มอนเตเบร์เด เมืองที่พึ่งพาการท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียว จะรอดพ้นวิกฤตนี้อย่างไร

มอนเตเบร์เด จะฝ่าวิกฤตินี้ไปได้อย่างไร

เมื่อ Cloud Forest ป่าหมอกอันโด่งดังของเมืองต้องปิดตัว มอนเตเบร์เด จะฝ่าวิกฤตินี้ไปได้อย่างไร

ป่าดงดิบแห่ง มอนเตเบร์เด ประเทศคอสตาริกา จุดหมายปลายทางในฝันที่นักเที่ยวสายธรรมชาตินับพันคนหวังจะได้มายลความอุดมสมบูรณ์กับตา แต่ในปีนี้การระบาดของโคโรน่าไวรัสทำให้มันต้องปิดตัวลง

ต้นเดือนมีนาคม จุดชมพระอาทิตย์ตกดินในมอนเตเบร์เดยังแน่นขนัดไปด้วยนักท่องเที่ยว ชุมชนที่มีประชากรอยู่เพียง 6,000 คนแห่งนี้คือแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศอันขึ้นชื่อและจากข้อมูลส่วนใหญ่ 2020 คือปีที่สมควรจะเป็นปีแห่งความรุ่งโรจน์

แต่ในตอนนี้ ม้านั่งอันใหม่กลับถูกห่อไว้ด้วยเทปตำรวจ แหล่งท่องเที่ยวทั้งหมดซึ่งรวมไปถึงเขตอนุรักษ์ชีววิทยา Cloud Forest ต้องปิดรับนักท่องเที่ยว ร้านอาหารหยุดขาย เช่นเดียวกับกิจการที่พักอาศัยไล่ตั้งแต่โฮสเทลไปจนถึงโฮมสเตย์และ Airbnb ต่างก็ว่างเปล่าไร้ผู้คน ความเงียบเข้าปกคลุมมอนเตเบร์เดมีเพียงเสียงนกร้องแทรกขึ้นมา เป็นบรรยากาศที่ทั้งสงบและก็น่าหวั่นใจ เพราะนี่คือเสียงแห่งการหยุดพักอย่างไม่มีกำหนด

มอนเตเบร์เด, การท่องเที่ยว, ผลกระทบจากโควิด-19, โควิด-19
SANTA ELENA หมู่บ้านรับรองแถวมอนเตเบร์เดที่ปกติจะคลาคล่ำไปด้วยนักท่องเที่ยวเดินเข้าเดินออกจากโฮสเทล ร้านอาหารและสถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ อย่างสวนงู SERPENTARIO (ขวา) ตอนนี้กลับไร้ผู้คน
ภาพ: MAURICIO VALVERDE ARCE

แม้จะไม่มีเคสผู้ป่วยยืนยัน แต่ผลกระทบจากการระบาดก็เข้าจู่โจมมอนเตเบร์เดอย่างฉับพลันและรุนแรง อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวคือตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจหลักของคอสตาริกา จากข้อมูลของ Luis Jara โฆษกประจำคณะกรรมการการท่องเที่ยวคอสตาริกา ในปี 2019 จีดีพีของประเทศประมาณร้อยละ 8 – 9 มาจากการท่องเที่ยว และสำหรับมอนเตเบร์เดมันคือแรงขับเคลื่อนเดียวที่มี

ในปี 2019 ภูมิภาคนี้สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวได้ถึง 250,000 คน ส่วนใหญ่มาจากสหรัฐอเมริกา แคนาดา และยุโรป นักดูนก นักผจญภัยสายอนุรักษ์ (คนท้องถิ่นอ้างว่ากิจกรรมโหนสลิงหรือ Zipline เกิดขึ้นที่นี่) และนักศึกษาต่างชาติต่างก็หลั่งไหลมาเพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์จากภูมิภาคที่ครั้งหนึ่ง New York Times เคยตั้งฉายาให้ว่า “เส้นทางแสวงบุญแห่งธรรมชาติ”

