มอนเตเบร์เด เมืองที่พึ่งพาการท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียว จะรอดพ้นวิกฤตนี้อย่างไร

มอนเตเบร์เด จะฝ่าวิกฤตินี้ไปได้อย่างไร

เมื่อ Cloud Forest ป่าหมอกอันโด่งดังของเมืองต้องปิดตัว มอนเตเบร์เด จะฝ่าวิกฤตินี้ไปได้อย่างไร

ป่าดงดิบแห่ง มอนเตเบร์เด ประเทศคอสตาริกา จุดหมายปลายทางในฝันที่นักเที่ยวสายธรรมชาตินับพันคนหวังจะได้มายลความอุดมสมบูรณ์กับตา แต่ในปีนี้การระบาดของโคโรน่าไวรัสทำให้มันต้องปิดตัวลง

ต้นเดือนมีนาคม จุดชมพระอาทิตย์ตกดินในมอนเตเบร์เดยังแน่นขนัดไปด้วยนักท่องเที่ยว ชุมชนที่มีประชากรอยู่เพียง 6,000 คนแห่งนี้คือแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศอันขึ้นชื่อและจากข้อมูลส่วนใหญ่ 2020 คือปีที่สมควรจะเป็นปีแห่งความรุ่งโรจน์

แต่ในตอนนี้ ม้านั่งอันใหม่กลับถูกห่อไว้ด้วยเทปตำรวจ แหล่งท่องเที่ยวทั้งหมดซึ่งรวมไปถึงเขตอนุรักษ์ชีววิทยา Cloud Forest ต้องปิดรับนักท่องเที่ยว ร้านอาหารหยุดขาย เช่นเดียวกับกิจการที่พักอาศัยไล่ตั้งแต่โฮสเทลไปจนถึงโฮมสเตย์และ Airbnb ต่างก็ว่างเปล่าไร้ผู้คน ความเงียบเข้าปกคลุมมอนเตเบร์เดมีเพียงเสียงนกร้องแทรกขึ้นมา เป็นบรรยากาศที่ทั้งสงบและก็น่าหวั่นใจ เพราะนี่คือเสียงแห่งการหยุดพักอย่างไม่มีกำหนด

มอนเตเบร์เด, การท่องเที่ยว, ผลกระทบจากโควิด-19, โควิด-19
SANTA ELENA หมู่บ้านรับรองแถวมอนเตเบร์เดที่ปกติจะคลาคล่ำไปด้วยนักท่องเที่ยวเดินเข้าเดินออกจากโฮสเทล ร้านอาหารและสถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ อย่างสวนงู SERPENTARIO (ขวา) ตอนนี้กลับไร้ผู้คน
ภาพ: MAURICIO VALVERDE ARCE

แม้จะไม่มีเคสผู้ป่วยยืนยัน แต่ผลกระทบจากการระบาดก็เข้าจู่โจมมอนเตเบร์เดอย่างฉับพลันและรุนแรง อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวคือตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจหลักของคอสตาริกา จากข้อมูลของ Luis Jara โฆษกประจำคณะกรรมการการท่องเที่ยวคอสตาริกา ในปี 2019 จีดีพีของประเทศประมาณร้อยละ 8 – 9 มาจากการท่องเที่ยว และสำหรับมอนเตเบร์เดมันคือแรงขับเคลื่อนเดียวที่มี

ในปี 2019 ภูมิภาคนี้สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวได้ถึง 250,000 คน ส่วนใหญ่มาจากสหรัฐอเมริกา แคนาดา และยุโรป นักดูนก นักผจญภัยสายอนุรักษ์ (คนท้องถิ่นอ้างว่ากิจกรรมโหนสลิงหรือ Zipline เกิดขึ้นที่นี่) และนักศึกษาต่างชาติต่างก็หลั่งไหลมาเพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์จากภูมิภาคที่ครั้งหนึ่ง New York Times เคยตั้งฉายาให้ว่า “เส้นทางแสวงบุญแห่งธรรมชาติ”

