รินด์จานี บันทึกการเดินทางที่เคล้าด้วยคราบน้ำตา และความประทับใจ

รินด์จานี : ความฝัน ความทรงจำ และคราบน้ำตา

การเดินทางที่เคล้าด้วยการผจญภัย และคราบน้ำตา บนภูเขาไฟ รินด์จานี

สวัสดี รินด์จานี

ปี 2015 ข่าวการระเบิดครั้งใหญ่ทำให้เรารู้จักกับภูเขาไฟลูกหนึ่ง

ปี 2017 เราเดินทางไปพิชิตภูเขาไฟลูกนั้น

และนี่คือเรื่องราวทั้งหมด

ยินดีที่ได้รู้จัก

กุหนุงรินด์จานี คือภูเขาไฟที่ยังปะทุอยู่ และสูงที่สุดในเกาะลอมบอก ประเทศอินโดนิเซีย เมื่อปี 2015 เรารู้จักกันผ่านข่าวการระเบิดของเธอที่เผยแพร่ผ่านทางจอโทรทัศน์ แม้เป็นการรู้จักที่ไม่น่ายินดีสักเท่าไร แต่ก็คงต้องกล่าวว่า ยินดีที่ได้รู้จักต่อกันจริงๆ

การเดินทางตลอดสิบหกชั่วโมง จากดอนเมืองถึงมาตารัม เราหวังใจไว้ว่า อยากยลโฉมรินด์จานีในทันทีที่เดินทางไปถึง แต่กลับกลายเป็นเรื่องเพ้อฝัน ราตรีกาลบดบังนางเอาไว้จนเรามองไม่เห็น และนางยังคงหลับไหลซ่อนตัวอยู่ในนั้น

รินด์จานี, เดินป่า, ปีนเขา, ภูเขาไฟ

6 นาฬิกา 30 นาทีของวันถัดมา คือเวลาที่เรามองเห็น รินด์จานี จากหน้าห้องพักด้วยตาของตัวเองเป็นครั้งแรก เราผินมองยอดสูงสุดพร้อมคิดว่า เราต้องไปถึงตรงนั้นในอีก 24 ชั่วโมงต่อจากนี้ ความประหม่ากลับเกิดขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ

จากจุดที่ตั้งของร้านจอห์นส์แอดเวนเจอร์ (John’s Adventure) เราต้องนั่งรถต่อไปอีกราวหนึ่งชั่วโมงจนถึงเซมบาลุน ซึ่งเราเริ่มเดินเท้าจากตรงนั้น

สิ่งที่น่าอัศจรรย์คือความแข็งแรงของพอร์เตอร์ (porter) หรือลูกหาบ ที่ฉีกทุกทฤษฎีของกระเป๋าเดินเขาไปอย่างสิ้นเชิง ไม้ไผ่ถูกสานขัดกันเพื่อใช้ในการแบกของ และเท้าเปล่าก็เพียงพอสำหรับการขึ้นให้ถึงเบสแคมป์

 

ไม่ใช้แค่พอร์เตอร์แต่รวมถึงไกด์ของเราด้วย ชายหนุ่มนามว่า อาวัน ใส่รองเท้าคีบที่หน้าตาละม้ายคล้ายคลึงกับรองเท้าช้างดาวในบ้านเรา เดินอย่างสบายใจพร้อมบอกกับเราว่า “ผมเก็บรองเท้าเดินเขาไว้ใช้กับส่วนที่ยากกว่านี้”

หลายครั้งที่เราแซงหลายคน และในขณะเดียวกันหลายคนก็แซงเรา “อีกไกลแค่ไหน” คือคำถามยอดฮิตที่ได้ยินมาตามสายลมบ่อยครั้งที่สุด ทั้งจากเราเองและนักเดินคนอื่นๆ มันคือความรู้สึกที่เดินเท่าไรก็ยังไม่ถึงสักที เหมือนภูเขาข้างหน้าคือเนินต่อเนื่องที่ไม่มีวันสิ้นสุด

เราเห็นจุดบรรจบของเนินข้างหน้าที่มีเนินอีกลูกซ้อนทับกันอย่างไม่รู้จบ ราวกับเป็นค่าอนันต์ของเนินทั้งปวง