แผนที่ป่าหมอกแห่งมอนเตเบร์เด https://goo.gl/maps/QiwRHvndoYedPnSb9

ป่าดงดิบบนยอดเขาแห่งนี้คือสถานที่ที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูงมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ซึ่งระบบนิเวศแบบนี้เองก็เหลืออยู่เพียงไม่กี่แห่ง ภายในม่านหมอกคือบ้านของนกกว่า 400 สายพันธุ์ ตีคร่าว ๆ เป็นครึ่งหนึ่งของสายพันธุ์นกทั้งหมดในคอสตาริกา ทั้งยังเป็นป่าที่รวบรวมสายพันธุ์กล้วยไม้เอาไว้มากที่สุด เช่นเดียวกับสายพันธุ์ต้นไม้ที่ก็หลากหลายไม่แพ้กัน คนรักธรรมชาติทั้งหลายต่างก็มาที่นี่เพื่อดูพืชพันธุ์และสัตว์ป่าที่หาไม่ได้จากมุมอื่นของโลก

การจากไปของนักท่องเที่ยวอย่างกะทันหันทำให้ประชากรส่วนใหญ่ขาดรายได้ที่มั่นคง “มันต่างกับช่วงโลว์ซีซันอย่างสิ้นเชิง” David Rodrigues ไกด์เดินป่าและนักชีววิทยาที่พึ่งกลับมาจากทัวร์ส่องนก กล่าวในวันที่ 18 มีนาคม วันที่คอสตาริกาประกาศปิดชายแดนของตน งานทั้งหมดในอนาคตของเขาถูกยกเลิก และเสริมว่า “ถ้าเป็นโลว์ซีซัน คุณรู้ว่าไฮซีซันกำลังมา แต่นี่คือการหยุดอย่างสมบูรณ์ที่มองไม่เห็นปลายทาง”

นวันที่ 5 พฤษภาคม คอสตาริกาที่มีประชากรอยู่ห้าล้านคนมียอดผู้ป่วยยืนยันอยู่ที่ 739 ราย ยอดผู้เสียชีวิต 6 ราย ส่วนผู้ป่วยที่กำลังได้รับการรักษาก็มีแนวโน้มที่ลดลง หลายคนยกความดีให้กับการจัดการอันรวดเร็วของรัฐบาล หลังประธานาธิบดี Carlos Alvarado Quesada ออกมาประกาศสถาณการณ์ฉุกเฉินในวันที่ 16 มีนาคม พร้อมปิดโรงเรียน ชายหาด อุทยานแห่งชาติ และชายแดน ในขณะที่ตอนนั้น ยอดของผู้ติดเชื้อยังอยู่ที่ตัวเลข 2 หลัก

แม้หลังจากนี้ มาตรการต่าง ๆ จะยกเลิกไป แต่ผลกระทบต่อเศรษฐกิจก็คงลากยาวไปอีกสักใหญ่ “การท่องเที่ยวจะค่อย ๆ กลับมาทีละนิด ทีละนิด” Heidy Perez Brave ผู้อำนวยการกรมการท่องเที่ยวแห่งมอนเตเบร์เดกล่าว “เรามีโครงสร้างพื้นฐานไว้รองรับการท่องเที่ยวมากเกินไป ทุกแห่งคงจะไม่เต็มไปอีกสักพัก”

มันเป็นความจริงที่ยากจะยอมรับ เพราะในช่วงสองสามปีที่ผ่านมาการท่องเที่ยวเจริญขึ้นมากอย่างที่หวังกันไว้ หลังการดิ่งเหวในช่วงภาวะเศรษฐกิจถดถอยครั้งใหญ่เมื่อปี 2008 และในปี 2019 ภาคอุตสาหกรรมนี้ก็โตขึ้นถึงร้อยละ 4 ดังนั้นประมาณการของปี 2020 จึงถูกตั้งให้สูงขึ้นไปกว่านั้น “การท่องเที่ยวคือส่วนที่มีผลต่อเศรษฐกิจมากที่สุดจนกระทั่งหนึ่งเดือนก่อน เส้นทางการฟื้นฟูในครั้งนี้อาจจะยาวไกลกว่าสิ่งพวกเราเคยเจอเมื่อปี 2008 เสียอีก” Gerardo Corrales ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจและศาสตราจารย์ประจำมหาวิทยาลัย Lead แห่งคอสตาริกากล่าว

