ท่องเที่ยวไปใน ฮาวาย กับบรรยากาศสายลมหนาว สัมผัสอีกหนึ่งมุมของเกาะสวรรค์

เที่ยว ฮาวาย ในสายลมหนาว

การเดินทางครั้งนี้ เป็นการออกเดินทางไปทำงานและพักผ่อนในเวลาเดียวกัน เพื่อนร่วมทางครั้งนี้คือลูกชายวัยรุ่นที่อยากลองติดตามพ่อของเขาไปเที่ยว ฮาวาย สักครั้ง

การเดินทางครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2020 เมื่อผมได้รับเกียรติเป็นกรรมการตัดสินการแข่งขันอุคุเลเลนานาชาติ รอบชิงชนะเลิศ ที่เกาะโฮโนลูลู มลรัฐ ฮาวาย จึงถือโอกาสพาลูกชายไปใช้ชีวิตที่ฮาวายเป็นเวลา 9 วัน

ในช่วงฤดูหนาวในแถบหมู่เกาะฮาวาย อากาศไม่ได้หนาวเย็นยะเยือก อุณภูมิเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 25-27 องศาเซลเซียส บวกกับลมพัดเอื่อยตลอดวัน แสงแดดร้อนแรงยังเป็นเอกลักษณ์ของเกาะฮาวายในทุกฤดูกาล

สภาพท้องทะเลในช่วงนี้ไม่เหมาะสำหรับการเล่นน้ำทะเลสักเท่าไหร่ ทางตอนบนของเกาะมีสภาพคลื่นลมแรง เหมาะสำหรับการเล่นกระดานโต้คลื่นแบบเอ็กซ์ตรีมเท่านั้น ส่วนทางใต้ คลื่นลมสงบจนแทบไม่มีคลื่น จึงเป็นช่วงที่นักท่องเที่ยวบางตา ทั้งพ่อลูกจึงไม่ได้วางแผนทำกิจกรรมที่ทะเลมากนัก แต่เน้นไปเดินเที่ยวสำรวจสภาพภูมิทัศน์บนเกาะแทน ครั้งนี้จึงได้มุมและภาพที่ยังไม่ค่อยมีใครได้ไปสัมผัสมาฝากทุกท่านครับ

ฮาวาย, เที่ยวฮาวาย, อุคุเลเล่,

หาด Ke Iki ที่อยู่ทางเหนือของเกาะโอวาฮู เป็นที่ตั้งของรูปสลักหินโบราณ แต่ตอนที่เราสองคนพ่อลูกเดินทางไปถึง เป็นช่วงที่น้ำทะเลได้พัดพาทรายมาทับถมรูปสลักจนมองไม่เห็น แต่เราก็ใช้เวลาด้วยกันบนชายหาดที่เต็มไปด้วยหิน ให้ความรู้สึกสนุกตอนที่ต้องคอยเดินอย่างระแวดระวังเพื่อหลบหินคมๆ

ฮาวาย, เที่ยวฮาวาย, อุคุเลเล่,

ถัดมาไม่ไกล เป็นที่ตั้งของอ่าววายเมีย (Waimea) อันสวยงาม แต่ในฤดูหนาว คลื่นลมแรงและอันตรายมาก ไม่เหมาะกับกิจกรรมทางน้ำ และผมได้ยินมาว่า สัปดาห์ก่อนผมมาถึง นักท่องเที่ยวจมหายไปกับเกลียวคลื่น เราจึงตัดสินใจไป วายเมียวัลเลย์ หุบเขาที่รุ่มรวยด้วยพฤษชาติท้องถิ่น กับเส้นทางเดินเดินป่าง่ายๆ เลียบลำธาร ผ่านป่าเขาไปสู่น้ำตก วายเมียฟอลล์ ทั่วบริเวณเต็มไปด้วยต้นไม้ใหญ่สร้างบรรยากาศเขียวครึ้ม ในภาพคือต้น Momkey Pod ที่แผ่กิ่งก้านกว้างใหญ่จนตัวเราเหลือนิดเดียว

ฮาวาย, เที่ยวฮาวาย, อุคุเลเล่,

ภาพ 3-4 ก่อนเดินทางกลับที่พัก เราเดินทางผ่านเมืองวายอะลัว (Waialua) เป็นเมืองที่แปลงโฉมโรงน้ำตาลเก่าให้กลายเป็นร้านรวงต่าง ๆ เช่น ร้านทำสบู่ ร้านกาแฟ และร้านขายอุปกรณ์โต้คลื่น ภายในร้านขายของที่ระลึก ทุกอณูเต็มไปด้วยทุกสรรพสิ่งที่แสดงออกถึงความเป็นฮาวาย

