ไจยซัลเมียร์ หนึ่งในเมืองท่องเที่ยวของอินเดีย ที่โดดเด่นเรื่องสถาปัตยกรรม

จาโรคา : ระเบียงเสน่ห์ราชสถาน

เอกลักษณ์ของอาคารบ้านเรือน เป็นเหมือนสิ่งสะท้อนวัฒนธรรมและภูมิศาสตร์ของประชากร

ไจยซัลเมียร์ แคว้นราชสถาน เป็นอีกหนึ่งเมืองท่องเที่ยวมีมีเอกลัษณ์ของสถาปัตยกรรมอันโดดเด่น

บ่ายวันหนึ่ง ขณะเดินไปตามตรอกซอกซอยย่านการค้าใจกลางเมือง ไจยซัลเมียร์ แคว้นราชสถาน ในภาคพายัพของอินเดีย ผมต้องค่อยๆ ชะลอความเร็วของสองเท้าที่ก้าวย่างให้ช้าลง จนที่สุดก็หยุดนิ่ง เมื่อเผชิญหน้ากับบางสิ่ง ที่ทำให้ผมยืนตาค้าง จดจ้องความงามที่ปรากฏ ราวกับได้พานพบหญิงสาวชาวราชสถาน ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นรัฐที่มีอัตราเฉลี่ยของสาวงามมากกว่ารัฐใด เหตุเพราะเธอมีเชื้อสายราชปุต ชาติพันธุ์หลักของแคว้นนี้ ผสมผสานกับเชื้อสายมุสลิมโมกุล ทำให้พวกเธอมีรูปร่างสูงสง่า นัยน์ตาคมกริบ ผิวสีน้ำผึ้ง นวลเนียนแตกต่างจากชาวอินเดียแท้ ที่เป็นชาวฑราวิท หรือดราวิเดี้ยน

จาโรคา, สถาปัตยกรรฒ, อินเดีย, ราชสถาน, ไจยซัลเมียร์
ฤหาสน์กุมัน ซันด์ พัตวา ซ่อนตัวอยู่ในตรอกซอกซอยใจกลางเมืองไจยซัลเมียร์

เปล่า ไม่ได้เจอสาวงามชวนตะลึง แต่ที่ตรึงสองตาผมให้จ้องมองอย่างพินิจพิเคราะห์ ก่อนยกกล้องขึ้นบันทึกภาพนานนับชั่วโมง โดยไม่รู้สึกรู้สาว่ากล้ามเนื้อทั้งสองแขนอ่อนล้า ตาที่เล็งเพื่อปรับความคมชัดของภาพเริ่มอ่อนแรง จนต้องตัดสินใจพักการถ่ายภาพแล้วนั่งมองสุนทรียะภาพเบื้องหน้าด้วยตาเปล่า นี่คือสิ่งที่ชาวราชสถานเรียก “ฮาเวลี” (Haveri) แปลว่าแมนชั่น หรือคฤหาสน์ของคหบดีชาวราชสถาน ที่สร้างด้วยหินสีน้ำผึ้ง แกะสลักลวดลายวิจิตรตา โดยมีจุดเด่นอยู่ที่  “จาโรคา” (Jharokha) หรือระเบียงที่ยื่นออกมาจากตัวคฤหาสน์ นับเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของสถาปัตยกรรมราชสถานที่เปี่ยมเสน่ห์ ชวนให้หลงใหล จน “บัลโคนี” (Balcony) หรือระเบียงของชาวยุโรป ดูเล็กกระจุ๋มกระจิ๋มไปถนัดตา

โดยเฉพาะ Patwon ki Haveli หรือคฤหาสน์ของกุมัน ซันด์ พัตวา (Guman Chand Patwa)  คหบดีชาวไจยซัลเมียร์ ผู้มั่งคั่งจากการค้าขายเครื่องประดับเงิน ทอง ท่ามกลางเสียงลือเสียงเล่าอ้างว่าแท้ที่จริงเขารวยจากการค้าฝิ่นผิดกฎหมาย จึงเนรมิตคฤหาสน์หรูศิลปะราชปุต จากหินทรายสีทอง เอกลักษณ์ของเมืองไจยซัลเมียร์  สูง 5 ชั้น ใช้เวลาสร้างถึง 60 ปี เริ่มสร้างตั้งแต่ พ.ศ. 2348 หรือเมื่อ 215 ปีมาแล้ว นับเป็นคฤหาสน์คหบดีที่มีขนาดใหญ่โตโอฬารสุด งดงามอลังการสุด ในบรรดาคฤหาสน์คหบดี 5 หลังของไจยซัลเมียร์ แต่ที่สำคัญคือฮาเวลีหลังนี้หลังเดียว ประดับระเบียง หรือ “จาโรคา” ไว้โดยรอบถึง 66 ระเบียง ในรูปลักษณ์หลากหลายและประโยชน์ใช้สอยต่างๆ กัน

