บันทึกการเดินทาง ของทะเล ที่ต้องเดินทางกลับประเทศไทยในช่วงการระบาดใหญ่

บันทึกการเดินทาง กลับบ้านของทะเล

หญิงสาวผู้รอนแรมไปยังอีกซีกโลกเพื่อค้นหาประสบการณ์ แต่ด้วยการระบาดใหญ่ทำให้การเดินทางกลับบ้านของเธอไม่ง่ายเหมือนเดิม เธอจึงเขียน บันทึกการเดินทาง ขึ้นมา เพื่อรำลึกความประทับใจ และบอกเล่าอารมณ์ที่เธอได้พบเจอระหว่างทาง

นี่คือ บันทึกการเดินทาง ของทะเล – เด็กหญิงในโครงการเยาวชนเอเอฟเอสเพื่อการศึกษาและแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมนานาชาติ ที่เดินทางไปแลกเปลี่ยนยังประเทศอาร์เจนตินา และเมื่อการแพร่ระบาดโรคโควิด-19 ทวีความรุนแรงไปทั่วโลก เธอจึงจำเป็นต้องเดินทางกลับประเทศไทยก่อนกำหนด

15.05.2020

สวัสดีจากเมืองกอร์โดบา ประเทศอาร์เจนตินา (ฮ่า ๆ ยังมีคนเขียนเปิดไดอะรี่แบบนี้อยู่อีกหรอ) เอาเป็นว่าวันนี้เป็นบันทึกวันสุดท้ายของปีแลกเปลี่ยนแล้ว ถึงเราจะอยู่ไม่ครบปีเพราะโควิด-19 ก็เถอะ ต้องบอกเลยว่าการมาอยู่ต่างประเทศว่ายากแล้ว เทียบไม่ได้เลยกับการต้องมาอยู่ในช่วงที่เกิดโรคระบาด ซึ่งถือเป็นประเด็น Hot Topic ของทุกคนบนโลก

ต้องขอย้อนไปเมื่อต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา รัฐบาลของอาร์เจนตินาได้มีประกาศให้ทุกคนกักตัวอยู่เเต่ในบ้านจนถึงสิ้นเดือน โดยที่สามารถออกจากบ้านได้ไม่เกิน 2 คน และอนุญาตให้ออกจากบ้านได้เพื่อไปซื้อของใช้จำเป็นเท่านั้น ความรู้สึกตอนนี้คงไม่ต่างอะไรกับฉากในภาพยนตร์อวสานมนุษย์เท่าไหร่นัก เพราะไม่ว่าจะบนถนน ร้านค้า หรือห้างฯ ต่าง ๆ แทบจะปิดกันหมด

ทั้งๆ ที่สัปดาห์ที่แล้วทุกคนยังใช้ชีวิตกันแบบปกติ เราได้แต่รอจนถึงสิ้นเดือนเพราะทางโครงการแลกเปลี่ยนต้องยุติ และทุกคนต้องกลับประเทศของตัวเองให้เร็วที่สุด ฟังแค่นี้ก็สัมผัสได้ถึงความน่าเบื่อแล้ว แต่ใครจะรู้ละว่ามันไม่ใช่แค่เดือนเดียวน่ะสิ!

ณ วันสุดท้ายของเดือนมีนาคม ความหวังว่าจะได้กลับบ้านก็คงต้องพับเก็บไปเมื่อรัฐบาลประกาศขยายการกักตัวออกไปจนถึงสิ้นเดือนเมษายน คราวนี้ความรู้สึกเริ่มเปลี่ยนไปทีละนิด ยิ่งสนุกก็ยิ่งเบื่อกว่าเดิม ยิ่งมองโลกในแง่ดีก็ยิ่งมองโลกในแง่ร้าย ความรู้สึกสับสนปนเปไปหมด อยากกลับบ้านแต่ก็อยากอยู่ต่อ แต่ก็ได้แต่รอ รอ รอไปเรื่อย ๆ

จนวันที่ 7 พฤษภาคม มีอีเมลเด้งขึ้นมาตอนเช้า (ซึ่งเป็นข้อความที่ปรารถนามาโดยตลอด ฮ่า ๆ) ว่าในที่สุดก็มีไฟล์ทเครื่องบินกลับบ้านสักที เป็นความโล่งใจที่หน่วง เพราะเราคงไม่ได้กลับมาที่นี่อีกสินะ!

