ตำนาน แมวกวัก และความเชื่อเรื่องอำนาจศักดิ์สิทธิ์ของแมวในญี่ปุ่น

ตำนาน แมวกวัก และความเชื่อเรื่องอำนาจศักดิ์สิทธิ์ของแมวในญี่ปุ่น

ด้วยลักษณะท่าทางที่เชิญชวนจากการยกอุ้งเท้าและหูสีแดงที่ตั้งแหลม แมวกวัก เครื่องลางที่เป็นสัญลักษณ์แห่งความโชคดีนี้ได้นำมาซึ่งโชคลาภมาแล้วหลายศตวรรษ

สำหรับคนอเมริกันอาจรู้จักกันในนาม แมวกวักจีน ซึ่งนำมาประดับตกแต่งอย่างแพร่หลายตามชุมชนคนจีนหรือคนเอเชียรอบโลก แต่ตุ๊กตาปั้นแสนน่ารักนี้ไม่ได้มาจีนแต่อย่างไร เพราะ แมวกวัก มาจากญี่ปุ่น

ชื่อมาเนคิเนโกะในภาษาญี่ปุ่น (แปลตรงตัวว่า ‘แมวกวัก’) ด้วยลักษณะที่ชูมือ (อุ้งเท้า) ขึ้น หูสีแดงตั้งแหลม เหรียญและเครื่องประดับอื่นๆ มาเนคิเนโกะได้นำมาซึ่งโชคลาภและความร่ำรวยมาแล้วหลายทศวรรษ ซึ่งตำนวนความเชื่อนี้เริ่มต้นจากญี่ปุ่น

แมวตัวโปรด

มีตำนานหนึ่งเริ่มต้นมาจากแมวตัวหนึ่งที่เกิดในวัดโกโทคุจิ ในช่วงยุคเอโดะ (1603–1868) ตามประวัติของวัดกล่าวไว้ว่า ในขณะที่ไดเมียว (ตำแหน่งเจ้าเมืองของญี่ปุ่น) อี นาโอทากะ กำลังเดินทางเพื่อล่าเหยี่ยว เขารอดจากการถูกฟ้าผ่าเมื่อแมวของเจ้าอาวาสของวัดอย่างเจ้าทามะกวักมือเรียกเขาให้เข้าไปในวัดโกโทคุจิ

ด้วยความซาบซึ้งที่แมวได้ช่วยชีวิตเขาไว้ เขาจึงสร้างให้แมวเป็นนักบุญของวัดและให้มีการสร้างศาลเจ้าของแมวนับตั้งแต่นั้น

ทุกวันนี้ พื้นที่อันเงียบสงบของวัดโกโทคุจิเต็มไปด้วยรูปปั้นแมวกวักนับพันตัวในขนาดที่ต่างกัน ผู้มาเยือนต่างเข้ามาเพื่อชมแมวกวักสีขาวที่เรียงรายอยู่ มักปั้นเป็นรูปแมวญี่ปุ่นหางสั้นอันเป็นสายพันธุ์ที่มักปรากฏในตำนานท้องถิ่น และต่างมาขอพรเพื่อความโชคดี

แมวกวัก, วัดโกโทกุจิ, โตเกียว
ผู้มาเยือนถ่ายภาพรูปปั้นแมวกวัก (มาเนคิเนโกะ) ที่มีอยู่จำนวนมากซึ่งตกแต่งอยู่ภายในวัดโกโทกุจิ จุดกำเนิดของวัฒนธรรมแมวโชคดีนี้ ภาพถ่ายโดย CARL COURT, GETTY IMAGES

