รวมพลังความร่วมมือของภาคเอกชน สู่การสร้างสังคมคาร์บอนต่ำ

รวมพลังความร่วมมือของภาคเอกชน สู่การสร้างสังคมคาร์บอนต่ำ

เพียงช่วงระยะเวลาไม่กี่ปีที่ผ่านมา เรารู้สึกถึงอาการป่วยของโลกใบนี้ผ่านประสาทสัมผัสทุกส่วน ถึงเวลาแล้วที่หัวหอกจากภาคเอกชนจะต้องจับมือกัน เพื่อผลักดันสังคม Low Carbon Society

โลกร้อน โลกรวน ปัญหาที่โลกแจ้งเตือนกับทุกคนว่าวิกฤตกำลังมาถึง ย่อมต้องอาศัยพลังจากทุกภาคส่วนของสังคม ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม เพื่อช่วยชีวิตโลกใบนี้ให้อยู่กับทุกคนอย่างยั่งยืน

อ้างอิงจากระบบเศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าบทบาทของผู้ประกอบการนับเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการสร้างพฤติกรรมในการบริโภค ก่อนส่งไม้ต่อสู่ผู้บริโภคเพื่อสร้างความตระหนักและจิตสำนึกต่อไป การผลักดันสังคมคาร์บอนต่ำจึงเป็นหัวเรื่องจำเป็นที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากผู้ประกอบการภาคธุรกิจจากหลากหลายแขนง เพื่อผนึกรวมความถนัดและความตั้งใจในการสร้างสังคมคาร์บอนต่ำอย่างที่วาดปลายทางไว้ได้ครบทุกมิติของสังคม

คุณภราดร จุลชาต ประธานกิตติมศักดิ์ กลุ่มอุตสาหกรรมพลาสติก สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย บอกเล่าเรื่องราวจากการประชุม CEO Forum : Collaboration for Low-Carbon Society ในงาน ESG Forum 2022 “โลกป่วยขั้นวิกฤต จะกู้โลกได้อย่างไร”

ESG Forum 2022 จึงเป็นโอกาสดีที่มีการรวมตัวซีอีโอจากกว่า 60 องค์กร มาร่วมระดมสมอง หาทางรอด เพื่อโลกที่ยั่งยืนต่อไป ผ่านการขับเคลื่อนเรื่อง ESG หรือ Environment – สิ่งแวดล้อม, Social – สังคม และ Governance – บรรษัทภิบาล จนสรุปออกมาเป็นแนวคิดในการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศผ่านการลดคาร์บอน และความร่วมมือในการจัดการปัญหาดังกล่าวร่วมกัน

สามมิติทางสังคม ปรับเปลี่ยนเพื่อโลกยั่งยืน

จาก CEO ทั้ง 60 องค์กร ครอบคลุมหลายภาคส่วนอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นการผลิต อสังหาริมทรัพย์ บริการ การเงิน หรือบรรจุภัณฑ์ เห็นพ้องต้องกันว่า สภาวะโลกร้อนจะส่งผลกระทบทำให้ต้นทุนในการดำเนินกิจกรรมหรือกิจการหรือต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้นในระดับปานกลางไปถึงมาก

เหตุการณ์รอบตัวที่เกิดขึ้นในช่วง 5-6 ปีให้หลัง นอกจากส่งผลกระทบต่อรายได้ให้กับผู้ประกอบการแล้ว ยังมองมุมกลับได้ว่าเป็นเรื่องของโอกาสที่จะได้เดินไปตามทิศทางของโลกที่กำลังเกิดขึ้น แรงกดดันจากความเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมในยุโรปและสหรัฐอเมริกา เป็นโอกาสที่ทำให้ผู้ประกอบการได้ปรับปรุงและพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการที่ต้องเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

