ท่องเที่ยว อย่างไรให้ปลอดภัยต่อสิ่งแวดล้อม ธรรมชาติ และคนท้องถิ่น

ท่องเที่ยว รูปแบบใหม่กับแนวคิดรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม

ท่องเที่ยว อย่างไรให้ปลอดภัยต่อธรรมชาติและเพื่อนร่วมทาง รวมถึงตัวคุณเอง

การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ รวมไปถึงการอนุรักษ์พลังงาน เป็นเทรนด์การ ท่องเที่ยว อีกรูปแบบหนึ่งที่กำลังเป็นที่นิยมอย่างกว้างขวางในระดับสากล โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ช่วงที่ผ่านมา สถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ฟื้นฟูขึ้นหลังงดเว้นจากกิจกรรมการท่องเที่ยว นอกจากนี้ หน่วยงานต่างๆ ก็เริ่มออกมารณรงค์และให้ความรู้ในเรื่องนี้มากขึ้น

ที่ผ่านมา เราเห็นผลกระทบเชิงลบหลายอย่างเกิดขึ้นกับพื้นที่และทรัพยากรธรรมชาติ เช่น ปัญหาขยะในอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าเสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนถนนในเขตอุทยานฯ หรือได้รับผลประทบเชิงพฤติกรรม บางพื้นที่ วิถีชีวิตท้องถิ่นต้องเปลี่ยนแปลงไปจากจำนวนนักท่องเที่ยวที่เกินขีดความสามารถการรองรับ

หลังจากนี้ เป็นช่วงเวลาที่ดีที่เราจะมาเริ่มต้นออกเดินทางด้วยวัฒนธรรมการท่องเที่ยวแบบใส่ใจธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางท่องเที่ยวในรูปแบบใด เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย ได้นำแนวคิดและคำแนะนำสำหรับวัฒนธรรมการท่องเที่ยวอย่างใส่ใจสิ่งแวดล้อมมาจากกิจกรรมการเดินป่าและการใช้ชีวิตกลางแจ้ง Fajllraven Thailand Trail มาให้ท่านผู้อ่านได้ลองพิจารณาและปรับใช้ให้เหมาะสมกันครับ

ท่องเที่ยว, ท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน, วัฒนธรรมการท่องเที่ยว, สิ่งที่ควรและไม่ควรทำเมื่อท่องเที่ยว

วัฒนธรรมการท่องเที่ยวในสถานที่ธรรมชาติ

1. การพึ่งพาตนเอง เมื่อเรารู้ตัวว่าการท่องเที่ยวของเราเป็นไปในรูปแบบไหน การดูแลตัวเองเป็นสิ่งสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นการแบกเป้หรือสัมภาระอื่นใด เราจะต้องคิดวิเคราะห์ว่าสิ่งใดจำเป็นและไม่จำเป็นในการใช้ชีวิตในธรรมชาติและชีวิตจริง และเมื่อเราดูแลตัวเองได้ เราจะรู้สึกและสัมผัสได้ถึงอิสรภาพในการใช้ชีวิตและเดินทาง

2. การรักษาธรรมชาติให้คงอยู่ แน่นอนเราต่างชื่นชอบธรรมชาติที่สวยงาม คนอื่นๆ ก็เช่นกัน และเมื่อหลายคนออกมาชื่นชมธรรมชาติ สิ่งสำคัญที่สุดคือการรักษาธรรมชาติให้งดงาม เมื่อเราเดินจากไปเราจะต้องไม่ทิ้งขยะในเส้นทาง หรือที่พัก ของเสียจากร่างกายต้องขุดหลุมฝังกลบให้ถูกวิธี ขยะอื่นๆ ให้นำกลับมาทิ้งในที่ที่จัดไว้หรือไม่ก็นำมากำจัดในเมือง

3. ให้เกียรติผู้ร่วมทาง เพราะทุกคนที่ชื่นชอบธรรมชาติต่างมาจากทุกที่ ทุกชนชั้น ทุกชาติ ทุกศาสนา แต่เมื่อคุณอยู่ในป่าหรือธรรมชาติ พวกเราคือชนกลุ่มเดียวกัน กลุ่มชนที่รักในธรรมชาติเหมือนกัน รักในชีวิตอิสระ ความสุขท่ามกลางธรรมชาติ และมิตรภาพที่อยู่เหนือวัตถุ เมื่อเรามองข้ามความแตกต่างและให้เกียรติผู้ร่วมทาง เมื่อนั้นคุณก็จะได้รับเกียรติเช่นกัน

ท่องเที่ยว, ท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน, วัฒนธรรมการท่องเที่ยว, สิ่งที่ควรและไม่ควรทำเมื่อท่องเที่ยว