แบบแรกเป็นระเบียงเปิดโล่งสำหรับออกมายืนชมวิวได้ มักทำไว้ที่ชั้น 4 และชั้น 5 แบบต่อมาเป็นระเบียงมีหน้าต่างขนาดเล็กตกแต่งด้วยลวดลายฉลุอย่างวิลิสมาหรา สำหรับเป็นช่องลม และให้ลูกสาวคหบดีใช้แอบมองหนุ่มๆ โดยไม่ต้องกลัวว่าจะถูกมองกลับ เพราะฉลุลายละเอียดยิบ จนต้องยอมยกให้ราชสถานเป็นดินแดนของช่างแกะหินโดยแท้ แม้ว่าจะเคยยกให้ช่างขะแมร์โบราณ เป็นนักจำหลักหินมือหนึ่ง ซึ่งแกะลายประดับปราสาทบันทายสรีไว้ละเอียดจนนักโบราณคดีฝรั่งเศสกระแนะกระแหนว่าเป็น “นักลัทธิรังเกียจที่ว่าง” คือเห็นที่ว่างไม่ได้ เป็นต้องแกะลายลงไป ครั้นได้เห็นชาวราชสถานแกะหินประดับระเบียงแล้วต้องเปลี่ยนใจ ว่าช่างอินเดียก็เป็นมือวางระดับต้นๆ ของโลก ไม่ด้อยไปกว่าช่างชะแมร์

แล้วจะว่าไป ต้นรากของงานศิลาจำหลักในกัมพูชาก็มาจากชมพูทวีปนั่นเอง

จาโรคา, สถาปัตยกรรฒ, อินเดีย, ราชสถาน, ไจยซัลเมียร์
ระเบียงประดับหน้าต่างหลอกและศิลาจำหลักวิจิตรตา

จาโรคาแบบต่อมา มีบานหน้าต่างเปิด-ปิดได้ ด้านบนสุดมีแผ่นหินโค้งครอบไว้สวยไปอีกแบบ แต่ที่น่ารักคือระเบียงทรงกระสวยมีหน้าต่างประดับลายฉลุ มีหลังคาคล้ายฉัตรหรือมงกุฎครอบอีกที แลคล้ายลิฟท์แก้วในห้างสรรพสินค้า และอีกหลายแบบสุดจะพรรณนาได้หมด อย่างไรก็ตาม ยามมีศึกสงคราม ความงามของระเบียงเหล่านี้จะเปลี่ยนสถานะเป็นที่หลบซ่อนของพลหอกและพลธนู คอยหยิบยื่นความตายให้ข้าศึกที่บุกเข้ามา

เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่า ราชสถานเป็นแว่นแคว้นที่อยู่ติดทะเลทรายธาร์ และประชิดชายแดนปปากีสถาน ประวัติศาสตร์บันทึกไว้ว่า ราชสถานแต่อดีต นอกจากจะมั่งคั่งด้วยแร่ธาตุและอัญมณีแล้ว ยังเป็นชุมทางการค้าบนเส้นทางสายแพรไหม เป็นเส้นทางบังคับที่ใครจะไปช่องแคบไคเบอร์ จุดเชื่อมต่อทวีปเอเชียกับอาหรับและยุโรป ล้วนต้องผ่านแคว้นนี้ ทำให้มีการสู้รบแย่งชิงพื้นที่กันเองระหว่างบรรดามหาราชา แล้วยังมีพวกสุลต่าน และจักรพรรดิโมกุล พยายามบุกลงมาขอมีส่วนร่วมในเค้กก้อนโตนี้ด้วย 

