บันทึกการเดินทาง ของทะเล ที่ต้องเดินทางกลับประเทศไทยในช่วงการระบาดใหญ่

บันทึกการเดินทาง กลับบ้านของทะเล

หญิงสาวผู้รอนแรมไปยังอีกซีกโลกเพื่อค้นหาประสบการณ์ แต่ด้วยการระบาดใหญ่ทำให้การเดินทางกลับบ้านของเธอไม่ง่ายเหมือนเดิม เธอจึงเขียน บันทึกการเดินทาง ขึ้นมา เพื่อรำลึกความประทับใจ และบอกเล่าอารมณ์ที่เธอได้พบเจอระหว่างทาง

นี่คือ บันทึกการเดินทาง ของทะเล – เด็กหญิงในโครงการเยาวชนเอเอฟเอสเพื่อการศึกษาและแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมนานาชาติ ที่เดินทางไปแลกเปลี่ยนยังประเทศอาร์เจนตินา และเมื่อการแพร่ระบาดโรคโควิด-19 ทวีความรุนแรงไปทั่วโลก เธอจึงจำเป็นต้องเดินทางกลับประเทศไทยก่อนกำหนด

15.05.2020

สวัสดีจากเมืองกอร์โดบา ประเทศอาร์เจนตินา (ฮ่า ๆ ยังมีคนเขียนเปิดไดอะรี่แบบนี้อยู่อีกหรอ) เอาเป็นว่าวันนี้เป็นบันทึกวันสุดท้ายของปีแลกเปลี่ยนแล้ว ถึงเราจะอยู่ไม่ครบปีเพราะโควิด-19 ก็เถอะ ต้องบอกเลยว่าการมาอยู่ต่างประเทศว่ายากแล้ว เทียบไม่ได้เลยกับการต้องมาอยู่ในช่วงที่เกิดโรคระบาด ซึ่งถือเป็นประเด็น Hot Topic ของทุกคนบนโลก

ต้องขอย้อนไปเมื่อต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา รัฐบาลของอาร์เจนตินาได้มีประกาศให้ทุกคนกักตัวอยู่เเต่ในบ้านจนถึงสิ้นเดือน โดยที่สามารถออกจากบ้านได้ไม่เกิน 2 คน และอนุญาตให้ออกจากบ้านได้เพื่อไปซื้อของใช้จำเป็นเท่านั้น ความรู้สึกตอนนี้คงไม่ต่างอะไรกับฉากในภาพยนตร์อวสานมนุษย์เท่าไหร่นัก เพราะไม่ว่าจะบนถนน ร้านค้า หรือห้างฯ ต่าง ๆ แทบจะปิดกันหมด

ทั้งๆ ที่สัปดาห์ที่แล้วทุกคนยังใช้ชีวิตกันแบบปกติ เราได้แต่รอจนถึงสิ้นเดือนเพราะทางโครงการแลกเปลี่ยนต้องยุติ และทุกคนต้องกลับประเทศของตัวเองให้เร็วที่สุด ฟังแค่นี้ก็สัมผัสได้ถึงความน่าเบื่อแล้ว แต่ใครจะรู้ละว่ามันไม่ใช่แค่เดือนเดียวน่ะสิ!

ณ วันสุดท้ายของเดือนมีนาคม ความหวังว่าจะได้กลับบ้านก็คงต้องพับเก็บไปเมื่อรัฐบาลประกาศขยายการกักตัวออกไปจนถึงสิ้นเดือนเมษายน คราวนี้ความรู้สึกเริ่มเปลี่ยนไปทีละนิด ยิ่งสนุกก็ยิ่งเบื่อกว่าเดิม ยิ่งมองโลกในแง่ดีก็ยิ่งมองโลกในแง่ร้าย ความรู้สึกสับสนปนเปไปหมด อยากกลับบ้านแต่ก็อยากอยู่ต่อ แต่ก็ได้แต่รอ รอ รอไปเรื่อย ๆ

จนวันที่ 7 พฤษภาคม มีอีเมลเด้งขึ้นมาตอนเช้า (ซึ่งเป็นข้อความที่ปรารถนามาโดยตลอด ฮ่า ๆ) ว่าในที่สุดก็มีไฟล์ทเครื่องบินกลับบ้านสักที เป็นความโล่งใจที่หน่วง เพราะเราคงไม่ได้กลับมาที่นี่อีกสินะ!

