เยอรมนีเปิดตัว รถไฟพลังงานไฮโดรเจน เพื่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

เยอรมนีเปิดตัว รถไฟพลังงานไฮโดรเจน เพื่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

‘เราจะไม่ซื้อรถไฟดีเซลอีกต่อไป เพื่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ’ เยอรมนีเปิดตัว รถไฟพลังงานไฮโดรเจน

รถไฟพลังงานไฮโดรเจน หนึ่งร้อยเปอร์เซ็นต์ 14 ขบวนแรกของโลก เริ่มวิ่งแล้วในรัฐโลเวอร์แซกโซนี (Lower Saxony) ประเทศเยอรมนี เพื่อต่อสู้กับสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงและสร้างการขนส่งที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น โดยผู้เชี่ยวชาญคาดว่าจะลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ราว 4,000 ตันต่อปี

เฮนรี พัวพาร์ท-ลาฟารก์ (Henri Poupart-Lafarge) ผู้บริหารของบริษัท Alstom ผู้ผลิตรถไฟทั้ง 14 ขบวนนี้ให้กับเยอรมนีกล่าวว่า “ในโอกาสการเปิดตัวครั้งแรกของโลก เราภูมิใจมากที่ได้นำเทคโนโลยีนี้ไปใช้งานร่วมกับพันธมิตรที่แข็งแกร่งของเรา” โดยรถไฟพลังงานไฮโดรเจนที่มีชื่อเรียกว่า ‘Coradia iLint’ จะไม่ปล่อยมลพิษใดๆ สู่อากาศ

ด้วยการรวมไฮโดรเจนและออกซิเจนเพื่อกลายเป็นพลังงานที่ทำให้รถไฟวิ่งได้ สิ่งที่จะถูกปล่อยออกมามีเพียงไอน้ำและความร้อนเท่านั้น อีกทั้งยังสามารถนำความร้อนที่เกิดขึ้นกลับมาใช้ใหม่ให้เป็นพลังงานกับระบบปรับอากาศของรถไฟ ผู้ผลิตกล่าวสิ่งนี้ทำให้อากาศที่ผู้โดยสารหายใจนั้นสะอาดขึ้น ในทางกลับกัน รถไฟดีเซลที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันนั้นสร้างมลพิษมหาศาลไม่ว่าจะเป็นก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และไนโตรเจนออกไซด์ ซึ่งป็นพิษต่อสิ่งแวดล้อมและสิ่งมีชีวิตรวมทั้งผู้โดยสารที่อยู่ในรถไฟด้วย

“มันเสียงดังน้อยกว่า” บรูโน มาร์เกต์ (ฺBruno Marget) หนึ่งในผู้บริหารของ Alstom กล่าว และเสริมว่า “คุณจะไม่ได้กลิ่นควันดีเซลเมื่อคุณอยู่สถานี และไม่มีการปล่อยดีเซล (ซึ่งผลิตก๊าซไนโตรเจนออกไซด์) ที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพของคุณ” ขณะที่ อเล็กซานเดอร์ ชารเพนเทียร์ (Alexander Charpentier) ผู้จัดการโครงการของ Alstom เสริมว่า “ภายในปี 2035 ตลาดในภูมิภาคยุโรปราว ๆ ร้อยละ 15 ถึง 20 สามารถใช้งานไฮโดรเจนได้” 

รถไฟสามารถวิ่งได้ราว 1,000 กิโลเมตรต่อเชื้อเพลิงไฮโดรเจนหนึ่งถัง และด้วยความเร็วสูงสุดที่ 140 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งโดยปกติแล้วรถไฟจะวิ่งที่ความเร็ว 80 ถึง 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง โดยหน่วยงานรัฐบาลเยอรมนีในโลเวอร์แซกโซนีใช้เงินไปประมาณ 92 ล้านดอลลาร์ หรือราว 3 พันกว่าล้านบาท สำหรับโครงการนี้ ซึ่งเริ่มทดสอบตั้งแต่ปี 2019 และมีแผนจะยกเลิกใช้รถไฟดีเซลทั้งหมด 126 ขบวนในท้องถิ่นเพื่อต่อสู้กับภาวะโลกร้อน