วันนี้ผ่านไปอย่างเรียบง่าย ด้วยการทำ Asado มื้อใหญ่ และผัดไทยเนื้อที่เราทำเอง (ถ้าพูดง่าย ๆ Asado ก็คือการทำเมนูเนื้อย่าง วัฒนธรรมการกินของที่นี่จะนิยมทำเมนูนี้รับประทานกันทุกสุดสัปดาห์ โดยคนทำจะเป็นพ่อหรือผู้ชายในครอบครัว) เคล้าไปกับบทสนทนาที่เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะและความสนุกสนานเหมาะกับการเป็นมื้อสุดท้ายเสียจริง

มีคนเคยบอกว่า ‘น้ำตามักจะแกล้งเราเสมอ ยิ่งกลั้นไว้เท่าไหร่ ยิ่งไหลมากเท่านั้น’
คงไม่ต่างกับ ณ คืนนี้ ณ บ้านหลังนี้ ณ เมืองนี้

No te olvidaré, Córdoba
(I won’t forget you, Córdoba)

บันทึกการเดินทาง

16.05.2020

บรรยากาศช่วงเช้ามืดกับรถบนถนนที่บางตาไม่ได้ทำให้เปล่าเปลี่ยวเหมือนเคย แต่ให้ความรู้สึกเงียบสงบอย่างแปลกๆ เพลงที่ลอยมาจากวิทยุเปิดคลอเบาๆ ทำให้บรรยากาศไม่น่าอึดอัดสักเท่าไหร่ ไม่นานนักก็เจอกับเพื่อน ๆ คนไทยที่กำลังจะไปเมืองบัวโนสไอเรสด้วยกันในเช้านี้ ผ่านไปพักใหญ่รถบัสก็มาจอดตรงหน้า ทุกคนต่างร่ำลาโฮสต์ของตัวเอง และขึ้นรถเพื่อออกเดินทาง

บอกตามตรงว่าความรู้สึก ณ ตอนนั้นไม่ใช่ความเศร้า มันคือความยินดีกับทุกๆ ประสบการณ์ที่ผ่านมาตลอดเก้าเดือน แน่นอนว่ามันสิ้นสุดปีแลกเปลี่ยนแล้ว และปีนี้คือหนึ่งในเเชปเตอร์ที่ยังมีอีกมากมายรอเราอยู่ในอนาคต เพราะฉะนั้นจงยินดีและยิ้มให้กับเเชปเตอร์นี้ ที่อาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงต่างๆ ในอนาคตก็เป็นได้

 

เป็นเวลาร่วมสิบชั่วโมงบนรถบัสที่เดินทางจากเมืองกอร์โดบา สู่โรงแรมแห่งหนึ่งในกรุงบัวโนสไอเรส สภาพตอนนี้คงไม่ต่างกับคนอดนอนเท่าไหร่นัก เพราะเมื่อคืนเราใช้เวลาทั้งคืนในการดูหนังและคุยกับซิสแทบทั้งคืน แต่บนรถบัสกลับไม่สบายเอาเสียเลย อดหัวเสียไม่ได้ เพราะร่างกายตอนนี้ต้องการการพักผ่อนเหลือเกิน

เมืองหลวงในช่วงหัวค่ำมีบรรยากาศน่าแปลกตาไปมาก รถรางบางตาอย่างเห็นได้ชัด ผู้คนที่เดินไปมาแทบจะนับจำนวนได้ ทั้งที่เป็นคืนวันเสาร์แท้ ๆ แต่ก่อนจะได้คิดอะไรเรื่อยเปื่อยไปกว่านี้ รถบัสคันใหญ่ก็ได้หยุดลงตรงตึกแถวขนาดกลางตรงหน้า การเช็คอิน แตกต่างจากปกติไปนิดหน่อย เราต้องเว้นระยะห่างกันอย่างน้อย 1 เมตร และขึ้นลิฟต์ได้ครั้งละ 1 คน ห้องพักขนาดกลางสำหรับ 2 คน จัดว่าดีมากเลยทีเดียว (ความจริงแล้วเราย้ายไปนอนกับเพื่อน มีความวุ่นวายนิดหน่อย แต่ตราบใดที่เจ้าหน้าที่ไม่รู้ ก็ไม่เป็นไรใช่ไหมล่ะ ฮ่าๆ )

