ขนำน้อยหอยใหญ่ กินหอย นอนขนำ เรียนรู้วิถีชีวิตชุมชน กับธุรกิจเพื่อสังคม

ขนำน้อยหอยใหญ่ กินหอย นอนขนำ

ขนำน้อยหอยใหญ่ : เราอยู่ได้ ชุมชนอยู่ได้ ธรรมชาติอยู่ได้

ที่เกริ่นว่า ขนำน้อยหอยใหญ่ เพราะผมมีโอกาสไปเยี่ยมเยียนแหล่งเลี้ยงหอยนางรมที่ดีที่สุดในประเทศไทย ที่ตำบลท่าทองใหม่ อำเภอกาญจนดิษฐ์ จังหวัดสุราษฎร์ธานี

“ขนำ” ในภาษาปักษ์ใต้ เป็นคำที่ชาวบ้านใช้เรียกกระท่อมชั่วคราว คือกระท่อมเฝ้าหอยนางรมที่อยู่กลางทะเล เหมือนกระท่อมปลายนาที่คนภาคกลางหรือภาคอื่นๆ คุ้นเคยกันนี่ล่ะครับ แต่ยกมาไว้กลางทะเล

นอกจากนี้ ผมยังได้สัมผัสกับวิถีชีวิตของคนเลี้ยงหอยนางรมบริเวณปากอ่าวคลองกระแดะแจะ ที่ตำบลท่าทองใหม่ แห่งนี้ด้วย

เล่ามาถึงตรงนี้ ผมขอนำทุกท่านไปพูดคุยกับเจ้าของขนำ ที่ดัดแปลงและต่อเติมขนำเฝ้าหอยนางรมของตัวเอง ให้เป็นร้านอาหาร เสิร์ฟหอยนางรมที่เลี้ยงเองแบบไม่อั้น คุณสิริพล ใจงาม หรือพี่เชน เล่าให้ผมฟังว่า “เขาทำธุรกิจเลี้ยงหอยนางรมเข้าสู่ปีที่ 10 แล้ว” พี่เชนเป็นคนสุราษฎร์ธานีโดยกำเนิด แต่ก่อนจะมาประกอบอาชีพเลี้ยงหอยนางรม พี่เชนเคยเป็นผู้รับเหมาก่อสร้างมาก่อน

ขนำน้อยหอยใหญ่
แนวหลักของฟาร์มหอยนางรมปักเรียงรายอยู่รอบขนำหลังน้อย

ร้านขนำน้อยหอยใหญ่เกิดจากการชวนเพื่อนฝูงมาพักผ่อนสังสรรค์และตกปลากัน จนกลายเป็นที่กล่าวขานกันในกลุ่มเพื่อน และมีคนแสดงเจตจำนงค์มาเยี่ยมพี่เชนมากขึ้น จึงทำให้เกิดแนวคิดนำไปสู่การต่อยอดทางธุรกิจ จากเดิมที่เลี้ยงหอยนางรม พี่เชนจึงขยายกิจการมาเปิดร้านอาหารด้วย

“พื้นที่ทำฟาร์มหอยนางรม กลายมาเป็นจุดเด่นในเรื่องวัตถุดิบ เนื่องจากอยู่ใกล้แหล่งชุมชนดั้งเดิมที่ประกอบอาชีพเป็นชาวประมงพื้นบ้าน

เพราะวัตถุดิบทั้งหมดที่นำเสนอในร้านล้วนเป็นผลิตผลจากการประมงพื้นบ้านทั้งสิ้น เช่น ปลาที่ชาวบ้านจับมาได้จากธรรมชาติ พี่เชนมักไปจับจองและรับซื้อเอาไว้ ก่อนที่ชาวบ้านนำไปขายต่อกับพ่อค้าคนกลาง รวมถึงปูและหอยก็รับซื้อจากชาวบ้านในละแวกใกล้เคียง

ขนำน้อยหอยใหญ่, การท่องเที่ยวชุมชน, ธุรกิจเพื่อสังคม
ขนำของพี่เชน ที่ดัดแปลงมาเป็นร้านอาหารและที่พัก

นอกจากที่ชาวบ้านมีรายได้แล้ว ทางร้านยังสามารถรับรองเรื่องความสดของอาหารได้ด้วย ส่วนเรื่องของการปรุงอาหารเพื่อให้ได้รสมือของคนพื้นถิ่นอย่างแท้จริง พี่เชนจัดหาแม่ครัวในพื้นที่ ทั้งป้าแดงและป้าเอียดเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการรังสรรค์รสอาหาร ในเรื่องของขนมหวานพี่เชนรับซื้อจากป้าหนูเล็ก แห่งตำบลท่าทองใหม่