สิ่งที่ไม่ควรประพฤติปฏิบัติเมื่อท่องเที่ยวในอุทยานแห่งชาติ (ทั้งทางบกและทางทะเล) และสถานที่ทางธรรมชาติ

1. ห้ามนำของป่าไม่ว่าจะเป็นพืชหรือสัตว์ป่าออกจากพื้นที่เขตอุทยานฯ เพราะสิ่งที่นำออกมานั้นอาจมีพาหะนำโรคติดต่อ ออกมาสู่มนุษย์และหรือพืชพรรณที่นำออกมาอาจเป็นสิ่งที่หายากหรือใกล้สูญพันธุ์

2. ห้ามทำอันตรายต่อดอกไม้ ใบไม้ ผลไม้ และสัตว์ป่า ถ้าเรารักธรรมชาติแล้วการทำลายธรรมชาติก็ไม่ควรเกิดขึ้น

3. ห้ามขีดเขียนและทำลายป้ายสัญลักษณ์ต่างๆ ในอุทยานฯ เพราะจะทำให้คนที่มาภายหลังสับสนในเส้นทางได้อาจนำไปสู่เส้นทางที่อันตราย ฉะนั้นป้ายสัญลักษณ์จริงเป็นสิ่งที่สำคัญมากในการเข้าป่า

4. ห้ามก่อกองไฟ ยกเว้นทางอุทยานฯ จัดสถานที่ไว้ให้ เพราะการก่อไฟจำเป็นต้องใช้เชื้อเพลิงจากธรรมชาติซึ่งทำให้เกิดมลภาวะ และเป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดไฟป่า

5. ห้ามนำอาวุธใดๆ เข้าไป ยกเว้นอุปกรณ์ที่จำเป็นและได้รับอนุญาตจากเจ้าหน้าที่ เช่น มีดทำครัว เพื่อเป็นการป้องกันความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของสัตว์ป่า และผู้ร่วมทาง

ท่องเที่ยว

6. ห้ามส่งเสียงดังให้เกิดเป็นที่รำคาญต่อผู้อื่น จงพึงระลึกถึงอยู่เสมอว่าเราไม่ชอบสิ่งใดเราอย่าทำสิ่งนั้นกับคนอื่น และเป็นมารยาททางสังคมกลางแจ้งอีกด้วย

7. ห้ามนำเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เข้าไปในอุทยานฯ เพื่อลดอัตราการทะเลาะวิวาท ขาดสติจากการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

8. ห้ามนำสัตว์เลี้ยงเข้าไปในอุทยานฯ เพราะสัตว์เลี้ยงของท่านอาจนำโรคจากภายนอกแพร่เข้าสู่ป่าเป็นเหตุให้สัตว์ป่าต้องติดโรคหรือในทางกลับกัน สัตว์เลี้ยงของท่านอาจนำโรคจากสัตว์ป่าออกมาสู่โลกภายนอกก็ได้

9. ห้ามทิ้งสิ่งที่เป็นเชื้อเพลิงหรือสิ่งที่ก่อให้เกิดเพลิง เช่น กระป๋องแก๊ซเหลือใช้ เพราะภายในอุทยานฯไม่มีสถานที่เก็บและทำลายขยะพิษดังกล่าว และถ้าเป็นไปได้ให้นำกลับมาทิ้งที่บ้านในเมือง

10. ห้ามทิ้งขยะ คุณนำพาขยะมาเท่าไหร่คุณต้องนำออกไปทิ้งในที่ที่ทางอุทยานฯ จัดให้หรือนำออกไปนอกพื้นที่ เพราะขยะพลาสติกเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้สัตว์ป่าตาย หนึ่งทางเลือกในยุคปัจจุบัน หากเราไม่อยากเป็นผู้สร้างขยะในขณะท่องเที่ยว ลองเปลี่ยนมาใช้ภาชนะบรรจุอาหารที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ เช่นกล่องพลาสติก ช้อนส้อมส่วนตัว และกระบอกบรรจุน้ำ เพื่อลดการใช้พลาสติกบรรจุอาหารจากร้านค้า และเราไม่ต้องคอยกังวลเรื่องจุดทิ้งขยะ

ความร่วมมือของเราทุกคนจะเป็นการสร้างจิตสำนึกที่ดี และส่งผลกระทบเชิงบวก เรามีประจักษ์พยานที่ชัดเจนแล้วว่า เมื่อกิจกรรมมนุษย์ถูกจำกัด ธรรมชาติก็สามารถฟื้นฟูตัวเองได้ ดังนั้น เมื่อเราทราบข้อเท็จจริงในส่วนนี้ เราก็ควรเข้าไปทำกิจกรรมในพื้นที่ทางธรรมชาติอย่างเหมาะสม เพื่อเป็นการตอบแทนธรรมชาติที่มอบความสุขให้แก่เราขณะที่เราออกเดินทาง

