เยือนมัสยิดอันงดงามที่สุดในโลก - National Geographic Thailand

เยือนมัสยิดอันงดงามที่สุดในโลก

เยือนมัสยิดอันงดงามที่สุดในโลก

ประชากรราวหนึ่งในสี่ของโลกเป็นชาวมุสลิม มัสยิด ซึ่งมาจากภาษาอาหรับ (masjid มัสญิด) เป็นศาสนสถานของชาวมุสลิมที่ใช้ในการประกอบพิธีกรรม และยังทำหน้าที่อื่นๆ เช่น เป็นศูนย์กลางของชุมชนที่สอนหนังสือ หรือสถานที่จัดงานในช่วงวันสำคัญและวันหยุด อย่างเช่นในช่วงรอมฎอน (เราะมะฎอน) เป็นต้น

มัสยิดในอดีตอาจไม่ได้ดูสวยงามตระการตาอย่างที่เราเห็นในปัจจุบัน อย่างเช่น มัสยิดชีคซาเญดในอาบูดาบี มัสยิดแห่งแรกของโลกคือบ้านของนบีมุฮัมมัดในเมืองเมดีนา โดยที่ท่านนบีมุฮัมมัดจะยืนอยู่เบื้องหน้ากำแพงในลานบ้าน ซึ่งหันหน้าไปทางนครเมกกะ และจะแสดงธรรมต่อเหล่าศิษยานุศิษย์ที่มารวมตัวกันเพื่อฟังคำสอน

นับจากนั้นมา การเผยแผ่ของศาสนาอิสลามจากตะวันออกกลางก็ทำให้มัสยิดผุดขึ้นทั่วโลก โดยมีการออกแบบที่แตกต่างกันไปในแต่ละพื้นที่ ทว่านักเดินทางจะพบลักษณะร่วมกันบางประการ เช่น โถงละหมาดที่มีที่อาบน้ำละหมาด มิห์รอบหรือชุมทิศรูปครึ่งวงกลมที่หันไปทางทิศของเมกกะ หออะซานซึ่งใช้ประกาศหรือเรียกให้มารวมตัวกันที่มัสยิดเพื่อละหมาด และซุ้มประตูรูปโดม

ตั้งแต่นครทิมบักตูไปจนถึงกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ศาสนสถานอันงดงามตระการตาเหล่านี้เป็นหลักฐานของเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และเหตุการณ์ทางศาสนาอันอัศจรรย์ โดยเป็นสัญลักษณ์ของความเป็นมุสลิมและเป็นจุดหมายปลายทางของอิสลามิกชน เราขอเชิญชวนนักเดินทางผู้สำรวจข้ามทวีปไปยังประเทศต่างๆทั่วโลกให้ไปเยือนมัสยิดเหล่านี้ในการเดินทางครั้งต่อไปของคุณ

มัสยิดสุลต่านอะห์มัด หรือมัสยิดสีน้ำเงิน (Sultan Ahmed Mosque)

มัสยิด
มัสยิดที่สร้างขึ้นในศตวรรษที่สิบเจ็ดแห่งนี้ เป็นอาคารที่งดงามและถ่ายภาพขึ้นที่สุดของนครอิสตันบูล และได้นามมาจากกระเบื้องสีน้ำเงินที่ตกแต่งภายในมัสยิดภาพถ่าย Keith Arnold, Getty Images

มัสยิดนาซีรอัลมุลก์ (Nasir Al Molk Mosque)

มัสยิด
กระจกสีซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่พบเห็นบ่อยนักในมัสยิด ประดับประดาอยู่บนบานหน้าต่างของสุเหร่านาซีรอัลมุลก์ ในเมืองชีราซของประเทศอิหร่าน และส่องลวดลายหลากสีสันตกกระทบพรมเปอร์เซียเบื้องล่าง
ภาพถ่าย Richard I’Anson, Getty Images

มัสยิดอิสติกลัล (Istiqlal Mosque)

มัสยิด
ในช่วงที่มีการก่อสร้างมัสยิดอิสติกลัลในกรุงจาการ์ตาในช่วงปลายศตวรรษที่ยี่สิบ หออะซานและยอดโดมของมัสยิดแห่งนี้ถือว่าล้ำยุค เพราะดูเป็น “อาหรับ” มากเกินไปสำหรับชาวมุสลิมท้องถิ่น ตามธรรมเนียมเดิมแล้ว มัสยิดแบบชวาจะต้องมีหลังคาสามชั้น
ภาพถ่าย Dasril Roszandi, Anadolu Agency/Getty Images