เรื่องความเรียบร้อยของขนำได้ลุงอ้น หรือสุชล คงใหญ่ ทำหน้าที่เป็นผู้จัดการทั้งในส่วนของเรื่องการเข้าพักและการดูแลหลักหอยนางรม และลุงเปี๊ยกหรือ นายวุฒิ ประเสริฐ เป็นผู้จัดการฟาร์มหอย (ผู้ที่ทำหน้าที่ล้วงหอยให้เรากิน)

“การให้คนพื้นที่มีส่วนร่วมตรงนี้ เพราะเราต้องการมอบคุณค่าและเคารพคนท้องถิ่น เพื่อให้ทุกคนมีรายได้ และเติบโตไปพร้อมกัน” พี่เชนกล่าวเสริม

การเลี้ยงหอยนางรมกับแนวป่าชายเลน

ผมสอบถามถึงประเด็นการเลี้ยงหอยนางรมว่า การเลี้ยงหอยลักษณะนี้ส่งผลกระทบอะไรกับสิ่งแวดล้อมบริเวณรอบๆ หรือไม่ อย่างไร “เพราะแนวของฟาร์มหอยที่เลี้ยงตามหลักปักเอาไว้ เปรียบเสมือนแนวชะลอคลื่น ช่วยลดการกัดเซาะชายฝั่งจากคลื่นลม รวมถึงปกป้องแนวป่าชายเลนเพื่อให้เป็นเป็นแหล่งพักพิง และอนุบาลของตัวอ่อนสัตว์น้ำมากมาย ส่งผลต่อเนื่องไปยังการประมงชายฝั่งให้ดำเนินต่อไปได้” พี่เชนตอบในประเด็นที่ผมสงสัย

ฟาร์มหอยนางรม, ขนำน้อยหอยใหญ่
บริเวณโดยรอบขนำเป็นหลักหอยนางรม

ในตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา เรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมอากาศส่งผลกระทบอะไรกับการเลี้ยงหอยและวิถีชีวิตของผู้คนแถวนี้บ้าง

เหตุการณ์ที่ชัดเจนและรุนแรงที่สุดคงเป็นปี 2014 ที่เกิดอุทกภัยครั้งใหญ่ ส่งผลให้น้ำจืดทะลักลงมาเจือจางน้ำเค็มบริเวณปากอ่าวและแนวหลักหอยนางรมของพี่เชน “ค่าความเค็มของน้ำทะเลเปลี่ยนไปส่งผลโดยตรงต่อการเลี้ยงหอยนางรม” ที่เชนเล่าและเสริมว่า “ฟาร์มหอยนางรมของพี่เชนเสียหายมากที่สุด หอยนางรมหลุดจากหลักและตายไปเป็นจำนวนมาก

 

การท่องเที่ยวชุมชน, การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน, ธุรกิจเพื่อสังคม
การเดินทางไปที่ขนำของพี่เชนต้องโดยสารทางเรือ

นอกจากนี้ ตลอดช่วงสิบปีที่ผ่านมา พบว่าสัตว์ทะเลเชิงเศรษฐกิจหลายชนิดอ่อนแอลง หรือมีความอ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงมากขึ้น พี่เชนยกตัวอย่างว่า หอยแครงตายง่ายกว่าเมื่อก่อน และแนวของน้ำเค็มรุกเข้าไปทางชายฝั่งมากขึ้นคลื่นลมแรงสภาพอากาศแปรปรวนมากขึ้น ทำให้บางปีผลผลิตลดน้อยลง

