สัตว์เลี้ยงขึ้นเครื่องบิน ได้หรือไม่: เพราะเจ้าตูบหรือเจ้าเหมียวก็อยากเที่ยวเหมือนกัน

การนำ สัตว์เลี้ยงขึ้นเครื่องบิน ต้องทำอย่างไร มีกฎระเบียบข้อบังคับอะไรหรือเปล่า

ด้วยยุคสมัยที่สัตว์เลี้ยงเปรียบเสมือนหนึ่งในสมาชิกที่สำคัญของครอบครัว การออกเดินทางแต่ละครั้งก็มักจะมีความกังวลว่าจะสามารถนำเจ้าตูบหรือเจ้าเหมียวที่บ้านขึ้นเครื่องไปด้วยได้ไหม วันนี้มาดูกันว่าสายการบินชั้นนำ มีมาตรการและนโบยายการนำ สัตว์เลี้ยงขึ้นเครื่องบิน กันอย่างไร

ปัจจุบัน สายการบินจำนวนมากต่างมีข้อเสนอให้ผู้โดยสารสามารถนำสัตว์เลี้ยงขึ้นเครื่องบินได้แล้ว ทั้งแบบที่สามารถนำขึ้นห้องโดยสารได้เลย หรือเป็นแบบใส่กรงที่ต้องโหลดในห้องเก็บสัมภาระ ในส่วนของแบบที่สองนั้น ผู้โดยสารจะต้องจองตั๋วล่วงหน้าก่อน เพราะพื้นที่ภายในห้องสัมภาระที่ทางสายการบินจัดไว้ให้สัตว์โดยเฉพาะ มีจำนวนจำกัด

เช็กอินแบบกระเป๋าเดินทางปกติทั่วไป

ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับกฎระเบียบข้อบังคับของแต่ละสนามบิน ผู้โดยสารสามารถนำสัตว์เลี้ยงไปเช็กอินได้ที่เคาน์เตอร์สัมภาระได้ตามปกติ หรือจะต้องพาคู่หูสี่ขาไปเช็กอินในจุดที่ทางสนามบินจัดเตรียมไว้ให้ ซึ่งปกติมักตั้งอยู่คนละแห่งกับอาคารผู้โดยสาร ในส่วนเอกสารที่ต้องเตรียมมา จะต้องมีใบรับรองสุขภาพของสัตว์เลี้ยงจากสัตวแพทย์ก่อน 10 วันของวันเดินทาง

กฎระเบียบและค่าใช้จ่ายของการนำสัตว์เลี้ยงขึ้นเครื่องบินของสายการบินชั้นนำ

อลาสก้าแอร์ไลน์: ผู้โดยสารสามารถเช็กอินสัตว์เลี้ยงได้เป็นเช่นเดียวกับกระเป๋าเดินทางที่ต้องโหลดในห้องสัมภาระใต้เครื่อง ทั้งนี้สายการบินสามารถปฏิเสธที่จะนำสัตว์ขึ้นเครื่องได้ หากสภาพอากาศภายนอกอยู่ในสภาวะที่ไม่เอื้ออำนวย แม้ว่าจะกฎข้อนี้จะไม่ได้ปรากฏอยู่ในคู่มือก็ตาม
อเมริกันแอร์ไลน์: เช่นเดียวกับสายการบินอลาสก้า ผู้โดยสารสามารถนำสัตว์ขึ้นเครื่องโดยจะถูกจัดไว้ให้อยู่ในพื้นที่ที่ถูกจัดเตรียมไว้ให้ โดยมีเงื่อนไขคือต้องขึ้นเครื่องบินที่ไม่ได้ผลิตจากบริษัทแอร์บัสเท่านั้น และอุณหภูมิภาคพื้นจะต้องไม่ต่ำกว่า 7 องศาเซลเซียส และไม่เกิน 30 องศาเซลเซียส สำหรับค่าใช้จ่ายจะอยู่ที่ 200 ดอลลาร์สหรัฐฯ (หรือประมาณ 6,300 บาท) ต่อ 1 เที่ยวบิน
เดลต้าแอร์ไลน์: ผู้โดยสารสามารถนำสัตว์เลี้ยงไปเช็กอินเหมือนกระเป๋าสัมภาระปกติ อุณหภูมิภาคพื้นจะต้องไม่ต่ำกว่า -6 องศาเซลเซียส และไม่เกิน 27 องศาเซลเซียส
ยูไนเต็ดแอร์ไลน์: หากผู้โดยสารที่มีความประสงค์จะนำสัตว์เลี้ยงขึ้นเครื่องกับสายการบินยูไนเต็ด จะต้องพาสัตว์เลี้ยงไปเช็คอินในจุดที่ทางสายการบินจัดเตรียมไว้ให้ อีกทั้งกรงและสัตว์เลี้ยงของท่านจะต้องผ่านเกณฑ์มาตรฐานเบื้องต้นของทางสายการบินอีกด้วยก่อนจะสามารถขึ้นเครื่องบินได้ ทั้งนี้ในบางสถานที่ การนำสัตว์เลี้ยงขึ้นเครื่องอาจเป็นเรื่องต้องห้าม เนื่องจากสภาพอากาศอันเลวร้ายในบางเดือน