เบสแคมป์ที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

หลังการเดินผ่านสิบเอ็ดชั่วโมงฝ่าปุยเมฆ เรามาถึงจุดที่นักเดินทางต่างยกย่องว่า เป็นเบสแคมป์ที่วิวสวยไม่แพ้ที่ใดในโลก…

แล้วทุกอย่างก็พังทลายลง อย่าว่าแต่วิวที่คิดฝันอยากเห็น แค่เรายืนห่างกันเกินสองเมตรก็แทบมองไม่เห็นหน้าของอีกฝ่าย ทัศนวิสัยที่มัวที่สุดเท่าที่เราเคยเจอมาในชีวิต เหมือนมองภาพทะลุเลนส์กล้องที่ฝ้าเกาะหนาและเช็ดไม่ออก ฟ้าปิดจนแทบถอดใจ และทำใจถึงความลำบากของเช้ามืดวันพรุ่งนี้ตอนเดินขึ้นสู่จุดสูงสุด มันคงไม่ใช่เรื่องง่ายอย่างที่เราคิด

รินด์จานี, เดินป่า, ปีนเขา, ภูเขาไฟ

เราตัดสินใจกับไกด์ว่า เราสองคนขอออกเดินตอนเที่ยงคืนครึ่ง เพราะความเป็นมือใหม่ของบูม (คนรู้ใจที่ไปด้วยกัน) การออกเร็วกว่าชาวบ้านชาวช่องอาจเพิ่มโอกาสให้เราถึงยอดเขาได้ทันเวลา

เที่ยงคืนครึ่งเราสะดุ้งตื่นอย่างรู้เวลา เพราะความหนาวที่ทะลุผ้าเต็นท์เข้าโถมใส่เรา จุดพักข้างบนนั้นหนาวกว่าที่คิด แต่ทันทีที่เปิดผ้าเต๊นท์ภาพตรงหน้าก็ช่วยให้เราอบอุ่นขึ้นอย่างบอกไม่ถูก เราเห็นนักเดินหลายคนเริ่มออกเดินกันแล้ว แสงไฟสาดส่องไปมาท่ามกลางความมืดบนสันเขา “นี่ยังมีคนออกก่อนเราอีกหรือ” เราได้แต่สงสัย

รินด์จานี, เดินป่า, ปีนเขา, ภูเขาไฟ

การสื่อสารที่ผิดพลาด

วันที่เดินขึ้นยอดสูงสุดคือวันที่ทำให้เรารู้ซึ้งว่า เราสื่อสารกับอาวันผิดพลาดมาโดยตลอด เขาบอกว่า “จากตรงนี้ถึงยอดแค่สองร้อยเมตรเท่านั้น” แต่เราประเมินจากสายตาแล้วอยากสบถใส่อาวันให้หงายหลัง เขาวัดจากอะไรว่านี่คือระยะทาง 200 เมตร เราดูยังไงก็รู้สึกว่าไกลในระดับกิโลเมตร

รินด์จานี, เดินป่า, ปีนเขา, ภูเขาไฟ

ถามไถ่กันไปสักพักเราจึงรู้ความวว่า ระยะ 200 เมตรที่บอกในตอนต้นไม่ใช่ระยะทาง แต่คือระดับความสูงจากเบสแคมป์ ที่ผ่านมา เราเข้าใจผิดมาโดยตลอด ความคิดที่ว่าการเดินวันนี้คงไม่ยากมากกับแค่ระยะ 200 เมตรพังครืนลงในทันที ผมหันไปมองบูมแล้วถึงกับต้องเกาหัว นี่พาลูกสาวเขามาลำบากหรือนี่ จบงานนี้ไม่กระชับความสัมพันธ์ก็คงเลิกกันไปเลยแน่ๆ เราคิดในใจ

30 นาทีที่ดีที่สุดในชีวิต

ที่ความสูง 3700 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล เส้นทางการเดินช่วง 25 เมตรสุดท้ายของรินด์จานี คือส่วนชี้เป็นชี้ตายระหว่างคำว่า ความสำเร็จและความล้มเหลว

กว่าร้อยละ 25 ของนักปีนเขาพบกับความล้มเหลวในช่วงนี้ โดยส่วนใหญ่เป็นมือใหม่ที่อาจไม่เคยเจอความหนักหนาสาหัสขนาดนี้มาก่อนในชีวิต