มัสยิดจามา (Jama Masjid Mosque)

มัสยิด
ด้านนอกของมัสยิดจามาของอินเดียสร้างจากหินทรายสีแดงและหินอ่อน เป็นการรำลึกถึงอาณาจักรโมกุล ซึ่งได้รับอิทธิพลจากจักรวรรดิเปอร์เซีย
ภาพถ่าย Zheng Huansong, Xinhua/Redux

มัสยิดชีคซาเญด (Shaikh Zayed Grand Mosque)

มัสยิด
สุเหร่าหลวง (Grand Mosque) ขนาดใหญ่ของอาบูดาบี รองรับผู้มาสักการะได้กว่า 40,000 คน ทั้งในโถงละหมาดและสนามหญ้า พรมเปอร์เซียผืนใหญ่ที่สุดในโลกปูพื้นภายใต้โคมไฟระย้าประดับคริสตัลของสวารอฟสกี ซึ่งนำเข้าจากเยอรมนี
ภาพถ่าย Lutz Jaekel, laif/Redux

มัสยิดสุลต่านฮัสซัน (Sultan Hassan Mosque)

มัสยิด
มัสยิดที่ทำหน้าที่เป็นทั้งโรงเรียนและมัสยิดมานานกว่า 300 ปีแห่งนี้ในกรุงไคโร เป็นต้นแบบของมัสยิดที่ผู้เชี่ยวชาญจะยกมาพูดถึงในด้านปรัชญาอิสลาม
ภาพถ่าย Getty Images

มัสยิดชาห์ (Shah Mosque)

มัสยิด
ลักษณะหนึ่งที่เป็นที่เชิดหน้าชูตาที่สุดของสุเหร่าหลวงแห่งเมืองอิสฟาฮานของอิหร่านแห่งนี้ คือการพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้งในช่วงสิบศตวรรษที่ผ่านมา และเป็นตัวแทนของศิลปะและสถาปัตยกรรมแบบอิสลามที่มีขนบยาวนานนับพันปี
ภาพถ่าย Getty Images

มัสยิดแห่งชาติมาเลเซีย (National Mosque of Malaysia)

มัสยิด
หลังคาของมัสยิดแห่งชาติมาเลเซียที่สร้างขึ้นในกรุงกัวลาลัมเปอร์ในช่วงปลายศตวรรษที่ยี่สิบ ได้รับแรงบันดาลใจมาจากด้านใต้ของร่มที่กางออก
ภาพถ่าย Manan Vatsyayana, Getty Images

มัสยิดเมืองการศึกษา (Education City Mosque)

มัสยิด
มัสยิดแห่งนี้ในกรุงโดฮามีเสาห้าต้น ซึ่งสื่อถึงรุก่น (หลักปฏิบัติ) อิสลามห้าประการ อันได้แก่ 1.การกล่าวปฏิญาณตน 2.การละหมาด 3.การถือศีลอด 4.การจ่ายซะกาต 5.การประกอบพิธีฮัจญ์ และสลักเสลาคำสอนจากคัมภีร์อัลกุรอานอย่างงดงาม
ภาพถ่าย Bonnie Jo Mount, The Washington Post/Getty Images

มัสยิดกษัตริย์ฮัสซันที่สอง (Hassan II Mosque)

มัสยิด
หออะซานสูง 213 เมตรของมุสยิดกษัติรย์ฮัสซันที่สอง เป็นหออะซานที่สูงที่สุดในโลก โดยถือเป็นสัญลักษณ์ของคาซาบลังกาพอๆกับที่ตึกเอมไพร์สเตตเป็นสัญลักษณ์ของมหานครนิวยอร์ก
ภาพถ่าย Wolfgang Kaehler, Getty Images

มัสยิดอิบนุตูลุน (Ibn Tulun Mosque)

มัสยิด
มัสยิดอันงามสง่าแห่งนี้ เป็นหนึ่งในมัสยิดที่ได้รับการบำรุงรักษาไว้อย่างดีที่สุดของอียิปต์ และสร้างด้วยอิฐแดงในปี ค.ศ. 876 โดยผู้ครองนครชาวเติร์กที่ปกครองอียิปต์และซีเรีย
ภาพถ่าย Michel Setboun, Getty Images

มัสยิดซูเลย์มานีเย หรือมัสยิดสุไลมาน (Suleymaniye Mosque)

มัสยิด
มัสยิดของจักรวรรดิออตโตมัน อย่างเช่นมัสยิดสุไลมานแห่งนี้ สร้างขึ้นมาเพื่อประชันกับโบสถ์อายาโซเฟีย ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวหลักของเมือง
ภาพถ่าย nimon_t, Getty Images

ศูนย์อิสลามในวอชิงตัน ดี.ซี. (Islamic Center in Washington D.C.)