วิกฤติครั้งนี้เป็นเสมือนดาบสองคมสำหรับคนท้องถิ่น รวมถึง Laura Mora แม่ครัวประจำร้านอาหารยอดนิยมอย่าง La Cuchara de la Abuela “ฉันกลัวว่านักท่องเที่ยวจะไม่กลับมา แต่ก็กลัวว่าพวกเขาจะกลับมาพร้อมกับไวรัส” เธอกล่าว การระบาดในมอนเตเบร์เดคือหายนะสำหรับศูนย์พยาบาลพื้นฐานของชุมชนซึ่งมีไว้สำหรับชาวบ้านส่วนใหญ่ที่ไม่เงินมากพอจะไปหาหมอเอกชน ภายในศูนย์มีเพียงคลินิกรัฐขนาดเล็กและไม่มีห้องดูแลผู้ป่วยหนัก (ICU)

เพื่อบรรเทาแรงกดดันทางเศรษฐกิจ ในวันที่ 10 เมษายน รัฐบาลกลางได้เปิดตัว โครงการ Bono Proteger เพื่อจ่ายเงินชดเชยจำนวน 220 เหรียญดอลลาร์สหรัฐต่อเดือน (เป็นเวลาสามเดือน) ให้แก่ผู้ที่สูญเสียรายได้ เพราะผลกระทบจากการระบาดใหญ่ เงินชดเชยต่อเดือนนี้เทียบเท่ากับจำนวนเงินหนึ่งในสามไปจนถึงครึ่งหนึ่งของเงินเดือนเฉลี่ยในมอนเตเบร์เด ในหนึ่งสัปดาห์ มีประชาชนยื่นคำร้องถึง 400,000 คนทั่วประเทศ แต่ “ในเมืองอย่างมอนเตเบร์เดที่การท่องเที่ยวคือเศรษฐกิจ ความช่วยเหลือสามเดือนอาจไม่เพียงพอ มันเป็นแค่จุดเริ่มต้น [ของสิ่งที่ผู้คนต้องการ]” David Landergren Castro ที่ปรึกษาทางการเงินและผู้เชี่ยวชาญด้านธุรกิจขนาดกลางและเล็กของประเทศ กล่าว

“ในท้ายที่สุด ความช่วยเหลือจะหมดลงและเราจะต้องดิ้นรนกันต่อ” Shanon Smith เจ้าของร้าน Taco Taco ที่ปกติมักจะอัดแน่นไปด้วยลูกค้าในช่วงนี้ของปีคาดการณ์ “เมื่อไหร่ที่เราเริ่มขยับได้อีกครั้ง เราจะต้องโฟกัสในเรื่องการซื้อและแบ่งปันทรัพยาการภายในท้องถิ่นให้ดี”

รักษาความเป็นท้องถิ่น

ซึ่งความพยายามบางอย่างก็เริ่มดำเนินการไปแล้ว ผลิตภัณฑ์ในท้องถิ่นหลั่งไหลเข้าไปในกลุ่มสนทนาของแอปพลิเคชัน WhatsApp เช่นเดียวกับการเกษตรขนาดเล็กซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นวิถีชีวิตของผู้คนก็ยังกลายมาเป็นเครื่องมือในการเอาชีวิตรอด ก่อนหน้าการปิดพื้นที่ เมล็ดพันธุ์ในร้านอุปกรณ์การเกษตร Las Chutas ยกเว้นถั่วและผักชีนั้นขายดีจนหมดเกลี้ยง เพราะทุกคนต่างก็รีบทำสวนของตน

ที่ Belmar Hotel กิจการโรงแรมที่ดำเนินการโดยครอบครัวมานานกว่า 35 ปี โรงแรมที่ขึ้นชื่อว่าหรูหราที่สุดในหุบเขาก็ยังเปิดให้บริการแค่สวนออร์แกนิกเท่านั้น พนักงานกว่า 75 ชีวิตถูกเลิกจ้าง พวกเขาได้แต่หวังว่าจะมีรายได้เข้ามาบ้างจากการขยายสวนและขายผลผลิตให้ชุมชน