สองก้าวเดินขึ้น หนึ่งก้าวเดินลง คือคำอธิบายช่วง 25 เมตรสุดท้ายได้ที่ที่สุด มันเหมือนเป็นการเดิน ขึ้นบันไดเลื่อนที่กำลังเลื่อนลง

เราไม่ใช่หนึ่งในกลุ่มร้อยละ 25 นั้น แต่น่าเสียดายที่การเดินทางของเราไม่บรรจบกับช่วงเวลาสำคัญของรินด์จานี ช่วงเวลาที่เงาของยอดภูเขาทอดผ่านน่านน้ำอินโดนีเซียยาวไปจนถึงเกาะบาหลีคือรางวัลสำหรับคนที่ถึงยอดก่อน 6.30 นาฬิกาเท่านั้น

ระยะทางช่วงสุดท้ายกับความสูงอีกแค่ 20 เมตรไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับมือใหม่อย่างบูม ในตลอดระยะเวลากว่าหกชั่วโมงของการขึ้นยอด ผมเดินไปหยุดไปเป็นระยะเพื่อรอให้จังหวะการเดินของเราทันกัน

เพราะนี่คือการเดินขึ้นเขาครั้งแรกของบูม เราสองคนจึงตัดสินใจเริ่มออกเดินตอนเที่ยงคืนครึ่งเพื่อให้มั่นใจว่า เราจะถึงยอดทันเวลาและเป็นเวลาที่เหมาะสม ในหลายช่วง เราเดินอย่างค่อยเป็นค่อยไป หยุดพักจนแทบหายใจไม่ทัน “ถ้าไม่ไหวเราพอแค่นี้ก็ได้นะ” ผมกล่าวกับเธอจำนวน 3 ครั้ง หลังจากเห็นอาการของบูมแล้วคิดว่า การพิชิตยอดครั้งนี้อาจหนักเกินไปสำหรับเธอ

เราเดินกันมาไกล สิ่งที่เราคาดหวังว่าจะได้เห็น ไม่มีทางมีคุณค่าเทียบเท่ากับความพยายามของบูมตลอด 48 ชั่วโมงที่ผ่านมาได้เลย ไม่มีเหตุผลให้เสียดายไม่มีเวลาให้ยอมแพ้ การถึงยอดเขาในเวลาที่เหมาะสมคงไม่มีค่าเท่ากับการที่เราพิชิตมันด้วยกันในวันนี้

ผมพยุงเธอขึ้นช้าๆ แล้วเดินต่ออย่างไม่ไยดีต่อภาพเงายอดภูเขานั้นอีกต่อไป

เพียง 30 นาทีให้หลัง เราพากันมาอยู่บนจุดสูงสุดของลอมบอกได้ในที่สุด เราช้าไปแค่ 30 นาที

แต่ก็เป็น 30 นาทีที่ดีที่สุดในชีวิต

ผมไม่มั่นใจว่า คุณเดินขึ้นหรือเดินลงเร็วกว่ากัน” อาวันพูดกับเราทันทีที่เราตัดสินใจเดินกลับลงไป

มันจะไปยากอะไรขาลงมันต้องง่ายอยู่แล้ว” ผมบอกกับเขา

ก่อนจะพบว่าที่พูดไปทั้งหมดนั่นคือความผิดพลาด ความร่วนของหินภูเขาไฟทำให้การพุ่งตัวลงไปตามเนินความชัน 45 องศา คือความลำบากชีวิตอย่างแท้จริง เราใช้ไม้เท้าเดินเขามากครั้งที่สุดก็วินาทีนี้

เดินขึ้นง่ายกว่าเยอะเลย” ไม่คิดไม่ฝันว่าต้องพูดคำนี้ออกมาในที่สุด

การตัดสินใจ

ด้วยความมือใหม่ของบูม เราใช้เวลาเดินกลับลงมาช้ามาก จากปกติควรใช้แค่สองชั่วโมง กลับลากยาวไปห้าชั่วโมงรวด เราไม่ใช่คนสุดท้ายที่ขึ้นถึงยอด แต่แน่นอน เราคือคนสุดท้ายที่ลงมาถึงเบสแคมป์