มัสยิด
ศูนย์อิสลามในวอชิงตัน ดี.ซี. ได้รับการยกย่องในฐานะสถาปัตยกรรมที่ผมสผสานแนวทางและอิทธิพลทางวัฒนธรรมหลากหลายเข้าด้วยกัน โดยเฉพาะจากอิหร่าน อียิปต์ และตุรกี
ภาพถ่าย Getty Images

มัสยิดชาห์ไฟซาล หรือมัสยิดอัลไฟซาล (Shah Faisal Mosque)

มัสยิด
มัสยิดที่สร้างขึ้นในช่วงปลายทศวรรษ 1970 ในกรุงอิสลามาบัดแห่งนี้ เป็นมัสยิดสมัยใหม่ที่ปฏิบัติตามแนวทางของนิกายซุนนี แต่ยังประกอบศาสนพิธีของหลายนิกายในโลกมุสลิม
ภาพถ่าย Shahid Khan, Alamy Stock Photo

มัสยิดใหญ่ในไครูวาน (มัสยิดซิดีอักบัร์ – Great Mosque in Kairouan)

มัสยิด
เมืองไครูวานของตูนิเซียเป็นเมืองอิสลามแห่งแรกในทวีปแอฟริกาเหนือและเป็นหนึ่งในนครศักสิทธิ์สี่แห่งของชาวมุสลิม (นอกเหนือไปจากมักกะฮ์ มะดีนะฮ์  และเยรูซาเล็ม) มัสยิดใหญ่ของที่นี่เลื่องชื่อเพราะสถาปัตยกรรมแบบอิสลามที่สร้างตามแบบบ้านของศาสดามุฮัมมัดในเมืองมะดีนะฮ์ ซึ่งถือว่าเป็นมัสยิดแห่งแรกของโลก
ภาพถ่าย Ron Watts, Getty Images