ข้อดีของการเช็กอินสัตว์เลี้ยงแบบโหลดในห้องสัมภาระคือ การไม่จำกัดน้ำหนักของสัตว์ ในส่วนของข้อเสียคือในเรื่องของค่าใช้จ่ายและความสะดวกสบาย เนื่องจากในบางกรณี ผู้โดยสารจะต้องนำสัตว์เลี้ยงไปเช็กอินในที่ๆ ถูกจัดเตรียมไว้ให้ ซึ่งไม่ได้อยู่ในสถานที่เดียวกับสนามบิน

สัตว์เลี้ยงขึ้นเครื่องบิน
ทั้งนี้สัตว์เลี้ยงบางประเภทอาจจะไม่ได้รับการอนุญาตให้ขึ้นเครื่องได้ อาทิเช่น สุนัขพันธุ์หน้าย่นอย่าง อิงลิชบูลด็อก และเฟรนช์บูลด็อก เป็นต้น

หรือจะนำไปอยู่ในห้องโดยสาร

อีกหนึ่งตัวเลือกคือการนำสัตว์เลี้ยงขึ้นไปนั่งอยู่กับคุณเลยภายในห้องโดยสาร (สำหรับสายการบินชั้นนำอย่างเซาท์เวสต์แอร์ไลน์หรือเจ็ตบลูแอร์ไลน์ จะไม่อนุญาตให้มีการเช็คอินสัตว์เลี้ยงแบบโหลดใต้เครื่องเลย) ตราบใดที่สัตว์เลี้ยงมีพื้นที่มากพอต่อการยืนหรือนั่งในกรงภายใต้ที่นั่งที่ทางสายการบินจัดเตรียมไว้ให้ ในบางกรณีน้ำหนักรวมของสัตว์เลี้ยงและกรงจะต้องมีน้ำหนักไม่เกิน 9 กิโลกรัม ทั้งนี้ควรสอบถามกับสายการบินก่อนเพื่อที่จะได้ทราบถึงกฎระเบียบและข้อบังคับต่อไป ทั้งนี้ผู้โดยสารต้องสำรองที่นั่งล่วงหน้าก่อน 14 วันกับทางสายการบิน เนื่องจากพื้นที่สำหรับสัตว์เลี้ยงมีจำนวนจำกัด ในส่วนของค่าใช้จ่ายจะอยู่ที่ประมาณ 100-200 ดอลลาร์สหรัฐฯ (หรือประมาณ 3,100-6,300 บาท)

สัตว์เลี้ยงขึ้นเครื่องบิน
สำหรับข้อเสียของการนำสัตว์เลี้ยงขึ้นห้องโดยสารคือ พื้นที่ภายใต้ที่นั่งมีขนาดที่เล็กมากๆ ส่งผลให้สัตว์เลี้ยงบางสายพันธุ์ไม่สามารถเข้าไปอยู่ตรงนั้นได้