มอนเตเบร์เด, การท่องเที่ยว, ผลกระทบจากโควิด-19, โควิด-19
องค์กรกาชาดใน SANTA ELENA นั้นเป็นเพียงหน้าด่านเล็ก ๆ ที่คอยสนับสนุนคลินิกของรัฐในเรื่องของการดูแลขั้นพื้นฐานและเหตุฉุกเฉิน
ภาพ: MAURICIO VALVERDE ARCE

“เรามีทุนสำรองอยู่สองสามเดือนสำหรับค่าใช้จ่ายจำเป็นอย่างการดูแลรักษาและความปลอดภัย ซึ่งนับว่าเราโชคดี แต่เราก็ไม่เคยอยู่ในจุดที่รายรับเท่าศูนย์มาก่อน” Pedro Balmar ผู้จัดการทั่วไปของโรงแรม กล่าว

เช่นเดียวกับโรงแรม Belmar กิจการฟาร์มเองก็กำลังมองหาช่องทางในการขายผลิตผลของตน ในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา ผู้นำชุมชนได้เปิดตัวช่องทางออนไลน์ Econexiones ที่มาช่วยจัดระเบียบและโปรโมตสินค้าจากมอนเตเบเดร์หรือที่ผลิตในมอนเตเบร์เด ความพยายามนี้คือการสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้คนว่าเงินที่พวกเขาใช้จ่ายนั้นจะหมุนเวียนอยู่ในชุมชน และจะไม่มีฟาร์มไหนขายใบโหระพาและผักกาดเหมือน ๆ กัน “พวกเรากำลังช่วยให้ผู้ผลิตในท้องถิ่นที่เคยจัดหาวัตถุดิบให้แก่ร้านอาหารและโรงแรมได้เชื่อมต่อกับชุมชน” Selena Avendaño ผู้ประสานประจำโครงการและหัวหน้าฝ่ายโครงการริเริ่มชุมชนแห่งสถาบันมอนเตเบร์เด องค์กรไม่แสวงหาผลกำไรที่ผลักดันเรื่องความยั่งยืนกล่าว “เราพยายามจะกระตุ้นเศรษฐกิจในส่วนที่สมควรจะขยับอย่างอาหาร”

เริ่มใหม่อีกครั้ง

หลายคนบอกว่าวิกฤติตอนนี้ทำให้ปัญหาเรื่องการพึ่งพาการท่องเที่ยวที่มากเกินไปเด่นชัดขึ้น “สามสิบปีที่แล้วมอนเตเบร์เดส่วนใหญ่เป็นฟาร์มโคนมซึ่งริเริ่มโดยพวกพวกเควกเกอร์” José Luis Vargas ชาวเมืองมอนเตเบร์เดแท้ ๆ และผู้ร่วมก่อตั้ง Life Monteverde สหกรณ์กาแฟแบบยั่งยืนอธิบาย “ในตอนนั้น พวกเรากลุ่มหนึ่งได้ร่วมกันทำโครงการที่เรียกว่า Monteverde 2020 เพื่อเปลี่ยนรูปแบบของเศรษฐกิจด้วยการหันไปเน้นเรื่องการอนุรักษ์และการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ” แนวคิดคือให้การท่องเที่ยวเข้ามาเป็นตัวเลือกที่นอกเหนือจากฟาร์มโคนม ปัจจุบัน การล่มสลายของอุตสาหกรรมบีบบังคับให้พวกเขาต้องคิดหาหนทางอีกครั้ง