เรื่อง ไตรรัตน์ ทรงเผ่า


เรื่องอื่นๆ ที่น่าสนใจ : วัฒนธรรมใหม่ของการเดินป่าที่ยั่งยืน

เรื่องแนะนำ

ปีนเขา เดินป่า ชมปักษาแห่งอินโดนีเซีย

บันทึกการเดินทาง ดูนกที่เกาะชวา หากกล่าวถึงการท่องเที่ยวธรรมชาติบนเกาะชวา ประเทศอินโดนีเซีย หลายคนอาจนึกถึงภูเขาไฟโบรโม หรือคาวาอีเจน รวมถึงทะเลแสนงามตามแบบฉบับหมู่เกาะในซีกโลกใต้ แต่การเดินทางของพวกเราครั้งนี้ ผมและเพื่อนผู้นิยมธรรมชาติผ่านกิจกรรมดูนก เดินทางไปยังด้านตะวันตกของเกาะซึ่งนักท่องเที่ยวชาวไทยไปเยือนน้อยมาก โดยการเดินทางครั้งนี้ เราตั้งเป้าเพื่อ ดูนกที่เกาะชวา จุดหมายปลายทางหลักอยู่ที่อุทยานแห่งชาติกุหนุงเกเดปารังโง ในเมืองซีโบดาส นอกจากนกแล้ว ในฐานะผู้สนใจด้านธรรมชาติวิทยา เรายังพบเจอสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ที่น่าสนใจอีกมากมาย หลังใช้เวลาบนเครื่องบินไป 3 ชั่วโมง จากดอนเมืองถึงจาการ์ตา ขณะนั้นเวลา 2 นาฬิกาโดยประมาณ พวกเราค่อนข้างง่วง อ่อนล้า และหิว บวกกับบรรยากาศที่แสนอึดอัด เพราะอาคารผู้โดยสารอยู่ระหว่างการปรับปรุง เครื่องปรับอากาศทำงานได้ไม่ดี และยังมีกลิ่นสีอาคารอบอวลในบางบริเวณ ระหว่างรอรถที่เช่าไว้ เราทำได้เพียงแยกย้ายกันไปจัดการธุระส่วนตัว เมื่อเวลานัดมาถึง เราตั้งเป้าหมายแรกของวันไว้ที่ป่าชายเลนใกล้สนามบิน ซึ่งไม่คาดคิดว่า เราต้องพบกับความผิดพลาดตั้งแต่จุดแรก เนื่องจากเป็นสถานที่ที่ไม่ระบุเวลาเข้าออกชัดเจน และไม่สามารถเดินเข้าได้ตามอำเภอใจ เราค่อนข้างเสียดายโอกาสการตามหานก Javan Coucal ที่มีลักษณะคล้ายนกกระปูดใหญ่บ้านเรา แต่ทั่วทั้งหัวและลำตัวนั้นเป็นสีดำสนิท เว้นแต่ปีกสีน้ำตาลแดง นกชนิดนี้เป็นนกเฉพาะถิ่น หรือ endemic species พบได้บนเกาะชวาเท่านั้น นอกจากนี้ยังมี Cerulean Kingfisher […]