ใกล้กับย่านอาซากุสะในโตเกียว มีตำนานหนึ่งของศาลเจ้าอิมาโดะ ซึ่งถือเป็นที่มาของศาลเจ้าแมวกวักอีกแห่งหนึ่ง ในปี 1852 หญิงชราผู้หนึ่งที่อาศัยในย่านอิมาโดะนั้นมีฐานะยากจน และไม่สามารถเลี้ยงดูแมวที่เธอเลี้ยงไว้ได้จนจำต้องปล่อยแมวตัวนั้นทิ้ง และในคืนนั้น แมวตัวนั้นได้เข้ามาในฝันของหญิงชราและพูดว่า “หากเธอทำตุ๊กตารูปของฉัน ฉันจะนำโชคลาภมาให้เธอ”

หญิงชราทำตามคำแนะนำของแมวตัวนั้นด้วยการปั้นเซรามิกรูปแมวและนำไปขายที่ประตูหน้าศาลเจ้า แมวตัวนั้นรักษาคำสัญญา ตุ๊กตาแมวเซรามิกเริ่มได้รับความนิยมจนช่วยหญิงชราผู้นั้นให้หลุดพ้นจากความยากจนในที่สุด

แต่ไม่ว่าตำนานใดจะเป็นจุดเริ่มต้นที่แท้จริง แต่มีสิ่งหนึ่งที่แน่ใจได้เลยว่า: แมวคือสิ่งนำโชคลาภ

ในปี 1602 จักรพรรดิญี่ปุ่นได้ออกพระราชบัญญัติให้ปล่อยแมวเป็นอิสระทั่วญี่ปุ่น เพื่อมุ่งใช้ความสามารถตามธรรมชาติของแมวในการกำจัดศัตรูพืช โดยเฉพาะในชุมชนที่มีการเลี้ยงหม่อนไหม แม้หลังจากช่วงที่การค้าไหมเสื่อมความนิยม แมวยังคงเป็นเครื่องลางสัญลักษณ์ของความเจริญรุ่งเรืองทางธุรกิจ

อุกิโยเอะ
ภาพพิมพ์บล็อกไม้อุกิโยเอะ (ukiyo-e) ย่านการค้าอันรุ่งเรืองในเมืองของศิลปิน อุตางาวะ ฮิโรชิเงะ แสดงให้เห็นถึงร้านขายรูปปั้นแมวกวักในตลาด ภาพพิมพ์โดย UTAGAWA HIROSHIGE I, WILLIAM STURGIS BIGELOW COLLECTION/MUSEUM OF FINE ARTS BOSTON

แมวเป็นมากกว่าสัตว์ที่ควบคุมศัตรูพืข เพราะการดูแลแมวจะได้รับผลตอบแทน “ความสำคัญของมาเนคิเนโกะอยู่ที่พลังงานตามความเชื่อว่าจะนำโชคมาให้กับผู้ที่ดูแลครับ” โยชิโกะ โอคุยามะ ศาสตราจารย์ด้านญี่ปุ่น มหาวิทยาลัยแห่งฮาวายในฮิโล กล่าว

“มีสำนวนญี่ปุ่นกล่าวว่า เนโกะ โวะ โคโรเซบา นานาได ทาทารุ (หากคุณฆ่าแมว มันจะตามหลอกหลอนคุณเจ็ดชั่วโคตร) เป็นไปตามความเชื่อพื้นบ้านที่ว่าแมวเป็นสัตว์ที่มีความแค้นและมีชีวิตยืนยาวกว่ามนุษย์” โอคุยามะกล่าวเสริม และมีความเชื่อที่ฝังรากลึกในเรื่องของพลังอำนาจของแมวว่า: หากดูแลพวกมัน พวกมันก็จะดูแลคุณ

ความแพร่หลายของรูปปั้นแมวในญี่ปุ่นนั้นเป็นที่รับรู้กันเป็นอย่างดี ในปี 1927 หนังสือ Animal Motifs in Asian Art ของ Katherine M. Ball ได้บรรยายถึงมานะคิเนโกะว่าเป็นรูปปั้นแมวที่ทำจากดินเผา หรือเป็นแบบเปเปอร์มาเช่ที่เรียบง่ายและได้รับความนิยมเนื่องจากความศักดิ์สิทธิ์ของมัน

