รู้จัก คาร์ซีท ที่นั่งนิรภัยเพื่อเด็ก ที่จะบังคับเป็นกฎหมายเร็วๆ นี้ ว่ามีสำคัญอย่างไร

รู้จักกับ คาร์ซีท อุปกรณ์บนรถเพื่อลูกน้อยที่พ่อแม่หลายคนหลงลืม

ภาพของเด็กวัยเกิดกำลังใช้ คาร์ซีต ภาพถ่ายจาก https://yourshot.nationalgeographic.com/photos/5386068/ โดย Michael Lee


เพราะอุบัติเหตุทางรถยนต์ย่อมเกิดขึ้นได้เสมอ การติดตั้ง คาร์ซีท (Car seat) หรือเบาะนิรภัยสำหรับเด็กจึงจำเป็น และในขณะนี้ได้มีกฎหมายเพื่อบังคับใช้ให้เป็นการทั่วไปแล้ว

เมื่อ 8 พฤษภาคม 2565 มีรายงานว่า เว็บไซต์ ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ พ.ร.บ.จราจรทางบก (ฉบับที่ 13) พ.ศ. 2565 เมื่อวันที่ 7 พ.ค. 2565

โดยมีสาระสำคัญเกี่ยวกับการแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยจราจรทางบก มาตรา 7 ให้ยกเลิกความในมาตรา 123 แห่ง พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522 ซึ่งมีสาระสำคัญที่เกี่ยวข้องกับเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 6 ปีว่า

” คนโดยสารที่เป็นเด็กอายุไม่เกิน 6 ปี ต้องจัดให้นั่งในที่นั่งนิรภัยสำหรับเด็กหรือนั่งในที่นั่งพิเศษสำหรับเด็กเพื่อป้องกันอันตราย หรือมีวิธีการป้องกันอันตรายในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุ”

“ที่นั่งนิรภัยสำหรับเด็กและที่นั่งพิเศษสำหรับเด็กเพื่อป้องกันอันตรายตาม (2) (ข) และวิธีการ ป้องกันอันตรายในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุตามที่บัญญัติไว้ในมาตรานี้ ให้เป็นไปตามที่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติประกาศกำหนด”

และระบุว่า พระราชบัญญัติ หรือ พ.ร.บ. นี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่วันประกาศ ในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป หากผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตาม ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 2,000 บาท

นั่นหมายความว่าในช่วง 120 วันนี้ ผู้ที่มีเด็กเล็กไม่เกิน 6 ปี จะต้องเร่งจัดหาที่นั่งนิรภัยสำหรับเด็ก หรือที่เรียกกันโดยทั่วไปว่า คาร์ซีท (Car Seat) มาติดตั้ง มิฉะนั้นจะมีความผิดตามที่กล่าวไว้ข้างต้น

************************

ความปลอดภัยของลูกน้อยเป็นเรื่องน่ากังวลสำหรับผู้ที่เป็นพ่อแม่เสมอ

ในยามที่พ่อแม่ต้องพาลูกออกเดินทางไปโดยรถยนต์ส่วนตัว อุปกรณ์ที่จำเป็นอย่างยิ่งคือ เบาะนั่งนิรภัยสำหรับเด็ก หรือที่เรียกกันอย่างลำลองว่า คาร์ซีต (Car Seat หรือ Child Safety Seat) ซึ่งในระดับสังคมโลกถือเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับทุกครอบครัวที่มีรถยนต์ แต่สำหรับในประเทศไทย การใช้คาร์ซีตอาจจะยังไม่เป็นที่รู้จักในบรรดาพ่อแม่ลูกอ่อนชาวไทยมากนัก อย่างไรก็ตาม คาร์ซีตกลายเป็นเด็นทางสังคมมากขึ้นเมื่อมีกรณีเกิดอุบัติเหตุทางถนน ซึ่งมีเด็กน้อยนั่งอยู่บนรถ แต่กลับรอดชีวิตได้เพราะคาร์ซีตมาอยู่หลายครั้ง