“เราจะไม่ซื้อรถไฟดีเซลอีกต่อไป เพื่อต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศที่รุนแรงขึ้น” คาร์เมน ซวาเบิล (Carmen Schwable) โฆษกหญิงของ ‘Landesnahverkehrsgesellschaft Niedersachsen’ หรือ LNVG ซึ่งเป็นหน่วยงานบริการขนส่งสาธารณะท้องถิ่นกล่าว ขณะที่เยอรมนีมีแผนที่ทะเยอทะยานกว่าด้วยเงินกว่า 7 พันล้านยูโร หรือ 2 แสนกว่าล้านบาทไทย รัฐบาลประกาศว่าจะเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีไฮโดรเจนภายใน 10 ปี

อย่างไรก็ตาม ยังมีสิ่งที่ควรระลึกไว้เสมอว่า การขนส่งทางรถไฟไม่ใช่สิ่งเดียวที่ผลิตมลพิษ ยังมียานยนต์บนท้องถนน เครื่องบิน และอุตสาหกรรมหนักต่าง ๆ เช่นเหล็กและเคมีภัณฑ์ ซึ่งต่างก็ต้องการเชื้อเพลิงใหม่ ๆ เพื่อลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ อีกทั้ง แม้ว่าไฮโดรเจนจะเป็นธาตุที่พบมากที่สุดในจักรวาล แต่การแยกมันออกมายังคงต้องใช้พลังงานมาก และวิธีที่ต้นทุนต่ำที่สุดในตอนนี้คือ การใช้พลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิล การเปิดใช้งานรถไฟพลังงานไฮโดรเจนจึงเป็นก้าวสำคัญที่จะเปลี่ยนพลังงานไฮโดรเจนให้กลายเป็นพลังงานสีเขียวทั้งระบบ

สืบค้นและเรียบเรียง วิทิต บรมพิชัยชาติกุล

Picture Courtesy of Alstrom

ที่มา

Hydrogen-Powered Passenger Trains Are Now Running in Germany | Smart News| Smithsonian Magazine

Germany inaugurates world’s first hydrogen-powered train fleet | transport News | Al Jazeera

The world’s first hydrogen passenger trains are now running in Germany (zmescience.com)

Coradia iLint: The world’s first hydrogen passenger trains | CNN Travel


อ่านเพิ่มเติม จีนเปิดตัวรถไฟความเร็วสูง เตรียมส่งมอบให้อินโดนีเซีย พร้อมใช้มิถุนายน 2023