การเริ่มต้นจากศูนย์อาจเป็นท่อนซ้ำในเพลงที่หลายคนคุ้นเคย Oscar Chacón และ Angela Acuña ย้ายจากเวเนซุเอลามามอนเตเบร์เดเพื่อหนีจากความวุ่นทางเศรษฐกิจและการเมืองของที่นั่น 20 ปีที่ผ่านมา พวกเขาต้องเริ่มต้นชีวิตใหม่นับครั้งไม่ถ้วน Chacón มาถึงคอสตาริกาด้วยเงิน 70 เหรียญในกระเป๋าสตางค์ และในเดือนธันวาคมที่ผ่านมา เขาและ Acuña พึ่งจะเปิดร้านกาแฟและเบเกอรี่ที่ชื่อว่า Zucarro Café

ตอนที่ทุกอย่างปิดลง สามีภรรยาคู่นี้ปรับตัวอย่างรวดเร็วด้วยการลดการผลิตของร้านลงร้อยละ 80 และกระจายขนมปังของพวกเขาไปตามร้านขายของชำ “ประสบการณ์ในเวเนซุเอลาสอนให้ฉันรับมือกับวิกฤติในครั้งนี้ ฉันพร้อมใส่นวมและสู้กับมัน” Acuña กล่าว “แต่ยังไงพวกเราก็ทำได้แค่สู้กันไปวันต่อวัน”

ในตอนนี้ พวกเขาก็ยังคงเปิดร้านอนยู่ “แม้ของเราจะน้อยแต่มันก็สดใหม่ เราไม่ใช่แค่ร้านคาเฟ่สำหรับนักท่องเที่ยว” Chacón พูดขณะถูมือกับเจลล้างมือ “ถ้าเราสามารถจัดหาให้ชุมชน ชุมชนก็จะจัดหาให้เรา”

เรื่อง: Reena Shah
ภาพ: Mauricio Valverde Arce


เรื่องอื่นๆ ที่น่าสนใจ : กระแสการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนท่ามกลางกระแสพายุโควิด-19

เรื่องแนะนำ

5 สิ่งที่ไม่ควรพลาดเมื่อมาเยือน อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะชุมพร

ในวันที่อากาศดี และรู้สึกว่าร่างกายต้องการความสดชื่นจากไอทะเล อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะชุมพร อีกหนึ่งสถานที่น่าสนใจและกิจกรรมให้เลือกสรร หากอยากพักผ่อนแบบใกล้ชิดธรรมชาติ หนีความวุ่นวายจากเมืองกรุง ทางเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก มีสถานที่ท่องเที่ยวมาแนะนำ อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะชุมพร  แหล่งท่องเที่ยวทางทะเลที่โดดเด่นมากอีกแห่งหนึ่ง เหมาะสำหรับผู้ที่กำลังมองหากิจกรรมน่าสนใจในหลายๆ รูปแบบ โดยคุณสามารถเลือกทำได้ตามใจ โดยใช้เวลาเดินทางจากกรุงเทพฯ ประมาณ 6 – 7 ชั่วโมง อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะชุมพรได้รับการประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติ ในปี พ.ศ.2542 มีพื้นที่ครอบคลุม 5 อำเภอ ที่นี่ไม่เพียงแต่เหมาะแก่การดำน้ำตื้นชมปะการังเท่านั้น แต่ยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ โดยคุณสามารถเลือกทำกิจกรรมได้หลากหลาย ช่วงเวลาที่เหมาะสำหรับท่องเที่ยวคือ ช่วงต้นปีและสิ้นปี อุทยานฯ หมู่เกาะชุมพรจะได้รับอิทธิพลของลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ แต่ช่วงระหว่างเดือนพฤษภาคม-กลางเดือนตุลาคม ทำให้มีฝนตกหนักและคลื่นพายุรุนแรง จึงไม่ควรมาในช่วงนี้ กิจกรรมที่อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะชุมพร ดำน้ำชมปะการัง สำหรับคนรักการดำน้ำ คงต้องหาโอกาสมาอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะชุมพรสักครั้ง เพราะมีเกาะแก่งมากถึง 40 เกาะ ซึ่งมีทั้งแหล่งดำน้ำตื้นและน้ำลึก ปลาหลากหลายชนิดแหวกว่ายตามแนวปะการัง นอกจากนี้ยังพบหอยเบี้ยเสือดาว โลมา ฉลามวาฬ กระเบนราหู อาจพูดได้ว่าถ้าอยากดูฉลามวาฬต้องมาดำน้ำที่ชุมพร สำหรับนักดำน้ำที่ชอบความท้าทาย เกาะง่ามน้อย เกาะง่ามใหญ่ มีโพรงถ้ำใต้ทะเล ความยาวมากกว่า […]