ทันทีที่ถึงเบสแคมป์ ผมต้องเรียกอาวันมาหารืออย่างเร่งด่วน เพราะประเมินจากอาการของบูมแล้วเรากำลังเจอปัญหาใหญ่ การถกที่เคร่งเครียดตลอดครึ่งชั่วโมงผ่านไปจนได้ข้อสรุป ผมรับหน้าที่เข้าไปคุยกับบูมด้วยตัวเองโดยมีอาวันรออยู่นอกเต็นท์

รินด์จานี, เดินป่า, ปีนเขา, ภูเขาไฟ

ทันทีที่ผมคุยกับบูมเกี่ยวกับสิ่งที่เรากำลังจะเจอ และการตัดสินใจพับแผนอีกครึ่งนึงของผม เพื่อให้บูมไม่เหนื่อยเกินไป ส่งผลให้ผมต้องเห็นน้ำตาของเธอพร้อมคำขอโทษ

ไม่มีประโยชน์ที่จะฝืนเดินต่อ การตัดสินใจยกเลิกแผนการเดินทางอีกครึ่งหนึ่งลงเป็นการช่วยเธอให้พ้นจากความเจ็บปวดอย่างแท้จริง ผมจินตนาการไม่ออกว่าถ้าเราเดินตามแผนเดิมอีก 12 ชั่วโมงต่อจากนี้บูมจะเป็นอย่างไร

อาวันเข้ามาถามไถ่ด้วยความเข้าใจถึงความผิดหวัง ผมบอกเขาว่า “เธอจะโอเคในที่สุดเราจะพักกันอีกหนึ่งคืนแล้วพรุ่งนี้เราจะเดินลงกลับทางเดิม

เรานอนที่เบสแคมป์อีกหนึ่งคืน เพื่อร่นระยะทาง แรง และเวลา ให้ได้มากที่สุด

รางวัลแด่ความผิดหวัง

รุ่งเช้าของวันถัดมา รินด์จานีปลอบประโลมเราด้วยความสวยงามที่เราไม่มีทางพบเห็น หากเรายังดึงดันเลือกแผนการเดินทางเดิม

เราได้รางวัลปลอบใจเป็นวิวรับประทานอาหารเช้าที่สวยที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิต บนสันเขาไม่มีใครอื่นนอกจากพวกเรา ภาพตรงหน้าจึงเป็นของขวัญให้กับเราอย่างแท้จริง

เราเริ่มเดินกลับลงเขาตามเส้นทางเดิม จากการพูดกับคุยกับอาวัน ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด เราจะถึงจุดเริ่มต้นตอนบ่ายสองเป็นอย่างช้า แล้วทุกอย่างจะจบลงตรงนั้น

ภาพจำที่ดีที่สุด

หลังจากหกชั่วโมงผ่านไป เรากลับมาถึงหมู่บ้านที่เป็นจุดเริ่มต้นการเดินของเราในที่สุด

ทริปที่บูมและผมคงไม่มีวันลืม นี่คือการการขึ้นเขาสูงครั้งแรกในชีวิตของบูม และเป็นการมาเยือนรินด์จานีครั้งแรกในชีวิตของผม

เราสองคนต่างมีเรื่องให้จดจำ ถึงแม้เรื่องราวของผมอาจถูกความผิดหวังเข้ามาครอบครองบ้าง ทั้งในเรื่องของเวลาและการพลาดเส้นทางที่เหลือ

แต่ผมไม่มีทางลืมความจริงข้อหนึ่งที่ว่า เราสองคนมีความสุขมากมายแค่ไหนที่ได้พิชิตภูเขาไฟลูกนี้ด้วยกัน นี่จะเป็นภาพจำที่ดีที่สุดครั้งหนึ่งของการเดินทางของเราสองคนอย่างเลี่ยงไม่ได้