อ่านเพิ่มเติม

เมืองไทยในอดีต : ศรัทธาและศาสนา

เรื่องแนะนำ

ชีวิตที่จำจากจรของแรงงานอพยพ

ในโลกที่เชื่อมถึงกันมากกว่าที่เคย ประเทศกำลังพัฒนาหลายประเทศพบว่า สินค้าส่งออกที่ทำกำไรงามที่สุดคือพลเมืองของตน ทว่า แรงงานข้ามชาติ และครอบครัวจำต้องยอมรับผลกระทบที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง นั่นคือการสูญเสียทางด้านจิตใจเพื่อแลกกับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ เรื่อง ซินเทีย กอร์นีย์ ภาพถ่าย โจนัส เบนดิกเซน เที่ยงวันในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ คือเวลาสี่โมงเย็นในฟิลิปปินส์ ซึ่งหมายความว่า ลูกคนโตสองคนของเทเรซา ครูซ ควรจะกลับจากโรงเรียนมาถึงอพาร์ตเมนต์ของน้าสาวที่ช่วยดูแลพวกแกแทนพี่สาวซึ่งใช้ชีวิตอยู่ในดูไบ นครที่มีประชากรมากที่สุดของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ อยู่ห่างจากฟิลิปปินส์ 6,900 กิโลเมตร เทเรซาเป็นพนักงานขายวัย 39 ปีอยู่ที่ร้านขายเสื้อผ้าในห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งของดูไบ เธอยืนทำงานสัปดาห์ละหกวัน และหยุดทุกวันศุกร์ เที่ยงวันศุกร์จึงเป็นเวลานัดหมายประจำที่เทเรซาจะพบกับลูกสาวและลูกชายวัย 11 และ 8 ขวบของเธอ และเนื่องจากเธอเป็น แรงงานข้ามชาติ ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ใหญ่หลายล้านคนที่ต้องจากบ้านเกิดไปไกลหลายพันกิโลเมตรเพื่อทำงานและส่งเงินกลับไปให้ครอบครัว เธอเจอกับลูกๆ ด้วยวิธีสมัยใหม่ซึ่งเป็นที่นิยมใน หมู่แรงงานข้ามชาติ นั่นคือการนั่งลงหน้าคอมพิวเตอร์ในห้องนอนที่เธออาศัยอยู่ร่วมกับคนอื่นๆอีกสี่ชีวิต ลงชื่อเข้าใช้เฟซบุ๊ก คลิกปุ่มวิดีโอแช็ต โน้มตัวเข้าไปใกล้ๆ แล้วอดใจรอ เทเรซาอาศัยอยู่ในห้องนอนร่วมกับสามีชื่อลูอิสซึ่งจากฟิลิปปินส์มาหลายปีแล้วเช่นกัน ลูกคนเล็กสองคนของทั้งคู่ คนหนึ่งยังแบเบาะ ส่วนอีกคนอายุ 3 ขวบ และใครก็ตามที่สองสามีภรรยาสามารถชวนให้มาเป็นพี่เลี้ยงได้ระหว่างที่ทั้งคู่ไปทำงาน (เราจำเป็นต้องเปลี่ยนชื่อของทุกคนเพื่อปกป้องครอบครัวนี้จากผลกระทบใดๆ ที่อาจเกิดขึ้น) ในช่วงหลายสัปดาห์ที่เราทำความรู้จักคุ้นเคยกันในดูไบ ฉันเห็นเทเรซาควบคุมอารมณ์ไม่อยู่เพียงครั้งเดียว เป็นตอนที่เธอเล่าถึงคํ่าวันหนึ่งในฟิลิปปินส์เมื่อสิบกว่าปีก่อน ตอนนั้นเธอยืนอยู่หน้าบ้านของครอบครัวและมองไปเห็นบ้านทุกหลังบนถนนประดับประดาไปด้วยไฟคริสต์มาส ยกเว้นบ้านของเธอ “บ้านเราไม่มีไฟเลยสักดวง” เธอบอกและเริ่มร้องไห้ “ฉันได้ยินคนพูดถึงเรื่อง ‘เมืองนอก’ เขาพูดกันว่าคุณสามารถซื้อทุกสิ่งที่ต้องการได้ถ้าอยู่เมืองนอก” เทเรซาบอก […]

บำบัดด้วยเขาควาย

ภาพที่เห็นอยู่นี้ ชายคนดังกล่าวไม่ได้กำลังแต่งตัวเตรียมไปงานปาร์ตี้ไดโนเสาร์แต่อย่างใด นี่คือการบำบัดโรคด้วยวิธีการครอบแก้ว เช่นเดียวกับแพทย์แผนจีนเทคนิคการครอบแก้วนี้มีอายุเก่าแก่ถึง 3,000 ปี โดย ใช้ความร้อนขับไล่อากาศภายในถ้วยออกจนเกิดสูญญากาศขึ้น และรีบวางบริเวณจุดเส้นลมปราณบนร่างกาย ถ้วยแก้วจะดูดกล้ามเนื้อขึ้นเพื่อกระตุ้นเลือดลมบริเวณตำแหน่งที่ถูกครอบ โดยการช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือดไปยังบริเวณนั้น จะช่วยให้ร่างกายขับของเสียออกมา และมีสุขภาพที่ดีขึ้น ในอินโดนีเซียไม่ได้ใช้ถ้วยแก้ว แต่พวกเขาใช้เขาของควายน้ำแทน นั่นทำให้ภาพที่ออกมาดูเหมือนว่าชายคนนี้กำลังมีเขางอกออกมาจากลำตัวมากมาย แม้แต่นักกีฬาโอลิมปิกเองก็ใช้วิธีนี้ในการรักษาสุขภาพ อย่างไรก็ตามมีรายงานทางวิทยาศาสตร์เพียงเล็กน้อยที่กล่าวถึงข้อดีของการบำบัดด้วยวิธีนี้   อ่านเพิ่มเติม : กล้าทดสอบความกล้ากับฝูงมดกระสุนนี้ไหม?, มหัศจรรย์แห่งอาหาร ชมกระบวนการทำ “ซุปหิน” ในเม็กซิโก