ถ้าเป็นในสังคมต่างประเทศ เหตุการณ์แบบนี้อาจเป็นเรื่องปกติ แต่สำหรับในประเทศไทยกลับดูเป็นเรื่องน่าตื่นเต้น เพราะคาร์ซีตไม่ได้รับความสำคัญมากนัก และเหตุการณ์เช่นนี้ก็แสดงให้เราเห็นแล้วว่า คาร์ซีตนั้นเป็นอุปกรณ์ที่จำเป็นและทรงคุณค่ายิ่งสำหรับพ่อแม่ที่มีลูกน้อย

คาร์ซีต
รูปร่างลักษณะของคาร์ซีตเมื่อกำลังถูกใช้งาน ภาพถ่ายจาก https://yourshot.nationalgeographic.com/photos/7871690/ โดย Jessica Svoboda

คาร์ซีตคืออะไร

คาร์ซีต หรือเบาะนั่งนิรภัยสำหรับเด็ก เป็นอุปกรณ์เสริมเบาะที่นั่งรถยนต์ซึ่งออกแบบพิเศษเพื่อป้องกันเด็กจากการบาดเจ็บหรือเสียชีวิตในคราวที่รถยนต์เกิดอุบัติเหตุ เช่น เหตุการณ์รถชน โดยปกติแล้ว คาร์ซีตถือเป็นอุปกรณ์เสริมที่เจ้าของรถจะต้องเป็นผู้ติดตั้งด้วยตัวเอง

มีบันทึกทางประวัติศาสตร์ว่าแต่เดิมเบาะนั่งบนรถยนต์สำหรับเด็กเริ่มมีการคิดค้นเมื่อราวทศวรรษที่ 1930 แต่ในช่วงเวลานั้นไม่ได้ถูกประดิษฐ์มาเพื่อจุดประสงค์ของความปลอดภัย แต่กลับประดิษฐ์ขึ้นเพื่อเป็นเบาะที่ยกสูงเพื่อให้ผู้ขับขี่สามารถมองดูเด็กระหว่างควบคุมยานพาหนะได้ง่ายขึ้นเท่านั้น ก่อนที่จะเปลี่ยนวัตถุประสงค์ในการพัฒนาเป็นเพื่อความปลอดภัยของเด็กดังเช่นในปัจจุบัน

ความสำคัญของคาร์ซีต

สำหรับผู้ใหญ่ การคาดเข็มขัดนิรภัย และการติดตั้งระบบถุงลมนิรภัยก็เพียงพอสำหรับความปลอดภัย แต่สำหรับเด็กนั้น สรีระของพวกเขายังไม่พัฒนามากพอที่จะนั่งเบาะรถยนต์และคาดเข็มขัดนิรภัยเช่นเดียวกับผู้ใหญ่ได้ คาร์ซีตจึงเป็นสิ่งจำเป็นเมื่อมีเด็กโดยสารในรถ โดยเมื่อถึงคราวเกิดอุบัติเหตุ คาร์ซีตจะช่วยป้องกันเด็กจากแรงกระแทก และเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เด็กรอดจากอุบัติเหตุมาได้ นอกจากนี้ องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ออกรายงานบ่งชี้ว่าการใช้เบาะนิรภัยสำหรับเด็กนี้สามารถลดผลกระทบจากอุบัติเหตุได้ดี และช่วยลดโอกาสการเสียชีวิตของเด็กได้มากถึง 70 %

แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังมีความเชื่อที่ว่าคาร์ซีตเป็นสิ่งที่แพงเกินจำเป็น (ช่วงราคาของคาร์ซีตมีตั้งแต่หลักพันไปจนถึงหลักหมื่น) หรือแค่คาดเข็มขัดให้เด็ก หรือให้เด็กนั่งตักผู้ใหญ่ก็เพียงพอแล้ว ซึ่งเป็นความคิดที่ผิดและอันตรายต่อเด็กอย่างมาก เพราะเมื่อถึงคราวเกิดอุบัติเหตุ แรงกระแทกอาจจะทำให้เด็กหลุดจากตักไปกระแทกกับตัวรถ อาจจะรับบาดเจ็บจากแรงกระแทกของผู้ให้นั่งตัก หรือถุงลมนิรภัยอาจปิดหน้าเด็กจนหายใจไม่ออกและเสียชีวิตได้ ดังนั้น เราอาจกล่าวได้ว่าคาร์ซีตเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับเด็กอย่างยิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศไทย ซึ่งข้อมูลจาก สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ เมื่อปีพ.ศ. 2557 ระบุว่ามีด็กไทยบาดเจ็บฉุกเฉินจากอุบัติเหตุยานยนต์มากถึง 318,379 ครั้ง