ฮาวาย, เที่ยวฮาวาย, อุคุเลเล่,

หลังจบภารกิจการแข่งขันอุคุเลเลนานาชาติ วันรุ่งขึ้น มีการจัดแสดงงานอุคุเลเลปิกนิก และการออกบูธของร้านค้าต่าง ๆ และมีการแสดงอุคุเลเลตลอดทั้งวัน ผมรู้สึกถึงบรรยากาศที่เป็นกันเอง ท่ามกลางอากาศที่สดใสของฮาวาย ปัจจุบันเราสามารถหาอูคูเลเล่ราคาประหยัดมาเล่นได้ แต่อูคูเลเล่ฮาวายคุณภาพดีนั้น มันดีกว่ามาก ทั้งเสียง สัมผัส และความสวยงาม เช่นอูคูเลเล่ Kanile’a รุ่นพิเศษของปี 2020 นี้ในภาพ ที่ราคาราว 5,000 ดอลลาร์สหรัฐ

หาดลานิคาย (Lanikai) ได้รับการยกย่องให้เป็นหาดที่สวยที่สุดของเกาะ แต่ข้อเสียคือไม่มีที่จอดรถ แต่หาดนั้นไม่มีที่จอดรถ แต่หาดที่อยู่ถัดมา Kailua มีทุกอย่างเหมือนกัน และพอจะหาที่จอดรถได้ ก็มีความสวยงามไม่ต่างกัน ทรายละเอียด หาดกว้าง ทะเลค่อนข้างสงบตลอดปี แถมเหนือกว่าตรงมีแม่น้ำใสแจ๋วไหลมาสู่ทะเลด้วย ที่หาดนี้ผู้คนไม่แน่นเหมือนหาดไวกิกิ มีคนมาทำกิจกรรมทางทะเล พร้อมชมวิวอันงดงามของฝั่งตะวันออกของเกาะ

เมื่อตะลุยทั้งทะเลและภูเขาจนหมดพลัง ก็ถึงเวลาเติมพลังกันด้วยโซลฟู้ดของฮาวาย โลโคโมโค เมนูเด็ดที่ปรุงขึ้นมาสำหรับคนต้องการพลังงานเยอะๆ ข้าวสองสกูปยักษ์ เนื้อแฮมเบอร์เกอร์สองชิ้น ไข่ไก่สองฟอง พร้อมเครื่องเคียง สลัดมักกาโรนี ราดน้ำเกรวี ก็อร่อยเหาะด้วยพลังแคลลอรี่นับพัน ร้าน Rainbow Drive-In ร้านเก่าแก่ร้านโปรดของอดีตประธานาธิปดีโอบามา เป็นหนึ่งเมนูที่ติดอันดับอร่อยที่สุดในฮาวาย

เพียงแค่ 15 นาทีจากโฮโนลูลู เราเดินทางมาถึงป่าฝน Lyon Arboretum แหล่งอนุรักษ์พันธุ์ไม้ของมหาวิทยาลัยฮาวาย เมื่อขับรถขึ้นไปจอดบนเขาแล้ว เราสามารถเดินขึ้นไปเรื่อยๆ ตามเส้นทางเดินป่า ผ่านน้ำตก ชมต้นไม้นานาพันธุ์ ระหว่างทางฝนจะตกลงมาเป็นระยะ พื้นที่เป็นหิน โคลน สลับกับรากไม่ลื่นจนผมล้มก้นกระแทก แต่ความสวยงามระหว่างทางทำให้ไม่ผิดหวังที่ได้มา เสียดายที่ลงภาพทั้งหมดไม่ได้

เมื่อมองจากยอดเขา เรามองเห็นผืนน้ำทะเลสีฟ้าเข้มจากข้างบนนั้น สองพ่อลูกจึงขับรถต่อมาอีก 3 นาที จนถึงหาดวายมานาโล (Waimanalo) ซึ่งภาพทะเลที่ปรากฏเบื้องหน้าสวยงามมากจริงๆ แต่มีป้ายเตือนต่างๆ มากมาย ทั้งกระแสน้ำอันตราย คลื่นแรง และ Man-o-war! หมายถึงระวังแมงกะพรุน ผมเองเคยสัมผัสมาแล้ว อาการปวดแสบปวดร้อนเอาเรื่อง และหากผู้ใดมีอาการแพ้อาจถึงแก่ชีวิตได้ วันนั้น ผมเห็นแมงกะพรุนแหวกว่ายกระจายตัวอยู่ในน้ำ คล้ายทุ่นระเบิด แค่มองเห็นก็อดห่วงคนที่ลงเล่นน้ำในละแวกนั้นไม่ได้