ยินดีที่ได้รู้จักกุหนุงรินด์จานี

เรื่องและภาพถ่าย
วิริทธิพล วิธานเดชสิทธิ์ 

ติดตามผลงานอื่นๆ ของนักสำรวจของเราได้ที่ : Path to Odyssey


เรื่องอื่นๆ ที่น่าสนใจ : ภูเขาไฟมิฮาระ ดินแดนที่ (คนไทย) ไม่ค่อยรู้จัก

เรื่องแนะนำ

เอเวอเรสต์มาราธอน รายการวิ่งบนเส้นทางที่สูงที่สุดในโลก

ช่วงปลายเดือนพฤษภาคมของทุกปี นักวิ่งเทรลจากทั่วโลกมารวมตัวกันในรายการ เอเวอเรสต์มาราธอน วันที่ 29 พฤษภาคม 1953 เป็นวันที่ Tenzing Norgay Sherpa และ Sir Edmund Hillary มนุษย์คู่แรกที่พิชิตยอดเขาเอเวอเรสต์ได้สำเร็จ และในวันเดียวกันของทุกปี เพื่อเป็นการรำลึกถึงผู้พิชิตทั้งสองคนจึงเกิดรายการวิ่ง Tenzing Hillary Everest Marathon หรือที่รู้จักโดยทั่วไปในนาม เอเวอเรสต์มาราธอน เพื่อรำลึกถึงความกล้าหาญและความสำเร็จนี้ โดยในปี 2019 เป็นการจัดการแข่งขันครั้งที่ 17 และมีคนไทยเข้าร่วมการแข่งขันเพียงคนเดียว รายละเอียด Everest Marathon คุณพิพัฒน์ ละเอียดอ่อน ชาวไทยเพียงคนเดียวที่ร่วมรายการวิ่งเอเวอเรสต์มาราธอนในปีนี้ เล่าว่า ผู้เข้าแข่งขันทุกคนต้องเดินขึ้นไปยังจุดปล่อยตัวบนเอเวอเรสต์เบสแคมป์ ที่ความสูงประมาณ 5,300 เมตร เหนือระดับน้ำทะเล ซึ่งนับเป็นเสน่ห์ของรายการนี้ ที่ผ่านมามีคนไทยเข้าร่วมรายการเพียง 1-2 คน สภาพภูมิประเทศและสภาพภูมิอากาศที่สุดขั้วเป็นสิ่งท้าทายนักวิ่งทุกคน ที่ผ่านมานักวิ่งจากนานาชาติไม่เคยชนะคนท้องถิ่นหรือเชอร์ปาได้เลย ทางผู้จัดงานจึงแบ่งประเภทการแข่งขันเป็นรุ่นคนท้องถิ่น และรุ่นนานาชาติ ในปีนี้มีนักวิ่งจากทั่วโลกเข้าร่วมประมาณ 140 คน และคนเนปาลประมาณ 60-70 คน วันที่ […]

หมออีม หญิงไทยคนแรกผู้ขึ้นสู่ยอดเขาทั้งเจ็ดทวีป

“การก้าวไปถึงจุดสูงสุดอาจไม่ใช่ความสุขที่ยิ่งใหญ่ แต่การกลับลงมาอย่างปลอดภัย คือสิ่งที่สำคัญกว่า” – หมออีม  นภัสพร ชำนาญสิทธิ์ บ่ายวันหนึ่ง ขณะนั่งทำงานตามปกติอยู่ในออฟฟิศ นิ้วมือพลันเลื่อนเมาส์ไปเจอข้อความที่ปรากฏในแถบแจ้งเตือนบนเฟซบุ๊ก ฉันอ่านข้อความจนจบอย่างถี่ถ้วนสองสามรอบ ความปลื้มปริ่มเกิดขึ้นในใจเมื่อทราบถึงจุดประสงค์ของผู้ส่งสาร ที่ต้องการให้เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย นำเสนอเรื่องราวของ หมออีม ทันตแพทย์หญิง นภัสพร ชำนาญสิทธิ์ จากจุดเริ่มต้นจนถึงความสำเร็จ เมื่อปี 2016 หมออีม คือผู้หญิงไทยคนแรกที่พิชิตยอดเขาเอเวอเรสต์อันเลื่องชื่อได้สำเร็จ และชื่อของเธอกลับมาปรากฏบนหน้าสื่ออีกครั้งหลังจากเธอพิชิตยอดเขา 7 แห่ง จาก 7 ผืนทวีป ช่วงสองสามปีที่ผ่านมา หมออีมกลายเป็นผู้หญิงที่คนไทยจับตามอง เธอคือคนไทยคนแรกที่ใช้ความพยายามและความร่วมมือจากหลายฝ่ายเดินทางไปสู่ยอดเขาทั้ง 7 แห่งได้สำเร็จ การเดินทาของหมออีมเริ่มต้นจากการไปร่วมปีนเขากับคุณคมรัตน์ พิชิตเดช หรือที่คนในวงการปีนเขามักเรียกในนาม ป๋าคมรัตน์ ครั้งนั้น ป๋ามองเห็นความพิเศษในตัวหมออีมจากครั้งที่ไปร่วมปีนเขาบนเส้นทางคีนาบาลูบนเกาะบอร์เนียวด้วยกัน เขาจึงผลักดันให้เธอลองพิชิตยอดเขาเอเวอเรสต์ และเธอตอบตกลง “เธอเป็นผู้หญิงที่เดินขึ้นเขาอย่างไม่รู้จักเหนื่อย ร่างกายฟื้นตัวได้เร็ว และเดินเร็ว” คุณธำรงค์ ปิยนราภร ผู้จัดการส่วนตัวของหมออีม เล่าให้เราฟัง “ปกติป๋าคมรัตน์มีประสบการณ์ปีนเขาร่วมกับคนไทยมาหลายคน และป๋าพอจะมองออกว่าใครสามารถขึ้นไปบนเอเวอเรสต์ได้ ซึ่งป๋ามองเห็นความพิเศษในตัวหมออีม” หลังจากนั้น […]