ซึ่งทางภาคเอกชนเองก็ริเริ่มความร่วมมือเพื่อสร้างโลกที่ยั่งยืนผ่านการรวมกลุ่มอุตสาหกรรม เช่น กลุ่มเครือข่ายความร่วมมือ 23 องค์กรธุรกิจอุตสาหกรรมก่อสร้างไทยด้านเศรษฐกิจหมุนเวียน (CECI-Circular Economy in Construction Industry)  และโครงการความร่วมมือ PPP Plastics (Public Private Partnership for Sustainable Plastic and Waste Management) สร้างต้นแบบการจัดการขยะพลาสติก นำกลับมาสู่กระบวนการรีไซเคิล ขับเคลื่อนโดยสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (FTI)  องค์กรธุรกิจเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน (TBCSD) และพันธมิตรกว่า 30 องค์กร

สามมิติทางสังคมจึงเป็นทางออกที่จะนำไทยและโลกไปสู่สังคมคาร์บอนต่ำ ได้แก่ สังคมพลังงานสะอาด สังคมไร้ขยะ และสังคมบริโภคอย่างยั่งยืน ซึ่งทุกมิติจะสำเร็จได้ จำเป็นจะต้องผนึกกำลังทั้งภาคเอกชน และการสนับสนุนจากภาครัฐ ตั้งแต่การกำหนดแผนแม่บท การปรับเปลี่ยนกฎหมาย กฎระเบียบที่จะเอื้อให้การเดินทางไปสู่สังคมคาร์บอนต่ำ ทั้งหมดนี้จะต้องทำให้เกิดขึ้นจริงให้ได้

คุณนิธิ ภัทรโชค President Cement-Building Materials Business, SCG

สังคมพลังงานสะอาด Social of Green Energy & Efficiency

คุณกลอยตา ณ ถลาง ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายบริหารภาพลักษณ์และสื่อสารองค์กร บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)

ประการแรก สังคมพลังงานสะอาด ผู้ประกอบการจะต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำธุรกิจที่จะตอบสนองต่อการใช้พลังงานสีเขียว พลังงานหมุนเวียน รวมทั้งพลังงานทางเลือก ทั้งในห่วงโซ่คุณค่า และภายในองค์กร ผ่านการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม และการใช้งานนวัตกรรมเพื่อสนับสนุนการใช้พลังงานให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

ยกตัวอย่าง การใช้ระบบข้อมูลการใช้พลังงาน หรือ Big Data ด้วยการสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) ทุนสนับสนุน (Green Finance) และเทคโนโลยีเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้พลังงาน (Digital for Energy) ให้มีการจัดการฐานข้อมูลการใช้พลังงานของประเทศไทย เพื่อนำไปบริหารจัดการต่อภายในองค์กร

อุตสาหกรรมการผลิตที่จำเป็นต้องใช้พลังงานสูง จะต้องปรับเปลี่ยนกระบวนการ วิธีการผลิต เพิ่มนวัตกรรม และรูปแบบการใช้พลังงาน ที่ใช้พลังงานอย่างเกิดประสิทธิภาพสูงสุด หรือใช้การซื้อขายคาร์บอนเครดิตอย่างเต็มรูปแบบ นี่เป็นตัวอย่างในการจัดการด้านพลังงานทั้งในเชิงปฏิบัติและภาคนโยบายที่จำเป็นจะต้องพึ่งพากันทั้งภาครัฐและเอกชน

สังคมไร้ขยะ Society of Zero Waste

คุณกิตติพงษ์ ศิริลักษณ์ตระกูล รองกรรมการผู้จัดการ สายงานก่อสร้างอาคารสูง บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน)

ประการถัดมา ผู้ประกอบการจะต้องปรับเปลี่ยนธุรกิจ ในแง่ของการผลิตสินค้า บริการ และโซลูชั่นที่ไม่ก่อให้เกิดของเสีย หรือมีการจัดการของเสียอย่างมีประสิทธิภาพ อันจะส่งผลต่อการเกิดคาร์บอนในกระบวนการ