ค่ำคืนวันนี้ผ่านไปพร้อมกับบทสนทนาเสียงดังและเสียงหัวเราะของเพื่อน ๆ ที่ไม่ได้เจอกันมาแรมปี เรียกได้ว่าแทบจะไม่มีความเงียบเลยก็ได้ จนเจ้าหน้าที่นอนไม่หลับเลยทีเดียว เราก็เลยต้องแยกย้ายกลับห้องตัวเองไป ฮ่าๆ ใช้เวลาไม่นานในการจัดการธุระส่วนตัวก็ได้เวลานอนในที่สุด พร้อมกับความตื่นเต้นที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ

17.05.2020

เสียงนาฬิกาปลุกที่น่ารำคาญที่สุดในโลกดังขึ้นเพื่อปลุกทุกคนในห้อง (และเพื่อนข้างห้อง) ในยามเช้า วันนี้พวกเราจะต้องตรวจสุขภาพเเละขอใบรับรองแพทย์ที่ยืนยันว่ามีสุขภาพเหมาะสมต่อการเดินทางทางอากาศ (fit to fly) สำหรับใช้เป็นเอกสารยืนยันก่อนการขึ้นเครื่องบินเพื่อกลับเข้าไทย ผ่านไปสักพักใหญ่ก็ถึงคิวเราแล้ว การตรวจสุขภาพผ่านไปได้ด้วยดี เริ่มตั้งเเต่การวัดความดัน ตรวจลำคอ และทดสอบการดมกลิ่น หลังจากนั้นเราลงไปที่ล็อบบี้ของโรงแรมเพื่อกรอกเอกสารสำคัญต่าง ๆ ที่ทางสถานทูตไทยจัดเตรียมไว้ให้สำหรับประกอบการเดินทางเข้าไทย

บรรยากาศวันนี้ดำเนินไปอย่างสบาย ๆ เพราะเรียกได้ว่าแทบจะทุกคน (รวมถึงเราด้วย) ได้สั่งอาหารเดลิเวอรี่มากินอย่างเอร็ดอร่อย ไม่ว่าจะเป็นอาหารเกาหลี อาหารญี่ปุ่น หรือเบอร์เกอร์ก็ตาม นับว่าการกินอาหารที่คุ้นเคยถือเป็นความสุขอย่างหนึ่งจริงไหมล่ะ

บันทึกการเดินทาง

ใบไม้ที่เปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลทั่วทั้งต้นซึ่งมองเห็นได้จากริมหน้าต่าง พร้อมกับลมเย็นที่พัดเบาบางช่วงหัวค่ำทำให้บรรยากาศในตอนนี้ช่างน่านอนเหลือเกิน ด้วยความที่วันนี้อากาศดีมากจนแทบไม่ต้องเปิดแอร์ เรากับเพื่อนที่นั่งกินซูชิไปพลาง ๆ พร้อมกับดู Youtube ไปด้วยก็เริ่มง่วงกันแล้ว (ความจริงแล้วหมอนและผ้าห่มของโรงแรมเพิ่มความง่วงให้เราได้ 50%) เราเลยตัดสินใจว่าคงต้องนอนกันสักพัก เพราะพวกเราจะต้องออกจากโรงแรมตอนตี 3 เพื่อเดินทางไปยังสนามบิน คงจะไม่ดีเท่าไหร่ถ้าเราไม่พักผ่อนเสียตั้งแต่ตอนนี้ ก็ได้ ๆ แต่หวังว่าคงจะไม่หลับยาวจนลืมตื่นนะ ฮ่า ๆ