จาโรคา, สถาปัตยกรรฒ, อินเดีย, ราชสถาน, ไจยซัลเมียร์
ราชสถานมั่งคั่งจากการเป็นชุมทางการค้าบนเส้นทางสายแพรไหม

กล่าวโดยเฉพาะ นครรัฐไจยซัลเมียร์ นอกจากร่ำรวยจากการเก็บค่าต๋ง หรือค่าคุ้มครองจากกองคาราวานสินค้านานาชาติแล้ว บางครั้งยังแปรสภาพจากผู้คุ้มครองเป็นกองโจรปล้นสะดมขบวนสินค้าที่มีมูลค่าสูงประเภทอัญมณีเสียเองอีกด้วย คราวไหน เกิดไปเหยียบตาปลาขาใหญ่ คือไปปล้นขบวนสินค้าของสุลต่านเดลี หรือจักรพรรดิโมกุลเข้า ก็ต้องชดใช้ด้วยการถูกบุกมาถล่ม จึงเป็นที่มาของการสร้างค่ายคูประตู รบไว้มากมาย และเตรียมอาวุธลับคือลูกหินโบว์ลิ่งไว้พร้อมสรรพ สำหรับกลิ้งลงมาทับทหารข้าศึก

ในซอกมุมระเบียงคฤหาสน์กุมัน ซันด์ พัตวา

แต่ไจยซัลเมียร์นั้นถึงจะเคยถูกโจมตีหนักเพียงไหน อย่างมากมหาราวัลก็ยอมซูฮกตกเป็นเมืองบริวาร แต่ก็ไม่ถึงกับแตกยับเยิน จึงยังมีทั้งพระราชวัง ป้อมปราการ และคฤหาสน์หลงเหลือให้เห็นร่องรอยอดีตที่เคยรุ่งเรืองอู้ฟู่หลายแห่ง

ปัจจุบัน ทายาทของคหบดีเจ้าของคฤหาสน์ศิลปะราชปุตที่งดงามชวนตะลึง ยังดูแลรักษาคฤหาสน์ไว้อย่างดี โดยเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชม เพื่อนำรายได้มาทะนุบำรุงมรดกตกทอดทางวัฒนธรรมให้ยั่งยืนยาวนาน เพราะ “ฮาเวรี หรือคฤหาสน์ชวนตะลึงเหล่านี้ มิได้เป็นเพียงมรดกของทายาทคหบดีกุมัน ซันด์ พัตวาเท่านั้น หากคือมรดกล้ำค่าของชาวอินเดียและมวลมนุษยชาติโดยแท้

เรื่องและภาพถ่าย 
ธีรภาพ โลหิตกุล

*****************************************

มหาราชา – มหาราวัล

รัฐราชสถาน (Rajastan) หรือแคว้นราชสถานในอดีต ก่อนที่จะรวมเป็นส่วนหนึ่งของประเทศอินเดีย ประกอบด้วยนครรัฐที่เป็นอิสระต่อกัน (แต่อาจเป็นเครือญาติเชื้อชาติราชปุตเดียวกัน) อาทิ จ๊อดเปอร์ หรือ โยธปุระ ไจยเปอร์ หรือ ชัยปุระ รานัคเปอร์ อุทัยเปอร์ โดยแต่ละนครรัฐจะมี “มหาราชา” (Maharaja) เป็นผู้ปกครอง ยกเว้น ไจยซัลเมียร์ ที่กำหนดเรียกผู้นำของตนว่า “มหาราวัล” (Maharawal) โดยมหาราวัลไจซัล (Maharawal Jaisal) เป็นผู้สถาปนาเมืองที่เฉลิมนามตามพระนามท่าน ในปีพ.ศ.๑๖๙๙  หรือเมื่อ ๘๖๔ ปีมาแล้ว(ร่วมสมัยพระเจ้าสุริยะวรมันที่ ๒ ผู้สร้างมหาปราสาทนครวัด หรือ “บรมวิษณุโลก แห่งกัมพูชา

เอกสารอ้างอิง

1. ประพาสราชสถาน พระราชนิพนธ์ ใน สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี 
2. Website Wikipedia, the free encyclopedia