ท่องเที่ยวแบบ “ด้านมืด” ไปกับสถานที่โหดร้ายเหล่านี้

ค่ายกักกันเอาชวิทซ์, คุกตวลสเลง และอนุสรณ์สถานการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในรวันดาสถานที่น่ากลัวเหล่านี้อ้าแขนนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก ให้เข้ามาเรียนรู้ประวัติศาสตร์อันโหดร้ายที่มนุษย์จะกระทำต่อกันได้ เพื่อป้องกันไม่ให้มันเกิดขึ้นซ้ำอีกในอนาคต

สัมผัสประสบการณ์เดินทางบน รถไฟสายทรานส์-ไซบีเรีย

ภาพทิวทัศน์ของรัสเซียนั้นดูเลือนราง เมื่อมองผ่านหน้าต่างของรถไฟสุดหรูอย่าง โกลเด้น อีเกิล ทรานส์–ไซบีเรีย เรื่องราวและภาพ: DANIELLE AMY ฝนโปรยปรายขณะที่เราขึ้นรถไฟใน เมืองวลาดีวอสตอค หรือเมืองสถานีปลายทางทรานส์-ไซบีเรียอันห่างไกลที่ตั้งอยู่ทางตะวันออกของรัสเซีย ซึ่งเดินทางโดยการนั่งเรือจากเกาหลีเหนือใช้เวลานานถึงเก้าชั่วโมง รถไฟถูกทาด้วยสีเทาและน้ำเงิน โดยแต่ละขบวนจะประดับตราสัญลักษณ์ “Golden Eagle Trans-Siberian Express” เป็นตัวอักษรแบบทองคำอันแวววาว เส้นทางรถไฟแล่นผ่านทุ่งหญ้าอันกว้างใหญ่ของมองโกเลีย และเทือกเขายูรัลที่ถูกปกคลุมด้วยหิมะ รถไฟแล่นผ่านกระท่อมไม้ในไซบีเรียไปยังแหล่งสถาปัตยกรรมอันโอ่อ่าแห่งมอสโก กลุ่มของเราได้ร่วมเดินทางรถไปกับ National Geographic Expeditions เป็นเวลา 16 วัน จากการสังเกตพบว่ามีคู่รักที่เกษียณอายุราชการเป็นส่วนใหญ่ คือชาวอเมริกันห้าคน ชาวแคนาดาหนึ่งคน หัวหน้าทัวร์รัสเซีย นักประวัติศาสตร์ และฉันที่เป็นผู้ประสานงานภาพถ่ายที่ เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก มีพนักงานรถไฟประมาณ 50 คน ตั้งแต่พนักงานต้อนรับผู้โดยสาร ผู้เข้าร่วมประชุม บริกร บาร์เทนเดอร์ ผู้จัดการ ไปจนถึงวิศวกร คนทำอาหาร หัวหน้าพ่อครัว คนทำขนม คนอบขนมปัง หรือแม้แต่นักเล่นฮาร์ปและนักเปียโน เมื่อรถไฟเร่งความเร็วผ้าม่านสีเบจกลายเป็นกระจกเงาสะท้อนภาพห้องโดยสารแต่ละห้องที่ถูกตกแต่งด้วยเครื่องเรือนแบบโบราณ รวมถึงการเลือกใช้พรมและผนังสีแดงเพื่อเพิ่มความหรูหราแบบมีระดับ นี่เป็นระยะทางกว่าเก้าพันกิโลเมตร จนกว่าจะถึงมอสโกซึ่งเป็นหนึ่งในเส้นทางรถไฟที่ยาวที่สุดในโลก […]

