลปะ (gallery districts) ของเมืองที่ตั้งอยู่บนถนนสายหลักและถนนมาร์แชลล์

เมืองดีทรอยต์ รัฐมิชิแกน สหรัฐอเมริกา

เมืองแห่งยานยนต์ของอเมริกายังคงขับเคลื่อนไปข้างหน้า ผู้ผลิตที่กำลังทดสอบรถยนต์ไร้คนขับ ไทนี โฮมส์ ดีทรอยต์ (Tiny Homes Detroit) สร้างบ้านสำหรับผู้ที่มีรายได้น้อย ความเจริญรุ่งเรืองของศิลปะจากการเกิดขึ้นของโรงละคร และศูนย์ดนตรีแจ๊สแห่งใหม่ รวมไปถึงพิพิธภัณฑ์เพลงโมทาวน์ที่มีการขยายตัว อดีตโรงไฟฟ้าได้ถูกเปลี่ยนให้เป็นทางเดินเลียบแม่น้ำระยะทางเกือบ 5 กิโลเมตร เรียงรายไปด้วยร้านอาหาร ตึกสูงระฟ้า และพื้นที่สาธารณะสำหรับประชาชนและนักท่องเที่ยว

เมืองเมเดยีน ประเทศโคลอมเบีย

ด้วยการริเริ่มของสวนสาธารณะริโอ ทำให้เมืองใหญ่อันดับสองของประเทศแห่งนี้สร้างพื้นที่สีเขียวและเส้นทางใหม่บนทางหลวง ในขณะเดียวกันเมืองเมเดยีนยังได้รับการยกย่องจากทั่วโลกในด้านการพัฒนาระบบขนส่งมวลชนของรถเมล์ด่วน ทางรถไฟ และเรือกอนโดลาที่ให้บริการทางไกลย่านเชิงเขา 

สิงคโปร์

นครรัฐแห่งนี้เป็นหนึ่งในเมืองที่มีความสุขที่สุดในโลก การประกาศตัวเป็น “เมืองสีเขียว” ทำให้เกิดการปกป้องทรัพยากรน้ำ และพื้นที่สีเขียวผ่านนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวด ในขณะที่โปรแกรมทางสังคมเองก็พยายามรักษามรดกความเป็นสังคมพหุวัฒนธรรมของประเทศไว้เช่นเดียวกัน

ลิมา ประเทศเปรู

เมื่อนึกถึงจุดแวะพักระหว่างทางที่จะไปยังจุดหมายต่างๆ อย่างมาชูปิกชู หรือทะเลสาบติติกากา “ลิมา” เมืองที่มีประชากรสิบล้านคน และเป็นหนึ่งในเมืองที่ใหญ่ที่สุดในละตินอเมริกา คือเมืองที่ตอบโจทย์ของการเป็นจุดแวะพักระหว่างทาง ด้วยฉากการทำอาหารที่มีชื่อเสียงโด่งดังระดับโลก ย่านชุมชนที่มีความแปลกใหม่เกิดขึ้นมากมายในลิมาเพื่อแสดงให้เห็นถึงอิทธิพลและความหลากหลายของชุมชนและวัฒนธรรมในประเทศเปรู

***แปลและเรียบเรียงโดย ศุภพิชา คุณวุฒิ
โครงการนักศึกษาฝึกงาน กองบรรณาธิการ นิตยสารเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย


อ่านเพิ่มเติม เมืองในอนาคต : คิดใหม่ ทำใหม่ เพื่อเมือง

เรื่องแนะนำ

ฤาตำนานน้ำท่วมโลกจะมาจากน้ำท่วมใหญ่ในยุคน้ำแข็ง

เป็นไปได้ว่าระดับน้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้นจากธารน้ำแข็งละลายเมื่อหมื่นปีก่อน คือจุดเริ่มต้นของตำนานน้ำท่วมโลกที่คล้ายคลึงกันในหลายวัฒนธรรม

