Sustainability Destination หมุดหมายและเส้นทางสู่ Net Zero 2050 - National Geographic Thailand

Sustainability Destination หมุดหมายและเส้นทางสู่ Net Zero 2050

ปัจจุบันองค์กรธุรกิจที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจระดับประเทศและระดับโลกต่างมีเป้าหมายการไปสู่ความเป็นองค์กรที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี ค.ศ. 2050 หรือ พ.ศ. 2593 เป้าหมายนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ หากองค์กรนั้นมีแผนการลงทุนเพื่อปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิตตั้งแต่ต้นน้ำไปจนถึงปลายทางสู่มือผู้บริโภคอย่างจริงจัง

เช่นองค์กรอย่างเอสซีจีที่เพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานสะอาดและปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิตซึ่งเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมาโดยตลอด จึงเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้การวางโร้ดแมปจากนี้ไปถึงวันข้างหน้าชัดเจน ด้วยกรอบการดำเนินงานที่มีหลักเกณฑ์ตามมาตรฐานสากล และยังเพิ่มเติมมิติอื่นๆ ให้ครอบคลุมอีกด้วย

อย่างแนวทางของเอสซีจีที่ไม่เพียงคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม (Environmental) เท่านั้น แต่ยังคำนึงถึงสังคม (Social) และ ธรรมาภิบาล (Governance) อีกด้วย ตามแนวคิด ESG 4 Plus  “มุ่ง Net Zero – Go Green – Lean เหลื่อมล้ำ – ย้ำร่วมมือ”  เพื่อแก้วิกฤตสู่โลกที่ยั่งยืน เปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด สร้างสรรค์นวัตกรรมรักษ์โลก ลดสังคมเหลื่อมล้ำ ด้วยความเชื่อมั่นโปร่งใส

แผนงานภาพรวมสู่ NET ZERO

ก่อนจะไปถึงปี 2050 เอสซีจีวางแผนงานเป็นลำดับขั้น เป้าหมายแรกคือการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้ 20% ภายในปี  2030 โดยที่กระบวนการผลิตยังดำเนินไปได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ในทุกส่วนธุรกิจ เพื่อบริหารจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้ตามแผนงาน และมีส่วนร่วมสร้างสังคมคาร์บอนต่ำในภาพรวม

แผนการจัดการด้านพลังงาน

การจัดการพลังงานคือปัจจัยสำคัญ พลังงานหลักในการผลิตปูนซีเมนต์คือถ่านหิน หลายปีที่ผ่านมาเอสซีจีได้บริหารจัดการพลังงานใหม่ ทำให้สามารถลดการใช้ถ่านหินลงถึง 35 % โดยใช้เชื้อเพลิงทางเลือกทั้ง เชื้อเพลิงชีวมวล (Biomass) และ เชื้อเพลิง RDF (Refuse Derived Fuel) ซึ่งเปลี่ยนขยะเป็นพลังงาน รวมถึงได้พัฒนาเทคโนโลยีการนำพลังงานความร้อนที่เกิดจากกระบวนการผลิตหมุนเวียนกลับมาใช้ใหม่ โดยเดินหน้าเปลี่ยนผ่านพลังงานให้เข้ามาทดแทนถ่านหินเพิ่มขึ้นในอนาคต รวมถึงการใช้พลังงานทดแทนจากโซลาร์เซลล์ เพื่อทดแทนการซื้อพลังงานไฟฟ้าในโรงงานอีกด้วย

ผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

ขณะเดียวกันก็มีแผนมองหาโอกาสจากพลังงานอื่นอีก เช่น พลังงานลม ที่กำลังศึกษาอยู่ โดยต้องวางแผนร่วมกับทางภาครัฐ และพาร์ทเนอร์ทางธุรกิจ

แผนธุรกิจเพื่อสิ่งแวดล้อม

เอสซีจีได้พัฒนาแนวทางการก่อสร้างที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม โดยมีกลยุทธ์ที่สำคัญ 3 แนวทางคือ

