เรียนรู้ชีวิตผู้ดูแลสัตว์น้ำใน พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ SEA LIFE Bangkok

มองโลกใต้น้ำผ่านสายตาของคนให้อาหารปลา

เบื้องลึกเบื้องหลังของผู้ดูแลสัตว์น้ำในอควาเรียม SEA LIFE Bangkok Ocean World สยามพารากอน

กองบรรณาธิการออนไลน์ เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย มีโอกาสไปเที่ยวชมโลกใต้น้ำที่ SEA LIFE Bangkok Ocean World สยามพารากอน ซึ่งถือเป็น พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ และแหล่งเรียนรู้ที่ทันสมัยที่สุดแห่งหนึ่งของบ้านเรา อีกทั้งยังเหมาะสำหรับเป็นสถานที่ท่องเที่ยวของคนทุกเพศทุกวัย โดยเฉพาะครอบครัวที่มีเด็ก

ระหว่างเดินชมบรรยากาศ พวกเราเห็นแววตาเป็นประกายของเด็กๆ เมื่อได้ชมสัตว์น้ำนานาชนิดจากท้องทะเล มองดูแล้วก็อดมีความสุขไปกับน้องๆ หนูๆ ไม่ได้ บางช่วงบางจุดเหมือนเราเดินอยู่ใต้น้ำที่มองขึ้นไปแล้วเห็นกระเบนนกว่ายลอยไปมา ชวนให้จินตนาการไปต่างๆ นานา จนถึงขนาดถามตัวเองว่า ไปเรียนดำน้ำบ้างจะดีไหม

พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ, อควาเรียม, SEA LIFE,

สักพักก็ได้ยินเสียงประกาศว่าอีกสิบนาทีจะถึงเวลาให้อาหารฉลาม ขึ้นชื่อว่า “ฉลาม” ถึงไม่รู้ว่าเป็นสายพันธุ์ไหนก็ต้องกลัวไว้ก่อน แต่นี่ถึงขนาดลงไปป้อนอาหารกันถึงปาก ว่าไปแล้วอาชีพคนป้อนอาหาร ให้ฉลามก็น่าสนใจไม่แพ้กันนะ

เดินดูอยู่ไม่นานหนึ่งในผู้ดูแลสัตว์น้ำและให้อาหารปลา ก็เดินเข้ามาให้ความรู้เรื่องสัตว์และเรื่องของเขาเอง คุณปองจบจากภาควิชาการจัดการประมง คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ถือว่าจบตรงสาย แต่สิ่งที่มากกว่านั้นคือความรักที่มีต่อปลาและการดำน้ำ ทำให้เขาตัดสินใจเลือกเรียนและทำงานด้านนี้

พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ, อควาเรียม, SEA LIFE,
คุณปอง – ธนาวิทย์ แสงสุข

 

ในวัยเด็กเขารักการเลี้ยงปลามาก จวบจนได้เข้ามาเรียนที่คณะประมง จึงมีโอกาสเรียนดำน้ำกับรุ่นพี่ คุณปองเล่าว่า “การดำน้ำทำให้ผมได้เห็นโลกใต้น้ำในอีกมิติหนึ่ง” จนสามารถสอบผ่านการดำน้ำแบบสกูบา พอเรียนจบก็ได้มาทำงานที่ SEA LIFE Bangkok Ocean World ผมลองถามว่าถ้าไม่ได้ทำงานที่นี่ เขาจะทำอะไร ก็ได้คำตอบว่า “อยากมีฟาร์มปลาเป็นของตัวเอง แต่ตอนนี้ขอหยุดเอาไว้ก่อน”  เพราะคุณปองบอกว่าเขารักอาชีพนี้

พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ, อควาเรียม, SEA LIFE,

คุณปองเริ่มงานครั้งแรกในตำแหน่งคนเลี้ยงปลา มีหน้าที่ล้างทำความสะอาดตู้ปลา เตรียมอาหารปลา ให้อาหารปลา ตรวจวิเคราะห์คุณภาพน้ำ ซึ่งมีความสำคัญที่สุด เพราะน้ำก็เปรียบเหมือนบ้าน ถ้าบ้านดีมีอากาศถ่ายเทสะดวก ผู้อยู่อาศัยก็ปราศจากโรคภัยและมีความสุข ในแต่ละวันที่อควาเรียมช่วงเช้าจะทำความสะอาดตู้ปลา พอตกบ่ายก็เป็นการโชว์ให้อาหารฉลามเสือทราย ซึ่งเป็นพันธุ์ที่ไม่ดุแต่ฟันคมมาก นอกจากนี้ยังมีปลากระเบน ปลาฉนาก (สัตว์ควบคุม) ที่ต้องคอยให้อาหารแบบป้อนถึงปาก ซึ่งคุณปองให้คำตอบว่า “เพื่อเป็นการเก็บข้อมูลว่ามีอะไรผิดปกติไหม เช่น ทำไมวันนี้ไม่กินเลย หรือกินได้น้อย ทางผู้ให้อาหารก็ต้องรีบทำบันทึกและวางแผนกับสัตวแพทย์ว่า มีอะไรผิดปกติไหม ถ้าผิดปกติทางทีมงานจะได้ดูแลรักษาอย่างทันท่วงที”

พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ, อควาเรียม, SEA LIFE,

สำหรับผู้ที่จะมาดำน้ำให้อาหารปลาที่อควาเรียมแห่งนี้ได้ต้องจบหลักสูตร Rescue Diver คือต้องสามารถช่วยเหลือคนอื่นได้เมื่อเกิดเหตุ พื้นฐานสำคัญอีกอย่างคือต้องเป็นคนรักสัตว์ ผมถามคุณปองว่า “เมื่อเรารักสัตว์ แล้วนำสัตว์มาขังไว้ในอควาเรียม มันไม่สวนทางกับความรักที่เรามีให้หรือ”  ก็ได้รับคำตอบที่น่าสนใจว่า

“คนที่ทำสวนสัตว์หรืออควาเรียมมีใจรักสัตว์อยู่แล้ว และเขาไม่ต้องการให้สัตว์เกิดอุบัติเหตุหรือเกิดความผิดพลาดในการดูแลสัตว์ อีกมุมหนึ่ง อควาเรียมก็ถือเป็นการอนุรักษ์สัตว์น้ำทางหนึ่ง อย่างเช่นทางเราเพาะพันธุ์ฉลามกบและปลาการ์ตูนได้ ก็นำไปปล่อยตามแหล่งธรรมชาติ อีกอย่างการมีอควาเรียมผมว่าช่วยปลูกจิตสำนึกให้เด็กๆ เวลาเข้ามาเที่ยวชมดูสัตว์น้ำ เมื่อเขาเห็นถึงความสวยงาม เขาจะเกิดความรักและอยากดูแล และเมื่อเขาอยากดูแลเขาก็จะมีจิตสำนึกที่จะอนุรักษ์ธรรมชาติไว้เมื่อโตเป็นผู้ใหญ่” 

พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ, อควาเรียม, SEA LIFE,

สิบสี่ปีที่คุณปองทำงานนี้ก็เป็นธรรมดาที่ต้องเห็นปลาตายไป เขาพูดด้วยสายตาที่เศร้าลงว่า “ผมรู้สึกหดหู่เหมือนกัน เห็นอยู่ทุกวัน ป้อนอาหาร ดูแลเหมือนพี่น้อง บางครั้งมันสุดวิสัยก็เศร้าเป็นธรรมดาครับ บางครั้งเห็นปลาป่วย เราก็ต้องอยู่เฝ้า 24 ชั่วโมง ปลาบางตัวอยู่ที่นี่ก่อนผมอีก ต้องเช็กแล้วเช็กอีก ปลาทุกตัวเราบันทึกไว้หมด ถ้ามีอะไรผิดปกติเราจะรีบแจ้งสัตวแพทย์ทันที”

พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ, อควาเรียม, SEA LIFE,

สิบสี่ปีกับการเป็น Aquarius diver ถึงแม้วันนี้จะดำน้ำให้อาหารปลาน้อยลง ด้วยตำแหน่งที่สูงขึ้น คุณปองยังคงเฝ้ามองน้องๆ นักดำน้ำรุ่นใหม่ผ่านแผ่นกระจกหนาหกนิ้วอยู่ทุกวัน อย่างน้อยเพื่อที่จะได้รู้ว่าน้องๆ ทำถูกวิธี และเพื่อนสัตว์น้ำของเขาปลอดภัย สำหรับพวกเรามีมุมมองว่า การมีอควาเรียมก็ดีเหมือนกันนะครับเพราะทำให้เราได้รู้จักสัตว์น้ำนานาชนิด และเมื่อเรารู้จักเราก็อยากจะเก็บรักษาไว้ นั่นจึงเป็นที่มาของการอนุรักษ์ให้คงอยู่ต่อไป

เรื่อง: ไตรรัตน์ ทรงเผ่า
ภาพถ่าย: เอกรัตน์ ปัญญะธารา

ขอขอบคุณ

  • คุณธนาวิทย์ แสงสุข ผู้ช่วยผู้อำนวยการแผนกดูแลสัตว์น้ำ SCUBA Diving Level : Dive Master จากสถาบัน PADI
  • SEA LIFE Bangkok Ocean World รายละเอียดเพิ่มเติมรับชมได้ที่ www.sealifebangkok.com

เรื่องอื่นๆ ที่น่าสนใจ: แมงกะพรุน ทำสิ่งเหล่านี้ได้ แม้ไม่มีสมอง

แมงกะพรุน
แมงกะพรุนกล่องในน่านน้ำของแอฟริกาใต้ พวกมันเป็นหนึ่งในสัตว์มีพิษที่น่ากลัวที่สุดบนโลก
ภาพถ่ายโดย Thomas P. Peschak

เรื่องแนะนำ

จาโรคา : ระเบียงเสน่ห์ราชสถาน

เอกลักษณ์ของอาคารบ้านเรือน เป็นเหมือนสิ่งสะท้อนวัฒนธรรมและภูมิศาสตร์ของประชากร ไจยซัลเมียร์ แคว้นราชสถาน เป็นอีกหนึ่งเมืองท่องเที่ยวมีมีเอกลัษณ์ของสถาปัตยกรรมอันโดดเด่น บ่ายวันหนึ่ง ขณะเดินไปตามตรอกซอกซอยย่านการค้าใจกลางเมือง ไจยซัลเมียร์ แคว้นราชสถาน ในภาคพายัพของอินเดีย ผมต้องค่อยๆ ชะลอความเร็วของสองเท้าที่ก้าวย่างให้ช้าลง จนที่สุดก็หยุดนิ่ง เมื่อเผชิญหน้ากับบางสิ่ง ที่ทำให้ผมยืนตาค้าง จดจ้องความงามที่ปรากฏ ราวกับได้พานพบหญิงสาวชาวราชสถาน ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นรัฐที่มีอัตราเฉลี่ยของสาวงามมากกว่ารัฐใด เหตุเพราะเธอมีเชื้อสายราชปุต ชาติพันธุ์หลักของแคว้นนี้ ผสมผสานกับเชื้อสายมุสลิมโมกุล ทำให้พวกเธอมีรูปร่างสูงสง่า นัยน์ตาคมกริบ ผิวสีน้ำผึ้ง นวลเนียนแตกต่างจากชาวอินเดียแท้ ที่เป็นชาวฑราวิท หรือดราวิเดี้ยน เปล่า ไม่ได้เจอสาวงามชวนตะลึง แต่ที่ตรึงสองตาผมให้จ้องมองอย่างพินิจพิเคราะห์ ก่อนยกกล้องขึ้นบันทึกภาพนานนับชั่วโมง โดยไม่รู้สึกรู้สาว่ากล้ามเนื้อทั้งสองแขนอ่อนล้า ตาที่เล็งเพื่อปรับความคมชัดของภาพเริ่มอ่อนแรง จนต้องตัดสินใจพักการถ่ายภาพแล้วนั่งมองสุนทรียะภาพเบื้องหน้าด้วยตาเปล่า นี่คือสิ่งที่ชาวราชสถานเรียก “ฮาเวลี” (Haveri) แปลว่าแมนชั่น หรือคฤหาสน์ของคหบดีชาวราชสถาน ที่สร้างด้วยหินสีน้ำผึ้ง แกะสลักลวดลายวิจิตรตา โดยมีจุดเด่นอยู่ที่  “จาโรคา” (Jharokha) หรือระเบียงที่ยื่นออกมาจากตัวคฤหาสน์ นับเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของสถาปัตยกรรมราชสถานที่เปี่ยมเสน่ห์ ชวนให้หลงใหล จน “บัลโคนี” (Balcony) หรือระเบียงของชาวยุโรป ดูเล็กกระจุ๋มกระจิ๋มไปถนัดตา โดยเฉพาะ Patwon ki […]