ชีวิตการผจญภัยที่อยู่บนเส้นเชือก

Outdoors DNA กลุ่มคนที่รักการปีนเขาอยู่ในดีเอ็นเอ หากคุณเป็นคนหนึ่งที่ชื่นชอบภาพยนตร์แนวแอ็กชันผจญภัย สิ่งหนึ่งที่มักเห็นในฉากภาพยนตร์เสมอคือการผจญภัยแบบสุดขั้ว ทั้งการปีนเขาแบบใช้เชือกโรยตัว การกางเต็นท์นอนในแดนหิมะ เดินลุยในป่ารกชัฎ นอนเต็นท์แคร่ริมผา (Portal-edge) ซึ่งหลายคนอาจนึกว่า กิจกรรมสุดโหดแบบนั้นคงมีแค่ชาวต่างชาติที่สามารถเข้าถึงได้ แต่สำหรับประเทศไทย เราพบว่ามีกลุ่มคนที่หลงใหลการเล่นเชือกผูกเงื่อน ปีนเขา โรยตัว นอนริมหน้าผาสูง และลุยหิมะบ้างในกรณีที่ผจญภัยในต่างประเทศ พวกเขาเรียกตัวเองว่า “ Outdoors DNA ” ซึ่งถือเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวแนวผจญภัยที่น่าจับตาที่สุดในตอนนี้ กองบรรณาธิการออนไลน์ เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย มีโอกาสพูดคุยกับ คุณวิน – นวิน ฟูทวีมั่งทรัพย์ หนึ่งในผู้ก่อตั้งกลุ่มOutdoors DNA พวกเขามีแนวคิดเรื่องการท่องเที่ยวแบบผจญภัยที่สร้างประโยชน์ให้แก่สังคมส่วนรวมได้อย่างน่าสนใจทีเดียว “จุดเริ่มต้นของการก่อตั้งกลุ่มท่องเที่ยวขึ้นเพราะ ผมและพี่ดี้ – ศรีพงษ์   พรรณ์แผ้ว เป็นผู้รักการผจญภัย เขากับพี่หนุ่ม – ทิพากร วิชชุรังษี เคยคุยกันว่าอยากทำเฟซบุ๊กแฟนเพจเกี่ยวกับการท่องเที่ยวแบบผจญภัย เพราะนอกเหนือจากเดินป่าแล้ว ยังมีเรื่องของการปีนเขา (Mountaineering) ที่น่าสนใจ ซึ่งในตอนนั้นก็วางแผนจะไปเที่ยวอินเดียด้วยกัน” คุณวินเล่าถึงจุดเริ่มต้นให้เราฟัง เมื่อมีโอกาสคุยกันก็พบว่า พวกเรามีแนวทางในการท่องเที่ยวคล้าย ๆ […]