จับมือพาร์ทเนอร์ธุรกิจ สร้าง Net Zero Supply Chain มุ่งสู่ Net Zero 2050 ไปด้วยกัน - National Geographic Thailand

จับมือพาร์ทเนอร์ธุรกิจ สร้าง Net Zero Supply Chain มุ่งสู่ Net Zero 2050 ไปด้วยกัน

เพราะเป้าหมาย Net Zero ต้องมาจากการผลักดันในหลายภาคส่วนของสังคม เอสซีจี ในฐานะองค์กรแห่งความยั่งยืน จึงมุ่งสร้างพันธมิตรทั้งภาคธุรกิจ – ภาคการวิจัยและเครือข่ายการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เพื่อบรรลุเป้าหมายสังคมไร้คาร์บอนอย่างแท้จริง

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ภาวะโลกรวน กำลังทวีความรุนแรงขึ้นทุกขณะ ตัวการสำคัญคือ Green House Gas (GHG) หรือ ก๊าซเรือนกระจก ส่งผลให้อุณหภูมิโลกยังคงสูงขึ้นต่อเนื่อง และยังไม่มีทีท่าว่าจะลดลงได้อย่างง่ายๆ

ดังนั้นในการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 26 หรือ COP26 เมื่อปี 2021 จึงมีมติให้ทั่วโลกเปลี่ยนแปลงจากมาตรการแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไปสู่นโยบาย “Net Zero” หรือ การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ เพื่อเพิ่มความเข้มข้นภูมิอากาศให้ไม่เลวร้ายไปกว่านี้

จากมติดังกล่าว ประเทศไทยตั้งเป้าบรรลุการสร้างความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) หรือการปล่อยคาร์บอนเข้าสู่ชั้นบรรยากาศให้เท่ากับปริมาณคาร์บอนที่ถูกดูดซับกลับคืนมาภายในปี 2593 (ค.ศ. 2050) และบรรลุการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero GHG Emissions) ภายในปี 2608 (ค.ศ. 2065)

เพื่อให้เป้าหมาย ‘เพื่อโลก’ ดังกล่าวนี้ประสบความสำเร็จภายในช่วงเวลาไม่ถึง 30 ปีต่อจากนี้ ความร่วมมือจากภาครัฐ ภาคธุรกิจเอกชน รวมไปถึงสถาบันการศึกษา ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้การสร้างสังคมเป็นกลางทางคาร์บอนและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ประสบความสำเร็จ

เอสซีจี กับการสร้างพันธมิตร ขยายแนวร่วมสู่ Net Zero 2050 ไปด้วยกัน

เอสซีจีมีความตั้งใจในการสร้างความร่วมมือกับภาคธุรกิจ เพื่อช่วยเหลือ สนับสนุน และส่งเสริมให้เกิดความยั่งยืนร่วมกันในสังคมวงกว้าง และเป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้นโยบาย Net Zero ของประเทศไทยประสบความสำเร็จภายในกรอบเวลาที่ตั้งเป้าไว้

(1) จับมือภาคธุรกิจ ขับเคลื่อนนวัตกรรมที่อยู่อาศัยสีเขียว พลิกฟื้นสิ่งแวดล้อม สู่สังคมคาร์บอนต่ำ

กลุ่มความร่วมมือด้านเศรษฐกิจหมุนเวียนในอุตสาหกรรมก่อสร้าง หรือ Circular Economy in Construction Industry (CECI) : เอสซีจีให้ความสำคัญกับการพัฒนาอย่างยั่งยืนและนำหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน หรือ Circular Economy เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการแก้ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม ทั้งการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ พลังงานขาดแคลน การจัดการเศษวัสดุที่เกิดขึ้นจากอุตสาหกรรมก่อสร้าง และการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยเอสซีจีมุ่งเน้นการหมุนเวียนทรัพยากรและวัสดุที่ไม่ใช้แล้ว นำกลับมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด หรือ แนวทาง Turn Waste to Value เพื่อลดเศษวัสดุจากงานก่อสร้างโครงการและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเศษวัสดุเหลือทิ้ง ร่วมกันพันธมิตรองค์กรเอกชนในอุตสาหกรรมก่อสร้างไทย ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เพื่อบริหารจัดการปัญหาเศษวัสดุเหลือทิ้งในอุตสาหกรรมก่อสร้างได้ ด้วยการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า มุ่งสู่การดำเนินอุตสาหกรรมก่อสร้างที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยมีตัวอย่างความร่วมมือ อาทิ