ท่องดินแดนน้ำแข็งแห่งเกาะกรีนแลนด์

ชมหมีขั้วโลก ปีนภูเขาน้ำแข็ง และสัมผัสวิถีชีวิตท้องถิ่นในเกาะที่ใหญ่ที่สุดของโลกอย่าง กรีนแลนด์ กรีนแลนด์ เกาะที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งในภาษา Eskimo-Aleut อันเป็นภาษาของชาวกรีนแลนด์เอสกิโมผู้เป็นชาวพื้นถิ่นของเกาะแห่งนี้เรียกว่า Kalaallit Nunaat เป็นเกาะขนาดมหึมาที่เต็มไปด้วยความสวยงามทางธรรมชาติและการผจญภัยหลากหลายรูปแบบ เราสามารถเริ่มต้นสำรวจเกาะแห่งนี้ได้จากฟยอร์ดหลายแห่งในกรีนแลนด์ตะวันออก โดยการพายเรือคายัครอบภูเขาน้ำแข็ง ซึ่งอาจได้มีโอกาสทอดสายตาไปยังหมีขั้วโลกเจ้าถิ่นที่คล่องแคล่วว่องไว เล่นไต่สกีลงมาในที่พื้นที่ลาดชันอันห่างไกล เดินไต่ธารน้ำแข็ง เรียนรู้การควบคุมสุนัขลากเลื่อน ขี่รถลากเลื่อนหิมะ จากนั้นไปยังชายฝั่งด้านใต้และตะวันตกเพื่อเดินตามเส้นทางเดินเขา ตกปลา หรือชมทิวทัศน์ในบริเวณที่ตั้งแคมป์ หรือท่องไปในที่มีผู้คนอยู่อาศัยอยู่มากอย่างเมือง Nuuk และ Sisimiut เพื่อเรียนรู้วัฒนธรรมและอาหารของชาวเอสกิโม กิจกรรมเหล่านี้ล้วนเป็นไปได้ที่เกาะกรีนแลนด์ เรื่องโดย STARLIGHT WILLIAMS ภาพถ่ายโดย KEITH LADZINSKI อ่านเพิ่มเติม ดำสำรวจใต้ผืนน้ำแข็งของกรีนแลนด์

กล้าเดินไหม? สะพานแขวนยาวที่สุดในโลก

สะพานแขวนแห่งนี้ทอดตัวยาวเชื่อมระหว่างหุบเขาที่สูงชันในเทือกเขาแอลป์ ของสวิสเซอร์แลนด์ และได้ชื่อว่าเป็นสะพานแขวนที่มีความยาวมากที่สุดในโลก ด้วยระยะทาง 494 เมตร และสูงถึง 85 เมตรเหนือพื้นดิน สะพานแห่งนี้เพิ่งจะเปิดให้ผู้คนทดลองมาวัดความกล้ากันไปเมื่อ 29 กรกฎาคมที่ผ่านมา ซึ่งใครก็ตามที่เป็นโรคกลัวความสูงไม่อนุญาตให้เดินข้ามสะพานดังกล่าว ว่าแต่คุณผู้อ่านล่ะ กล้าพอไหมที่จะเดินข้ามสะพานแขวนยาวที่สุดในโลกเส้นนี้!   อ่านเพิ่มเติม : ไปเที่ยวเกาหลีเหนือกัน! พักในโรงแรมสุดหรูพร้อมเล่นสกีหิมะ, 5 แหล่งผจญภัยตามสไตล์ Game of Thrones