Photo by Erik Mclean on Unsplash

ประเภทของคาร์ซีต
คาร์ซีตนั้นมี 3 ประเภท ซึ่งจะแบ่งตามอายุและสรีระที่ต่างกันออกไป

1. Rear-Facing / Rear-Facing convertible หรือ คาร์ซีทแบบหันหน้าเข้าหาเบาะ เป็นคาร์ซีตที่ติดตั้งโดยหันหน้าเข้ากับเบาะหลัง และสามารถถอดออกจากเบาะที่เป็นฐานได้ เหมาะสำหรับเด็กอายุตั้งแต่แรกเกิดถึง 2 ปี ที่มีน้ำหนักไม่เกิน 9-10 กิโลกรัม

2. Forward-facing convertible / Forward-facing with harness หรือ คาร์ซีทแบบหันไปข้างหน้ารถ เป็นคาร์ซีตที่ติดตั้งโดยหันหน้าไปทางด้านหน้ารถเหมือนกับเบาะรถทั่วไป เหมาะสำหรับเด็กอายุ 2-5 ปี หรือเด็กที่มีน้ำหนัก 9 กิโลกรัมขึ้นไป หรือมีส่วนสูงเข้าเกณฑ์ที่จะเปลี่ยนมานั่งคาร์ซีตประเภทนี้ได้

3. Booster หรือ คาร์ซีทแบบที่นั่งเสริม โดยติดตั้งกับเบาะหลัง และหันไปข้างหน้ารถเหมือนคาร์ซีตที่หันไปข้างหน้ารถ เหมาะสำหรับเด็กที่มีอายุ 5 ปีขึ้นไป เหมาะกับเด็กที่มีน้ำหนักตัว 15- 25 กิโลกรัม

ตามคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญ เด็กควรนั่งคาร์ซีตไปจนถึงอายุ 12-13 ปี หรือมีความสูงพอที่นั่งห้อยขาแล้วขายาวถึงพื้น และเมื่อคาดเข็มขัดนิรภัยแล้วอยู่ตรงส่วนกระดูกเชิงกราน จึงสามารถนั่งเบาะรถและขาดเค็มขัดนิรภัยธรรมดาได้เช่นเดียวกับผู้ใหญ่
อย่างไรก็ตาม ในช่วงแรกเด็กอาจจะไม่คุ้นเคยกับคาร์ซีต และไม่อาจยอมนั่ง ดังนั้นพ่อแม่จึงจำเป็นที่ฝึกให้เด็กหัดนั่งคาร์ซีตจนเกิดความเคยชิน เพื่อความปลอดภัยของเด็กและความสบายใจของพ่อแม่เอง

คาร์ซีต
การใช้คาร์ซีต จะลดความกังวลเรื่องความปลอดภัยของผู้ปกครอง และอาจรวมไปถึงเด็กเล็กด้วยเช่นกัน ขอบคุณภาพถ่ายจาก https://www.tearfreetravel.com/toddler-travel-hacks/

คาร์ซีต วาระแห่งความปลอดของเด็กระดับโลก

ในต่างประเทศ โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้วให้ความสำคัญกับคาร์ซีตอย่างมาก เนื่องจากแนวคิดที่ว่าสิทธิความปลอดภัยของเด็กต้องได้รับความคุ้มครองโดยเฉพาะจากผู้ปกครอง จึงมีกฎหมายหรือข้อบังคับเกี่ยวเรื่องนี้อย่างชัดเจน เช่น แคนาดา ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น เยอรมนี ไอร์แลนด์ อิตาลี เนเธอร์แลนด์ โปรตุเกส สเปน สหรัฐอเมริกา ออสเตรีย ออสเตรเลีย บราซิล อิสราเอล แม้ว่าแต่ละประเทศอาจมีข้อแตกต่างกันในรายละเอียด แต่ก็สะท้อนถึงการให้ความสำคัญกับเรื่องนี้อย่างดี