สัตว์ช่วยเหลือ

สัตว์ช่วยเหลือ (Service Animals) ได้รับอนุญาตให้เดินทางบนเครื่องบินร่วมกับเจ้าของในห้องโดยสาร เนื่องจากสุนัขเหล่านี้ถูกฝึกให้ช่วยเหลือผู้พิการทางร่างกายเพื่อที่บุคคลนั้นจะสามารถพึ่งพาตนเองได้มากขึ้น ในส่วนของ Emotional Support Animals (ESAs) หรือสัตว์เลี้ยงที่แพทย์กำหนดขึ้นมาเพื่อที่จะให้ช่วยเป็นที่พึ่งทางอารมณ์ให้กับผู้ที่มีความบกพร่องทางร่างกาย จิตใจหรือสติปัญญา การจะนำ ESAs ขึ้นเครื่องได้นั้นจะต้องได้รับจดหมายยืนยันจากจิตแพทย์ก่อนว่าผู้โดยสารต้องการสัตว์ช่วยเหลือมาช่วยนำทางหรือการทำงานอื่นๆ ในชีวิตประจำวัน ทั้งนี้การนำสัตว์ช่วยเหลือและ ESAs ขึ้นเครื่องบินนั้น จะไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น

การจำกัดชนิดสายพันธุ์ของสัตว์เลี้ยงที่สามารถเข้ามาในห้องโดยสาร 

ปัจจุบันสายการบินอย่าง ยูไนเต็ดแอร์ไลน์ เดลต้าแอร์ไลน์ สปิริตแอร์ไลน์ และอลาสก้าแอร์ไลน์ ออกนโยบายว่า ESAs ที่จะสามารถขึ้นเครื่องได้จะต้องมีอายุอย่างน้อย 4 เดือนและจำกัดสายพันธุ์ให้เหลือแค่สุนัขและแมวเท่านั้น นอกจากนี้ยังไม่อนุญาตไม่ ESAs ขึ้นเที่ยวบินที่ใช้เวลาบินนานกว่า 8 ชั่วโมงอีกด้วยด้วยเหตุผลในด้านของความปลอดภัย ทั้งนี้ผู้โดยสารจะต้องแสดงเอกสาร 3 ชุด ได้แก่ ใบรับรองสุขภาพของสัตว์เลี้ยง จดหมายยืนยันจากจิตแพทย์ และใบแสดงยินยอมความรับผิดชอบหากมีความเสียหายเกินขึ้น เพื่อที่จะได้รับอนุญาตให้นำ ESAs ขึ้นไปอยู่ในห้องโดยสารเครื่องบินกับท่านได้

หากสัตว์เลี้ยงของคุณไม่ได้เป็นสัตว์ช่วยเหลือและมีน้ำหนักที่เกิน 9 กิโลกรัม ทางเลือกที่ดีที่สุดในการพาสัตว์เลี้ยงของคุณขึ้นเครื่องบินไปด้วยคงจะหนีไม่พ้นการเช็กอินแบบกระเป๋าขนาดใหญ่ที่ต้องโหลดในห้องสัมภาระ หากมีข้อสงสัยเพิ่มเติม ทางเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิกแนะนำให้ทุกท่านต่อสายตรงสอบถามได้ที่สายการบินได้เลยครับ

***แปลและเรียบเรียงโดย รชตะ ปิวาวัฒนพานิช
โครงการนักศึกษาฝึกงาน กองบรรณาธิการ นิตยสารเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย 