แผนที่ป่าหมอกแห่งมอนเตเบร์เด https://goo.gl/maps/QiwRHvndoYedPnSb9

ป่าดงดิบบนยอดเขาแห่งนี้คือสถานที่ที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูงมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ซึ่งระบบนิเวศแบบนี้เองก็เหลืออยู่เพียงไม่กี่แห่ง ภายในม่านหมอกคือบ้านของนกกว่า 400 สายพันธุ์ ตีคร่าว ๆ เป็นครึ่งหนึ่งของสายพันธุ์นกทั้งหมดในคอสตาริกา ทั้งยังเป็นป่าที่รวบรวมสายพันธุ์กล้วยไม้เอาไว้มากที่สุด เช่นเดียวกับสายพันธุ์ต้นไม้ที่ก็หลากหลายไม่แพ้กัน คนรักธรรมชาติทั้งหลายต่างก็มาที่นี่เพื่อดูพืชพันธุ์และสัตว์ป่าที่หาไม่ได้จากมุมอื่นของโลก

การจากไปของนักท่องเที่ยวอย่างกะทันหันทำให้ประชากรส่วนใหญ่ขาดรายได้ที่มั่นคง “มันต่างกับช่วงโลว์ซีซันอย่างสิ้นเชิง” David Rodrigues ไกด์เดินป่าและนักชีววิทยาที่พึ่งกลับมาจากทัวร์ส่องนก กล่าวในวันที่ 18 มีนาคม วันที่คอสตาริกาประกาศปิดชายแดนของตน งานทั้งหมดในอนาคตของเขาถูกยกเลิก และเสริมว่า “ถ้าเป็นโลว์ซีซัน คุณรู้ว่าไฮซีซันกำลังมา แต่นี่คือการหยุดอย่างสมบูรณ์ที่มองไม่เห็นปลายทาง”

นวันที่ 5 พฤษภาคม คอสตาริกาที่มีประชากรอยู่ห้าล้านคนมียอดผู้ป่วยยืนยันอยู่ที่ 739 ราย ยอดผู้เสียชีวิต 6 ราย ส่วนผู้ป่วยที่กำลังได้รับการรักษาก็มีแนวโน้มที่ลดลง หลายคนยกความดีให้กับการจัดการอันรวดเร็วของรัฐบาล หลังประธานาธิบดี Carlos Alvarado Quesada ออกมาประกาศสถาณการณ์ฉุกเฉินในวันที่ 16 มีนาคม พร้อมปิดโรงเรียน ชายหาด อุทยานแห่งชาติ และชายแดน ในขณะที่ตอนนั้น ยอดของผู้ติดเชื้อยังอยู่ที่ตัวเลข 2 หลัก

แม้หลังจากนี้ มาตรการต่าง ๆ จะยกเลิกไป แต่ผลกระทบต่อเศรษฐกิจก็คงลากยาวไปอีกสักใหญ่ “การท่องเที่ยวจะค่อย ๆ กลับมาทีละนิด ทีละนิด” Heidy Perez Brave ผู้อำนวยการกรมการท่องเที่ยวแห่งมอนเตเบร์เดกล่าว “เรามีโครงสร้างพื้นฐานไว้รองรับการท่องเที่ยวมากเกินไป ทุกแห่งคงจะไม่เต็มไปอีกสักพัก”

มันเป็นความจริงที่ยากจะยอมรับ เพราะในช่วงสองสามปีที่ผ่านมาการท่องเที่ยวเจริญขึ้นมากอย่างที่หวังกันไว้ หลังการดิ่งเหวในช่วงภาวะเศรษฐกิจถดถอยครั้งใหญ่เมื่อปี 2008 และในปี 2019 ภาคอุตสาหกรรมนี้ก็โตขึ้นถึงร้อยละ 4 ดังนั้นประมาณการของปี 2020 จึงถูกตั้งให้สูงขึ้นไปกว่านั้น “การท่องเที่ยวคือส่วนที่มีผลต่อเศรษฐกิจมากที่สุดจนกระทั่งหนึ่งเดือนก่อน เส้นทางการฟื้นฟูในครั้งนี้อาจจะยาวไกลกว่าสิ่งพวกเราเคยเจอเมื่อปี 2008 เสียอีก” Gerardo Corrales ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจและศาสตราจารย์ประจำมหาวิทยาลัย Lead แห่งคอสตาริกากล่าว