วันนี้ผ่านไปอย่างเรียบง่าย ด้วยการทำ Asado มื้อใหญ่ และผัดไทยเนื้อที่เราทำเอง (ถ้าพูดง่าย ๆ Asado ก็คือการทำเมนูเนื้อย่าง วัฒนธรรมการกินของที่นี่จะนิยมทำเมนูนี้รับประทานกันทุกสุดสัปดาห์ โดยคนทำจะเป็นพ่อหรือผู้ชายในครอบครัว) เคล้าไปกับบทสนทนาที่เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะและความสนุกสนานเหมาะกับการเป็นมื้อสุดท้ายเสียจริง

มีคนเคยบอกว่า ‘น้ำตามักจะแกล้งเราเสมอ ยิ่งกลั้นไว้เท่าไหร่ ยิ่งไหลมากเท่านั้น’
คงไม่ต่างกับ ณ คืนนี้ ณ บ้านหลังนี้ ณ เมืองนี้

No te olvidaré, Córdoba
(I won’t forget you, Córdoba)

บันทึกการเดินทาง

16.05.2020

บรรยากาศช่วงเช้ามืดกับรถบนถนนที่บางตาไม่ได้ทำให้เปล่าเปลี่ยวเหมือนเคย แต่ให้ความรู้สึกเงียบสงบอย่างแปลกๆ เพลงที่ลอยมาจากวิทยุเปิดคลอเบาๆ ทำให้บรรยากาศไม่น่าอึดอัดสักเท่าไหร่ ไม่นานนักก็เจอกับเพื่อน ๆ คนไทยที่กำลังจะไปเมืองบัวโนสไอเรสด้วยกันในเช้านี้ ผ่านไปพักใหญ่รถบัสก็มาจอดตรงหน้า ทุกคนต่างร่ำลาโฮสต์ของตัวเอง และขึ้นรถเพื่อออกเดินทาง

บอกตามตรงว่าความรู้สึก ณ ตอนนั้นไม่ใช่ความเศร้า มันคือความยินดีกับทุกๆ ประสบการณ์ที่ผ่านมาตลอดเก้าเดือน แน่นอนว่ามันสิ้นสุดปีแลกเปลี่ยนแล้ว และปีนี้คือหนึ่งในเเชปเตอร์ที่ยังมีอีกมากมายรอเราอยู่ในอนาคต เพราะฉะนั้นจงยินดีและยิ้มให้กับเเชปเตอร์นี้ ที่อาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงต่างๆ ในอนาคตก็เป็นได้

 

เป็นเวลาร่วมสิบชั่วโมงบนรถบัสที่เดินทางจากเมืองกอร์โดบา สู่โรงแรมแห่งหนึ่งในกรุงบัวโนสไอเรส สภาพตอนนี้คงไม่ต่างกับคนอดนอนเท่าไหร่นัก เพราะเมื่อคืนเราใช้เวลาทั้งคืนในการดูหนังและคุยกับซิสแทบทั้งคืน แต่บนรถบัสกลับไม่สบายเอาเสียเลย อดหัวเสียไม่ได้ เพราะร่างกายตอนนี้ต้องการการพักผ่อนเหลือเกิน

เมืองหลวงในช่วงหัวค่ำมีบรรยากาศน่าแปลกตาไปมาก รถรางบางตาอย่างเห็นได้ชัด ผู้คนที่เดินไปมาแทบจะนับจำนวนได้ ทั้งที่เป็นคืนวันเสาร์แท้ ๆ แต่ก่อนจะได้คิดอะไรเรื่อยเปื่อยไปกว่านี้ รถบัสคันใหญ่ก็ได้หยุดลงตรงตึกแถวขนาดกลางตรงหน้า การเช็คอิน แตกต่างจากปกติไปนิดหน่อย เราต้องเว้นระยะห่างกันอย่างน้อย 1 เมตร และขึ้นลิฟต์ได้ครั้งละ 1 คน ห้องพักขนาดกลางสำหรับ 2 คน จัดว่าดีมากเลยทีเดียว (ความจริงแล้วเราย้ายไปนอนกับเพื่อน มีความวุ่นวายนิดหน่อย แต่ตราบใดที่เจ้าหน้าที่ไม่รู้ ก็ไม่เป็นไรใช่ไหมล่ะ ฮ่าๆ )

ค่ำคืนวันนี้ผ่านไปพร้อมกับบทสนทนาเสียงดังและเสียงหัวเราะของเพื่อน ๆ ที่ไม่ได้เจอกันมาแรมปี เรียกได้ว่าแทบจะไม่มีความเงียบเลยก็ได้ จนเจ้าหน้าที่นอนไม่หลับเลยทีเดียว เราก็เลยต้องแยกย้ายกลับห้องตัวเองไป ฮ่าๆ ใช้เวลาไม่นานในการจัดการธุระส่วนตัวก็ได้เวลานอนในที่สุด พร้อมกับความตื่นเต้นที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ

17.05.2020

เสียงนาฬิกาปลุกที่น่ารำคาญที่สุดในโลกดังขึ้นเพื่อปลุกทุกคนในห้อง (และเพื่อนข้างห้อง) ในยามเช้า วันนี้พวกเราจะต้องตรวจสุขภาพเเละขอใบรับรองแพทย์ที่ยืนยันว่ามีสุขภาพเหมาะสมต่อการเดินทางทางอากาศ (fit to fly) สำหรับใช้เป็นเอกสารยืนยันก่อนการขึ้นเครื่องบินเพื่อกลับเข้าไทย ผ่านไปสักพักใหญ่ก็ถึงคิวเราแล้ว การตรวจสุขภาพผ่านไปได้ด้วยดี เริ่มตั้งเเต่การวัดความดัน ตรวจลำคอ และทดสอบการดมกลิ่น หลังจากนั้นเราลงไปที่ล็อบบี้ของโรงแรมเพื่อกรอกเอกสารสำคัญต่าง ๆ ที่ทางสถานทูตไทยจัดเตรียมไว้ให้สำหรับประกอบการเดินทางเข้าไทย

บรรยากาศวันนี้ดำเนินไปอย่างสบาย ๆ เพราะเรียกได้ว่าแทบจะทุกคน (รวมถึงเราด้วย) ได้สั่งอาหารเดลิเวอรี่มากินอย่างเอร็ดอร่อย ไม่ว่าจะเป็นอาหารเกาหลี อาหารญี่ปุ่น หรือเบอร์เกอร์ก็ตาม นับว่าการกินอาหารที่คุ้นเคยถือเป็นความสุขอย่างหนึ่งจริงไหมล่ะ

บันทึกการเดินทาง

ใบไม้ที่เปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลทั่วทั้งต้นซึ่งมองเห็นได้จากริมหน้าต่าง พร้อมกับลมเย็นที่พัดเบาบางช่วงหัวค่ำทำให้บรรยากาศในตอนนี้ช่างน่านอนเหลือเกิน ด้วยความที่วันนี้อากาศดีมากจนแทบไม่ต้องเปิดแอร์ เรากับเพื่อนที่นั่งกินซูชิไปพลาง ๆ พร้อมกับดู Youtube ไปด้วยก็เริ่มง่วงกันแล้ว (ความจริงแล้วหมอนและผ้าห่มของโรงแรมเพิ่มความง่วงให้เราได้ 50%) เราเลยตัดสินใจว่าคงต้องนอนกันสักพัก เพราะพวกเราจะต้องออกจากโรงแรมตอนตี 3 เพื่อเดินทางไปยังสนามบิน คงจะไม่ดีเท่าไหร่ถ้าเราไม่พักผ่อนเสียตั้งแต่ตอนนี้ ก็ได้ ๆ แต่หวังว่าคงจะไม่หลับยาวจนลืมตื่นนะ ฮ่า ๆ