อ่านต่อหน้า 2

เรื่องแนะนำ

พิพิธภัณฑ์ 10 แห่ง ที่เปิดใช้เข้าชมในรูปแบบเสมือนจริง

หากคุณรู้สึกเบื่อหน่ายที่ต้องรักษาระยะห่างทางสังคม และต้องอยู่แต่ในบ้านเป็นส่วนใหญ่ ลองเช้าชม พิพิธภัณฑ์ ที่เปิดระบบ Virtual Reality Tour เหล่านี้ ผลกระทบจากการรักษาระยะห่างทางสังคมทิ้งร่องรอยในแง่ของอารมณ์ไว้หลากหลายรูปแบบ บ้างรู้สึกดี บ้างรู้สึกเหงา หรือบางครั้งก็เกิดความอึดอัด แม้ว่าเราจะพยายามทำตัวให้ยุ่งอยู่ตลอดเวลา ด้วยการสรรหากิจกรรมต่างๆ มาทำในช่วงนี้ หรือบางคนต้องทำงานอยู่ที่บ้าน เป็นเรื่องปกติที่จะเกิดความรู้หดหู่ และนักจิตบำบัดแนะนำว่า อนุญาตให้ตัวเองได้รู้สึกแบบนั้นได้ แต่รู้สึกอย่างรู้เท่าทัน ในขณะเดียวกัน พิพิธภัณฑ์ หลายแห่งได้จัดทำการท่องเที่ยวเสมือนจริง หรือ Virtual Reality Tour เพื่อให้ทุกคนสามารถเข้าชมงานจัดนิทรรศการผ่านช่องทางออนไลน์ และสัมผัสประสบการณ์เสมือนว่าคุณกำลังเดินเข้าไปชมในสถานที่จริง วันนี้ เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย รวบรวมพิพิธภัณฑ์ 10 แห่ง ที่เปิดให้ชมในรูปแบบ VR tour เพื่อให้คุรผู้อ่านได้เดินเที่ยวชมพิพิทธภัณฑ์ชื่อดังจากที่บ้านของคุณเอง พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ คุณไม่จำเป็นต้องจองตั๋วไปถึงปารีส เพื่อเข้าชมงานศิลปะชิ้นเอกที่รววบรวมไว้ภายใน ตอนนี้พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์เปิดให้ผู้ชมสามารถเข้าเยี่ยมผ่านช่องททางออนไลน์โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ในส่วนงานจีดแสดงสามส่วน ซึ่งรวมถึงส่วนการจัดแสดงอียิปต์โยราณ https://www.louvre.fr/en/visites-en-ligne#tabs พิพิธภัณฑ์โซโลมอน อาร์. กุเกนไฮม์ ภายในจัดแสดงผลงานของปาโบล ปีกัสโซ, Piet Mondrian, […]

ภูเขาไฟมิฮาระ ดินแดนที่ (คนไทย) ยังไม่ค่อยรู้จัก

มหานครโตเกียวถือเป็นจุดศูนย์รวมของแหล่งท่องเที่ยว แหล่งช็อปปิ้ง และร้านอาหารของนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลก โดยเฉพาะคนไทยเองก็นิยมไปเที่ยวกันมาก เนื่องจากการเดินทางสะดวกและยังได้รับฟรีวีซ่าอีก 15 วันด้วย ขณะที่ทุกคนมุ่งหน้าสู่โตเกียว ยังมีเกาะเล็กๆที่มีบรรยากาศสงบเงียบ ตั้งอยู่ห่างจากฝั่งโตเกียวประมาณ 120 กิโลเมตร ซึ่งยังมีคนไทยน้อยคนนักที่รู้จักและเคยไป เกาะแห่งนี้มีชื่อว่า “เกาะโอชิมะ” (Oshima Island) เป็นสถานที่ที่เหมาะสำหรับกิจกรรมดำน้ำ ตกปลา เดินป่า เดินเล่นรอบเมือง ปั่นจักรยาน วิ่ง และอื่นๆอีกมากมาย แต่ไฮไลต์สำคัญคือการปีนขึ้นไปบนปากปล่อง ภูเขาไฟมิฮาระ ซึ่งเวลาแจ้งกับคนญี่ปุ่นว่าเราต้องการไปที่นี่ ต้องบอกว่า “มิฮาระยามะ” (Mihara Yama) เพราะ “ยามะ” ในภาษาญี่ปุ่นแปลว่า “ภูเขา” ภูเขาไฟลูกนี้สูง 758 เมตรจากระดับทะเล การปะทุครั้งหลังสุดเกิดขึ้นเมื่อปีค.ศ. 1986 หรือ 33 ปีก่อน ปัจจุบันที่นี่กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่มีความน่าสนใจ ทว่าคนทั่วไปอาจยังไม่ค่อยคุ้นชื่อกันสักเท่าไร เกาะโอชิมะเป็น 1 ใน 11 เกาะสำคัญที่มีคนอาศัยอยู่ เป็นอีกสถานที่หนึ่งในญี่ปุ่นที่พวกเราอยากแนะนำให้คุณลองมาเที่ยวกันครับ หากว่าคุณนั้นอยากมาสัมผัสกับธรรมชาติที่น่าตื่นตาและวิถีชีวิตของผู้คนที่เรียบง่าย ทีมเรารู้สึกชอบที่นี่มาก อยากแบ่งปันประสบการณ์ให้คุณผู้อ่านเก็บไว้เป็นข้อมูลในการเดินทางครั้งต่อไปกันครับ พวกเราออกเดินทางจากสนามบินสุวรรณภูมิตอนกลางดึกไปถึงสนามบินฮาเนดะตอนช่วงเช้าตรู่ ก่อนจะเดินทางต่อไปยังท่าเรือทาเคชิบะ […]