วิกฤติครั้งนี้เป็นเสมือนดาบสองคมสำหรับคนท้องถิ่น รวมถึง Laura Mora แม่ครัวประจำร้านอาหารยอดนิยมอย่าง La Cuchara de la Abuela “ฉันกลัวว่านักท่องเที่ยวจะไม่กลับมา แต่ก็กลัวว่าพวกเขาจะกลับมาพร้อมกับไวรัส” เธอกล่าว การระบาดในมอนเตเบร์เดคือหายนะสำหรับศูนย์พยาบาลพื้นฐานของชุมชนซึ่งมีไว้สำหรับชาวบ้านส่วนใหญ่ที่ไม่เงินมากพอจะไปหาหมอเอกชน ภายในศูนย์มีเพียงคลินิกรัฐขนาดเล็กและไม่มีห้องดูแลผู้ป่วยหนัก (ICU)

เพื่อบรรเทาแรงกดดันทางเศรษฐกิจ ในวันที่ 10 เมษายน รัฐบาลกลางได้เปิดตัว โครงการ Bono Proteger เพื่อจ่ายเงินชดเชยจำนวน 220 เหรียญดอลลาร์สหรัฐต่อเดือน (เป็นเวลาสามเดือน) ให้แก่ผู้ที่สูญเสียรายได้ เพราะผลกระทบจากการระบาดใหญ่ เงินชดเชยต่อเดือนนี้เทียบเท่ากับจำนวนเงินหนึ่งในสามไปจนถึงครึ่งหนึ่งของเงินเดือนเฉลี่ยในมอนเตเบร์เด ในหนึ่งสัปดาห์ มีประชาชนยื่นคำร้องถึง 400,000 คนทั่วประเทศ แต่ “ในเมืองอย่างมอนเตเบร์เดที่การท่องเที่ยวคือเศรษฐกิจ ความช่วยเหลือสามเดือนอาจไม่เพียงพอ มันเป็นแค่จุดเริ่มต้น [ของสิ่งที่ผู้คนต้องการ]” David Landergren Castro ที่ปรึกษาทางการเงินและผู้เชี่ยวชาญด้านธุรกิจขนาดกลางและเล็กของประเทศ กล่าว

“ในท้ายที่สุด ความช่วยเหลือจะหมดลงและเราจะต้องดิ้นรนกันต่อ” Shanon Smith เจ้าของร้าน Taco Taco ที่ปกติมักจะอัดแน่นไปด้วยลูกค้าในช่วงนี้ของปีคาดการณ์ “เมื่อไหร่ที่เราเริ่มขยับได้อีกครั้ง เราจะต้องโฟกัสในเรื่องการซื้อและแบ่งปันทรัพยาการภายในท้องถิ่นให้ดี”

รักษาความเป็นท้องถิ่น

ซึ่งความพยายามบางอย่างก็เริ่มดำเนินการไปแล้ว ผลิตภัณฑ์ในท้องถิ่นหลั่งไหลเข้าไปในกลุ่มสนทนาของแอปพลิเคชัน WhatsApp เช่นเดียวกับการเกษตรขนาดเล็กซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นวิถีชีวิตของผู้คนก็ยังกลายมาเป็นเครื่องมือในการเอาชีวิตรอด ก่อนหน้าการปิดพื้นที่ เมล็ดพันธุ์ในร้านอุปกรณ์การเกษตร Las Chutas ยกเว้นถั่วและผักชีนั้นขายดีจนหมดเกลี้ยง เพราะทุกคนต่างก็รีบทำสวนของตน