ตัวอย่างของการปรับเปลี่ยนเพื่อสร้างสังคมใหม่ที่ไร้มลพิษ ได้แก่ การออกแบบที่ลดการเกิดของเสียทั้งจากการลดการใช้งาน (Reduce) และการหมุนเวียนขยะให้เกิดคุณค่ามากขึ้น (Recycle/Upcycling) การลดปริมาณหีบห่อที่เกินจำเป็น การลดการเผาของเสียทางการเกษตร เปลี่ยนสู่การเป็นทรัพยากรของพลังงานทางเลือก สู่ปลายทางที่การออกแบบระบบคัดแยกและจัดการของเสีย วินัยในการคัดแยกขยะที่ปลูกฝังในตัวผู้บริโภคทุกคนผ่านการใช้สินค้าและบริการจากผู้ประกอบการตั้งต้น

ส่วนภาพใหญ่ในเชิงนโยบายของภาครัฐ ควรต้องมีกฎระเบียบ มาตรฐานที่ชัดเจน พร้อมกับการจัดมาตรการทางภาษีมาช่วยสนับสนุนในเรื่องคาร์บอนอย่างเป็นรูปธรรม

สังคมบริโภคอย่างยั่งยืน Society of Sustainable Consumption

ประการสุดท้ายของสามมิติทางสังคม คือการปรับเปลี่ยนธุรกิจและห่วงโซ่คุณค่า โดยมุ่งเน้นการสร้างจิตสำนึกและพฤติกรรมของตลาดในการบริโภคเท่าที่จำเป็น รวมทั้งการใช้สินค้า บริการ และโซลูชั่นคาร์บอนต่ำ โดยเริ่มต้นตั้งแต่การปรับเปลี่ยนภายในองค์กร ส่งต่อสู่ผู้บริโภคปลายทาง

กระบวนการสู่การบริโภคอย่างยั่งยืน ผ่านการออกแบบผลิตภัณฑ์สีเขียว (Green Products) ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เริ่มต้นตั้งแต่สายพานการผลิตที่จะต้องมีระบบการบริหารจัดการตลอดห่วงโซ่คุณค่าอย่างมีประสิทธิภาพ ไปพร้อมกับการจัดซื้อสีเขียว ส่งเสริมความรู้ความเข้าใจผู้บริโภค กระตุ้นให้เกิดการบริโภคอย่างรับผิดชอบ

โดยจากการระดมสมองของภาคเอกชนในครั้งนี้ ได้นำไปสู่ความร่วมมือกับภาครัฐเดินหน้า 10 แนวทางการสร้างสังคมคาร์บอนต่ำ อาทิ โครงสร้างพื้นฐานที่เอื้อต่อการใช้พลังงานสะอาดและพลังงานหมุนเวียน สนับสนุนด้านเงินทุน สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ สำหรับพลังงานสะอาด  การจัดระบบการจัดเก็บขยะที่มีประสิทธิภาพ การส่งเสริมวินัยการคัดแยกขยะตั้งแต่ครัวเรือน รวมถึงสนับสนุนองค์ความรู้ เทคโนโลยีการพัฒนาสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ความร่วมมือทั้งหมดนี้ ไม่เพียงแต่เกิดจากภาคเอกชนที่ร่วมมือกันเพื่อสร้างสรรค์สังคมคาร์บอนต่ำให้เป็นจริงเท่านั้น แต่จำเป็นต้องอาศัยพลังจากพวกเราทุกคนที่จะจับมือเดินหน้าไปด้วยกัน เริ่มต้นจากบริโภคอย่างมีความรับผิดชอบ เรื่องหลังบ้านอย่างการแยกขยะตั้งแต่ต้นทาง ทั้งหมดนี้จะค่อยบ่มเพาะวินัยของตัวเองในระยะยาว และขยายวงกว้างสู่ปลายทางที่การสร้างสังคมคาร์บอนต่ำร่วมกันต่อไป