แน่นอนว่าในประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายเกี่ยวกับคาร์ซีตอย่างชัดเจนเช่นประเทศเหล่านี้ ถึงแม้จะมีพระราชบัญญัติจราจรทางบก (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2538 ที่ระบุให้ผู้ขับขี่และผู้โดยสารต้องคาดเข็มขัดนิรภัย แต่อย่างที่ได้กล่าวไปข้างต้นว่าเข็มขัดนิรภัยนั้นเป็นอุปกรณ์ความปลอดภัยที่เหมาะกับผู้ใหญ่ แต่ไม่เหมาะสมกับเด็กเสียเลย

ถึงแม้ว่าการใช้คาร์ซีตในประเทศไทยอาจจะยังไม่แพร่หลายหรือถูกบัญญัติให้เป็นกฎหมายที่ชัดเจน รวมไปถึงปัจจัยด้านมูลค่าของคาร์ซีต หรือแม้กระทั่งความเข้าใจผิดว่าเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็น แต่ตัวอย่างของเหตุการณ์ที่เด็กมีเด็กรอดชีวิตจากอุบัติเหตุรถยนต์หลายครั้งเนื่องจากคาร์ซีตก็น่าจะแสดงให้เห็นถึงความจำเป็นของมันได้ดี แน่นอนว่าเมื่อมีการใช้ยานพาหนะ อุบัติเหตุย่อมเกิดขึ้นได้แสมอแม้ว่าเราจะระมัดระวังมากเพียงใด ดังนั้นการเตรียมตัวติดตั้งคาร์ซีตในรถยนต์ของคนที่เป็นพ่อแม่จึงเป็นสิ่งจำเป็น เพราะไม่มีมูลค่าใดที่แพงเกินไปกว่าสวัสดิภาพและความปลอดภัยของลูกน้อยอีกแล้ว

แหล่งอ้างอิง

คาร์ซีทคืออะไร? สำคัญอย่างไร?

คาร์ซีทสำคัญมากเพื่อชีวิตลูก  

คาร์ซีท เลือกซื้อและติดตั้งอย่างไร ให้ปลอดภัยต่อลูกน้อย

คาร์ซีทเพื่อความปลอดภัยลูก อย่าหวังพึ่งกฎหมาย 

“ทำไมต้องให้ลูกนั่งคาร์ซีท” 