เรื่องแนะนำ

wastegetable จากขยะอาหารสู่ฟาร์มผักบนดาดฟ้า

เมื่อหนึ่งในสามของปริมาณอาหารที่ผลิตได้ถูกทิ้งให้กลายเป็นของเสีย และขณะเดียวกันก็ยังมีผู้คนอีกราวพันล้านคนกำลังหิวโหย ขยะอาหารไม่ได้เป็นเพียงการเปรียบเปรยในแง่มนุษยธรรมเท่านั้น แต่ยังเป็นการก่ออาชญากรรมทางธรรมชาติอีกด้วย wastegetable ในแต่ละปี ขยะอาหาร 1,300 ตันมีปลายทางที่หลุมฝังกลบทั่วโลก ปริมาณมหาศาลนี้ก่อให้เกิดก๊าซเรือนกระจกร้อยละ 8 ของก๊าซเรือนกระจกทั้งหมด เศษอาหารในระดับนี้เป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ และมันสะท้อนถึงความล้มเหลวในการหยุดยั้งขยะจากอาหาร wastegetable ในแต่ละปีซูเปอร์มาร์เก็ตในสหรัฐอเมริกาทิ้งอาหารกว่า 60 ตันทั้งที่ยังเป็นอาหารปลอดภัยและกินได้ สิ่งเดียวกันกำลังเกิดขึ้นทั่วโลก ไม่เว้นแม้แต่ประเทศไทย หนึ่งในเป้าหมายของแผนพัฒนาความยั่งยืนของสหประชาชาติ หรือ UNSDG กำหนดว่า ทั่วโลกต้องร่วมกันลดขยะอาหารให้ได้ร้อยละ 50 ภายในปี 2030 สิ่งที่แรกต้องคำนึงถึงเพื่อบรรลุเป้าหมายข้างต้นคือการคำนวนหาปริมาณขยะอาหารว่า แต่ละประเทศ รวมถึงประเทศไทย มีปริมาณขยะที่เกิดจากอาหารจำนวนเท่าไร ขณะที่ประเทศไทยยังไม่มีข้อมูลปริมาณอาหารที่ผลิตและปริมาณการทิ้งขยะอาหารที่ชัดเจน มีเพียงข้อมูลปริมาณขยะมูลฝอยที่เป็นขยะอินทรีย์ซึ่งกรมควบคุมมลพิษระบุว่า ในปี 2017 มี ปริมาณมากถึง 17.56 ล้านตัน คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 64 ของปริมาณขยะมูลฝอยทั้งหมด หรือ 254 กิโลกรัมต่อคนต่อปี ทั้งนี้ตัวเลขดังกล่าวเป็นปริมาณขยะมูลฝอยที่จัดเก็บโดยเทศบาลเท่านั้น ยังไม่รวม ขยะอาหารหรือปริมาณอาหารส่วนเกินของภาคธุรกิจที่มีการจ้างบริษัทเอกชนบริหารจัดการ ในรายงานเรื่อง การศึกษาแนวทางการบริหารจัดการอาหารส่วนเกิน เพื่อลดปัญหาขยะอาหารที่เหมาะสมกับประเทศไทย โดยสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือ TDRI […]

เหตุใดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศคือภัยคุกคามร้ายแรงที่สุดต่อสุขภาพของมนุษย์

อากาศที่ปนเปื้อนมลพิษและอุณหภูมิโลกที่เพิ่มสูงขึ้นมีผลต่อสุขภาพของมนุษย์ ซึ่งมีทั้งการเพิ่มขึ้นของโรคหัวใจ โรคหลอดเลือด รวมไปถึงการแพร่กระจายของโรคระบาดต่างๆ และบาดแผลทางจิตใจ ผู้คนรอบโลกกำลังเป็นพยานว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จะทำให้โลกประสบกับหายนะอย่างไร ดังจะเห็นได้จากอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกที่เพิ่มสูงขึ้นจนทำให้เหตุการณ์ไฟป่า พายุเฮอร์ริเคน และภัยพิบัติธรรมชาติอื่นๆ ซึ่งมีความรุนแรงมากขึ้นจนเราไม่อาจละเลยเรื่องนี้ได้อีกต่อไป เมื่อวันที่ 5 กันยายน มีวารสารวิชาการกว่า 200 ฉบับตัดสินใจออกบทบรรณาธิการร่วมกันเพื่อกระตุ้นให้บรรดาผู้นำโลกลงมือแก้ปัญหาในเรื่องนี้ “ความจริงทางวิทยาศาสตร์นั้นชัดแจ้ง” พวกเขาเขียนและเสริมว่า “อุณหภูมิโลกที่สูงขึ้นเฉลี่ย 1.5 องศาเซลเซียสนับจากยุคก่อนอุตสาหกรรมและความเสี่ยงที่จะเกิดหายนะจากการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพอย่างต่อเนื่องมีผลร้ายต่อสุขภาพในแบบที่ไม่อาจหวนคืน” แม้จะอยู่ในช่วงของการระบาดของโรคติดเชื้อโควิด-19 ผู้เขียนบทบรรณาธิการร่วมนี้เขียนว่า บรรดารัฐบาล “ไม่อาจรอให้โรคระบาดหายไปก่อนที่เริ่มลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก” และพวกเขากระตุ้นให้ทุกคนแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างเร่งด่วนเช่นเดียวกับการแก้ปัญหาโควิด-19 เหล่านี้คือข้อมูลที่แสดงให้เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมีผลกระทบต่อสุขภาพของเรา ผลกระทบบางอย่างเห็นได้อย่างชัดเจน แต่บางอย่างยังคงส่งผลแฝงเงียบๆ ในร่างกายของเรา รวมไปถึงเหตุผลว่าทำไมนักวิทยาศาสตร์จึงให้ความเห็นว่ายังไม่สายเกินไปที่โลกจะหลีกเลี่ยงผลกระทบจากเรื่องนี้ มลพิษทางอากาศ การเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศเกิดจากการเพิ่มขึ้นของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และก๊าซเรือนกระจกอื่นๆ ที่อยู่ในชั้นบรรยากาศของโลก ซึ่งส่วนมากมาจากการปล่อยก๊าซจากเชื้อเพลิงฟอสซิล การเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิลมีผลโดยตรงต่อสุขภาพของมนุษย์ มลพิษทางอากาศนั้นประกอบไปด้วยอนุภาคเล็กๆ ที่ก่อให้เกิดโรคหลอดเลือดสมองและโรคหัวใจโดยการที่อนุภาคเหล่านั้นซึมผ่านเข้าไปในปอดและหัวใจ หรือแม้กระทั่งไหลเวียนไปกับกระแสเลือด อนุภาคเหล่านี้อาจส่งผลร้ายต่ออวัยวะภายในโดยตรงหรือก่อให้เกิดภาวะอักเสบเนื่องจากการที่ระบบภูมิคุ้มกันพยายามทำงานเพื่อต่อต้านอนุภาคเหล่านี้ มีการคาดการณ์ว่ามลพิษทางอากาศทำให้มีผู้เสียชีวิตก่อนวัยอันควรตั้งแต่ 3.6-9 ล้านรายต่อปี ผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 35 ปีขึ้นไปมีความเปราะบางต่อผลกระทบที่เกิดจากมลพิษทางอากาศมากที่สุด แต่คนอื่นๆ ก็อยู่ในภาวะเสี่ยงเช่นกัน Kari Nadeau ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยโรคภูมิแพ้และหอบหืด Sean N. […]