1.) การนำเศษคอนกรีตจากหัวเสาเข็มไปใช้ประโยชน์ใหม่ เพื่อลดการใช้ทรัพยากรจากธรรมชาติและ ลดจำนวนขยะที่เกิดจากการก่อสร้าง รวมถึงการบริหารจัดการเศษวัสดุเหลือทิ้งจากการก่อสร้างให้เป็นระบบ ร่วมมือกับบริษัทต่างๆ ในกลุ่มสมาชิก CECI ในหลายโครงการเช่น โครงการ Supalai Rama 9 โครงการ The Forestias โครงการ Central Sriracha / Chanthaburi  และ โครงการ One Bangkok  เป็นต้น

การนำเศษคอนกรีตจากหัวเสาเข็มไปใช้ประโยชน์ใหม่

2.) ร่วมกับบริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) นำนวัตกรรมวัสดุก่อสร้างฉลาก SCG Green Choice ใช้ในโครงการบ้านและคอนโดมิเนียมกว่า 100 โครงการ สร้างสังคมคาร์บอนต่ำยั่งยืน ซึ่งลัย มีส่วนช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกระบวนการผลิตวัสดุ 564 ตัน เทียบเท่าปริมาณการดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ของต้นไม้ 47,000 ต้นภายใน 1 ปี

TCMA: เอสซีจี ยังได้ร่วมกับสมาคมอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ไทย (TCMA) สมาคมคอนกรีตแห่งประเทศไทย (TCA) และ Global Cement and Concrete Association (GCCA) จัดทำ “Thailand Chapter: Net Zero Cement & Concrete Roadmap” โดยได้นำเสนอในที่ประชุมสมาคมผู้ผลิตซีเมนต์รายใหญ่ระดับโลก GCCA CEO Gathering 2022 เมืองแอตแลนต้า ประเทศสหรัฐอเมริกา เพื่อร่วมขับเคลื่อนการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในธุรกิจซีเมนต์และคอนกรีตทั่วโลก

CPAC Green Solution ผนึกกำลัง 50 บริษัทพันธมิตร : เอสซีจี โดย CPAC Green Solution ผนึกกำลัง 50 บริษัทพันธมิตร ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) เพื่อยกระดับมาตรฐานและพัฒนาศักยภาพฝีมือด้านงานก่อสร้าง โดยตั้งเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างจริงจังร่วมกัน ควบคู่ไปกับแนวทาง Go Green จากการนำโซลูชันและเทคโนโลยีมาใช้ในทุกกระบวนการก่อสร้าง เพื่อ Turn Waste to Value เปลี่ยนความสูญเสียให้มีประโยชน์คืนกลับสู่สังคม ยกระดับอุตสาหกรรมก่อสร้างไทย เน้นการเติบโตของธุรกิจไปพร้อมกับการพัฒนาความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นทั้งในมิติสังคมและสิ่งแวดล้อม

GCCA Net Zero Concrete Roadmap 2050: ความร่วมมือสร้าง Roadmap ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ของอุตสาหกรรมซีเมนต์และคอนกรีตโลก ซึ่งมีการผลิตแบบหมุนเวียนอยู่ในโรดแมปเป็นหนึ่งในแนวทางสำคัญ เมื่อปี 2564 ที่ผ่านมา อุตสาหกรรมซีเมนต์และคอนกรีตถือเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมแรกที่เปิดตัวโรดแมปการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์เป็นผลสำเร็จ โดย Roadmap ดังกล่าวได้รับการรับรองและสนับสนุนจาก UN

(2) สร้างเครือข่ายด้านการสนับสนุนด้านวิจัยและพัฒนา และเครือข่ายองค์กรเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติอย่างยั่งยืน