  • Green Product ศึกษาและพัฒนาซีเมนต์และคอนกรีตที่มุ่งลดการปล่อยคาร์บอนในกระบวนการผลิต และการสร้างผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
  • Green Solution ที่ใช้เทคโนโลยี และระบบดิจิทัล ในการจัดการโปรเจค เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และยกระดับอุตสาหกรรมก่อสร้าง
  • Green Circularity ซึ่งเน้นการใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด ด้วยการแปลงของเหลือทิ้งให้มีมูลค่า

โดยเอสซีจี ได้พัฒนาผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อให้สำเร็จตามเป้าหมาย ดังนี้

  • ผลิตภัณฑ์คาร์บอนต่ำ เช่น ปูนไฮบริด ที่เป็นปูนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมแรกของไทย ที่ใช้พลังงานจากเชื้อเพลิงชีวมวลและการใช้ลมร้อนเหลือทิ้ง ช่วยลดการปล่อยคาร์บอนในกระบวนการผลิตได้ถึง 05 ตัน ต่อซีเมนต์ 1 ตัน และยังมีคอนกรีตคาร์บอนต่ำซีแพค สูตรรักษ์โลกที่ลดการปล่อยคาร์บอนในกระบวนการผลิตสูงสุด 16 กก. ต่อ คอนกรีต 1 คิว
  • การรับรองสินค้าและบริการด้วยฉลาก SCG Green Choice เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อผู้บริโภค ทั้งการลดโลกร้อน การลดการใช้ทรัพยากร และการส่งเสริมสุขอนามัยที่ดี
  • รวมถึงพัฒนานวัตกรรมการก่อสร้างที่ใช้เทคโนโลยีเข้ามา เช่น ‘CPAC Drone Solution’ ที่ควบคุมการก่อสร้างหน้างานให้มีประสิทธิภาพ ลดข้อผิดพลาดต่างๆ ‘CPAC BIM’ ที่ใช้ข้อมูลมาออกแบบการก่อสร้างอย่างแม่นยำผ่านแพลตฟอร์มที่ดึงการทำงานร่วมกันของทั้งสถาปนิก วิศวกร ผู้ก่อสร้าง และเจ้าของโปรเจค รวมถึง ‘CPAC 3D Printing Solution’ นวัตกรรมก่อสร้างด้วย 3D Printing ที่ช่วยลดวัสดุเหลือทิ้งในกระบวนการก่อสร้าง

ผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

แผนการดูดซับคาร์บอนด้วยธรรมชาติและเทคโนโลยี

นอกจากการพัฒนาสินค้าและบริการที่เป็นมิตรสิ่งแวดล้อมแล้ว สิ่งที่จะทำให้การชดเชยคาร์บอนได้ผลที่สุดก็คือการเพิ่มพื้นที่ป่า โดยในปี 2564 เอสซีจีได้ร่วมมือกับเครือข่ายปลูกต้นไม้ ทั้งป่าปก ป่าชายเลน และหญ้าทะเลในพื้นที่ต่างๆ ไปมากกว่า รวมกว่า 160,000 ต้น ในพื้นที่ 700 ไร่ และคิดเป็นการดูดซับคาร์บอน (Carbon Sink) ไปได้ 10,000 ตัน* และจะเดินหน้าเพิ่มพื้นที่ดูดซับคาร์บอนอย่างต่อเนื่อง

กิจกรรมปลูกป่า สร้างฝายเพื่อรักษาพื้นที่สีเขียวซึ่งเอสซีจีทำมาอย่างต่อเนื่อง

ไม่เพียงการกักเก็บคาร์บอนด้วยวิธีธรรมชาติผ่านป่า เอสซีจียังศึกษาเทคโนโลยี CCUS (Carbon Capture, Utilization, and Storage) เพื่อเผยศาสตร์การดักจับ กักเก็บ และใช้ประโยชน์จากคาร์บอนในสายการผลิตซีเมนต์ นี่เป็นงานใหญ่ที่เอสซีจีกำลังศึกษาร่วมกับหลายภาคส่วน ซึ่งเมื่อทำสำเร็จในอนาคตจะมีส่วนลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศอย่างมีนัยยะสำคัญ