กฎหมายเพื่อความปลอดภัยในการเดินทางสำหรับเด็ก ตอน CAR SEAT  

Car Seats: Information for Families 

Car seat safety

Child car seats laws around the world  


อ่านเพิ่มเติม รถยนต์ไร้คนขับ เทคโนโลยีแห่งอนาคตที่เป็นประโยชน์หรือความเสี่ยง

เรื่องแนะนำ

เดินเท้าในเมืองย่างกุ้ง ที่กลายเป็นสนามรบจากการต้านรัฐประหารของชาวเมือง

ในเมือง ย่างกุ้ง ประเทศเมียนมา ชายผู้นี้เดินเท้าไปในเส้นทางแห่งความเจ็บปวดและสูญเสีย ย่างกุ้ง , เมียนมา – คุณจะเริ่มต้นการเดินท่องเที่ยวที่ในเมืองที่กลายเป็นสนามรบจากที่ใด บางทีอาจจะเป็นแท่นรำลึกชั่วคราวของผู้ที่เสียชีวิต เช่นอนุสรณ์สถานรำลึกชั่วคราวของ Khant Nyar Hein Khant Nyar Hein เป็นผู้ประท้วงเรียกร้องประชาธิปไตยและนักศึกษาแพทย์อายุ 17 ปี ที่ถูกตำรวจยิงจนเสียชีวิตเมื่อเดือนที่แล้วในย่านที่ชื่อว่า Tamwe ซึ่งเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของคนชนชั้นกลางในเมืองย่างกุ้ง เพื่อนของเด็กหนุ่มผู้นี้รีบลนลานออกจากที่กำบังเพื่อวางช่อดอกไม้อาลัยบนถนนลาดยางจุดที่เขาล้มลงและเสียชีวิต กองกำลังรักษาความปลอดภัยติดอาวุธหนักสอดส่ายสายตาเหนือกำแพงของสถานีตำรวจที่อยู่ใกล้ๆ และเพียงไม่กี่ก้าวจากจุดที่มีรอยคราบเลือด คนงานในร้านน้ำชาแห่งหนึ่งยังคงเสิร์ฟไข่และก๋วยเตี๋ยวเป็นมื้อเช้า “ฉันก็ไม่รู้ว่าร้านจะเปิดได้อีกนานแค่ไหน” เธอพูดด้วยน้ำเสียงกระซิบราบเรียบราวกับคนนอนละเมอ “ความรุนแรงครั้งนี้คงดำเนินต่อไปจนถึงจุดสิ้นสุด ซึ่งไม่ใช่แค่ที่นี่ แต่เป็นในทุกที่ ทุกเมือง และทุกหมู่บ้าน” จากนั้น ด้วยการสะท้อนถึงมารยาทและความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ของคนพม่า เธอรินชาให้ผมเพิ่ม ผมเดินทางไปรอบโลกเพื่อโปรเจกต์เล่าเรื่องสารคดีที่ชื่อว่า Out of Eden Walk ของเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ในบางครั้ง ด้วยการใช้เทคโนโลยีจีพีเอส ผมวางแผนการเดินเท้าเพื่อเยี่ยมชมแหล่งวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ในเมืองใหญ่ๆ ตามเส้นทางที่แผ่ขยายไปในทวีป ทั้งเมืองเจดดาห์ ซาอุดิอาระเบีย, กรุงทบิลิซิ ประเทศจอร์เจีย, เมืองโกลกาตา ประเทศอินเดีย และเมืองใหญ่ […]

ดูดาว ที่ริมน้ำ และล่าช้างบนเนินช้างศึก

แสงดาราระยิบพรายที่กาญจนบุรี ดูดาว แสงแดดกำลังส่องแสงอย่างเต็มกำลังในช่วงฤดูร้อนของเมืองไทย ใบไม้กำลังปลิดปลิวและร่วงโรยตามวงรอบของมันที่เวียนมาอีกรอบในปีนี้ ที่สังขละบุรี ระดับน้ำในแม่น้ำซองกาเรียลดระดับลงมาก เผยให้เห็นโครงสร้างเดิมและซากไม้ยืนต้นตายโผล่พ้นผิวน้ำ วิถีชีวิตในช่วงหลังการระบาดของโรคโควิด-19 ทำให้ธุรกิจการท่องเที่ยวที่นี่ซบเซาไม่ต่างจากสถานที่อื่นๆ ดูดาว นักเดินทางและคนในท้องถิ่นหลายคนกล่าวว่า “อำเภอสังขละบุรีเป็นเมืองสามหมอก ดินแดนสามวัฒนธรรม เมืองแห่งสายน้ำ ขุนเขา และผืนป่าอันอุดม” ความหลากหลายทางวัฒนธรรมเป็นความงดงามอย่างหนึ่งที่ทำให้สังขละบุรีเป็นเมืองที่หลายคนอยากมาเยี่ยมชม ครั้งนี้ เราออกเดินทางมาถึงสังขละตอนบ่ายคล้อย เที่ยวชมวัดวาที่ผสานเอกลักษณ์ของคนท้องถิ่นพร้อมเรื่องราวของคนมอญ และเดินตลาดชมวิถีชีวิตของชาวบ้านในช่วงที่นักท่องเที่ยวยังมีจำนวนน้อย สิ่งที่ชาวบ้านในอำเภอสังขละบุรีพยายามนำเสนอคือ เรื่องความหลากหลายทางวัฒนธรรม ที่เราได้เห็นผ่านอาหาร การแต่งกาย และภาษาพูด แต่หมุดหมายสำคัญของการเดินทางของเราครั้งนี้คือ การดูดาวยามค่ำคืนบนวัดจมน้ำ หรือวัดวังก์วิเวการาม (เดิม) ในอดีต วัดวังก์วิเวการาม (เดิม) เป็นศาสนสถานที่หลวงพ่ออุตตมะและชาวบ้านอพยพ ชาวกะเหรี่ยง และมอญ ได้ร่วมกันสร้างขึ้น เมื่อ พ.ศ. 2496 ในบริเวณที่เรียกว่า สามประสบ ซึ่งเป็นจุดที่แม่น้ำสามสายคือ แม่น้ำซองกาเลีย แม่น้ำบีคลี่ และแม่น้ำรันตี ไหลมาบรรจบกัน ใน พ.ศ. 2527 การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย มีโครงการสร้างเขื่อนวชิราลงกรณ์ หรือที่รู้จักกันในชื่อเขื่อนเขาแหลม เพื่อใช้ในการผลิตกระแสไฟฟ้า ซึ่งเมื่อเก็บกักน้ำหลังเขื่อนแล้ว […]