เรื่องและภาพ : Wara Suttiwan

ติดตามผลงานอื่นของนักเขียนได้ที่ Great Bear Gallery


เรื่องอื่นๆ ที่น่าสนใจ : Gastronomy : การท่องเที่ยวเชิงอาหาร

การท่องเที่ยวเชิงอาหาร, อาหาร, การกิน, อาเซียน

เรื่องแนะนำ

ความสุขอย่างยั่งยืน : ท่องเที่ยวมิติใหม่ในฟิลิปปินส์

เกาะโบราไกย์ในฟิลิปปินส์เสนอประสบการณ์ท่องเที่ยวที่สะอาดและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมให้กับนักท่องเที่ยว เพื่อให้ทุกคนมี ความสุขอย่างยั่งยืน ช่วงที่ผ่านมา การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนได้กลายมาเป็นที่นิยมในหมู่นักท่องเที่ยว และการท่องเที่ยวเชิงนิเวศเป็นหนึ่งในรูปแบบของการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน แนวคิดการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนไม่ใช่แค่คุณต้องรักษาความสะอาดของพื้นที่ แต่คุณจำเป็นต้องคิดถึงผลกระทบระยะยาวต่อสิ่งแวดล้อมในสถานที่ท่องเที่ยวรวมไปถึงประชากรในท้องถิ่น เมื่อคุณเดินทางท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนไม่ใช่แค่การคงสภาพดั้งเดิมของพื้นที่นั้นไว้ แต่คุณควรสร้างผลกระทบเชิงบวกกับพื้นที่นั้นด้วยเพื่อกระจาย ความสุขอย่างยั่งยืน ทั้งผู้มาเยือนและเจ้าบ้าน การท่องเที่ยวเป็นสิ่งสำคัญของประเทศฟิลิปปินส์ และประเทศอุษาคเนย์นี้ยังเต็มไปด้วยโอกาสที่นักท่องเที่ยวจะได้ลองท่องเที่ยวแบบยั่งยืน ถ้าคุณกำลังวางแผนการเดินทาง คำแนะนำเหล่านี้ช่วยให้คุณสามารถท่องเที่ยวพร้อมไปกับการให้บางสิ่งบางอย่างกลับคืนแก่โลก ผ่านจุดท่องเที่ยวยอดนิยม 3 แห่งในฟิลิปปินส์ เกาะโบราไกย์ ความสวยงามของหาดทรายขาวอันเลื่องชื่อ โบราไกย์เป็นหนึ่งในสถานที่ยอดนิยมของฟิลิปปินส์มาช้านาน อย่างไรก็ตาม ในปี 2018 ความมีชื่อเสียงนี้เป็นเหตุให้ทางการจำเป็นต้องประกาศปิดเกาะเป็นเวลา 6 เดือน และปัจจุบันมีการจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยวต่อวันที่จะเข้าชมเกาะ ถ้าคุณอยากเดินทางไปโบราไกย์ คุณควรพิจารณาถึงกิจกรรมต่าง ๆ ที่ไม่สร้างผลกระทบต่อพื้นที่เลย การเล่นไคต์เซิร์ฟ คุณต้องอาศัยแรงลมสำหรับการควบคุมทิศทาง คุณสามารถเคลื่อนที่ไปบนผืนน้ำได้อย่างรวดเร็ว หากมีสภาพอากาศที่เหมาะสม ที่หาดบูลาบ็อก ช่วงเวลาที่เหมาะสมคือเดือนธันวาคมถึงเดือนมีนาคม และอีกหนึ่งสถานที่คือหาดไวท์บีช ในช่วงเดือนมิถุนายนถึงเดือนตุลาคม ซิปไลน์ การห้อยโหนไปบนเส้นสลิงเป็นหนทางหนึ่งที่ช่วยเติมเต็มจินตนาการในการชมทิวทัศน์ในมุมมองเดียวกับนกที่กำลังโผบิน และกิจกรรมนี้ยังไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ฟรีไดฟ์ หรือการดำน้ำโดยไม่ใช้อุปกรณ์ช่วยหายใจ ที่แม้จะใช้อุปกรณ์ในการดำน้ำน้อยลงแล้ว คุณยังได้สัมผัสกับประสบการณ์ที่อัศจรรย์ใต้ท้องทะเลแบบใกล้ชิด การเดินชมธรรมชาติบนเกาะ นอกจากเป็นกิจกรรมที่ยั่งยืนแล้ว คุณยังได้เรียนรู้เกี่ยวกับพืชและสัตว์นานาพันธุ์บนเกาะแห่งนี้ พร้อมกับเผาผลาญพลังงานไปในตัว กิจกรรมนี้อาจเป็นแค่การเดินทอดน่องเรื่อย ๆ หรือการเดินป่าจริงจังตลอดสองชั่วโมง […]

เบียร์รักษ์โลก กับไอเดียจากทั่วโลก ค้นหาคำตอบของการกินดื่มอย่างเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