อ่านต่อหน้า 2

เรื่องแนะนำ

ชีวิตการผจญภัยที่อยู่บนเส้นเชือก

Outdoors DNA กลุ่มคนที่รักการปีนเขาอยู่ในดีเอ็นเอ หากคุณเป็นคนหนึ่งที่ชื่นชอบภาพยนตร์แนวแอ็กชันผจญภัย สิ่งหนึ่งที่มักเห็นในฉากภาพยนตร์เสมอคือการผจญภัยแบบสุดขั้ว ทั้งการปีนเขาแบบใช้เชือกโรยตัว การกางเต็นท์นอนในแดนหิมะ เดินลุยในป่ารกชัฎ นอนเต็นท์แคร่ริมผา (Portal-edge) ซึ่งหลายคนอาจนึกว่า กิจกรรมสุดโหดแบบนั้นคงมีแค่ชาวต่างชาติที่สามารถเข้าถึงได้ แต่สำหรับประเทศไทย เราพบว่ามีกลุ่มคนที่หลงใหลการเล่นเชือกผูกเงื่อน ปีนเขา โรยตัว นอนริมหน้าผาสูง และลุยหิมะบ้างในกรณีที่ผจญภัยในต่างประเทศ พวกเขาเรียกตัวเองว่า “ Outdoors DNA ” ซึ่งถือเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวแนวผจญภัยที่น่าจับตาที่สุดในตอนนี้ กองบรรณาธิการออนไลน์ เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย มีโอกาสพูดคุยกับ คุณวิน – นวิน ฟูทวีมั่งทรัพย์ หนึ่งในผู้ก่อตั้งกลุ่มOutdoors DNA พวกเขามีแนวคิดเรื่องการท่องเที่ยวแบบผจญภัยที่สร้างประโยชน์ให้แก่สังคมส่วนรวมได้อย่างน่าสนใจทีเดียว “จุดเริ่มต้นของการก่อตั้งกลุ่มท่องเที่ยวขึ้นเพราะ ผมและพี่ดี้ – ศรีพงษ์   พรรณ์แผ้ว เป็นผู้รักการผจญภัย เขากับพี่หนุ่ม – ทิพากร วิชชุรังษี เคยคุยกันว่าอยากทำเฟซบุ๊กแฟนเพจเกี่ยวกับการท่องเที่ยวแบบผจญภัย เพราะนอกเหนือจากเดินป่าแล้ว ยังมีเรื่องของการปีนเขา (Mountaineering) ที่น่าสนใจ ซึ่งในตอนนั้นก็วางแผนจะไปเที่ยวอินเดียด้วยกัน” คุณวินเล่าถึงจุดเริ่มต้นให้เราฟัง เมื่อมีโอกาสคุยกันก็พบว่า พวกเรามีแนวทางในการท่องเที่ยวคล้าย ๆ […]

ความยากลำบากที่นักสำรวจต้องเผชิญในถ้ำซิสเตมาอวตลา

ความยากลำบากที่นักสำรวจต้องเผชิญในถ้ำซิสเตมาอวตลา 26 มิถุนายน ปี 2018 นักสำรวจทีมหนึ่งมุ่งหน้าไปยังจุดหมายปลายทาง นั่นคือพื้นที่ที่ยังไม่มีใครสำรวจของถ้ำซิสเตมาอวตลา (Sistema Huautla) ในประเทศเม็กซิโก ซิสเตมาอวตลาได้ชื่อว่าเป็นระบบถ้ำที่ลึกที่สุดในซีกโลกตะวันตกและมีประวัติศาสตร์ความเป็นมายาวนาน ความลึกลับซับซ้อนของระบบถ้ำนี้เป็นที่มาของชื่อเสียงที่อาจกล่าวได้ว่าเป็นถ้ำที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก ขอเชิญคุณผู้อ่านร่วมสำรวจไปกับพวกเขา ผ่านมุมมองของกล้องโกโปรที่ทุกการเคลื่อนไหว และอุปสรรคจะทำให้คุณต้องแทบกลั้นหายใจตาม เมื่อตอนที่ทีมสำรวจลงไปยังพื้นถ้ำได้สำเร็จแล้ว ปรากฏว่าฝนดันตกหนักลงมา ยิ่งทำให้ภารกิจสำรวจเป็นไปอย่างลำบากมากขึ้น ทว่าท่ามกลางอันตรายของการสำรวจถ้ำ ในที่สุดพวกเขาก็ค้นพบทางออก และรอดตายมาแบ่งปันเรื่องนี้ให้เราฟัง บรรยากาศภายในถ้ำจะเป็นอย่างไรลองไปชมกัน…   อลังการถ้ำคริสทัล