ชมคลิปวิดีโอที่ช่วยไขปริศนาว่า นาร์วาฬใช้งาของมันทำอะไร

เรื่อง    ซาราห์ กิบเบนส์ ในคลิปวิดีโอที่ถ่ายจากโดรนเหนือน่านน้ำนอกชายฝั่งดินแดนนูนาวุตของแคนาดา นาร์วาฬตัวหนึ่งใช้งาของมันฟาดปลาค้อดอาร์กติกก่อนจับกินเป็นอาหาร แรงกระแทกอาจทำให้ปลามึนงงและกลายเป็นเหยื่อที่จับได้ง่ายของนาร์วาฬ แท้จริงแล้ว งาของนาร์วาฬคือฟันที่บิดเกลียวยื่นออกมาจากส่วนหัว และสามารถยาวได้เกือบถึงสามเมตร นอกจากนั้นงาของนาร์วาฬยังปกคลุมไปด้วยปลายประสาทนับพันๆ ที่ช่วยให้พวกมันรับรู้เกี่ยวกับสภาพแวดล้อมรอบตัว นาร์วาฬอาศัยอยู่ในน่านน้ำห่างไกล และเรายังรู้จักพฤติกรรมของพวกมันน้อยมาก ที่ผ่านมา นักวิทยาศาสตร์ได้แต่คาดเดาว่า นาร์วาฬใช้งาของมันทำอะไร  พฤติกรรมที่ได้รับการบันทึกไว้เป็นครั้งแรกนี้จึงช่วยไขปริศนาที่มีมาช้านานได้ แบรนดอน ลาฟอเรสต์ ผู้เชี่ยวชาญอาวุโสด้านชนิดพันธุ์และระบบนิเวศแถบอาร์กติกจากกองทุนสัตว์ป่าโลก (WWF) ประจำแคนาดา อธิบายว่า เพราะเหตุใดนาร์วาฬจึงเป็นชนิดพันธุ์ที่เรารู้จักน้อยมาก “พวกมันไม่กระโดดทิ้งตัวเหมือนวาฬชนิดอื่นๆ และค่อนข้างขี้อายครับ คลิปวิดีโอนี้จึงให้ข้อมูลใหม่เกี่ยวกับการใช้งาของมัน” ลาฟอเรสต์บอก ที่ผ่านมา ลาฟอเรสต์ซึ่งทำงานร่วมกับเจ้าหน้าที่รัฐบาลแคนาดา ใช้เวลาศึกษานาร์วาฬในถิ่นอาศัยฤดูหนาวของพวกมัน แต่ความที่ถิ่นอาศัยของพวกมันอยู่ห่างไกล การสังเกตพฤติกรรมด้วยสายตาจึงทำได้ค่อนข้างยาก มารีอาน มาร์กู นักวิจัยจากกรมประมงและมหาสมุทรของแคนาดา บอกว่า การใช้โดรนเป็นวิธีใหม่ที่ช่วยให้เราศึกษาสัตว์ผู้ลึกลับเหล่านี้ได้ เธอบอกว่า “โดรนเป็นอะไรที่น่าตื่นเต้นมาก เราสามารถเห็นอะไรที่ไม่เคยเห็นมาก่อน” ที่ผ่านมา การใช้เครื่องบินเล็กให้ภาพได้ไม่ชัดเจน และบ่อยครั้งทำให้สัตว์ที่เป็นเป้าหมายตื่นตกใจ ขณะที่คลิปวิดีโอนี้ช่วยยืนยันทฤษฎีหนึ่งเกี่ยวกับการใช้งาของนาร์วาฬ  พวกมันยังอาจใช้งาเพื่อการอื่นด้วย เช่น เจาะน้ำแข็ง ใช้เป็นอาวุธต่อสู่กัน ช่วยเรื่องการคัดเลือกทางเพศ (sexual selection) หรือเป็นเครื่องมือเกี่ยวข้องกับการใช้เสียงสะท้อน เพื่อนำทางหรือระบุตำแหน่ง (echolocation) คล้ายโซนาร์  […]

Explorer Awards 2019 : ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.พิไล พูลสวัสดิ์

"เมื่อสำรวจ เราจะได้รู้แจ้งเห็นจริง รู้ว่าสิ่งไหนเป็นอันตรายหรือน่าเป็นห่วง เราจะรู้จากการสำรวจ จากการศึกษาเรียนรู้ ซึ่งจะพัฒนาให้เราได้องค์ความรู้และนำไปสู่การอนุรักษ์ได้” คมความคิดจากศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร. พิไล พูลสวัสดิ์ ผู้อุทิศชีวิตให้กับการศึกษาวิจัยนกเงือก จนเป็นที่ยกย่องและยอมรับในระดับนานาชาติ เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย ขอร่วมแสดงมุทิตาจิตกับ ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร. พิไล พูลสวัสดิ์ ในโอกาสที่ได้รับรางวัล National Geographic Thailand Explorer Awards 2019

รวมฟุตเทจหายากของภัยพิบัติทางธรรมชาติที่รุนแรงที่สุด

ต่อไปนี้คือภาพถ่ายและวิดีโอของ 5 อันดับ ภัยพิบัติทางธรรมชาติที่รุนแรงที่สุด น้ำท่วมที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ เกิดขึ้นกับแม่น้ำฮวงโหวและแม่น้ำแยงซีของจีน เมื่อปี 1931 ฝนที่ตกหนักส่งผลให้เกิดอุทกภัยครั้งใหญ่ มีผู้เสียชีวิตมากถึง 850,000 – 4 ล้านคน ซึ่งในจำนวนนี้ไม่ได้เสียชีวิตจากการจมน้ำเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงโรคระบาดที่มากับน้ำและความอดอยากอีกด้วย ไซโคลนที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ เกิดขึ้นในอินเดียและบังกลาเทศ เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน ปี 1970 พายุไซโคลนความรุนแรงระดับ 3 นี้คร่าชีวิตผู้คนไป 300,000 คน และทำลายหมู่บ้านทั้งหมู่บ้าน แม้ว่านักพยากรณ์อากาศจะทราบถึงการมาของพายุ แต่กลับไม่สามารถเตือนชาวบ้านในพื้นที่เสี่ยงได้ ภูเขาไฟระเบิดครั้งใหญ่ในรอบร้อยปี เกิดขึ้นกับภูเขาไฟปินาตูโบ ในฟิลิปปินส์ เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน ปี 1991 เคราะห์ดีที่นักวิทยาศาสตร์สามารถอพยพผู้คนได้ทันก่อนที่ภูเขาไฟจะระเบิด ซึ่งช่วยชีวิตผู้คนในบริเวณนั้นได้หลายพันคน อย่างไรก็ตามฝนตกหนักจากพายุไต้ฝุ่นที่เกิดขึ้นพร้อมกันได้พัดเอาเถ้าถ่านจำนวนมากรวมถึงถอนเอาต้นไม้ใหญ่ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตจำนวน 840 คน แผ่นดินไหวรุนแรงที่สุดเท่าที่มีบันทึกมา เกิดขึ้นในชิลี เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม ปี 1960 แผ่นดินไหวขนาด 9.5 แมกนิจูดเขย่าชายฝั่งชิลีและส่งผลให้เกิดคลื่นสึนามิความสูง […]