นวัตกรผู้ผลิตเบียร์ ไวน์ และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ต่างก็กำลังพยายามเปลี่ยนแปลงหนึ่งในอุตสาหกรรมที่ทำร้ายสิ่งแวดล้อมมากที่สุดนี้ จากจุดเริ่มต้นจนถึงท้ายสุด การทำเครื่องดื่มแอลกอฮอล์นับว่าบริโภคสิ่งแวดล้อมอย่างหนักหน่วง ต้องใช้น้ำ 20 แกลลอนในการผลิตเบียร์หนึ่งเสิร์ฟปริมาณ 8 ออนซ์ และ น้ำ 30 แกลลอนสำหรับไวน์ปริมาณ​ 5 ออนซ์ จากนั้นก็ไปสู่กระบวนการผลิตแก้วและอะลูมิเนียมสำหรับบรรจุภัณฑ์แอลกอฮอล์ พลาสติกและกล่องลังสำหรับการบรรจุหีบห่อ ไปจนถึงการใช้พลังงานสำหรับการแช่เย็นทั้งกับบ้านและร้านค้าปลีก แอลกอฮอล์หลายประเภทผลิตเฉพาะสำหรับแต่ละสถานที่เท่านั้น อย่างเตกีล่าของเม็กซิโก สก็อตช์ในสก็อตแลนด์ เบอร์เบินในรัฐเคนตักกี้ ซึ่งต้องอาศัยการขนส่งบนเส้นทางที่แสนยาวนานกว่าจะไปถึงมือผู้บริโภค ส่วนผสมหลักโดยทั่วไปในกระบวนการผลิตแอลกอฮอล์ ได้แก่ องุ่น ข้าวสาลี ข้าวบาร์เลย์​ ฮอปส์ น้ำตาล ซึ่งเป็นหนึ่งในพืชที่ต้องใช้น้ำและพลังงานมากที่สุดในโลก กระบวนการต้มและหมักบ่มต่างก็ต้องอาศัยพลังงานมหาศาลเช่นกัน แม้จะยังไม่มีการประเมินปริมาณคาร์บอนฟุตปรินต์จากกระบวนการผลิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์โดยเฉพาะ แต่สถาบันวิทยาศาสตร์ วิศวกรรม และการแพทย์แห่งชาติกล่าวว่า อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มในวงกว้างยังคงเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่ไม่ยั่งยืนที่สุดในโลก ประมาณการว่ามีส่วนทำให้เกิดความสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพราว 60% และการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศที่เกิดจากการปลดปล่อยมลพิษทั่วโลกอีกราว 30% โดยปริมาตรแล้ว แอลกอฮอล์คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 16% ของอุตสาหกรรมการผลิตเครื่องดื่มในสหรัฐอเมริกา อ้างอิงจากข้อมูลของ Park Street บริษัทในฟลอริดาที่บริการด้านระบบขนส่งให้กับบริษัทแอลกอฮอล์ ในวันที่การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศคืบคลานใกล้เข้ามามากขึ้น นั่นส่งผลกระทบต่อทุกภาคส่วนในกระบวนการผลิตเครื่องดื่ม ตั้งแต่บนแปลงเกษตรจนถึงหลังรถบรรทุก เป็นไปได้ไหมว่าแนวทางที่ปฏิบัติกันมายาวนานเช่นนี้จะนำไปสู่จุดจบของเบียร์ราคาถูกหรือไม่? ไม่จำเป็น […]

ความยั่งยืน : องค์ประกอบสำคัญของการสร้างแบรนด์ในทุกธุรกิจ

ในโลกยุคใหม่ ภาคธุรกิจได้รับการคาดหวังว่าต้องรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคมเพื่อความยั่งยืนของโลก โดยในปลายเดือนตุลาคม 62 นี้ จะมีการประชุมว่าด้วยการสร้างแบรนด์เพื่อ ความยั่งยืน ในประเทศไทย ปัจจัยสำคัญในการสร้างธุรกิจให้อยู่รอดในยุคสมัยใหม่ คือการสร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จักและยอมรับของคนในสังคม โดยนอกจากการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่ดีแล้ว องค์ประกอบสำคัญที่ส่งผลให้แบรนด์ธุรกิจได้รับการยอมรับคือ การมีส่วนร่วมสร้าง ความยั่งยืน ให้กับสังคม ไม่ว่าจะเป็นการผลิตสินค้าอย่างมีความรับผิดชอบ หรือการมุ่งหาแนวทางในการนำผลกำไรมาตอบแทนสังคม หรือชุมชนรอบตัวให้เติบโตไปด้วยกัน หมดยุคสมัยของการเติบโตเพื่อกอบโกยกำไรแต่เพียงผู้เดียวและทิ้งผู้คนมากมายไว้เบื้องหลัง ดร. ศิริกุล เลากัยกุล  หรือ คุณหนุ่ย ปัจจุบันเป็น Country Director ของ SB Thailand มีประสบการณ์ทำงานในฐานะผู้เชี่ยวชาญในการสร้างแบรนด์ มานานกว่า 20 ปี อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของการสร้างแบรนด์หลากหลายบริษัท อีกบทบาทของเธอในวันนี้คือการเป็นผู้จัดการประชุมสัมมนา Sustainable Brands (SB) อันเป็นการประชุมสัมมนาด้านความยั่งยืนของแบรนด์ระดับโลกที่ใหญ่ที่สุด จัดต่อเนื่องมานานนับสิบปี ในเมืองชั้นนำทั่วโลก อาทิ ซานดิเอโก ลอนดอน บาร์เซโลนา ริอูเดจาเนรู โตเกียว ซิดนีย์ เคปทาวน์ แวนคูเวอร์ เป็นต้น วันนี้เราได้มาพูดคุยกับคุณหนุ่ยถึงแรงบันดาลในการผลักดันเรื่องของการสร้างแบรนด์เพื่อความยั่งยืนให้เกิดขึ้นในทุกภาคส่วนของธุรกิจในเมืองไทย ความสำคัญของการสร้างความยั่งยืนของธุรกิจ และงานสัมมนา […]