บ้านถ้ำเสือ จังหวัดเพชรบุรี ชุมชนที่นักท่องเที่ยวจะได้เรียนรู้เรื่องป่า

การจัดการท่องเที่ยวในชุมชน เป็นการนำเสนอใหม่สำหรับนักท่องเที่ยวเน้นสัมผัสประสบการณ์ และได้เรียนรู้วิถีอันเป็นอัตลักษณ์ของชุมชนไปพร้อมกัน ในขณะเดียวกันชุมชนก็ร่วมพัฒนาพื้นที่กับหน่วยงานภายนอก ให้เกิดการบริหารจัดการพื้นที่อย่างยั่งยืนได้ บ้านถ้ำเสือ ชุมชน บ้านถ้ำเสือ ตั้งอยู่ที่ตำบลแก่งกระจาน อำเภอแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับตำนานของชุมชนว่า เมื่อราวๆ พ.ศ. 2487 เมื่อถึงเวลาพบลค่ำ ชาวบ้านที่เข้าไปในป่าต้องรีบขึ้นไปยังนั่งร้านบนต้นไม้สูง เพื่อพักผ่อน และหลบภัยอันตรายจากสัตว์ป่า เช่น เสือ ช้างป่า และกระทิง ต่อมาชาวบ้านเริ่มเห็นว่าพื้นที่แถบนี้มีความอุดมสมบูรณ์และสามารถทำการเพาะปลูกได้ดี จึงเริ่มเข้ามาใช้พื้นที่ทำเกษตรกรรมและอยู่อาศัย สัตว์ป่าต่างหายและหลบเข้าไปอยู่ในป่าลึก นอกจากนี้มีการพบร่องรอยของเสือในถ้ำบริเวณนั้นจึงเป็นที่มาของชื่อชุมชนบ้านถ้ำเสือจนถึงปัจจุบัน ด้วยที่ตั้งของหมู่บ้านอยู่กลางหุบเขา มีแม่น้ำเพชรบุรีไหลผ่านจึงมีความอุดมสมบูรณ์ นอกจากการทำการเกษตรแล้ว ยังเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านการเกษตรอินทรีย์ โครงการธนาคารต้นไม้ อีกทั้งพื้นที่ใกล้เคียงของชุมชนเคยเป็นพื้นที่แห้งแล้งที่ได้กลับมามีความอุดมสมบูรณ์อีกครั้งด้วยความร่วมมื่อของชาวบ้านตามแนวพระราชดำริ “ปลูกไม้ 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง” อีกด้วย การท่องเที่ยวโดยชุมชน ที่ร่วมพัฒนากับโลเคิล อไลค์ ในวันที่สิ่งแวดล้อมและธรรมชาติเป็นเรื่องที่เราห่วงใยและใส่ใจ ด้วยสภาวะเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการสูญเสียทรัพยากรธรรมชาติ ที่เริ่มใกล้ตัวพวกเราขึ้นทุกวัน ถ้าการท่องเที่ยวจะทำให้เราตระหนักในเรื่องสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ตอบโจทย์การท่องเที่ยวเชิงนิเวศที่หลายๆ ฝ่ายกำลังผลักดัน การท่องเที่ยวอย่างใส่ใจในพื้นที่ทางธรมมชาติ อย่างการท่องเที่ยวป่าไม้ ก็เป็นอีกหนึ่งสถานที่ ที่นักท่องเที่ยวสามรถเรียนรู้เรื่องธรรมชาติและสนุกไปกับการเดินทางได้ หมู่บ้านถ้ำเสือเป็นอีกหนึ่งชุมชนที่โลเคิล […]