เรื่องอื่นๆ ที่น่าสนใจ : ปานถ่อง – ปานซอย มนต์เสน่ห์ของไทใหญ่

เรื่องแนะนำ

travel bubble ความหวังของการท่องเที่ยว

travel bubble นโบายการสำหรับการฟื้นฟูกิจการท่องเที่ยวหลังการระบาดของโควิด-19 ทราเวลบับเบิล (Travel Bubble) คืออะไร ผลกระทบจากมาตรการล็อกดาวน์เนื่องจากการระบาดโควิด-19 เกิดขึ้นแทบทุกพื้นที่ทั่วโลก หลายประเทศที่เคยมีรายได้จากการท่องเที่ยวจำเป็นต้องหยุดรับนักท่องเที่ยวตามมาตรการของรัฐ ทำให้ภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวสูญเสียรายได้เป็นจำนวนมาก รวมทั้งส่งผลให้ภาพรวมการเติบโตทางเศรษฐกิจชะลอตัว ธุรกิจในภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวดูเหมือนว่าจะได้รับผลกระทบโดยตรงจากมาตรการล็อกดาวน์ประเทศ เมื่อไม่มีนักท่องเที่ยวที่เข้ามาใช้บริการ สถานประกอบการหลายแห่งได้ประกาศปิดตัวไปเมื่อช่วงสามเดือนที่ผ่านมา หลายประเทศจึงใช้ออกนโยบายทราเวลบับเบิล เพื่อหวังฟื้นฟูธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว ทราเวลบับเบิล คือข้อตกลงระหว่างกลุ่มประเทศนั้นๆ ที่จะเปิดพรมแดนให้ประชาชนเดินทางเข้าออกพรมแดนได้โดยไม่ต้องกักตัวใน State quarantine เป็นเวลา 14 วัน ซึ่งหมายความว่า ประเทศคู่พันธมิตรที่อยู่ในข้อตกลงต้องเชื่อใจกันมาก ทั้งเรื่องมาตรการควบคุมโรคที่รัฐบาลของประเทศนั้นๆ ปฏิบัติในช่วงที่ผ่านมา การตรวจสอบนักท่องเที่ยวในประเทศต้นทาง และจำนวนผู้ป่วยที่อยู่ในประเทศต้นทาง ดังนั้น “วิธีทราเวลบับเบิลนี้จะใช้ได้ผลก็ต่อเมื่อมีการร่วมมือกับประเทศใกล้เคียงที่มีจำนวนผู้ป่วยโควิด-19 ใกล้เคียงกัน และมีวิธีรับมือสถานการณ์โรคระบาดที่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน วิธีนี้จะช่วยให้ประชาชนรู้สึก ‘มีอิสระในการเดินทาง’ ในระดับหนึ่ง และเป็นการป้องกันไม่ให้จำนวนผู้ป่วยสูงขึ้นจากการที่นักท่องเที่ยวจากประเทศนอกกลุ่มเข้ามาแพร่เชื้อต่อ” เพอร์ บล็อกก์ นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด กล่าว ประเทศในแถบยุโรป ได้แก่ เอสโตเนีย ลัตเวีย และลิทัวเนีย เป็นกลุ่มประเทศแรกที่ทดลองเปิดพรมแดนด้วยนโยบายทราเวลบับเบิลตั้งแต่วันที่ 15 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ซึ่งจากการรายงานของสำนักข่าวต่างประเทศ พบว่า ฟินแลนด์และโปแลนด์อาจเข้าร่วมกลุ่มนี้ด้วยเป็นลำดับถัดไป […]