“รูปปั้นแมวนี้ใช้เป็นเครื่องรางเพื่อให้ดึงดูดความร่ำรวย รุ่งเรืองให้กับธุรกิจ สามารถพบเจอได้ตามทางเข้าของร้านอาหาร ร้านค้า เป็นลักษณะแมวที่มีท่าทางประจบประแจงและยกอุ้งเท้าขึ้น ซึ่งอาจเป็นการเชิญชวนลูกค้าให้เข้าไปในร้าน” Ball กล่าวเสริม

แมวกวัก, ฮานอย, เวียดนาม
ผู้หญิงคนหนึ่งเดินผ่านภาพวาดแมวกวักบนกำแพงในเมืองฮานอย ประเทศเวียดนาม ภาพถ่ายโดย MANAN VATSYAYANA, AFP/GETTY IMAGES

เกือบ 100 ปีต่อมา มีรูปแบบของแมวกวักมากมายที่ตอบสนองในโชคลาภด้านต่างๆ เช่น หากคุณกังวลเรื่องความปลอดภัยบนท้องถนน เลือกแมวกวักสีน้ำเงินเพื่อให้คุณปลอดภัย สีชมพูสำหรับโชคด้านความรัก และสีทองที่เป็นที่รู้จักกันดีว่าจะดึงดูดความร่ำรวย

ความหมายสามารถเปลี่ยนไปได้ตามอุ้งเท้าที่แมวยกด้วยเช่นกัน อุ้งเท้าขวาจะดึงดูดโชคลาภและเงินทอง อุ้งเท้าซ้ายจะดึงดูดมิตรสหายและลูกค้า และจะมีส่วนตกแต่งที่เพิ่มเข้ามา เช่น เรียว (เหรียญญี่ปุ่นรูปทรงวงรี) เพื่อแสดงออกถึงความร่ำรวย และเครื่องตกแต่งอื่นๆ ที่ใช้ในชีวิตจริง เช่น ผ้ากันเผื้อน หรือกระดิ่ง ที่แสดงให้เห็นว่าแมวเลี้ยงได้รับความสำคัญการดูแลในสังคมญี่ปุ่น

“[แมวกวัก] ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องลาง” โอคุยามะกล่าวและเสริมว่า “พวกมันเป็นตัวกลางหรือผู้นำสารของเชื่อมต่อระหว่างชีวิตของเรากับอาณาจักรแห่งเทพเจ้า คือมีพลังในการแสดงของสัญญาณขอความช่วยเหลือ (S.O.S.) ของตัวเราไปยังโลกจิตวิญญาณในช่วงเวลาแห่งความเศร้าหมอง หรือสิ้นหวัง”

แมวกวัก
ภาพแสดงตำแหน่งสถานที่ท่องเที่ยวซึ่งเกี่ยวข้องกับแมวกวักในประเทศญี่ปุ่น

เราจะพบแมวกวักได้อย่างไร

ในร้านค้าและย่านธุรกิจในญี่ปุ่น เราจะพบมาเนคิเนโกะในรูปแบบดั้งเดิมคอยกวักเรียกลูกค้า จากมุมมองของประวัติศาสตร์ พิพิธภัณฑ์มาเนคิเนโกะในโอกายามะที่จัดแสดงคอลเล็กชันของแมวกวักกว่า 700 ร้อยชิ้นจากในหลายๆ ยุคสมัย และในช่วงเดือนกันยายนจะงานฉลองประจำปีในเทศกาลแมวกวัก (Manekineko Festival) ซึ่งจะจัดในหลายภาคส่วนทั่วประเทศ

และมีแม้กระทั่งถนนแมวกวัก (Manekineko-dori Street) ในเมืองโทโคนาเมะ จังหวัดไอจิ ที่มีแมวกวักเซรามิกจำนวนมากนำมาตกแต่งถนน และในโตเกียว คุณสามารถมุ่งไปยังแหล่งกำเนิดตำนานแมวกวักได้ที่วัดโคโตคุจิหรือศาลเจ้าอิมาโดะ ซึ่งมีการจำหน่ายแมวกวักของตัวเองเช่นกัน