นอกจากการสร้างความร่วมมือในพันธมิตรทางธุรกิจทั้งในระดับเอกชนและหน่วยงานระดับรัฐแล้ว เอสซีจีเล็งเห็นถึงความสำคัญในการวิจัย พัฒนา และแลกเปลี่ยนความรู้ เพื่อพัฒนานวัตกรรมและยกระดับมาตรฐานงานก่อสร้างไทยในอนาคต รวมถึงเป้าหมายในการดำเนินการธุรกิจควบคู่ไปกับการพัฒนาอย่างยั่งยืนโดยคำนึงถึงผลกระทบสิ่งแวดล้อม ดูแลสังคม และมีบรรษัทภิบาล  เอสซีจีจึงมุ่งสร้างพันธมิตรเครือข่ายที่มีวัตถุประสงค์เพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ โดยการนำนวัตกรรมและองค์ความรู้ที่เอสซีจีมีไปพัฒนา ช่วยเหลือ ฟื้นฟู ให้สิ่งแวดล้อมคงอยู่ได้อย่างยั่งยืน

บริษัท เอสซีจี ซิเมนต์ จำกัด และ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย (ลำปาง) จำกัด และมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้ลงนามในสัญญาร่วมวิจัยภายใต้โครงการพัฒนาแนวทางการแก้ไขวัสดุขั้นพื้นฐานอย่างชาญฉลาดและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมสำหรับการก่อสร้างถนนของประเทศไทย เพื่อหาแนวทางในการพัฒนาวิธีก่อสร้างถนนไทยให้ดีขึ้นด้วยวัสดุทางเลือกอื่นที่สามารถตอบโจทย์การก่อสร้างด้วยระยะเวลาก่อสร้างที่น้อยลง มีความแข็งแรง พร้อมลดการใช้ทรัพยากรและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

บริษัท ผลิตภัณฑ์และวัตถุก่อสร้าง จํากัด (CPAC) ร่วมมือกับ กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมูลนิธิ Earth Agenda  ในโครงการ “รักษ์ทะเล” รวมพลังฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเลด้วยบ้านปะการัง พร้อมภาคีสนับสนุน กองทัพเรือ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ในการนำเทคโนโลยีการพิมพ์แบบ 3 มิติ จาก CPAC 3D Printing Solution ขึ้นรูปเป็นวัสดุฐานลงเกาะตัวอ่อนปะการัง สร้างต้นแบบนำร่องการฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งของประเทศ ที่มีรูปแบบใกล้เคียงธรรมชาติได้เสมือนจริง คืนกลับความอุดมสมบูรณ์ให้กับระบบนิเวศแนวปะการัง  โดยได้มีแผนดำเนินงานนำร่องในพื้นที่เกาะราชาใหญ่ จังหวัดภูเก็ต  เกาะเต่า จังหวัดสุราษฎร์ธานี  เกาะสีชัง จังหวัดชลบุรี  เขาหลัก จังหวัดพังงา เกาะแสมสาร จังหวัดชลบุรี ตามลำดับ

บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย (ลำปาง) จำกัด ร่วมกับองค์การบริหารส่วนจังหวัดลำปาง (อบจ.ลำปาง) ถึงแนวทางการนำพลังงานทดแทนจากชีวมวลหรือ Biomass ซึ่งแปรรูปมาจากกากหรือเศษวัสดุเหลือใช้จากการเกษตร เช่น แกลบ ฟางข้าว เปลือก/ชังข้าวโพด ไม้สับ ขี้เลื่อย ใบไม้ ภายใต้โครงการ “ชุมชนต้นแบบ ลดการเผา” โดยการรับซื้อเพื่อนำมาใช้เป็นพลังงานทดแทน  ช่วยลดปัญหาการเผาและปัญหาฝุ่นละออง PM 2.5  เสริมรายได้แก่เกษตรกรและประชาชนในชุมชนเขตป่า ปัจจุบัน ใช้เชื้อเพลิงทดแทน แกลบ ฟางข้าว เปลือกข้าวโพด ไม้สับ RDF ปริมาณทั้งหมด 96,000 ตัน/ปี ร้อยละ 16 ของเชื้อเพลิงทั้งหมด โดยในปี 2022 ตั้งเป้าใช้เชื้อเพลิงทดแทนปริมาณทั้งหมด 144,000 ตัน/ปี ร้อยละ 24 ของเชื้อเพลิงทั้งหมด