การขี่ม้า ร่องรอยทางวัฒนธรรมที่เหลืออยู่บนเกาะสวรรค์

พบกับ คนเลี้ยงม้ารุ่นสุดท้าย แห่งดินแดนเฟรนช์โพลินีเซีย ที่ยังคงรักษา การขี่ม้า ที่มีประวัติความเป็นมาอันยาวนานให้คงอยู่บนเกาะที่พวกเขาเรียกว่าบ้าน เป็นเวลากว่าศตวรรษ ที่ชาวมาร์เคซันได้รักษามรดกทางธรรมชาติของพวกเขาเอาไว้ รวมไปถึงวัฒนธรรมท้องถิ่นที่เป็นเอกลักษณ์อย่าง การขี่ม้า เกาะมาร์เคซัสเป็นส่วนหนึ่งของดินแดนเฟรนช์โพลินีเซีย ที่นี่ คุณจะไม่พบบังกะโลที่สร้างอยู่เหนือผิวน้ำ หรือลากูนสีเทอร์ควอยส์ อยู่บนเกาะทั้ง 12 เกาะ หกเกาะจากทั้งหมดยังไม่มีมนุษย์อยู่อาศัย ภาพภูเขาสีเขียวครึ้มตัดกับสีน้ำทะเลเป็นทัศนีภาพอันโดดเด่นของเกาะมาร์เคซัส นอกจากมรดกทางธรรมชาติอันล้ำค่าแล้ว ชาวมาร์เคซันยังคงรัษาประเพณีท้องถิ่นไว้อย่างดี ทั้งเรื่องการสักลาย การเต้นรำ ภาษา และการขี่ม้า ม้าได้ถูกนำเข้ามายังเกาะอัวฮูกาในช่วงกลางศตวรรษที่สิบเก้า เป็นของขวัญจากพลเรือเอก Abel Dupetit-Thouars ชาวฝรั่งเศส ที่นำม้ามาจากชิลี ชาวเกาะได้ดูแลเลี้ยงม้าเป็นอย่างดี และใช้ม้าเป็นยานพาหนะเดินทางบนเกาะ ม้ายังช่วยส่งเสริมการล่าสัตว์ป่าของชาวเกาะให้มีประสิทธิภาพดีขึ้น ทั้งหารล่าแพะและหมูป่า ซึ่งพวกเขานำมาปรุงเป็นอาหารด้วยกรมมวิธีท้องถิ่นที่ทำให้เนื้อสัตว์สุกอย่างช้าๆ ด้วยการอบร้อนในเตาที่ฝังไว้ใต้ดิน หรือที่เรียกว่า อูมู (ชมภาพการปรุงอาหารแบบท้องถิ่นได้ ที่นี่) นอกจากเนื้อสัตว์ที่ล่ามาได้ ชาวเกาะยังมีอาหารประเภทอื่นให้เลือกสรรทั้งผลไม้ อย่างมะพร้าว มะม่วง และผลไม้เขตร้อนชนิดต่างๆ รวมถึงวัตถุดิบจากท้องทะเล ชาวมาร์เคซัน “มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีโดยไม่ต้องพึ่งพาแผ่นดินใหญ่” Julien Girardot ช่างภาพ เล่าและเสริมว่า ทุกวันนี้ ด้วยการพัฒนาของถนนและการเข้ามาของรถยนต์ “ชาวมาร์เคซันส่วนใหญ่ขับรถกระบะสัญชาติญี่ปุ่นไปจ่ายตลาด […]