ธงมนต์ จิตวิญญาณแห่งดินแดนหิมาลัย

ในดินแดนอันกว้างใหญ่และสงบบนเทือกเขาหิมาลัยที่ครอบคลุมหลายประเทศ เราพบจุดร่วมทางสัญลักษณ์อย่างหนึ่งที่มีร่วมกัน แม้แต่ละประเทศในภูมิภาคนี้มีความเชื่อทางศาสนาแตกต่างกัน ทั้งฮินดู ซิกข์ พุทธ สัญลักษณ์นั้นคือ ธงมนต์ ที่โบกสะบัดในทุกที่เพื่อแสดงออกถึงความอ่อนน้อมต่อธรรมชาติ ความเคารพในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และประกาศความศรัทธาให้ขยายออกไป ครั้งแรกที่ไปเยือนดินแดนแถบเทือกเขาหิมาลัยนั่นคือเมืองเลห์ แคว้นลาดัก ทางตอนเหนือของประเทศอินเดีย ที่นี่ถูกขนานนามว่าทิเบตน้อย ธงมนต์ ถูกผูกตรึงอยู่ในหลายที่ พบได้ทั้งศาสนสถาน พื้นที่เปลี่ยวร้างบนภูเขาสูง เหนือแม่น้ำ บนต้นไม้ใหญ่ และบนสะพาน ธงมนต์สะบัดไหวไม่เคยหยุดนิ่งยกเว้นในช่วงฤดูกาลหนาวที่หิมะปกคลุม ช่วงนั้นผืนผ้าแห่งธงมนต์จะผูกนิ่งแต่ยังคงสีสันตัดกับหิมะสีขาวเฝ้ารอฤดูกาลใหม่ที่จะได้สะบัดปลิวอีกครั้ง เมื่อได้เห็นธงมนต์ในหลายสถานที่ก็อดไม่ได้ที่จะสอบถามคนท้องถิ่นถึงความเป็นมา และได้คำตอบว่านั่นคือธงมนต์ ธงมนตรา หรือธงมนตราธวัช ตัวแทนความศรัทธา ความหวัง และคำขอพรจากผู้ที่นำผ้าหลากสีไปผูกไว้ ทุกครั้งที่ธงมนต์สะบัดปลิว ผู้คนบนเทือกเขาหิมาลัยเชื่อว่า นั่นคือบทสวดมนต์ที่พวกเขาได้เขียนไว้บนผืนผ้า กำลังเปล่งบทสวดดังตามแรงปลิวของสายลมแห่งเทือกเขาหิมาลัย ในสมัยก่อนพุทธกาล ประวัติของธงมนต์ได้กำเนิดขึ้นแถบเทือกเขาหิมาลัยในทิเบต ในยุคนั้น ชาวบ้านใช้ชีวิตอยู่กับธรรมชาติ ไม่มีการสัญจรและการเข้าถึงสาธารณูปโภคอื่นใด เครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจได้ถูกกำหนดขึ้นโดยนักบวชในลัทธิบอน ที่ยังคงบูชาภูติผีวิญญาณ ธงมนต์ในยุคแรกถูกย้อมสีด้วยสีธรรมชาติกำหนดขึ้นจากธาตุทั้งห้า นั่นคือ ดิน น้ำ ลม ไฟ และอากาศธาตุ เพื่อใช้เป็นเครื่องปัดเป่ายามเจ็บไข้ได้ป่วย ขอพรยามมีความสุข และเป็นสัญลักษณ์ของความเคารพต่อธรรมชาติ เพื่อให้ภูติผีวิญญาณคุ้มครอง ต่อมาในช่วงพุทธศตวรรษที่สิบสอง สมัยกษัตริย์ซงซัน […]