เอสซีจีได้ดําเนินการและทบทวนกลยุทธ์การพัฒนาอย่างยั่งยืนอย่างต่อเนื่อง ด้วยความมุ่งมั่นที่จะมอบ “สิ่งที่ดีกว่า” เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ด้วยการใช้นวัตกรรมเพื่อสร้างคุณค่าให้ทรัพยากรอย่างสูงสุดและจัดการของเสียอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมกันกับสร้างคุณค่าที่ยั่งยืนแก่ผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่ายในวัฏจักรการผลิตและการบริโภค

เรื่องแนะนำ

ทำความรู้จักอาชีพด้านความยั่งยืนในต่างประเทศ นวัตกรผู้ขับเคลื่อนโลกให้ดียิ่งกว่าเดิม

ทำความรู้จักหลากหลายอาชีพสีเขียว (Green Jobs) ในต่างประเทศ ตั้งแต่นักวิจัยที่ได้ดำน้ำสำรวจท้องทะเล นักออกแบบและรีไซเคิล ไปจนถึงเชฟผู้ปรุงอาหารเพื่อความยั่งยืน เชื่อว่าทุกคนคงเคยได้ยินคำกล่าวที่ว่า หากได้ทำงานที่รัก เราจะไม่รู้สึกเลยว่ากำลังทำงานอยู่ เพราะในทุกๆ วัน เราจะกระตือรือร้นที่จะตื่นขึ้นมาเพาะปลูก Passion ของตนเองให้เติบโต ถ้า Passion ของคุณคือการต่อสู้กับวิกฤตสิ่งแวดล้อม สร้างโลกที่ดีและยั่งยืนสู่อนาคต เราอยากชวนไปทำความรู้จักหลากหลายอาชีพสีเขียว (Green Jobs) เล่านี้ ที่สร้างประโยชน์ทั้งต่อเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม ขอให้โยนความคิดเดิมๆ ว่างานด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนนั่นน่าเบื่อทิ้งไปก่อน เพราะ 9 อาชีพต่อไปนี้ ทั้งเท่ สร้างสรรค์ และหลากหลาย มีตั้งแต่นักวิจัยที่ได้ดำน้ำสำรวจท้องทะเล นักออกแบบและรีไซเคิล ไปจนถึงเชฟผู้ปรุงอาหารเพื่อความยั่งยืน 01 Urban Growers เชฟชาวแคนาดากำลังเลือกผลผลิตจากแหล่งปลูกไม่ธรรมดา เพราะมันคือสวนแอปเปิ้ลบนดาดฟ้า ท่ามกลางตึกสูงโดยรอบในเมืองแวนคูเวอร์ รัฐบริติชโคลัมเบีย ทุกวันนี้ ตึกระฟ้ามากมายในเมืองแวนคูเวอร์กลายเป็นเป็นแหล่งผลิตอาหาร สวนเกษตรกรรมบนดาดฟ้าสามารถส่งมอบพืชผลจากเมืองสู่คนในเมือง นอกจากสวนเหล่านี้จะช่วยปกป้องสิ่งแวดล้อม จากการลดใช้ยาฆ่าแมลงแล้ว ยังช่วยลดการเผาผลาญเชื้อเพลิงฟอสซิลอีกด้วย เนื่องจากมันถูกปลูก เติบโตและนำไปปรุงอาหารในพื้นที่เมือง ลดการขนส่งทางไกลจากต่างเมืองอย่างพืชผลเกษตรกรรมบางอย่าง สวนดาดฟ้ายังช่วยลดอุณหภูมิของอาคาร เป็นฉนวนป้องกันการสูญเสียพลังงาน ทั้งยังเป็นด่านรับน้ำฝนในช่วงฤดูพายุ ไปจนถึงเป็นแหล่งพักผ่อนหย่อนใจที่ช่วยฟอกอากาศให้พื้นที่รอบๆ […]