ระหว่างเดินทางกลับมายังไวกิกิ เรามองเห็นหาด Halona Cove จากด้านบน และไม่มีทางเข้า ป้ายประกาศเตือนอันตรายถูกติดไว้มากมาย นักท่องเที่ยวต้องปีนหน้าผาหินลงไปที่ชายหาด สถานที่แห่งนี้โด่งดังจากภาพยนตร์หลายเรื่อง วันนั้น นักท่องเที่ยวบางคนบ้างนอนอาบแดด บ้างลงโต้คลื่นท้าทายความรุนแรงของทะเลในฤดูหนาว ส่วนผมและลูกชายขอยืนซึมซับบรรยากาศอยู่ห่างๆ

มุมประจำของนักท่องเที่ยวเมื่อมาเยือนโอวาฮู คือ Diamond Head ภูเขาไฟที่เป็นภาพจำอันคุ้นเคยของฮาวาย ภาพนี้ถ่ายจากสวนสาธารณะ Kapiolani ที่มักจะมีงานเฟสติวัลต่างๆ มาจัดแสดงที่นี่ ช่วงที่มีการจัดเทศกาล เต็นท์ของนักท่องเที่ยวถูกตั้งเต็มลาน ต่างจากช่วงเวลาที่ร้างผู้คนเช่นนี้

Kamaka Ukulele สำนักอูคูเลเล่เก่าแก่ที่สุดในโลกแห่งนี้  เป็นหนึ่งในสถานที่ขึ้นทะเบียน Hawaii Herritage Site ที่นี่เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมโรงงานอาทิตย์ละ 4 วัน เพื่อชมกรรมวิธีสร้างอูคูเลเล่ตามแบบฉบับดั้งเดิมที่สือบต่อกันมากว่า 100 ปี เป็นหนึ่งในสถานที่ที่ควรมาเยี่ยมชมสักครั้ง แม้คุณไม่ได้เล่นอูคูเลเล่

มาฮาวายทั้งทีก็คงไม่พลาดเสื้อฮาวาย หรือที่คนฮาวายเรียกว่า อโลฮาเชิ้ต ทุกคนที่นี่ต่างสวมใส่เสื้อแบบนี้ ไม่ว่าคุณเดินทางไปที่ไหนบนหมู่เกาะฮาวาย คุณก็พบเห็นเสื้อเชิ้ตลายสีสันสดใสเสมอ แต่ถ้าอยากชมเสื้อฮาวายหายาก ต้องมาที่ร้าน Bailey Antique ร้านเสื้อฮาวายที่มีตั้งแต่ระดับราคาเริ่มต้น ไปจนถึงของสะสมที่หาที่ไหนไม่ได้แล้ว เมื่อเปิดประตูเข้ามา จะเจอกลิ่นอับของเสื้อเก่ากระแทกจมูกอย่างแรง แต่ภาพที่เห็นทำให้คนรักเสื้อฮาวายอยากเข้าไปค้นหา ว่าที่แห่งนี้มีขุมทรัพย์อะไรซ่อนอยู่บ้าง

ทั้งหมดนี้คือไฮไลท์ของทริป 9 วันในฮาวาย ณ ปลายฤดูหนาวของผม จากที่ไปๆ มาๆ ฮาวายหลายครั้ง โดยส่วนตัวผมแนะนำให้เดินทางมาช่วงฤดูร้อน เพราะมีกิจกรรมให้เลือกสรรหลากหลาย ถ้ามาฤดูหนาวควรลเือกช่วงเวลาประมาณกลางฤดู คุณจะได้เห็นความยิ่งใหญ่ของเกลียวคลื่นที่พัดกระแทกโขดหิน แต่ไม่ว่าจะมาฮาวายช่วงไหน คุณจะได้สัมผัสอากาศสดใส มิตรภาพจากผู้คน ความเรียบง่ายและเป็นกันเอง และมนต์ขลังอโลฮาอย่างแน่นอนครับ