เรื่องแนะนำ

เขตรักษาพันธุ์ปลาในแม่น้ำช่วยฟื้นฟูปลาขนาดใหญ่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ชาวประมงจำนวนมากพึ่งพาปลาจำนวนมหาศาลในระบบลำน้ำโขงมายาวนาน รวมทั้งชาวบ้านจากหมู่บ้าน Chnok Tru บนทะเลสาบโตนเลสาบ และในปัจจุบัน มีความพยายามหลายประการเพื่ออนุรักษ์สัตว์น้ำไว้สำหรับอนาคต ภาพถ่ายโดย DAVID GUTTENFELDER, AP/NAT GEO IMAGE COLLECTION เครือข่ายเขตอนุรักษ์กำลังช่วยให้ปลาบึกและ ปลา ชนิดอื่นๆ ในแม่น้ำโขงรอดจากการทำประมงเข้มข้น และภัยคุกคามทางสิ่งแวดล้อมอื่นๆ แม้แม่น้ำเงาอยู่ใกล้กับชายแดนพม่า ซึ่งเป็นบริเวณที่เต็มไปด้วยความขัดแย้ง มันกลับเป็นสถานที่หลบภัยอันสงบสุขสำหรับ ปลา กว่า 50 สายพันธุ์ โดยในปัจจุบัน พื้นที่แห่งนี้มีแหล่งสงวนพันธุ์ปลาของเอกชนกว่า 52 แห่ง เมื่อ 5 ปีก่อน อารอน โคนิง (Aaron Koning) นักนิเวศวิทยาทางน้ำจากศูนย์แอตคินสันเพื่ออนาคตที่ยั่งยืนแห่งมหาวิทยาลัยคอร์เนล (Cornell University’s Atkinson Center for a Sustainable Future) ได้เริ่มวิจัยว่าเขตรักษาพันธุ์ซึ่งครอบคลุมพื้นที่เพียงส่วนน้อยของแม่น้ำเหล่านี้ส่งผลอย่างไรต่อปลา เขาค้นพบว่า ที่จริงแล้ว ปลาทุกชนิดรู้เป็นอย่างดีว่าจะพึ่งพาเขตอนุรักษ์เหล่านี้ได้อย่างไร ซึ่งอาจทำให้พวกมันเพิ่มจำนวนขึ้นมาก จากผลการสำรวจเขตอนุรักษ์ราว 24 แห่งในแม่น้ำเงาระบุว่า ความหนาแน่นโดยเฉลี่ยของประชากรปลาภายในเขตอนุรักษ์เหล่านี้สูงกว่านอกเขตหลายเท่าตัว […]

พิธีเปิดงาน Thailand Sustainability Expo 2020 (TSX2020)

เมื่อ 4 องค์กรต้นแบบด้านความยั่งยืนของประเทศไทย นำโดย ไทยเบฟ, ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป, พีทีที โกลบอล เคมิคอล และ เครือข่าย TSCN รวมพลังขับเคลื่อนโลกให้น่าอยู่อย่างยั่งยืน ภายใต้แนวคิด “พอเพียง ยั่งยืน เพื่อโลก” (Sufficiency for Sustainability) นับเป็นปรากฏการณ์ความร่วมมือครั้งสำคัญ และยิ่งใหญ่ขององค์กรต้นแบบด้านความยั่งยืนของประเทศไทยที่จะมาร่วมกันขับเคลื่อนการพัฒนาอย่างยั่งยืน ในงาน Thailand Sustainability Expo 2020 (TSX) ภายใต้แนวคิด “พอเพียง ยั่งยืน เพื่อโลก” (Sufficiency for Sustainability) โดยการนำของ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน), บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป (มหาชน) (TU), บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) (PTTGC) รวมถึงเครือข่าย TSCN […]