โซน “BETTER ME” งาน SX 2022 ส่งเสริมชีวิตที่ดี สุขภาพที่ดี และตัวเราที่ดีขึ้น

เชิญชมโซน “BETTER ME” งาน SX 2022 ส่งเสริมการดำรงชีวิตที่ดี สุขภาพที่ดี และตัวเราที่ดีขึ้น ในงาน Sustainanility Expo 2022 หรือ SX 2022 งานมหกรรมด้านความยั่งยืนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ซึ่งจัดขึ้น ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ภายใต้ แนวคิด Good Balance, Better World: สมดุลที่ดี เพื่อโลกที่ดีกว่า ได้มีโซนแบ่งออกเป็นหลายโซนด้วยกัน แต่ละโซนล้วนมีจุดมุ่งหมายเฉพาะตัวที่แตกต่าง แต่สิ่งที่มีร่วมกันคือเป้าหมายความยั่งยืนเพื่อการพัฒนาสู่ Better World หนึ่งในนั้นคือโซน BETTER ME ตัวฉันที่ดียิ่งขึ้น BETTER ME เป็นโซนที่นำเสนอมิติที่จะนำไปสู่การมีชีวิตที่ดียิ่งขึ้นในคอนเซปต์ ตัวเราที่ดียิ่งขึ้น การดำรงชีวิตที่ดียิ่งขึ้นและสุขภาพที่ดียิ่งขึ้น ตามคำว่า BETTER ที่แปลว่า ดีกว่าหรือดีขึ้น พร้อมทั้งยังสื่อให้เห็นว่าความยั่งยืนนั้นสอดแทรกอยู่ในทุกส่วนของชีวิตเรา ไม่ว่าจะเรื่องการกิน การดูแลสุขภาพ การออกกำลังกาย ฯลฯ อีกทั้งยังทำให้เห็นว่าตัวเราเองก็เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่จะทำให้โลกนี้พัฒนาอย่างยั่งยืน ในโซน BETTER ME […]

Bee Home โปรเจ็กต์สร้างบ้านผึ้งของ IKEA ที่ชวนทุกคนแก้ปัญหาวิกฤตผึ้งใกล้สูญพันธุ์

Bee Home โปรเจ็กต์สร้างบ้านผึ้งแบบ Open Source เปิดโอกาสให้เราเลือกออกแบบบ้านผึ้งในราคาที่จับต้องได้ เข้าถึงทุกคนและเป็นมิตรต่อเหล่าผึ้ง ในบรรดาพืช 100 ชนิดที่เป็นอาหารเลี้ยงประชากรโลก มี 70 ชนิด ที่ต้องการผึ้งเป็นตัวผสมเกสร เพื่อให้เจริญงอกงามเป็นพืชผลสำหรับเก็บเกี่ยว หากปราศจากผึ้ง การผสมเกสรจะไม่เกิด เท่ากับหายนะของพืชพันธุ์ และหายนะของมนุษยชาติ ผึ้งคือสิ่งมีชีวิตที่สำคัญที่สุดของโลก แต่ปัจจุบันพวกมันกำลังถูกคุกคามอย่างหนัก ถึงขั้นอาจสูญพันธุ์ SPACE10 กลุ่มนักทดลองออกแบบของบริษัทเฟอร์นิเจอร์ IKEA จึงสร้างโปรเจกต์ออกแบบที่ร่วมมือกับสตูดิโอออกแบบด้านเทคโนโลยี แบคเคน เบ็ค (Bakken & Bæck) และนักออกแบบผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมชาวเยอรมัน ทานิตา ไคลน์ (Tanita Klein) โดยใช้ชื่อโปรเจกต์ว่า “Bee Home” ออกมา ทานิตา กล่าวว่า เธอออกแบบ Bee Home จากแนวคิดที่อยากให้มนุษย์ออกแบบบ้านในฝันให้กับเหล่าผึ้ง เป็นสถานที่ที่สร้างสภาพแวดล้อมที่สมบูรณ์แบบเหมาะสำหรับการเลี้ยงดูผึ้งรุ่นลูกหลาน ในขณะเดียวกันก็สร้างให้ Bee Home ง่ายต่อการออกแบบ ง่ายในการประกอบชิ้นส่วน และนำไปจัดวางได้ง่าย สิ่งสำคัญคือเธอตั้งใจให้การออกแบบบ้านสำหรับผึ้งนี้สร้างความพึงพอใจด้านสุนทรียภาพ ให้ความรู้สึกเหมือนใส่ประติมากรรมชิ้นหนึ่งเข้าไปในสวนหรือระเบียงบ้านของเราเอง […]