การยอมรับตัวตนนักพรตข้ามเพศในเทศกาลกุมภเมลาอันศักดิ์สิทธิ์ของชาวฮินดู

ลักษมี นารายัน ตริปาธี นักกิจกรรมรณรงค์เพื่อคนข้ามเพศนำขบวนทางศาสนาระหว่างพิธีกุมภเมลาประจำปี 2019 เทศกาลทางจิตวิญญาณที่ใหญ่ที่สุดของอินเดียและเป็นการรวมตัวกันของมนุษย์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก “ฉันได้ทำความดีมาตลอดชีวิต เพื่อได้เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้เป็นแน่” – คำกล่าวจากผู้นำกลุ่มนักพรตข้ามเพศ ภาวิตรา นิมโพราคาร์ (PAVITRA NIMBHORAKAR) กล่าวว่า ในช่วงชีวิตของตลอด 43 ปีที่ผ่านมา เธอไม่เคยได้รับความรักและเคารพในช่วงเวลา 49 วันแห่งเทศกาล กุมภเมลา มากมายเท่าปีนี้มาก่อน กุมภเมลา เป็นเทศกาลทางจิตวิญญาณของอินเดียที่ใหญ่ที่สุดและเป็นเทศกาลรวมตัวของมนุษย์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก เทศกาลนี้จัดเวียนทุกๆ 3 ปีใน 4 เมือง คือ หริทวาระ (Haridwar) นาสิก (Nashik) อุชเชน (Ujjain) และ อิลลาฮาบาด (Allahabad or Prayagraj) โดยเมืองทั้งหมดนี้ตั้งอยู่ใกล้พื้นที่บรรจบของแม่น้ำสามสาย ได้แก่ คงคา ยมุนา และสรัสวดี ซึ่งตามความเชื่อของศาสนาฮินดู พื้นที่บรรจบกันของแม่น้ำเหล่านี้เป็นสถานที่ซึ่งสสาร (essence) ของความเป็นอมตะกระเด็นออกจากเหยือกศักดิ์สิทธิ์ระหว่างการต่อสู้ระหว่างเทพเจ้ากับปีศาจ เหล่าผู้ศรัทธาราวกว่า 250 ล้านคนที่เข้าร่วมเทศกาลกุมภเมลาเชื่อว่าการได้ลงไปอาบน้ำในแม่น้ำคงคาในเทศกาลนี้ เป็นการชำระล้างบาปและความชั่วร้ายออกจากร่างกาย […]

หญิงยุคก่อนประวัติศาสตร์กระดูกแข็งกว่าหญิงปัจจุบัน

หญิงยุคก่อนประวัติศาสตร์กระดูกแข็งกว่าหญิงปัจจุบัน ชีวิตในยุคก่อนประวัติศาสตร์ไม่ใช่เรื่องง่าย และผลจากการใช้แรงงานหนักในสังคมเกษตรกรรมส่งผลให้บรรดาผู้หญิงในยุคนั้นมีร่างกายที่แข็งแรง หลักฐานยืนยันทฤษฎีนี้ปรากฏอยู่ในโครงกระดูก ทีมนักวิจัยที่นำโดย Alison Macintosh จากมหาวิทยาลัยแคมบริดจ์ได้ศึกษาเปรียบเทียบโครงกระดูกของผู้หญิงในยุคโบราณกับโครงกระดูกของผู้หญิงสมัยใหม่  ซึ่งรวมไปถึงนักกีฬาพายเรือ ผลการศึกษาพวกเขาพบว่าผู้หญิงที่มีชีวิตอยู่เมื่อ 5,000 ปีก่อนคริสตกาลมีช่วงแขนที่แข็งแรงกว่านักกีฬาหญิงในปัจจุบันเสียอีก นั่นเป็นเพราะว่าในยุคเกษตรกรรมผู้หญิงเหล่านี้ต้องทำงานที่ต้องใช้แรงตลอดเวลา จึงทำให้พวกเธอมีร่างกายช่วงบนที่แข็งแรง ผลการศึกษานี้ช่วยฉายภาพให้เห็นถึงวิถีชีวิตของผู้หญิงในช่วงเวลานั้น ว่าพวกเธอมีความเป็นอยู่กันอย่างไร (เชิญรับชมวิดีโอ เหตุใดผู้หญิงยุคก่อนประวัติศาสตร์จึงมีกระดูกที่แข็งแรงอย่างยิ่ง ได้ที่นี่) อ่านเพิ่มเติม เมื่อสงครามกลางเมืองจบ หมู่บ้านแห่งนี้เหลือเพียงผู้หญิงและเด็ก