ที่ Belmar Hotel กิจการโรงแรมที่ดำเนินการโดยครอบครัวมานานกว่า 35 ปี โรงแรมที่ขึ้นชื่อว่าหรูหราที่สุดในหุบเขาก็ยังเปิดให้บริการแค่สวนออร์แกนิกเท่านั้น พนักงานกว่า 75 ชีวิตถูกเลิกจ้าง พวกเขาได้แต่หวังว่าจะมีรายได้เข้ามาบ้างจากการขยายสวนและขายผลผลิตให้ชุมชน

มอนเตเบร์เด, การท่องเที่ยว, ผลกระทบจากโควิด-19, โควิด-19
องค์กรกาชาดใน SANTA ELENA นั้นเป็นเพียงหน้าด่านเล็ก ๆ ที่คอยสนับสนุนคลินิกของรัฐในเรื่องของการดูแลขั้นพื้นฐานและเหตุฉุกเฉิน
ภาพ: MAURICIO VALVERDE ARCE

“เรามีทุนสำรองอยู่สองสามเดือนสำหรับค่าใช้จ่ายจำเป็นอย่างการดูแลรักษาและความปลอดภัย ซึ่งนับว่าเราโชคดี แต่เราก็ไม่เคยอยู่ในจุดที่รายรับเท่าศูนย์มาก่อน” Pedro Balmar ผู้จัดการทั่วไปของโรงแรม กล่าว

เช่นเดียวกับโรงแรม Belmar กิจการฟาร์มเองก็กำลังมองหาช่องทางในการขายผลิตผลของตน ในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา ผู้นำชุมชนได้เปิดตัวช่องทางออนไลน์ Econexiones ที่มาช่วยจัดระเบียบและโปรโมตสินค้าจากมอนเตเบเดร์หรือที่ผลิตในมอนเตเบร์เด ความพยายามนี้คือการสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้คนว่าเงินที่พวกเขาใช้จ่ายนั้นจะหมุนเวียนอยู่ในชุมชน และจะไม่มีฟาร์มไหนขายใบโหระพาและผักกาดเหมือน ๆ กัน “พวกเรากำลังช่วยให้ผู้ผลิตในท้องถิ่นที่เคยจัดหาวัตถุดิบให้แก่ร้านอาหารและโรงแรมได้เชื่อมต่อกับชุมชน” Selena Avendaño ผู้ประสานประจำโครงการและหัวหน้าฝ่ายโครงการริเริ่มชุมชนแห่งสถาบันมอนเตเบร์เด องค์กรไม่แสวงหาผลกำไรที่ผลักดันเรื่องความยั่งยืนกล่าว “เราพยายามจะกระตุ้นเศรษฐกิจในส่วนที่สมควรจะขยับอย่างอาหาร”

เริ่มใหม่อีกครั้ง

หลายคนบอกว่าวิกฤติตอนนี้ทำให้ปัญหาเรื่องการพึ่งพาการท่องเที่ยวที่มากเกินไปเด่นชัดขึ้น “สามสิบปีที่แล้วมอนเตเบร์เดส่วนใหญ่เป็นฟาร์มโคนมซึ่งริเริ่มโดยพวกพวกเควกเกอร์” José Luis Vargas ชาวเมืองมอนเตเบร์เดแท้ ๆ และผู้ร่วมก่อตั้ง Life Monteverde สหกรณ์กาแฟแบบยั่งยืนอธิบาย “ในตอนนั้น พวกเรากลุ่มหนึ่งได้ร่วมกันทำโครงการที่เรียกว่า Monteverde 2020 เพื่อเปลี่ยนรูปแบบของเศรษฐกิจด้วยการหันไปเน้นเรื่องการอนุรักษ์และการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ” แนวคิดคือให้การท่องเที่ยวเข้ามาเป็นตัวเลือกที่นอกเหนือจากฟาร์มโคนม ปัจจุบัน การล่มสลายของอุตสาหกรรมบีบบังคับให้พวกเขาต้องคิดหาหนทางอีกครั้ง