อ่านเพิ่มเติม : มาดูชีวิตของเหล่าแมวเหมียวตามท้องถนนทั่วโลกกันเถอะ

เรื่องแนะนำ

ปีนเขา เดินป่า ชมปักษาแห่งอินโดนีเซีย

บันทึกการเดินทาง ดูนกที่เกาะชวา หากกล่าวถึงการท่องเที่ยวธรรมชาติบนเกาะชวา ประเทศอินโดนีเซีย หลายคนอาจนึกถึงภูเขาไฟโบรโม หรือคาวาอีเจน รวมถึงทะเลแสนงามตามแบบฉบับหมู่เกาะในซีกโลกใต้ แต่การเดินทางของพวกเราครั้งนี้ ผมและเพื่อนผู้นิยมธรรมชาติผ่านกิจกรรมดูนก เดินทางไปยังด้านตะวันตกของเกาะซึ่งนักท่องเที่ยวชาวไทยไปเยือนน้อยมาก โดยการเดินทางครั้งนี้ เราตั้งเป้าเพื่อ ดูนกที่เกาะชวา จุดหมายปลายทางหลักอยู่ที่อุทยานแห่งชาติกุหนุงเกเดปารังโง ในเมืองซีโบดาส นอกจากนกแล้ว ในฐานะผู้สนใจด้านธรรมชาติวิทยา เรายังพบเจอสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ที่น่าสนใจอีกมากมาย หลังใช้เวลาบนเครื่องบินไป 3 ชั่วโมง จากดอนเมืองถึงจาการ์ตา ขณะนั้นเวลา 2 นาฬิกาโดยประมาณ พวกเราค่อนข้างง่วง อ่อนล้า และหิว บวกกับบรรยากาศที่แสนอึดอัด เพราะอาคารผู้โดยสารอยู่ระหว่างการปรับปรุง เครื่องปรับอากาศทำงานได้ไม่ดี และยังมีกลิ่นสีอาคารอบอวลในบางบริเวณ ระหว่างรอรถที่เช่าไว้ เราทำได้เพียงแยกย้ายกันไปจัดการธุระส่วนตัว เมื่อเวลานัดมาถึง เราตั้งเป้าหมายแรกของวันไว้ที่ป่าชายเลนใกล้สนามบิน ซึ่งไม่คาดคิดว่า เราต้องพบกับความผิดพลาดตั้งแต่จุดแรก เนื่องจากเป็นสถานที่ที่ไม่ระบุเวลาเข้าออกชัดเจน และไม่สามารถเดินเข้าได้ตามอำเภอใจ เราค่อนข้างเสียดายโอกาสการตามหานก Javan Coucal ที่มีลักษณะคล้ายนกกระปูดใหญ่บ้านเรา แต่ทั่วทั้งหัวและลำตัวนั้นเป็นสีดำสนิท เว้นแต่ปีกสีน้ำตาลแดง นกชนิดนี้เป็นนกเฉพาะถิ่น หรือ endemic species พบได้บนเกาะชวาเท่านั้น นอกจากนี้ยังมี Cerulean Kingfisher […]

กระเบนราหู รวมตัวกันในงานเลี้ยงโกลาหล

การสะพรั่งของแพลงก์ตอนและคริลล์ เป็นเหมือนบัตรเชิญของเหล่า กระเบนราหู เมื่อกระแสน้ำขึ้นลงเปลี่ยนอ่าวเล็กจ้อยให้กลายเป็นอ่างแพลงก์ตอน กระเบนราหู ในหมู่เกาะมัลดีฟส์จึงยกโขยงมาร่วมงานปาร์ตี้กลางวังวน เรื่อง บรูซ บาร์คอตต์ ภาพ โทมัส พี. เพสแชก จากชายฝั่งทางใต้ของอินเดียออกไป 708 กิโลเมตร ณ ชาติที่เป็นกลุ่มเกาะนาม “มัลดีฟส์” มีเกาะร้างผู้คนอยู่แห่งหนึ่งชื่อว่า ฮานีฟารู หากมองจากเบื้องบน เกาะแห่งนี้คงไม่มีอะไรน่าตื่นตาตื่นใจมากนัก นอกจากหย่อมไม้พุ่มเขตร้อนบนผืนทรายปริมาตรพอๆ กับหนึ่งคันรถบรรทุก เกาะฮานีฟารูมีขนาดกะทัดรัดจนเด็กตัวเล็กๆ สามารถเดินรอบแนวชายฝั่งโค้งเว้าของเกาะจนทั่วในเวลาเพียง 10 นาที ขนาดของเกาะแห่งนี้ไม่ใช่สิ่งผิดปกติสำหรับหมู่เกาะมัลดีฟส์ที่ประกอบไปด้วยเกาะเล็กเกาะน้อย 1,192 เกาะ รวมตัวกันเป็นเกาะปะการังวงแหวน 26 เกาะที่โอบล้อมด้วยมหาสมุทรอินเดียอันกว้างใหญ่ แต่มีหลายครั้งต่อปี เมื่อฤดูกาลและกระแสน้ำขึ้นน้ำลงประจวบเหมาะกัน กระเบนราหูจากทั่วทั้งหมู่เกาะมัลดีฟส์จะมารวมตัวกันที่นี่เพื่อหาอาหาร จนดูราวกับงานเริงระบำกลางดงปะการัง ตั้งแต่เดือนพฤษภาคมถึงเดือนพฤศจิกายน เมื่อน้ำขึ้นลงตามดวงจันทร์ (lunar tide) ผลักดันกระแสน้ำมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ (southwestern monsoon current) ในมหาสมุทรอินเดีย แรงดึงดูดของกระแสน้ำทั้งสองทำให้คริลล์เขตร้อนและแพลงก์ตอนอื่นๆ จากน้ำลึกลอยตัวขึ้นสู่ผิวน้ำ กระแสน้ำจะกวาดต้อนคริลล์เข้าไปยังก้นอ่าวฮานีฟารู หากคริลล์ยังอ้อยอิ่งอยู่บนผิวน้ำ กระแสน้ำจะพัดพาพวกมันขึ้นไปเหนือแนวปะการังของอ่าวและออกไปสู่ทะเลเปิดอย่างปลอดภัย แต่สัญชาตญาณบอกให้พวกมันดำน้ำหนีแสงอาทิตย์ และเมื่อทำเช่นนั้น […]