นอกจากนั้น เพื่อเร่งสู่ความสำเร็จ เอสซีจีทำงานร่วมกับหลายภาคส่วนอย่างต่อเนื่องในประเทศไทย อาเซียน และระดับโลก พัฒนาองค์ความรู้ วิธีปฏิบัติ และพัฒนาแผนสู่สังคมคาร์บอนต่ำ ซึ่งทั้งหมดนี่ต้องอาศัยการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชน ที่จะมุ่งสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนไปด้วยกัน

เอสซีจีทุ่มเทเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกผ่านการดำเนินธุรกิจ เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับมาตรฐานวงการก่อสร้างในประเทศไทยให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมตลอดทั้งกระบวนการที่เชื่อมโยงกันจนถึงปลายทางสู่ผู้บริโภค ผ่านแผนงานที่จะไปสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ หรือ NET ZERO ภายในปี 2050

หมายเหตุ * ค่าการกักเก็บคาร์บอนของต้นไม้อ้างอิงข้อูลจากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจกแห่งประเทศไทย (TGO) และ Ocen science journal ; Assessing Carbon Stock and Sequestration of the Tropical Seagrass Meadows in Indonesia  คำนวณที่ระยะเวลาการเติบโตของต้นไม้ 10 ปี

เรื่องแนะนำ

ปี 2021 มองความยั่งยืนโลก มองความยั่งยืนไทย พอเพียง ยั่งยืน เพื่อโลก

เหลือเวลาอีกไม่ถึงหนึ่งทศวรรษสำหรับบรรลุเป้าหมาย “การพัฒนาที่ยั่งยืน” ของสหประชาชาติซึ่งมีจุดประสงค์เพื่อปกป้องโลกและยุติความยากจนภายในปี 2030 เก้าปีต่อจากนี้จะมีความสำคัญอย่างยิ่งในการทำให้โลกเป็นสถานที่แห่งความยั่งยืนมากขึ้น ในขณะที่ปี 2020 สถานที่ทางธรรมชาติและทรัพยากรหลายแห่งทั่วโลกฟื้นตัวขึ้น อันเป็นผลมาจากมาตรการล็อกดาวน์ในสถานการณ์โควิด-19 อย่างไรก็ตาม บริษัทต่างๆ ทั่วโลกต่างให้คำมั่นสัญญาเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และเพิ่มความพยายามลดปริมาณการปล่อยคาร์บอน เหล่านี้คือหัวข้อบางส่วนที่เป็นแนวโน้มเรื่องความยั่งยืนในปี 2021 การลดปริมาณคาร์บอน และการเปลี่ยนผ่านสู่การปล่อยคาร์บอนเป็นศูนย์ การบรรลุข้อตกลงเรื่องการปล่อยคาร์บอนเป็นศูนย์ภายในปี 2050 ซึ่งอยู่ภายใต้ข้อตกลงปารีส จะช่วยลดผลกระทบที่เลวร้ายที่สุดของภาวะโลกร้อน เมื่อปลายปี 2020 ผู้นำของจีนประกาศความมุ่งมั่นเรื่องการปล่อยคาร์บอนเป็นศูนย์ภายในปี 2030 ทางฝั่งสหรัฐอเมริกา หลังจากประธานาธิบดีโจ ไบเดน เข้ารับตำแหน่ง จะนำสหรัฐฯ กลับเข้าสู่ข้อตกลงปารีสอีกครั้ง และจะผลักดันนโยบายการใช้พลังงานหมุนเวียน เพื่อทดแทนพลังงานจากฟอสซิล ความหลากหลายทางชีวภาพ การบริโภคทรัพยากรของมนุษย์และการผลิตคาร์บอนยังคงส่งผลกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพ จากรายงาน Living Planet ของ WWF พบว่า ประชากรสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ปลา นก สัตว์เลื้อยคลาน และสัตว์สะเทิ้นน้ำสะเทิ้นบก ลดลงเฉลี่ยร้อยละ 68 ตั้งแต่ปี 1970 ดังนั้น การมุ่งเน้นไปที่ผลกระทบจากกิจกรรมของมนุษย์ต่อความหลากหลายทางชีวภาพจะยังคงเป็นประเด็นสำคัญในปี 2021 ทรัพยากรจากมหาสมุทร เมื่อเดือนธันวาคม […]