การเริ่มต้นจากศูนย์อาจเป็นท่อนซ้ำในเพลงที่หลายคนคุ้นเคย Oscar Chacón และ Angela Acuña ย้ายจากเวเนซุเอลามามอนเตเบร์เดเพื่อหนีจากความวุ่นทางเศรษฐกิจและการเมืองของที่นั่น 20 ปีที่ผ่านมา พวกเขาต้องเริ่มต้นชีวิตใหม่นับครั้งไม่ถ้วน Chacón มาถึงคอสตาริกาด้วยเงิน 70 เหรียญในกระเป๋าสตางค์ และในเดือนธันวาคมที่ผ่านมา เขาและ Acuña พึ่งจะเปิดร้านกาแฟและเบเกอรี่ที่ชื่อว่า Zucarro Café

ตอนที่ทุกอย่างปิดลง สามีภรรยาคู่นี้ปรับตัวอย่างรวดเร็วด้วยการลดการผลิตของร้านลงร้อยละ 80 และกระจายขนมปังของพวกเขาไปตามร้านขายของชำ “ประสบการณ์ในเวเนซุเอลาสอนให้ฉันรับมือกับวิกฤติในครั้งนี้ ฉันพร้อมใส่นวมและสู้กับมัน” Acuña กล่าว “แต่ยังไงพวกเราก็ทำได้แค่สู้กันไปวันต่อวัน”

ในตอนนี้ พวกเขาก็ยังคงเปิดร้านอนยู่ “แม้ของเราจะน้อยแต่มันก็สดใหม่ เราไม่ใช่แค่ร้านคาเฟ่สำหรับนักท่องเที่ยว” Chacón พูดขณะถูมือกับเจลล้างมือ “ถ้าเราสามารถจัดหาให้ชุมชน ชุมชนก็จะจัดหาให้เรา”

เรื่อง: Reena Shah
ภาพ: Mauricio Valverde Arce


เรื่องอื่นๆ ที่น่าสนใจ : กระแสการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนท่ามกลางกระแสพายุโควิด-19

เรื่องแนะนำ

รวมช่องทาง Virtual Tour: สถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ, อุทยาน, ดำน้ำ จากทั่วโลก

เทคโนโลยีโลกเสมือนจริง (Virtual Reality) ที่ให้บรรยากาศจำลองสภาพแวดล้อมจริงหรือสภาพแวดล้อมจากจินตนาการผ่านการสร้างหรือบันทึกภาพเสมือนกำลังเข้ามามีบทบาทในชีวิตมนุษย์มาขึ้นเรื่อยๆ และนับตั้งแต่การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 การท่องเที่ยวเสมือนจริง ( Virtual Tour ) เริ่มเป็นที่พูดถึงมากขึ้นเนื่องจากสภาวะที่ผู้คนนับล้านจำเป็นต้องกักตัวอยู่บ้านเพื่อลดการแพร่เชื้อไวรัส แต่ในขณะเดียวกันก็ยังต้องการรับประสบการณ์ใหม่ๆ จากการท่องเที่ยว การท่องเที่ยวเสมือนจริงนั้นสามารถทำได้จากหน้าจอในบ้านและทำได้หลากหลายรูปแบบ โดยเราได้รวบรวมรวมช่องทาง Virtual Tour เหล่านี้เอาไว้ในหลากหลายธีม ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ, อุทยาน หรือแม้แต่การดำน้ำ ที่โดดเด่นจากจากทั่วโลก Virtual Tour อุทยานรอบโลก ภูเขาเอเวอเรสต์ ประเทศเนปาล สำรวจและปีนเขาเอเวอเรสต์จากเบสแคมป์ฝั่งใต้ในเนปาลไปกับความสูง 5,380 เมตร ด้วยภาพเสมือนจริงมุมมอง 360 องศารอบทิศทาง ผ่านมุมมองจากแผนที่เสมือนจริงและการมองแบบสามมิติที่หมุนได้ โดยคุณสามารถชื่นชมยอดเขาสูง 8,848 เมตรได้ ทั้งหมดนี้สามารถเพียงแค่คลิกไอคอนรูปมนุษย์ (Google Earth) และวางไปในจุดที่คุณต้องการ ก็สามารถสำรวจบรรยากาศของภูเขาได้ในระดับพื้นผิว Google map: https://www.google.co.uk/maps/about/behind-the-scenes/streetview/treks/the-worlds-highest-peaks/ Google Earth: https://earth.google.com/web/@27.98395142,86.93155683,8219.93855301a,12857.37162339d,35y,-143.42154901h,54.94065347t,0r ภาพถ่าย 360 องศา: https://www.airpano.com/360photo/Everest-Nepal/  อุทยานแห่งชาติจางเจียเจี้ย (Zhangjiajie National […]