บ้านแม่เหาะ เสน่ห์การท่องเที่ยวชุมชนปกาเกอะญอ

ชาวปกาเกอะญอใน บ้านแม่เหาะ อำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน จัดการท่องเที่ยวด้วยการชูเอกลักษณ์ของชุมชน 08.00 น. บ้านแม่เหาะ อำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน แสงแดดยามเช้าในเดือนพฤศจิกายนแทงทะลุผ่านทุ่งดอกบัวตอง นำความอบอุ่นและสดชื่นมาในคราวเดียวกัน สำนึกที่เคยร่ำเรียนวิชานิเวศวิทยาก็พลันแล่นเข้ามาในความคิดว่า บัวตองเป็นพืชต่างถิ่นและเป็นผู้รุกราน แต่ถ้าในแง่ของความอภิรมย์ ภาพตรงหน้านับได้ว่าเป็นความงดงามอย่างหนึ่งในชีวิต จากการระบาดใหญ่ที่ส่งผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยวโดยตรง หลายฝ่ายจึงกลับมามองย้อนถึงสิ่งที่เกิดขึ้น รายได้จากการท่องเที่ยวที่เคยเบ่งบาน กลับหายวับไปในชั่วพริบตาเดียว หลายคนพูดถึงคำว่า “ยั่งยืน” เช่น รายได้ที่ยั่งยืน การประกอบธุรกิจอย่างยั่งยืน และอีกมากมายที่ลงท้ายด้วยคำว่ายั่งยืน แต่พวกเราเข้าใจคำว่า “ยั่งยืน” อย่างไร หลังจากสถานการณ์การระบาดโรคโควิด-19 ในประเทศไทยมีความผ่อนคลายมากขึ้น ประชาชนในประเทศต่างถวิลหาการเดินทางอีกครั้ง ทั้งด้วยนโยบายสนับสนุนการท่องเที่ยวจากภาครัฐ ยิ่งผลักให้ผู้คนในประเทศมองว่า เป็นช่วงเวลาอันดีที่จะออกไปปลดปล่อยอารมณ์ที่ตึงเครียดมาตลอดทั้งปี อย่างไรก็ตาม มาตรการล็อกดาวน์ได้ทิ้งร่องรอยบางอย่างไว้ให้เราได้เรียนรู้ นั่นคือการฟื้นตัวของสถานที่ทางธรรมชาติ ทุกคนเห็นตรงกันว่า “เราควรเริ่มหันมามองการท่องเที่ยวอย่างใส่ใจสิ่งแวดล้อม” ซึ่งหมายความรวมไปถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นกับชุมชน เราจึงมองหาสถานที่ที่สามารถบอกเล่าเรื่องราว “ความยั่งยืน” และ “การท่องเที่ยว” ให้กับเราได้ ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกันที่บริษัท Local Alike บริษัทนำเที่ยวชุมชน ติดต่อเราเข้ามาเพื่อไปเยี่ยมชมชุมชนแม่เหาะ ชุมชนที่บริหารจัดการท่องเที่ยวโดยชุมชน และสามารถสร้างความยั่งยืนได้จากการร่วมมือกันของคนในพื้นที่ เดินขึ้นดอยตามเส้นทางชุมชน บ้านแม่เหาะ […]