เรื่องและภาพถ่าย: Asada Atornphatai 


เรื่องอื่นๆ ที่น่าสนใจ: แมงกะพรุนทำสิ่งเหล่านี้ได้ แม้ไม่มีสมอง

แมงกระพรุน, ดำน้ำ, ใต้โลกน้ำแข็ง, แอนตาร์กติกา
แมงกะพรุนมงกุฎเรืองแสงกว้าง 36 เซนติเมตรตัวนี้ ว่ายผ่านหน้าช่างภาพไปที่ความลึก 40 เมตร ลำตัวของมันเรืองสว่างโดยมีหนวดพิษสิบสองเส้นอยู่เบื้องหลัง

เรื่องแนะนำ

ทะเลสาบโบราณของออสเตรเลียเผยประวัติศาสตร์มนุษย์

เรื่อง แอบบี้ เซเวล ในปี 1968 จิม โบวเลอร์ นักธรณีวิทยาหนุ่มกำลังสำรวจชั้นหินและชั้นทรายของทะเลสาบขนาดมหึมาที่แห้งขอดไปแล้ว ที่ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของรัฐนิวเซาท์เวลส์ ตัวเขาพบเถ้ากระดูกของมนุษย์เพศหญิงที่เคยอาศัยอยู่ยังภูมิภาคนี้ เมื่อราว 40,000 ปีก่อน ซึ่งเชื่อกันว่าน่าจะเป็นตัวอย่างของพิธีกรรมที่เก่าแก่ที่สุดในโลกและอีก 6 ปีต่อมาในพื้นที่เดียวกัน โบวเลอร์ค้นพบฟอสซิลกระดูกที่เกือบจะสมบูรณ์ของมนุษย์เพศชาย ที่เคยอาศัยอยู่ในช่วงเวลาเดียวกัน ทั้งคู่เป็นที่รู้จักในชื่อ สตรี Mungo และบรุษ Mungo เป็นหลักฐานใหม่ที่แสดงให้เห็นถึงประวัติศาสตร์อันยาวนานของชาวอะบอริจินที่อาศัยอยู่ในทวีปออสเตรเลีย รวมไปถึงยังช่วยขับเคลื่อนสิทธิมนุษยชนของชาวพื้นเมืองที่ประเด็นดังกล่าวกำลังเป็นที่พูดถึงอยู่ในขณะนั้น ภูมิภาคทะเลสาบวิลันดราแห้งเหือดไปแล้วเมื่อ 18,500 ปีก่อน เมื่อปราศจากธารน้ำเดิมที่เคยหล่อเลี้ยงแต่ซากพืชซากสัตว์ที่หลงเหลือไว้ตามธรรมชาติเหล่านี้ เป็นหลักฐานชั้นดีจากยุคไพลสโตซีน ยุคสมัยที่มนุษย์กำลังอยู่ระหว่างการวิวัฒนาการมาเป็นมนุษย์ในปัจจุบัน นอกเหนือจากฟอสซิลกระดูกที่พบแล้ว นักโบราณคดียังพบเครื่องไม้เครื่องมือที่ถูกประดิษฐ์มาจากหิน, เตาไฟ และโม่บดหินที่เชื่อกันว่าใช้ในการบดเมล็ดหญ้าเพื่อให้ได้แป้งออกมาและฟอสซิลรอยเท้าของมนุษย์ทั้งชายหญิงและเด็กจำนวน 460 รอย ซึ่งฉายภาพพวกเขาเดินเตร็ดเตร่ยังบริเวณทะเลสาบแห่งนี้เมื่อในอดีต นอกจากนั้นสถานที่แห่งนี้ยังเก็บหลักฐานที่มีค่าสำหรับบรรดาสัตว์และพืชโบราณไว้อีกด้วย เช่น ฟอสซิลของสัตว์มีกระเป๋าหน้าท้องขนาดใหญ่สายพันธุ์หนึ่งที่เคยมีถิ่นที่อยู่กระจายไปทั่วผืนทวีปนี้ อย่างไรก็ตามแม้ว่าน้ำจะแห้งเหือดไปแล้ว แต่ชีวิตยังคงดำเนินต่อไป ต้นยูคาลิปตัสต้นเล็กๆ เติบโตขึ้นจากเนินทรายเคียงด้วยพืชสมุนไพรอื่นๆ และกอหญ้า ที่นี่ยังเป็นบ้านของค้างคาว, สัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก, สัตว์เลื้อยคลาน, นกแก้ว, นกคักคาทู และนกฟินช์ ภูมิภาคอันแห้งแล้งยังให้ทัศนียภาพอันน่าทึ่ง จากสายลมและหยาดน้ำฝนที่กัดเซาะหินทรายในบริเวณนี้ ให้เป็นดินแดนอันน่าประหลาดราวกับกำลังยืนอยู่บนผิวดวงจันทร์ […]