การขี่ม้า ร่องรอยทางวัฒนธรรมที่เหลืออยู่บนเกาะสวรรค์

พบกับ คนเลี้ยงม้ารุ่นสุดท้าย แห่งดินแดนเฟรนช์โพลินีเซีย ที่ยังคงรักษา การขี่ม้า ที่มีประวัติความเป็นมาอันยาวนานให้คงอยู่บนเกาะที่พวกเขาเรียกว่าบ้าน เป็นเวลากว่าศตวรรษ ที่ชาวมาร์เคซันได้รักษามรดกทางธรรมชาติของพวกเขาเอาไว้ รวมไปถึงวัฒนธรรมท้องถิ่นที่เป็นเอกลักษณ์อย่าง การขี่ม้า เกาะมาร์เคซัสเป็นส่วนหนึ่งของดินแดนเฟรนช์โพลินีเซีย ที่นี่ คุณจะไม่พบบังกะโลที่สร้างอยู่เหนือผิวน้ำ หรือลากูนสีเทอร์ควอยส์ อยู่บนเกาะทั้ง 12 เกาะ หกเกาะจากทั้งหมดยังไม่มีมนุษย์อยู่อาศัย ภาพภูเขาสีเขียวครึ้มตัดกับสีน้ำทะเลเป็นทัศนีภาพอันโดดเด่นของเกาะมาร์เคซัส นอกจากมรดกทางธรรมชาติอันล้ำค่าแล้ว ชาวมาร์เคซันยังคงรัษาประเพณีท้องถิ่นไว้อย่างดี ทั้งเรื่องการสักลาย การเต้นรำ ภาษา และการขี่ม้า ม้าได้ถูกนำเข้ามายังเกาะอัวฮูกาในช่วงกลางศตวรรษที่สิบเก้า เป็นของขวัญจากพลเรือเอก Abel Dupetit-Thouars ชาวฝรั่งเศส ที่นำม้ามาจากชิลี ชาวเกาะได้ดูแลเลี้ยงม้าเป็นอย่างดี และใช้ม้าเป็นยานพาหนะเดินทางบนเกาะ ม้ายังช่วยส่งเสริมการล่าสัตว์ป่าของชาวเกาะให้มีประสิทธิภาพดีขึ้น ทั้งหารล่าแพะและหมูป่า ซึ่งพวกเขานำมาปรุงเป็นอาหารด้วยกรมมวิธีท้องถิ่นที่ทำให้เนื้อสัตว์สุกอย่างช้าๆ ด้วยการอบร้อนในเตาที่ฝังไว้ใต้ดิน หรือที่เรียกว่า อูมู (ชมภาพการปรุงอาหารแบบท้องถิ่นได้ ที่นี่) นอกจากเนื้อสัตว์ที่ล่ามาได้ ชาวเกาะยังมีอาหารประเภทอื่นให้เลือกสรรทั้งผลไม้ อย่างมะพร้าว มะม่วง และผลไม้เขตร้อนชนิดต่างๆ รวมถึงวัตถุดิบจากท้องทะเล ชาวมาร์เคซัน “มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีโดยไม่ต้องพึ่งพาแผ่นดินใหญ่” Julien Girardot ช่างภาพ เล่าและเสริมว่า ทุกวันนี้ ด้วยการพัฒนาของถนนและการเข้ามาของรถยนต์ “ชาวมาร์เคซันส่วนใหญ่ขับรถกระบะสัญชาติญี่ปุ่นไปจ่ายตลาด […]