แสง สี เสียง ในเกาหลีเหนือ

รัฐบาลเปียงยาง ในเกาหลีเหนือ จัดการแสดงอันน่าตื่นตาโดยมีผู้แสดงหลายพันคน  ช่างภาพเรียนรู้ที่จะมองให้ไกลและลึกกว่าการแสดงนั้น กระทั่งด้วยมาตรฐานของเกาหลีเหนือ โชว์ปิดฉากงานฉลองครบรอบ 70 ปีของการก่อตั้งประเทศเมื่อปี 2018 ต้องถือเป็นการแสดงที่ชวนให้อ้าปากค้าง  นักเรียนนักศึกษาหลายพันคนถือคบเพลิงเดินสวนสนามเป็นระลอกไปรอบๆ จัตุรัสคิมอิลซุงประจำกรุงเปียงยาง ในเกาหลีเหนือ เปลวเพลิงไฟฟ้าบนยอดหอคอยชูเชส่องสว่าง ขณะที่เสียงร้องเพลงของเหล่ายุวชนและเสียงพลุดังก้องไปทั่วลานจัตุรัสอันใหญ่โตมโหฬาร การแสดงที่ใช้คนจำนวนมากเช่นนี้เกิดขึ้นบ่อยตลอดช่วงเวลา 20 ปีที่ผมบันทึกภาพในเกาหลีเหนือ ผมถ่ายภาพการแสดงเหล่านี้ไม่ใช่เพียงเพราะความน่าตื่นตาตื่นใจ แต่เพราะทำให้เข้าใจภาพลักษณ์ที่รัฐบาลอยากนำเสนอให้โลกเห็น นั่นคือภาพประเทศในอุดมคติ  ไร้สิ่งรกหูรกตา นำเสนอแต่สิ่งดีๆ สามัคคีปรองดอง และแข็งแกร่ง ชาวเกาหลีเหนือคาดหวังให้ช่างภาพเป็นนักโฆษณาชวนเชื่อที่มีจุดมุ่งหมาย ไม่ใช่ช่างภาพข่าวที่มีสายตาชอบจับผิด นั่นทำให้การทำงานเป็นช่างภาพข่าวชาวต่างชาติในเกาหลีเหนือเป็นเรื่องท้าทาย ขณะอยู่ที่นั่น ผมมีมัคคุเทศก์ที่รัฐบาลจัดหาให้ตามไปไหนมาไหนด้วยตลอดเวลา หน้าที่ของเขาคือคอยอำนวยความสะดวกให้ผมและจับตาดูความเคลื่อนไหวของผม ในการเดินทางครั้งแรกๆ ของผม ดูเหมือนชาวเกาหลีเหนือคาดหวังว่า ช่างภาพจากสหรัฐฯ ที่เป็นประเทศปรปักษ์อย่างผมจะตัดสินพวกเขาอย่างมีอคติ จงใจถ่ายภาพเพื่อทำให้พวกเขาดูเลวร้าย พวกเขาเฝ้ามองสิ่งที่ผมทำชนิดไม่ยอมให้คลาดสายตา  ทำให้ผมเรียนรู้ที่จะใช้กล้องแบบพลิกแพลงมากขึ้นเพื่อจับภาพช่วงเวลาดิบๆ บ่อยครั้งผมเก็บภาพอย่างเร่งรีบ  โดยถ่ายขณะกล้องอยู่ตรงตำแหน่งสะโพก หรือถ่ายจากหน้าต่างรถบัสหรือรถยนต์ระหว่างทางไป หรือกลับจากงานที่มีกำหนดการล่วงหน้า  ภาพถ่ายที่น่าสนใจที่สุดเป็นเพียงภาพคนธรรมดาสามัญกำลังทำสิ่งธรรมดาสามัญ และการถ่ายภาพแนวแคนดิดนี้ก็ทำให้ผมเปิดหน้าต่างบานเล็กๆ เข้าสู่ชีวิตประจำวันของชาวเกาหลีเหนือได้ในที่สุด ผมเชื่อว่า พอเวลาผ่านไปมัคคุเทศก์ที่ทำงานกับผมเริ่มเข้าใจสิ่งที่ผมพยายามทำ นั่นคือการให้มุมมองที่ซื่อสัตย์และยุติธรรมแก่ประเทศของพวกเขา  ไม่ว่าจะหยาบกระด้างหรือไร้การปรุงแต่งแค่ไหน ผมกำลังมองหาความเป็นสากล ชีวิตประจำวัน ผู้คนจริงๆ ที่มีชีวิตอยู่จริงๆ และควรค่าแก่การทำความเข้าใจ […]