เปิดแนวคิดนวัตกรรมของคนรุ่นใหม่ สู่สิ่งแวดล้อมยั่งยืนในอนาคต

ปัญหาสิ่งแวดล้อม โลกรวน อุณหภูมิโลกที่สูงขึ้น ส่งผลให้เกิดกลุ่มคนรวมตัวกันเรียกร้องให้ภาครัฐ และเอกชนตระหนัก และเร่งให้เรื่องนี้เป็นวาระสำคัญ ในช่วง 5 ปีหลังที่ผ่านมา เราจะเห็นภาพของเยาวชนคนรุ่นใหม่ออกมาพูดเรื่องประเด็นปัญหาสิ่งแวดล้อมควบคู่ไปกับการเรียกเรื่องให้เกิดความเปลี่ยนแปลงทางสังคมเสมอ เพราะคนรุ่นใหม่มองว่าประเด็นสังคมและสิ่งแวดล้อมไม่สามารถแยกออกจากกันได้ พวกเขาได้ส่งเสียงผ่านทางโซเชียลมีเดีย อย่างการติด # (Hashtag) จนขึ้นเทรนด์ทวิตเตอร์ เช่น #LetTheEarthBreathe ที่เกิดจากกลุ่มนักวิทยาศาสตร์ในอังกฤษสร้างแคมเปญประท้วงการสร้างโรงงานเชื้อเพลิงฟอสซิล และต่อมาแฮชแท็ก Let The Earth Breathe ก็ได้กลายเป็นแคมเปญรณรงค์ให้คนตระหนักถึงสิ่งแวดล้อมไปทั่วโลก รวมทั้งคนรุ่นใหม่ในไทยเช่นเดียวกัน บทสนทนาของพวกเขาไม่ได้คุยเรื่องนี้กันอย่างผิวเผิน หากแต่จริงจัง หาข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องภาวะโลกร้อน และความปลอดภัยของสิ่งมีชีวิตมากขึ้น เชื่อหรือไม่ว่า คนรุ่นใหม่มีบทสนทนาเกี่ยวกับภาวะฉุกเฉินด้านสิ่งแวดล้อมที่เพิ่มขึ้นถึง 200% การข้อความทวิตเตอร์เรื่องขยะ คุณภาพอากาศที่เลวร้าย กลายเป็นเรื่องปกติที่ทุกคนต้องพูดถึง พลังเยาวชนใน ESG Symposium 2022 เราได้คุยกับน้องๆ วัยมัธยมที่เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของงาน ESG Symposium 2022: Achieving ESG and Growing Sustainability การรวมพลังจากภาคธุรกิจ องค์กรต่างๆ กลุ่มพลังหญิง และคนรุ่นใหม่ ที่มีบทบาทสำคัญต่ออนาคตโลกและอนาคตของพวกเขาเอง […]