ชิ้นส่วนแห่งความแตกต่าง: กระบวนการฟื้นชีวิตเศษผ้าสู่สินค้าหรูในจีน

Wei Daxun นักแสดงและนักสำรวจของเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก และ Hannah Reyes Morales ช่างภาพ อยู่ที่เมืองกานโจว ประเทศจีน เพื่อดูว่ามีการนำ เศษผ้า ที่เหลือทิ้งจากการผลิตมาใช้และเปลี่ยนเป็นสินค้าใหม่อีกครั้งได้อย่างไร ความยั่งยืนคือประเด็นที่โลกแฟชั่นจำเป็นต้องเดินตาม และแบรนด์หรูอย่างปราดา (Prada) ก็ให้ความสนใจในเรื่องนี้ผ่านโครงการ “ใช้ไนลอนอีกครั้ง” (Re-Nylon Project) ที่ปราดาร่วมมือกับโครงการอัพไซเคิล (Upcycle – การเปลี่ยนวัสดุที่ไม่ใช้แล้วให้มีคุณภาพดีกว่าเดิม) ทั่วโลก เพื่อเปลี่ยน เศษผ้า เหลือทิ้งจากกระบวนการผลิต ตั้งแต่พรมเก่าไปจนถึงแหตกปลา ให้เป็นสินค้าใหม่อีกครั้ง ประเทศจีนเป็นผู้ผลิตเสื้อผ้ามากถึง 1 ใน 3 จากจำนวนราวแสนล้านชิ้นที่ผลิตขึ้นมาบนโลกทุกปี พาราวิน (Parawin) ซึ่งเป็นหนึ่งในโรงงานที่ผลิตเสื้อผ้าเหล่านั้น ตั้งอยู่ชานเมืองกานโจว มณฑลเจียงซี ทางตอนใต้ของประเทศจีน ดูเผินๆ โรงงานนี้เหมือนโรงงานผลิตเสื้อผ้าแห่งอื่นๆของประเทศจีน แต่ความจริงแล้ว โรงงานแห่งนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการต้นแบบที่จะทำให้สินค้าแฟชั่นมีความยั่งยืนมากขึ้น แม้กานโจวจะไม่ใช่หนึ่งในเมืองใหญ่ของจีน ด้วยจำนวนประชากรเพียง 1.2 ล้านคน แต่เมืองก็เต็มไปด้วยตึกระฟ้ากระจายเป็นหย่อมๆ เครนก่อสร้างแขวนอยู่ตามตึกที่กำลังก่อสร้างมากมาย เป็นหลักฐานที่แสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการเติบโตของเมืองซึ่งเพิ่มขึ้นราวร้อยละ 12.5 ต่อปี […]