แต่บางครั้ง สถานที่ที่ดีที่สุดในการชมแมวกวักมาเนคิเนโกะในรูปแบบธรรมชาติ คือคือแมวกวักที่อยู่ที่แคชเชียร์ และคอยกวักคุณจากประตูทางเข้าของร้านอาหาร

เรื่อง REBECCA SAUNDERS 


อ่านเพิ่มเติม มาดูชีวิตของเหล่าแมวเหมียวตามท้องถนนทั่วโลกกันเถอะ

เรื่องแนะนำ

เด็กๆ ของฮูรา กับโลกที่ร้อนขึ้นทุกที

ในวันที่คนมัลดีฟส์ถือว่าปัญหาสิ่งแวดล้อมเป็นปัญหาสำคัญที่สุดของประเทศ เด็กทุกคนต้องเรียนรู้ที่จะเคารพและรู้จักคุณค่าของทรัพยากรที่ตนมีอยู่จำกัด   “เราสอนเด็กๆ ตั้งแต่อายุสามขวบแล้วว่า ความเปราะบางทางสิ่งแวดล้อมของเกาะเราเป็นอย่างไรค่ะ” อมินาท ริชฟา หัวหน้าครูโรงเรียนประถมบนเกาะฮูรา เขตอะทอลล์คาฟูของมัลดีฟส์ เอ่ย  เธอสวมชุดดำสีเดียวกับฮิญาบคลุมใบหน้าทั้งหมด เหลือไว้เพียงช่องสี่เหลี่ยมผืนผ้าให้เราเห็นเธอแค่ดวงตากลมโตสุกใสคู่นั้น  น้ำเสียงของเธอกระตือรือร้นมีพลัง และยากจะเดาอายุ  อาจจะ 30 ต้นๆ หรือมากกว่านั้น “แต่เพราะอายุเท่านั้นยังเป็นวัยเล่นอยู่  เราจึงให้เด็กๆ เรียนรู้ผ่านการเล่นค่ะ” อาจารย์ริชฟาพูดราวกับรู้ทันเราคิด  เด็กๆ บนเกาะฮูราเรียนรู้เรื่องความเปราะบางของบ้านเกิดของตัวเองจากความจริงที่เห็นอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน  ในวันที่คนมัลดีฟส์ถือว่าปัญหาสิ่งแวดล้อมเป็นปัญหาสำคัญที่สุดของประเทศ เด็กทุกคนต้องเรียนรู้ที่จะเคารพและรู้จักคุณค่าของทรัพยากรที่ตนมีอยู่จำกัด ฮูรา (Huraa, Hoora) เป็นเกาะที่กว้างเพียง 300 เมตร ยาว 850 เมตร มีชะตากรรมเหมือนเกาะอื่นๆ ของมัลดีฟส์ ประเทศที่ได้ชื่อว่าแบนราบที่สุดในโลก ซึ่งเสี่ยงจมอยู่ใต้ระดับทะเลที่สูงขึ้นทุกที อันเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ  นักวิทยาศาสตร์คาดการณ์ว่าอย่างเร็วภายในปี 2085 น้ำจะท่วมทุกเกาะของมัลดีฟส์ อย่างช้าคือปี 2100 ในระดับประเทศ รัฐบาลมัลดีฟส์วางแผนแก้ปัญหาด้วยเทคนิคทางวิศวกรรม เช่น การสร้างกำแพงล้อมรอบเมืองหลวงมาเล่ ถมทะเลเพื่อยกระดับแผ่นดิน ป้องกันน้ำใต้ดินและเพิ่มการเก็บกักน้ำฝน รวมทั้งเตรียมอพยพประชาชนไปยังถิ่นอื่น ในระดับเกาะอย่างที่ฮูรา ซึ่งอยู่ห่างจากมาเล่เพียงครึ่งชั่วโมง […]