นักวิทยาศาสตร์พัฒนาบรรจุภัณฑ์ที่ย่อยสลายได้ภายใน 60 วัน

บรรจุภัณฑ์เหล่านี้ผลิตมาจากไม้ไผ่และ ชานอ้อย ซึ่งสามารถย่อยสลายได้ด้วยการฝังกลบ และไม่เป็นพิษต่อสิ่งแวดล้อม นักวิทยาศาสตร์ออกแบบบรรจุภัณฑ์อาหาร ภายใต้แนวคิด “Green” ซึ่งผลิตมาจาก ชานอ้อย และไม้ไผ่ โดยลดการออกแบบเรื่องความสะดวกสบายของการใช้งาน หวังให้เป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์ทางเลือกแทนพลาสติก และบรรจุภัณฑ์ใช้แล้วทิ้งรูปแบบต่างๆ ผลิตภัณฑ์ชนิดนี้แตกต่างจากพลาสติกแบบดั้งเดิมหรือโพลีเมอร์ที่ย่อยสลายได้ทางชีวภาพ ซึ่งอาจใช้เวลานานถึง 450 ปีหรือต้องใช้อุณหภูมิสูง วัสดุที่ไม่เป็นพิษและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมนี้ ใช้เวลาเพียง 60 วันสำหรับการย่อยสลาย นอกจากนี้ยังสะอาดเพียงพอที่คุณจะนำไปใส่กาแฟร้อนแล้วหยิบออกจากบ้านก่อนไปทำงาน ผลงานการวิจัยฉบับนี้พิมพ์ลงในวารสาร Matter เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา “บอกตามตรงว่า ครั้งแรกที่ฉันมาสหรัฐอเมริกาในปี 2550 ฉันรู้สึกตกใจกับภาชนะพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวที่มีอยู่ในซูเปอร์มาร์เก็ต” Hongli (Julie) Zhu หนึ่งในทีมวิจัยจากจากมหาวิทยาลัยนอร์ทอีสเทิร์น กล่าวและเสริมว่า “มันทำให้ชีวิตของเราง่ายขึ้น แต่ในขณะเดียวกันก็กลายเป็นขยะที่ไม่สามารถย่อยสลายในสิ่งแวดล้อมได้” ต่อมาเธอเห็นชามจานและช้อนส้อมพลาสติกจำนวนมากถูกโยนลงถังขยะในงานสัมมนาและงานปาร์ตี้และคิดว่า “เราจะใช้วัสดุที่ยั่งยืนกว่านี้ได้ไหม” เพื่อหาทางเลือกอื่นสำหรับภาชนะบรรจุอาหารที่ทำจากพลาสติก Zhu และคณะวิจัยของเธอ หันมาใช้ไม้ไผ่ และหนึ่งในผลิตภัณฑ์เหลือใช้จากอุตสาหกรรมอาหารที่ใหญ่ที่สุด ได้แก่ ชานอ้อย หรือที่เรียกว่า เยื่ออ้อย ด้วยคุณสมบัติของเส้นใยไม้ไผ่ที่ยาวและบาง เกี่ยวพันเข้ากับใยชานอ้อยที่สั้นและหนา จึงได้เนื้อวัสดุแน่นหนาจนสามารถนำมาขึ้นรูปเพื่อสร้างภาชนะจากวัสดุทั้งสองที่มีความเสถียรและย่อยสลายได้ทางชีวภาพ เครื่องใช้บนโต๊ะอาหารภายใต้แนวคิด “Green” […]