24 ภาพถ่ายน่าทึ่งของสายรุ้งจากทั่วทุกมุมโลก

เป็นช่วงเวลากว่าหลายพันปีที่สายรุ้งสร้างความประหลาดใจให้กับมนุษย์ ทาง เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก จึงรวบรวมภาพถ่าย รูปสายรุ้ง อันน่าทึ่งทั้งหมด 24 ภาพจากทั่วทุกมุมโลกมาให้ผู้อ่านรับชมกันภายในบทความนี้ จากเรื่องราวในเทพนิยายกรีก คนสมัยก่อนเชื่อว่าสายรุ้งเปรียบเสมือนเส้นแสงโค้งที่เป็นตัวกลางระหว่างเทพเจ้าเบื้องบนและเหล่ามนุษย์บนโลก ทว่าในความเป็นจริงแล้ว ปรากฏการณ์มหัศจรรย์นี้สามารถอธิบายได้โดยหลักวิทยาศาสตร์ กล่าวคือ การสะท้อน การหักเห และการกระจายตัว โดยแสงสีขาวที่เล็ดลอดออกมาจากดวงอาทิตย์ จะส่องผ่านหยดน้ำที่ลอยอยู่บนอากาศ ซึ่งสะท้อนและกระจายออกเหมือนปริซึมจำนวนนับไม่ถ้วน จากนั้นเมื่อแสงอาทิตย์กระทบกับพื้นผิวของหยดน้ำในมุมที่เหมาะสม ลำแสงจะหักเหและ “โค้ง” หรือเป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายคือ “รุ้งกินน้ำ” รูปสายรุ้ง เหล่านี้คือ รูปสายรุ้ง จากสถานที่ท่องเที่ยวทั่วโลก บางทีรูปเหล่านี้อาจเป็นแรงบันดาลใจให้คุณวางแผนการเดินทางด้วยตัวเอง ถึงแม้ว่าตอนนี้จะรู้แล้วก็ตามว่าคุณไม่สามารถใช้สายรุ้งเพื่อเดินทางเหมือนตำนานเก่าแก่ที่เล่าขานต่อๆ กันมา น้ำตกวิกตอเรีย, ประเทศซิมบับเว  อุทยานแห่งชาติแกรนด์แคนยอน, รัฐแอริโซน่า  แม่น้ำอีกวาซู, ประเทศบราซิล บาร์เซโลนา, ประเทศสเปน SØR-TRØNDELAG, ประเทศนอร์เวย์ PUDDLE VALLEY HIGHWAY, รัฐยูทาห์  อุทยานแห่งชาติ FOROLLHOGNA, ประเทศนอร์เวย์ โฮโนลูลู, รัฐฮาวาย MAASAI MARA NATIONAL RESERVE, ประเทศเคนยา  […]