ป่าไม้ดื่มคาเฟอีน : กาแฟ ช่วยให้ป่าไม้เติบโตเร็วขึ้นได้อย่างไร

ของเสียที่เหลือทิ้งจากกรรมวิธีการผลิต กาแฟ ช่วยเร่งให้ป่าเสื่อมโทรมกลับมามีชีวิต เหมือนกับมนุษย์เรา  ป่าไม้โตเร็วขึ้นเมื่อได้รับ กาแฟ เพียงเล็กน้อยเติมเข้าสู่ระบบ การทดลองเมื่อไม่นานมานี้พบว่าส่วนที่หุ้มเมล็ดกาแฟ ที่เหลือจากกระบวนการปลูกกาแฟ ช่วยฟื้นฟูป่าฝนในประเทศคอสตาริกาให้กลับมามีชีวิต นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยฮาวายแอตมานัว ออกแบบการทดลองโดยแบ่งพื้นที่ป่าเป็นสองแปลง เพื่อทดสอบว่า ของเสียจากกระบวนการผลิตกาแฟส่งผลกระทบต่อพื้นที่ที่ถูกตัดไม้ทำลายป่าอย่างไร โดยแปลงที่หนึ่งใช้ของเสียจากกระบวนการผลิตกาแฟคุลมดินความหนาประมาณ 50 เซนติเมตร และอีกหนึ่งแปลงปล่อยไปตามธรรมชาติ ในแต่ละแปลงที่ทำการทำทดลองถูกใช้ประโยชน์เป็นเวลาหลายปี ทั้งเพื่อปลูกกาแฟ หรือเลี้ยงวัว และในที่สุดก็ถูกทิ้งร้าง พื้นที่เหล่านี้ถูกปกคลุมด้วยหญ้าต่างถิ่นสายพันธุ์แอฟริกัน ที่เรียกว่า หญ้าพาลิเซด ซึ่งใช้เป็นอาหารปศุสัตว์ หญ้าชนิดนี้สามารถสูงได้ถึง 5 เมตร หากไม่มีสัตว์มาแทะเล็ม และส่งผลให้พืชท้องถิ่นกลับมาเจริญเติบโตได้ยาก หลังจากการทดลองผ่านไปสองปี แปลงทดลองที่ได้รับกากจากกระบวนการผลิตกาแฟแสดงให้เห็นการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน ชั้นเรือนยอดของต้นพืชอายุน้อยสามารถปกคลุมพื้นที่ได้ถึงร้อย 80 ต้นไม้บางต้นสูงถึง 4.5 เมตร รวมไปถึงพบต้นไม่ที่มีความสูงถึง 18 เมตร ต่างกับแปลงที่ไม่ได้กากจากกระบวนการผลิตกาแฟ ซึ่งมีการปลกคุลมของพืชเพียงร้อยละ 20 เท่านั้น ความสูงโดยเฉลี่ยของต้นไม้ในแปลงที่ได้รับกากจากกระบวนการผลิตกาแฟมีมากกว่า 4 เท่า เมื่อเทียบกับแปลงควบคุม อีกทั้งดินตัวอย่างจากแปลงที่ใส่กากกาแฟมีแร่ธาตุสูงกว่า และหญ้าต่างถิ่นก็ไม่เจริญขึ้นมาเป็นพืชเด่น ผลการทดลองดังกล่าวได้รับการเยยแพร่ในวารสาร Ecological Solutions and […]