ไปแคมปิ้งฤดูหนาว อย่างไรให้มีความสุข

ข้อดีของการออกมาใช้ชีวิตกลางแจ้งในช่วงฤดูหนาวคือ มีแมลงมารบกวนน้อยลง เพราะวงจรชีวิตของพวกมันยังอยู่ในช่วงตัวอ่อน ก่อนจะโตเต็มวัยในช่วงฤดูร้อน ทำให้เราสัมผัสกับความงามและความเงียบสงบของธรรมชาติในฤดูหนาวที่บริสุทธิ์ได้เต็มที่  อย่างไรก็ตาม หากเราไม่ได้เตรียมตัวมาให้ดี ก็อาจพบอุปสรรคที่ท้าทายได้เช่นกัน การเตรียมตัวเข้าแคมป์ในช่วงฤดูหนาวที่ดีนั้นต้องเรียนรู้เกี่ยวกับสภาพอากาศที่คาดเดาไม่ได้ และต้องปรับตัวให้เข้ากับความท้าทายที่รออยู่ข้างหน้า ส่วนจะมีอะไรบ้างนั้นตามไปดูกัน สิ่งสำคัญที่ควรคำนึงถึงเมื่อ ไปแคมปิ้งฤดูหนาว เลือกจุดกางเต็นท์ที่สามารถกำบังลมได้และไม่มีอันตรายจากกิ่งไม้ใหญ่ ใช้อุปกรณ์ที่เหมาะสมกับการตั้งแคมป์ในฤดูหนาว คุณจะต้องมีเต็นท์ที่แข็งแรง ถุงนอนที่อบอุ่น แผ่นรองนอน และเตาที่เหมาะสำหรับใช้ในอุณหภูมิที่หนาวเย็น สวมใส่เสื้อผ้าที่อุ่นขึ้น อย่างเสื้อ Midweight Base Layers กางเกงกันหนาว Fleece Pants อย่าลืมถุงเท้า หมวก ถุงมือ และแว่นกันแดด เพราะช่วงกลางวันของฤดูหนาวแดดจะแรงมาก นอกจากนี้ยังต้องดื่มน้ำให้เพียงพอและกินอาหารที่มีแคลอรี่เยอะ ๆ เพื่อช่วยให้ร่างกายอบอุ่นขึ้น อุปกรณ์ ไปแคมปิ้งฤดูหนาว เต็นท์ เป็นสิ่งสำคัญที่ต้องมี เปรียบเสมือนบ้านที่ต้องอบอุ่นและอยู่สบาย สามารถรับมือกับสภาพอากาศในฤดูหนาวได้ หากเป็นการตั้งแคมป์ในบ้านเราอาจเลือกใช้เต็นท์แบ็กแพ็กน้ำหนักเบาได้ ซึ่งส่วนใหญ่จะใช้ได้ทุกฤดูกาลอยู่แล้ว ถ้าแนะนำให้ตั้งแคมป์ใต้แนวต้นไม้และไม่มีลมแรง หากเป็นกรณีที่บริเวณที่กางเต็นท์มีลมแรง แนะนำให้ใช้เต็นท์ 4 ฤดู ซึ่งมีเสาที่แข็งแรงกว่าและผ้าที่หนักกว่า จึงสามารถทนต่อลมกระโชกแรงได้ เต็นท์ประเภทนี้ใช้ได้ในทุกสภาพอากาศแม้กระทั่งนำไปใช้ในพื้นที่ที่มีหิมะตกก็เอาอยู่ สิ่งสำคัญในการเลือกเต็นท์อีกอย่างคือพื้นที่ใช้สอยภายใน หากพัก 2 คน แนะนำให้ใช้เต็นท์สำหรับ […]