แคมปิ้งกลางนา เดินป่ากับช้าง

หลังฤดูเก็บเกี่ยวเที่ยวได้ ช่วงฤดูหนาวหลายคนคงมีจุดหมายปลายทางอยากไปสัมผัสสายหมอกและอุณหภูมิเย็นฉ่ำ ณ ดงดอยสักแห่งทางภาคเหนือ พวกเราเองก็เช่นกัน แต่บางครั้งก็อาจตามมาด้วยภาพคลาคล่ำของนักท่องเที่ยวที่ต่างพากันมุ่งหน้ามาดื่มด่ำบรรยากาศกันอย่างแน่นขนัด จนอุทยานแห่งชาติฯ หรือสถานที่กางเต็นท์มีชื่อหลาย ๆ แห่งรองรับนักท่องเที่ยวไม่ไหว จะดีแค่ไหนหากลองมองหาสถานที่ท่องเที่ยวนอกกระแส หรือต่างช่วงเทศกาลดูบ้าง เพื่อให้เราได้เข้าใกล้ธรรมชาติ และใช้เวลาค่อย ๆ ซึมซับเรื่องราวระหว่างรายทางได้อย่างละเมียดละไม ปลายฤดูกาลแห่งการเก็บเกี่ยว หมู่บ้านห้วยบง “ห้วยบง Elephant Homestay” ในอำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ ต้อนรับเรา (ทีมงานเนชั่นแนลจีโอกราฟิค ฉบับภาษาไทย) ด้วยบรรยากาศของธรรมชาติอันแสนเงียบสงบ พร้อมลมที่หอบนำความเย็นมาปะทะผิว ช่วงที่เรามาเยือนนี้ ตรงกับต้นเดือนธันวาคม ซึ่งเป็นเวลาชาวบ้านได้ลงมือเก็บเกี่ยวข้าวดอยไปจนหมดแล้ว จึงเหลือแต่ตอซังข้าวสีเหลืองบนแปลงนาที่ทอดยาวไปจนจรดตีนเขา โดยข้าวดอยนี้ชาวบ้านจะปลูกแค่ปีละครั้งเท่านั้น เพื่อเก็บไว้กินในครัวเรือน ยาวไปจนกว่าจะถึงฤดูกาลทำนาครั้งใหม่ในปีหน้า จากจุดประสงค์แรกของทีมงาน คือ การมาลงพื้นที่เพื่อช่วยชาวบ้านห้วยบง ซึ่งเป็นหมู่บ้านเลี้ยงช้างมาตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษ ในเรื่องการทำหมู่บ้านให้เป็นแหล่งท่องเที่ยววิถีชุมชน แต่ด้วยงบประมาณที่มีค่อนข้างจำกัดทำให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างช้า ๆ ประกอบกับสถานการณ์โควิด-19 ทำให้นักท่องเที่ยวต่างชาติไม่สามารถมาเที่ยวได้ ขณะที่ชาวบ้านและช้างยังต้องกินต้องใช้ ดังนั้นครั้งนี้พวกเราจึงขอเป็นนักท่องเที่ยวออกสำรวจศักยภาพชุมชน เพื่อนำประสบการณ์ที่ได้พบเจอนั้นกลับไปบอกเล่าว่า นอกเหนือจากการเป็นหมู่บ้านช้างกลางหุบเขาแห่งแม่แจ่ม ที่นี่ยังมีกิจกรรมการท่องเที่ยวอะไรอีกที่น่าสนใจบ้าง ในที่สุดก็ได้พบว่าหลังจากฤดูเกี่ยวข้าวดอย เราสามารถเที่ยวได้เหมือนที่อื่น ๆ อย่างการแคมปิ้ง หรือกางเต็นท์นอนในนา ซึ่งเป็นประสบการณ์ใหม่ที่เชื่อว่าหลายคนไม่เคยทำ […]

ชัยวรมันที่ 7 ณ บ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี

ตะลึง! อำนาจเกรียงไกร ชัยวรมันที่ 7 ณ บ้านโป่ง ชัยวรมันที่ 7 (พ.ศ. 1724 – 1763) แม้จะเป็นวีรกษัตริย์ของชาวกัมพูชา ทว่า พระราชอำนาจของพระองค์เกรียงไกร พระราชอาณาเขตของพระองค์ยิ่งใหญ่และกว้างขวางกว่ากษัตริย์พระองค์ใดในอาเซียนทั้งหมด แม้แต่วีรกษัตริย์ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็น “ผู้ชนะสิบทิศ” หรือบุเรงนองกยอดินนรธา ก็มิอาจเทียบเท่าพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ทั้งอาณาเขต และสิ่งก่อสร้าง โดยเฉพาะศาสนสถานที่โลกตะลึง อย่างปราสาทบายน บันทายฉมาร์ ฯลฯ ล่าสุด ผมต้องอึ้งและทึ่งอีกครั้ง เมื่อพบว่ามีเมืองโบราณสำคัญในสมัยชัยวรมันที่ 7 อีกเมืองหนึ่ง ซึ่งอยู่ใกล้กรุงเทพมหานครกว่าเมืองใดๆ ไม่ว่าจะเป็น วิมายะปุระ (พิมาย) ศรีชัยสิงหปุระ (ปราสาทเมืองสิงห์) ฯลฯ ทว่า ผมเพิ่งเคยได้ยินชื่อ ศรีศัมพูกปัฏฏนะ (สี-สำ-พู-กะ-ปัด-ตะ-นะ) เป็นครั้งแรก ทั้งๆ ที่เมืองนี้ตั้งอยู่ห่างจากกรุงเทพฯ ไม่ถึง 80 กิโลเมตร หรือไม่ถึง 1 ชั่วโมง ทางรถยนต์ ปัจจุบัน ศรีศัมพูกปัฏฏนะ […]