สะพายเป้คู่ใจตะลุยแดนน้ำตกแห่งเอเชีย ช่วงหน้าร้อนนี้

เอเชีย ถือเป็นดินแดนที่มีธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ ทุกประเทศในแถบเอเชียล้วนมีแหล่งท่องเที่ยวที่เป็นเอกลักษณ์ น้ำตกในเอเชีย เอเชีย เป็นทวีปที่มีพื้นที่มากที่สุดและมีภูมิภาคมากถึง 51 ภูมิภาค มีเทือกเขาสูงที่เกิดจากการโก่งตัวของหิน และยังมีในส่วนของที่ราบต่ำซึ่งเกิดจากการทับถมของดินตะกอนในแม่น้ำ โดยความกว้างใหญ่ของทวีปเอเชียทำให้ในแต่ละพื้นที่มีอากาศที่แตกต่างกัน ทั้งอากาศร้อนชื้น อบอุ่น และเย็น น้ำตกในเอเชีย สำหรับใครที่ยังไม่มีแผนเที่ยวในช่วงวันหยุดยาวนี้ ลองหากระเป๋าเป้ดีๆ สักใบ และออกไปท่องแหล่งธรรมชาติอันงดงามของเอเชียซึ่งมีสิ่งที่น่าดึงดูดใจอีกมากมาย ทั้งวัฒนธรรมอันแปลกใหม่ของแต่ละท้องถิ่น สิ่งมหัศจรรย์ทางธรรมชาติอันน่าทึ่ง รวมไปถึงวัดหรือแหล่งสถาปัตยกรรมแบบโบราณอันวิจิตรบรรจงซึ่งสืบต่อกันมาเป็นเวลานานหลายร้อยปี หากพูดถึงแหล่งธรรมชาติอุดมสมบูรณ์คงหนีไม่พ้นทวีปเอเชีย ซึ่งทาง เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ได้รวบรวมน้ำตกที่อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากประเทศไทย เพื่อทำให้การท่องเที่ยวช่วงวันหยุดของคุณไม่น่าเบื่ออีกต่อไป น้ำตกตาดกวางสี (Kuang Si Falls) – สปป. ลาว ลาวมีแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติอันน่าทึ่งอย่างน้ำตกตาดกวางสี ซึ่งเป็นน้ำตกที่ได้รับความนิยมมากที่สุดแห่งหนึ่งในโลก เรียกได้ว่าหากมีโอกาสมาเยือน สปป. ลาว ก็ไม่ควรพลาดชมแหล่งต้นน้ำอันสูงชันของชั้นหินที่เรียงซ้อนกันอย่างสวยงามราวกับถูกจับวางเป็นอย่างดี นอกจากนี้ น้ำตกตาดกวางสียังเป็นแหล่งดึงดูดนักท่องเที่ยวมากที่สุดของประเทศซึ่งอยู่ใกล้กับหลวงพระบาง ดังนั้น คุณสามารถใช้บริการรถรับ-ส่ง เพื่อช่วยประหยัดเวลาได้ อนึ่ง ทางอุทยานฯ น้ำตกตาดกวางสีอนุญาตให้มีการเล่นน้ำในบางพื้นที่เท่านั้น เคล็ดลับ: หากคุณต้องการหลีกเลี่ยงฝูงชน ควรไปในช่วงเวลาที่เหมาะสม คือช่วงเช้า นอกจากจะได้รับบรรยากาศดีๆ เวลายามเช้ายังเอื้อต่อการถ่ายภาพเก็บประสบการณ์อันน่าทึ่งและความสวยงามของน้ำตกแห่งนี้ […]