คัมภีร์พระมาลัยในวาติกัน

สมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิสรับมอบ คัมภีร์พระมาลัย ฉบับปริวรรตจากอักษรขอมบาลีเป็นภาษาไทยปัจจุบันจากคณะสงฆ์วัดพระเชตุพน เพื่อจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์แห่งวาติกัน

บ้านแสนสุขของผู้ลี้ภัยเซาท์ซูดาน

หลังหลบหนีเอาชีวิตรอดจากสงครามและความขัดแย้ง บรรดาผู้พลัดถิ่นเหล่านี้กำลังก่อร่างสร้างบ้านของพวกเขาใหม่ ภายในค่ายผู้ลี้ภัยของยูกันดา ประเทศเพื่อนบ้าน

ฤดูกาล ล่าวาฬ – วิถีเก่าแก่แห่งชนอะแลสกา

ฤดูกาลแห่งการ ล่าวาฬ วิถีและประเพณีอันเก่าแก่ของชนพื้นเมืองในอะแลสกา บนเขาทางเหนือของอะแลสกา วัฒนธรรมของอินูเปียตมีศูนย์กลางอยู่ที่วาฬ  ทุกฤดูใบไม้ผลิ ชายและหญิงจะใช้เวลานานเป็นสัปดาห์ๆ บน “ทูวัก” หรือผืนน้ำแข็งบริเวณใกล้น้ำ เพื่อเฝ้าดูบรรดาวาฬหัวคันศรซึ่งอพยพขึ้นเหนือจากทะเลเบริงสู่เขตอาร์กติกของแคนาดา  เมื่อใครสังเกตเห็นวาฬสักตัว ทีมล่าวาฬจะลากเรืออูมีอักลงน้ำ  ปกติแล้วจะมีโอกาสเพียงหนเดียวในการยิงฉมวกไปยังวาฬ  ถ้าการล่าวาฬประสบความสำเร็จ ทุกคนในหมู่บ้านจะได้รับเนื้อวาฬปันส่วน เรื่องราวของความสืบเนื่องทางวัฒนธรรม ทำให้ช่างภาพ คิลอิ ยู่หยาน ติดใจ  ยู่หยานเองก็เป็นชนพื้นเมืองด้วย เขาเป็นลูกหลานของพรานและชาวประมงเผ่าเฮอซี (หรือนานายในรัสเซีย) ทางตอนเหนือของจีนและตะวันออกเฉียงใต้ของไซบีเรีย  เขาบอกว่าเรื่องราวมากมายที่เล่าถึงชุมชนพื้นเมืองว่าล่มสลายหรือแร้นแค้นนั้น มักละเลยความซับซ้อนของชุมชนเหล่านั้น “คุณต้องอยู่กับพวกเขาถึงจะเห็นความหวังอันเต็มเปี่ยมและความเบิกบาน” ในช่วงห้าปี ยู่หยานอยู่กับชาวอินูเปียตที่อูตคีอารก์วิก (เดิมรู้จักกันในชื่อ แบร์โรว์) นาน 10 เดือน  เขาตั้งแคมป์อยู่กับลูกมือคนหนึ่งบนผืนน้ำแข็งเพื่อดูวาฬ และหลายหนก็อาสาเป็นยามกะกลางคืนเมื่อความมืดและความเงียบสงัดโรยตัวปกคลุม  เขาพบว่า ความเงียบสิ้นสุดลงอย่างรวดเร็ว เมื่อวาฬสักตัวเดินทางมาถึง ผู้สังเกตการณ์จะบอกตำแหน่งของมัน กระตุ้นให้ลูกทีมเอาเรือออกไป “เมื่อวาฬเข้ามาใกล้ เสียงพวกมันชัดมาก พวกมันร้องเพลง เหมือนละครเพลงเลยครับ” เรื่อง แดเนียล สโตน ภาพถ่าย คิลอิ ยู่หยาน อ่านเพิ่มเติม ภัยคุกคามฉลามวาฬคือเรื่องจริง