ทะเลสาบโบราณของออสเตรเลียเผยประวัติศาสตร์มนุษย์

เรื่อง แอบบี้ เซเวล ในปี 1968 จิม โบวเลอร์ นักธรณีวิทยาหนุ่มกำลังสำรวจชั้นหินและชั้นทรายของทะเลสาบขนาดมหึมาที่แห้งขอดไปแล้ว ที่ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของรัฐนิวเซาท์เวลส์ ตัวเขาพบเถ้ากระดูกของมนุษย์เพศหญิงที่เคยอาศัยอยู่ยังภูมิภาคนี้ เมื่อราว 40,000 ปีก่อน ซึ่งเชื่อกันว่าน่าจะเป็นตัวอย่างของพิธีกรรมที่เก่าแก่ที่สุดในโลกและอีก 6 ปีต่อมาในพื้นที่เดียวกัน โบวเลอร์ค้นพบฟอสซิลกระดูกที่เกือบจะสมบูรณ์ของมนุษย์เพศชาย ที่เคยอาศัยอยู่ในช่วงเวลาเดียวกัน ทั้งคู่เป็นที่รู้จักในชื่อ สตรี Mungo และบรุษ Mungo เป็นหลักฐานใหม่ที่แสดงให้เห็นถึงประวัติศาสตร์อันยาวนานของชาวอะบอริจินที่อาศัยอยู่ในทวีปออสเตรเลีย รวมไปถึงยังช่วยขับเคลื่อนสิทธิมนุษยชนของชาวพื้นเมืองที่ประเด็นดังกล่าวกำลังเป็นที่พูดถึงอยู่ในขณะนั้น ภูมิภาคทะเลสาบวิลันดราแห้งเหือดไปแล้วเมื่อ 18,500 ปีก่อน เมื่อปราศจากธารน้ำเดิมที่เคยหล่อเลี้ยงแต่ซากพืชซากสัตว์ที่หลงเหลือไว้ตามธรรมชาติเหล่านี้ เป็นหลักฐานชั้นดีจากยุคไพลสโตซีน ยุคสมัยที่มนุษย์กำลังอยู่ระหว่างการวิวัฒนาการมาเป็นมนุษย์ในปัจจุบัน นอกเหนือจากฟอสซิลกระดูกที่พบแล้ว นักโบราณคดียังพบเครื่องไม้เครื่องมือที่ถูกประดิษฐ์มาจากหิน, เตาไฟ และโม่บดหินที่เชื่อกันว่าใช้ในการบดเมล็ดหญ้าเพื่อให้ได้แป้งออกมาและฟอสซิลรอยเท้าของมนุษย์ทั้งชายหญิงและเด็กจำนวน 460 รอย ซึ่งฉายภาพพวกเขาเดินเตร็ดเตร่ยังบริเวณทะเลสาบแห่งนี้เมื่อในอดีต นอกจากนั้นสถานที่แห่งนี้ยังเก็บหลักฐานที่มีค่าสำหรับบรรดาสัตว์และพืชโบราณไว้อีกด้วย เช่น ฟอสซิลของสัตว์มีกระเป๋าหน้าท้องขนาดใหญ่สายพันธุ์หนึ่งที่เคยมีถิ่นที่อยู่กระจายไปทั่วผืนทวีปนี้ อย่างไรก็ตามแม้ว่าน้ำจะแห้งเหือดไปแล้ว แต่ชีวิตยังคงดำเนินต่อไป ต้นยูคาลิปตัสต้นเล็กๆ เติบโตขึ้นจากเนินทรายเคียงด้วยพืชสมุนไพรอื่นๆ และกอหญ้า ที่นี่ยังเป็นบ้านของค้างคาว, สัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก, สัตว์เลื้อยคลาน, นกแก้ว, นกคักคาทู และนกฟินช์ ภูมิภาคอันแห้งแล้งยังให้ทัศนียภาพอันน่าทึ่ง จากสายลมและหยาดน้ำฝนที่กัดเซาะหินทรายในบริเวณนี้ ให้เป็นดินแดนอันน่าประหลาดราวกับกำลังยืนอยู่บนผิวดวงจันทร์ […]