ลับแล … ปิดตำนานเมืองเร้นลับ

ลับแล … ปิดตำนานเมืองเร้นลับ เปิดประตูเมืองท่องเที่ยวเลิศล้ำ สายหมอกบางเบา…ขาวขุ่น ค่อยๆโปรยตัวเองลงจากแผ่นนภา คลี่ห่มคลุมครอบไปทั่วทั้งหุบเขาตั้งแต่เมื่อดื่นดึก…เมืองทั้งเมือง อยู่ในความสลัวลาง แลเหน็บหนาว ราวกับภาพวาดอันวิจิตรจากปลายพู่กันของจิตรกร มากฝีมือ ถึงเวลาตีนฟ้าเปิด ดวงตะวันสาดแสงทอง สายหมอกก็ยังมิเจือจาง  เสมือนอยากจะโอบกอดเมืองนี้ไว้อย่างทะนุถนอม ด้วยความรักอันเลอค่าดุจนิรันดร์ สายหมอกยัง โลมไล้อยู่บนยอดรวงข้าวสีทองอย่างอ้อยอิ่ง ชีวิตเรียบง่ายในอ้อมกอดของหุบเขาอันพิสุทธิ์ เริ่มต้นวันใหม่ ตามครรลองของสารบาญแห่งชีวิตและจิตวิญญาณ จนละอองหมอกค่อยๆ เลือนสลาย เมื่อสายแดดใสสกาว ซุ้มประตูเมืองค่อยๆปรากฏ ตัวอักษรเริ่มกระจ่างชัด ในสายตา ทำให้ทุกคนได้รู้ว่าที่นี่คือ  “เมืองลับแล” ……………………. ดินแดนแห่งนี้คือแผ่นดินอันสงบเงียบ ที่ถูกโอบกอดด้วยธรรมชาติบริสุทธิ์ หมดจดงดงาม วิถีชีวิตชาวบ้านเรียบง่าย  ชุมชนที่มีประเพณี วัฒนธรรมมั่นคงยืนยงยาวนาน วัดวาอารามเก่ากาลตระการตามากมี พรั่งพร้อมด้วยตำรับอาหารโอชารส ผลหมากรากไม้อุดมสมบูรณ์ตลอดทั้งปี  ผู้เฒ่าผู้แก่ใจอารี ยิ้มแย้มแจ่มใส ลูกหลานรักถิ่นฐานบ้านเกิด ในหัวใจเปี่ยมล้นพุทธศรัทธา ตระหนักในคุณค่าแห่งภูมิปัญญาที่บรรพชนถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น ลับแล เป็นที่รู้จักมาเนิ่นนานหลายร้อยปี แต่น้อยคน จะได้มาสัมผัสถึงแก่นแท้แห่งจิตวิญญาณของแผ่นดิน ตำนานเล่าขานเกี่ยวกับเมืองลับแล ปรากฏมากมายหลากหลายเรื่องราว…ทั้งลี้ลับ ลึกเร้น อัศจรรย์ ถ่ายทอดกันมาแบบปากต่อปาก  แต่วันนี้ “ลับแล”หาเป็นเช่นนั้นอีกต่อไปแล้ว […]

รินด์จานี : ความฝัน ความทรงจำ และคราบน้ำตา

การเดินทางที่เคล้าด้วยการผจญภัย และคราบน้ำตา บนภูเขาไฟ รินด์จานี สวัสดี รินด์จานี ปี 2015 ข่าวการระเบิดครั้งใหญ่ทำให้เรารู้จักกับภูเขาไฟลูกหนึ่ง ปี 2017 เราเดินทางไปพิชิตภูเขาไฟลูกนั้น และนี่คือเรื่องราวทั้งหมด ยินดีที่ได้รู้จัก กุหนุงรินด์จานี คือภูเขาไฟที่ยังปะทุอยู่ และสูงที่สุดในเกาะลอมบอก ประเทศอินโดนิเซีย เมื่อปี 2015 เรารู้จักกันผ่านข่าวการระเบิดของเธอที่เผยแพร่ผ่านทางจอโทรทัศน์ แม้เป็นการรู้จักที่ไม่น่ายินดีสักเท่าไร แต่ก็คงต้องกล่าวว่า ยินดีที่ได้รู้จักต่อกันจริงๆ การเดินทางตลอดสิบหกชั่วโมง จากดอนเมืองถึงมาตารัม เราหวังใจไว้ว่า อยากยลโฉมรินด์จานีในทันทีที่เดินทางไปถึง แต่กลับกลายเป็นเรื่องเพ้อฝัน ราตรีกาลบดบังนางเอาไว้จนเรามองไม่เห็น และนางยังคงหลับไหลซ่อนตัวอยู่ในนั้น 6 นาฬิกา 30 นาทีของวันถัดมา คือเวลาที่เรามองเห็น รินด์จานี จากหน้าห้องพักด้วยตาของตัวเองเป็นครั้งแรก เราผินมองยอดสูงสุดพร้อมคิดว่า เราต้องไปถึงตรงนั้นในอีก 24 ชั่วโมงต่อจากนี้ ความประหม่ากลับเกิดขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ จากจุดที่ตั้งของร้านจอห์นส์แอดเวนเจอร์ (John’s Adventure) เราต้องนั่งรถต่อไปอีกราวหนึ่งชั่วโมงจนถึงเซมบาลุน ซึ่งเราเริ่มเดินเท้าจากตรงนั้น สิ่งที่น่าอัศจรรย์คือความแข็งแรงของพอร์เตอร์ (porter) หรือลูกหาบ ที่ฉีกทุกทฤษฎีของกระเป๋าเดินเขาไปอย่างสิ้นเชิง ไม้ไผ่ถูกสานขัดกันเพื่อใช้ในการแบกของ และเท้าเปล่าก็เพียงพอสำหรับการขึ้นให้ถึงเบสแคมป์   […]