บริษัทไทยติดอันดับประเมินความยั่งยืนระดับสูงมากที่สุดในโลก

บริษัทไทยติดอันดับประเมินความยั่งยืนสูงสุดในโลก แสดงให้เห็นถึงแนวทางการพัฒนาความยั่งยืนของภาคธุรกิจไทยที่ประสบความสำเร็จ ตามความเข้าใจของคนทั่วไป สิ่งที่เป็นตัวชี้วัดความสำเร็จในการทำธุรกิจคือผลประกอบการ ซึ่งเกิดจากการพัฒนาขีดความสามารถทางธุรกิจ โดยใช้ปัจจัยและทรัพยากรต่างๆ ยิ่งเป็นบริษัทใหญ่ ยิ่งต้องใช้ทรัพยากรจำนวนมากในการดำเนินธุรกิจ หากแต่ในโลกปัจจุบัน รวมไปถึงอนาคต การประสบความสำเร็จอาจไม่ได้หมายถึงผลกำไรเพียงอย่างเดียว หากแต่รวมไปถึงธุรกิจนั้นสามารถให้สิ่งที่เป็นคุณประโยชน์กับสังคมอย่างไร และสามารถส่งเสริมความยั่งยืนให้เกิดขึ้นทั้งภายในบริษัทและสังคมภายนอกอย่างไร จึงทำให้เกิดแนวคิดการทำธุรกิจอย่างยั่งยืน ซึ่งกำลังเป็นที่แพร่หลายไปทั่วโลก เนื่องจากแนวคิดการทำธุรกิจอย่างยั่งยืนนี้จะเป็นตัวชี้วัดความมั่นใจให้กับนักลงทุน สร้างมูลค่าเพิ่มเติมให้กับทั้งตัวบริษัทและสิ่งแวดล้อมของโลก S&P Global องค์กรผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนเกี่ยวกับความยั่งยืน ซึ่งเป็นผู้จัดทำการประเมินความยั่งยืนดัชนี Dow Jones Sustainability Indices หรือ DJSI อันเป็นดัชนีหลักทรัพย์ของบริษัทชั้นนำระดับโลกที่ผ่านการประเมินความยั่งยืน ตามตัวชี้วัดด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ซึ่งผู้ลงทุนสถาบันทั่วโลกให้การยอมรับและใช้เป็นข้อมูลในการลงทุน ได้เผยแพร่รายงานที่ชื่อว่า The Sustainability Yearbook 2021 ซึ่งเป็นการประกาศรายชื่อบริษัทที่ได้รับการจัดอันดับให้เป็นผู้นำด้านความยั่งยืนในกลุ่มอุตสาหกรรมต่างๆ โดยรายงานนี้ถือเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงด้านความยั่งยืนขององค์กรระดับโลกที่มีความน่าเชื่อถือสูง โดยปัจจัยการประเมินความยั่งยืนดังกล่าวได้แก่การคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล ในรายงานปี 2021 มี มีบริษัทเข้าร่วมการประเมินกว่า 7,000 แห่งทั่วโลก และมีเพียง 631 บริษัทที่ได้รับการจัดอันดับในรายงานฉบับนี้ ผลการประเมินโดยหน่วยงานดังกล่าวมีการแบ่งระดับออกเป็น SAM gold class […]

พลังของเยาวชนคือแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม อย่างยั่งยืน

ถึงแม้ว่างาน Thailand Sustainability Expo 2020 หรือ TSX ซึ่งมีจุดมุ่งหมายในการกระตุ้นให้สังคมหันกลับมาใส่ใจ “เรื่องความยั่งยืน” อย่างจริงจังจะจบลงไปแล้วก็ตาม แต่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน 17 ประการขององค์การสหประชาชาติ ที่เรียกกันว่า “Sustainable Development Goals (SDGs)” เชื่อมโยงทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นกลไกสำคัญสำหรับการจัดงาน TSX จะยังคงเดินหน้าต่อไปตามแผนการพัฒนาครอบคลุมระยะเวลา 15 ปี นับตั้งแต่เริ่มต้นในเดือนกันยายน พ.ศ. 2558 ไปสิ้นสุดในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2573 แน่ล่ะว่าในอีก 15 ปีข้างหน้า กลุ่มก้อนที่จะเป็นแรงผลักดันและขับเคลื่อนที่สำคัญในบทบาทนี้ คือกลุ่มเยาวชนคนรุ่นใหม่ที่มีแนวคิดและความตั้งใจจะเห็นเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม พัฒนาไปสู่ความยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรม (จริง ๆ โดยจิตสำนึกแล้วก็ควรจะต้องเป็นหน้าที่ของทุกคนในสังคมนั่นแหละถึงจะเรียกว่ายั่งยืนได้เต็มปาก) ซึ่งหนึ่งในกิจกรรมสำคัญจากงาน TSX ที่เพิ่งผ่านไป National Geographic Thailand ได้มีโอกาสร่วมฟังเสวนาในหัวข้อ “บทบาทของเยาวชนต่อการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน” ที่ TSX ร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศ ชวน […]