ReadRing นวัตกรรมเพื่อให้คนตาบอดเข้าถึงการอ่านได้ง่ายขึ้น

ReadRing คือนวัตกรรมที่ช่วยให้ ผู้พิการทางสายตา เข้าถึงข้อมูลได้เหมือนคนปกติทั่วไป และยังช่วยให้พวกเขาเติมเต็มประสิทธิภาพที่มีอยู่ให้เกิดประสิทธิผลสูงสุดต่อสังคม ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาสังคมและมนุษย์อย่างยั่งยืน ที่บ้านเช่าหลังหนึ่ง ในจังหวัดขอนแก่น สามีภรรยาคู่หนึ่งได้ก่อตั้งโรงเรียนเพื่อ ผู้พิการทางสายตา โดยได้รับเงินสนับสนุนจากมิชชันนารีชาวต่างชาติ ในขณะเดียวกัน ลูกชายของเขาได้เติบโตขึ้นท่ามกลางบรรยากาศของการทำงานเพื่อผู้พิการทางสายตา และเห็นความม่งมั่นของคุณพ่อ ที่ต้องการยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้พิการทางสายตา จากเด็กชายในวันนั้นกลายเป็น หนึ่ง – ทรงปกรณ์ ภูหนองโอง ผู้ประดิษฐ์คิดค้น ReadRing เครื่องมือที่ช่วยให้ผู้พิการทางสายตาสามารถอ่านข้อมูลทั่วไปได้ โดยเขามุ่งหวังให้ผู้พิการทางสายตาไม่เป็น “ภาระ” ของสังคม และเพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหาเรื่องคุณภาพชีวิตของผู้พิการทางสายตาอย่างยั่งยืน แบบอย่างที่ชัดเจน กลายเป็นแรงบันดาลใจ ในวัยเด็ก ทรงปกรณ์เล่าว่า เขาเห็นภาพคุณพ่อ ซึ่งเป็นผู้พิการทางสาย ทุ่มเททำงานอย่างหนัก เพื่อให้ผู้พิการทางสายตามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดยให้การศึกษาและความรู้ที่สามารถพึ่งพาตนเองได้ ภาพเหล่านั้นกลายเป็นตัวอย่างที่ฝังอยู่ในความทรงจำของเขาโดยที่เขาไม่รู้ตัว “ผลจากการทำงานของคุณพ่อและคุณแม่ ทำให้วันนี้เกิดโรงเรียนบ้านเด็กรามอินทรา และขยายออกไป 13 สาขา ทั่วประเทศ” เขากล่าวกับเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย ทางโทรศัพท์ เมื่อย่างเข้าสู่วัยที่สามารถช่วยเหลืองานในโรงเรียนได้ ทรงปกรณ์ได้รับผิดงานส่วนการจัดทำเอกสาร ประสานงานต่างประเทศ และติดต่อกับแหล่งเงินทุนทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งเป็นงานที่ทำให้เขาเห็นภาพรวมของค่าใช้จ่ายมากขึ้น เขาพบว่า เครื่องพิมพ์อักษรเบรลล์ที่ใช้งานอยู่ในขณะนั้นมีราคาสูงมาก และช่างซ่อมที่ชำนาญก็มีอยู่อย่างจำกัด […]

The Ocean Cleanup สตาร์ตอัปที่สร้างเรือดักเก็บขยะโซลาร์เซลล์ในเจ้าพระยาและทั่วโลก

The Ocean Cleanup สตาร์ตอัปที่ตั้งใจกวาดล้างขยะพลาสติกในมหาสมุทรทั่วโลก กับการเดินทางมาติดตั้งเรือดักเก็บขยะพลังงานแสงอาทิตย์ในแม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อป้องกันการเล็ดรอดของขยะลงสู่ท้องทะเล โบแยน สแลต (Boyan Slat) เพิ่งอายุ 18 ปี ตอนที่เขาเสนอแนวคิดกวาดล้างขยะพลาสติกในมหาสมุทร ที่งาน TEDx ประเทศเนเธอร์แลนด์ในปี 2012 เขาเล่าถึง Great Pacific Garbage Patch แพขยะกลางทะเลที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยพวกมันมีใหญ่กว่าขนาดของประเทศฝรั่งเศสถึง 3 เท่า และลอยอยู่ในน่านน้ำสากลห่างจากชายฝั่งที่ใกล้ที่สุด 1,000 ไมล์ ในท้องทะเลเวิ้งว้างที่ไม่มีประเทศใดเป็นเจ้าของ จากอิทธิพลของ Coriolis Force ปรากฏการณ์ธรรมชาติที่ส่งผลให้กระแสน้ำในมหาสมุทรหมุนวนรอบตัวเอง เกิดเป็นวงแหวนขนาดใหญ่ที่พัดขยะจำนวนมหาศาลมากองรวมกันเป็นแพขยะ เป็นเวลาหลายสิบปีนับจากการค้นพบ Great Pacific Garbage Patch พวกมันยังคงอยู่ที่เดิมและมีขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ มีการคาดการณ์ว่าแพขยะยักษ์ใหญ่กลางมหาสมุทรแปซิฟิกนี้ ต้องใช้เวลาเกือบ 80,000 ปี ในการย่อยสลายกว่าท้องทะเลบริเวณนี้จะกลับมาสะอาดอีกครั้ง สิ่งที่โบแยนนำเสนอ คือแนวคิดทำความสะอาด Great Pacific Garbage Patch โดยอาศัยการพัดพาของกระแสน้ำนำขยะลอยเข้าสู่อุปกรณ์ดักจับขนาดใหญ่ […]