โรงแรมน้ำแข็ง 9 แห่งสุดหรูสไตล์กระท่อมอิกลู

โรงแรมน้ำแข็ง เหล่านี้คือสถานที่พักผ่อนสำหรับผู้ที่อยากสัมผัสความหนาวเย็นแบบถึงใจ กว่า 5,000 ปีที่ชาวเอสกิโม ต้องอาศัยอยู่ในสภาพอากาศอันหนาวเหน็บของแถบขั้วโลกเหนือ อีกทั้งหิมะยังปกคลุมพื้นที่เกือบทั้งหมดอีกด้วย ซึ่งนั้นก็แปลว่าทัศนียภาพพื้นที่สีเขียวของพวกเขาก็แทบจะเป็นศูนย์เลย แต่อากาศหนาวก็ไม่เป็นอุปสรรค พวกเขาได้สร้างที่อยู่อาศัยเพื่อที่จะรับมือกับสภาพอากาศอันเลวร้าย โดยมีชื่อเรียกว่า “อิกลู”เป็นที่รู้จักกันว่า บ้านเอสกิโม ประกอบไปด้วยน้ำแข็ง โดยจุดเด่นของมันคือ ด้วยความที่คุณสมบัติของมันเป็นน้ำแข็ง ทำให้บ้านเอสกิโมนั้นสามารถเก็บกักความร้อนได้ดีเป็นพิเศษ ด้วยเหตุนี้ทำให้บริเวณภายในของบ้านนั้น มีอุณหภูมิที่อุ่นกว่าภายนอกมากถึง 4-15 องศาเซลเซียสกันเลยทีเดียว และด้วยอานิสงค์จากการสร้างอิกลูของชาวเอสกิโม โรงแรมทั่วโลกต่างได้นำแนวคิดนั้นเองมาปรับใช้ พร้อมกับทำให้การอาศัยอยู่กับน้ำแข็งนั้น เป็นเรื่องที่สุดแสนสบายสำหรับคนปกติทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นการรับประทานอาการบนจานน้ำแข็ง การนอนแผ่ราบไปกับเตียงน้ำแข็งที่ตกแต่งไปด้วยขนสัตว์ ที่ทำให้รู้สึกราวกับอยู่ในพระราชวัง พร้อมกับดื่มด่ำกับบรรยากาศสุดหรู่ หรือแม้กระทั่งชื่นชมการละลายของแผ่นน้ำแข็ง และแสงอโรร่าสุดสวยงาม สำหรับใครที่อยากดื่มด่ำกับบรรยากาศหน้าหนาวของแท้ วันนี้ทางเนชั่ลแนล จีโอกราฟฟิก ได้รวบรวม โรงแรมน้ำแข็ง สไตล์อิกลู 9 แห่งมาไว้ในบทความนี้แล้ว Borealis Basecamp, Alaska ถึงแม้ว่านักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ของอลาสกานั้น จะมาเที่ยวกันในช่วงของฤดูร้อนกันเป็นส่วนใหญ่ แต่ด้วยความที่ทางโรงแรม Borealis Basecamp ตั้งอยู่บน 25 ไมล์ในทางเหนือของ Fairbanks และบริเวณรอบยังมีต้นสปรูซและต้นเบิร์ชปกคลุมไว้ ทำให้มีความเหมาะกับการไปพักผ่อน สัมผัสอากาศหนาวเป็นอย่างยิ่ง ด้วยโดมขนาดความยาว […]