17 ที่เที่ยวโรแมนติกทั่วโลกในมุมมองเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก

สัมผัสกลิ่นอายแห่งความรักในจุดหมายปลายทางที่ขึ้นชื่อว่าเป็นทีสุดของความโรแมนติก จากการคัดเลือกของทีมงานเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก

การเรืองแสงทางชีวภาพ : ปรากฏการณ์ธรรมชาติอันน่าทึ่ง

หากพูดถึงในเรื่องของเวทมนตร์แล้ว คงไม่มีเหตุการณ์ไหนใกล้เคียงกับคำว่าเวทมนตร์ไปกว่า การเรืองแสงทางชีวภาพ อีกแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการสัมผัสหิ่งห้อยตัวเป็นๆ หรือการเดินเล่นริมชายหาดในตอนกลางคืนพร้อมกับเห็นรอยเท้าของตัวเองที่เรืองแสงท่ามกลางหาดทรายเป็นจำนวนล้านๆ เม็ด การเรืองแสงทางชีวภาพ เป็นอีกหนึ่งปรากฏการณ์ที่สวยงาม อีกทั้งยังทำให้ผู้พบเห็นรู้สึกดั่งตนเองได้สัมผัสอยู่ในโลกของเทพนิยาย ปรากฏการณ์นี้สามารถอธิบายออกมาได้เป็นคำพูดง่ายๆ คือสิ่งมีชีวิตหรือพืชนั้นสามารถสร้างแสงขึ้นมาได้ด้วยตัวเอง โดยปัจจุบัน การศึกษาเกี่ยวกับโมเลกุลของการเรืองแสงทางชีวภาพนั้นมีบทบาทกับการศึกษาวิจัยโรคร้ายในมนุษย์ อย่างโรคมะเร็ง โรคไวรัสภูมิคุ้มกันเสื่อมในคน ตลอดจนไข้มาลาเรีย และถึงแม้ว่าทุกวันนี้ เราอาจจะหาคำตอบได้แล้วว่าสาเหตุของ การเรืองแสงทางชีวภาพ นั้นเกิดขึ้นจากสารลูซิเฟอร์ริน (Luciferin) ไปรวมกับออกซิเจนในอากาศ แต่นักวิทยาศาสตร์ก็ยังคงต้องหาศึกษากันต่อไปถึงเหตุผลของการเกิดปรากฏการณ์เรืองแสงนี้ ถึงอย่างไรก็ตาม แม้ว่าเราอาจจะยังหาคำตอบให้กับปรากฏการณ์ชวนเหลือเชื่อนั้นไม่ได้ แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ปรากฏการณ์การเรืองแสงทางชีวภาพนั้นเป็นหนึ่งในปรากฏการณ์ที่อยู่ใน baskets list ของใครหลายๆ คน ปัจจุบัน นักท่องเที่ยวจำนวนมากต่างให้ความสนใจกับปรากฏการณ์นี้มากขึ้น วันนี้ทางเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก จะพาไปทำความรู้จักกับ 8 สถานที่ที่จะทำให้ผู้อ่านเพลิดเพลินไปกับการจ้องมองการเรืองแสงของธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นจากพืชหรือจากสัตว์ จนแทบจะลืมอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อย่างโทรศัพท์มือถือ หรือว่าคอมพิวเตอร์กันไปเลย หิ่งห้อยและการเดินทอดน่องเหนือยอดไม้, แอฟริกาใต้ ทุกๆ ฤดูร้อน บรรดาเหล่าหิ่งห้อยเป็นจะบินมาจับคู่ผสมพันธ์ส่องแสงเป็นประกายแวววาวในสวน Kirstenbosch National Botanical Garden ที่มีพื้นที่กว้างขวาง 5 ตารางกิโลเมตร การไปเที่ยวชมแสงระยิบระยับของหิ่งห้อยครั้งนี้เปรียบเสมือนกับการเดินทางไปดูแสงเหนือที่ประเทศไอซ์แลนด์กันเลยทีเดียว สำหรับช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดในการไปชมการเรืองแสงชีวภาพครั้งนี้ คือภายในเดือนตุลาคม นอกจากนี้แล้ว นักท่องเที่ยวยังสามารถรับชมพระอาทิตย์ลับขอบฟ้าได้ที่ […]