ทะเลอาร์กติก สุดขอบแผ่นดินที่มนุษย์อาศัยอยู่

เดินทางขึ้นสู่ดินแดน “เกือบ” เหนือสุดของโลก ประสบการณ์สัมผัส ทะเลอาร์กติก ครั้งแรกในชีวิต สถานที่หนึ่งที่เราไปไม่ถึง แต่ขอไปให้ใกล้ที่สุดก็ยังดี… ประโยคนี้คือสิ่งที่เราคุยกันในกลุ่มเพื่อนในวันที่เราตัดสินใจเดินทางไปหมู่บ้านเทอริเบอกา (Teriberka Village) หมู่บ้านชาวประมงที่ตอนนี้แทบไม่มีเรือประมงเข้าเทียบท่า สุดเขตแดนตะวันตกเฉียงเหนือของรัสเซีย ที่นี่มีอ่าวชิดติดกับคาบสมุทรโคลา (Kola) ชายฝั่งทะเลบาเรนท์ (Barents Sea) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของขอบ ทะเลอาร์กติก ไปอีกเพียงหนึ่งร้อยกิโลเมตรเราจะถึงขั้วโลกเหนือ… เชื่อว่าอีกหลายคนฝันถึงการไปเยือนขั้วโลกเหนือ ที่เทอริเบอกาให้ความรู้สึกหนึ่งย้ำเตือนเราว่า… อีกนิดเดียวเท่านั้น การเดินทางไปหมู่บ้านชายขอบติดคาบสมุทรอาร์กติกสร้างความตื่นเต้นให้ไม่น้อย การได้ไปยืนริมทะเลที่มีลมทะเลซัดน้ำแข็งเข้าฝั่งตลอดเวลาไม่ใช่เรื่องที่หาชมได้ที่ชายหาดทั่ว ๆ ไป  แต่ความน่าสนใจระหว่างทางก็ดึงดูดนักเดินทางไม่แพ้กัน นั่นคือ เราต้องผ่านป่าสนที่ถือว่าเป็นปอดของยุโรป และเป็นส่วนหนึ่งของป่าสงวนที่ใหญ่เป็นอันดับหนึ่งของโลก รู้จักในชื่อไทกา (Taiga) การเดินทางผ่านไทกาใช้เวลานาน ป่าสนในฤดูหนาวที่ปกคลุมไปด้วยหิมะให้ความรู้สึกยิ่งใหญ่สุดสายตา ยิ่งเมื่อได้รับข้อมูลของป่าสนแห่งนี้ยิ่งรู้สึกว่าการเดินทางไปหมู่บ้านเทอริเบอกาคุ้มค่าและน่าค้นหามากกว่าตอนที่ตัดสินใจมาเยือน ไทกาในฤดูหนาวจัดเป็นป่าสนที่ขาวโพลน ต้นสนใบร่วงจนเหลือแต่กิ่งไม่น่าเชื่อว่าที่นี่คือปอดของยุโรป พอได้ยินคำว่าปอดของยุโรปเชื่อว่าหลายคนอยากสูดอากาศให้เต็มปอด ถนนเส้นนี้นอกจากป่าสนขนาดใหญ่ที่ให้ออกซิเจน (Oxygen) มากมาย ในช่วงฤดูหนาวรถยนต์ก็ไม่พลุกพล่าน ระยะทางสองร้อยกว่ากิโลเมตรจากเมืองมูร์มันสค์ (Murmansk) ซึ่งเป็นเมืองที่เรานั่งเครื่องบินมาลง เราสวนกับรถยนต์ที่นับคันได้ ในเดือนที่เราเดินทางไปถึงคือต้นเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นเดือนที่หนาวจัด ทุกลมหายใจที่ไม่ได้ผ่านหมวกคลุมหน้าหรือระบบปรับอากาศ มันเย็นเยือกจนปวดศีรษะจริงๆ ครั้งแรกก็อยากสูดอากาศแต่พอลงจากรถยนต์ได้ไม่ถึงห้านาทีก็ต้องรีบกลับขึ้นมาเพราะอากาศที่หนาวจนยะเยือกถึงถึงกระดูก ตลอดเส้นทางจะเห็นทัศนียภาพห่มด้วยสีขาวสุดลูกหูลูกตา บ้านเรือนของคนที่นี่จึงมักทาสีสดใส […]

อลหม่านแมนต้าเรย์ในทะเลมัลดีฟส์

ผมจำได้แม่นว่า ภาพที่จุดประกายให้รู้สึกอยากไปอ่าวฮานิฟารู (Hanifaru Bay) ในมัลดีฟส์คือภาพถ่ายของ โทมัส พีแช็ก ช่างภาพ เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ที่บันทึกปรากฏการณ์ feeding frenzy หรือภาพฝูงปลากระเบนราหู หรือ แมนต้าเรย์ (manta ray) แห่มากินแพลงก์ตอนในอ่าวแบบมืดฟ้ามัวดิน ในภาพผมแทบมองไม่เห็นผืนน้ำสีฟ้า เพราะแน่นขนัดไปด้วยกระเบนราหูลำตัวสีดำ และสีขาวโพลนบริเวณท้อง หลังจากนั้นไม่นาน ในปี 2011 พวกเราพากันไปมัลดีฟส์ด้วยความหวังที่อยากเห็นภาพเดียวกัน แต่ครั้งนั้น เจอกระเบนราหูเพียง 10 ถึง 20 ตัว แม้เป็นช่วงเวลาที่สนุกมากที่ได้ว่ายน้ำกับปลากระเบน เราต่างรู้สึกว่า ยังไม่สมใจและต้องกลับไปซ้ำอีกรอบแบบเต็มๆ แต่เรื่องไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น นักดำน้ำแห่แหนกันไปฮานิฟารูจนกระทั่งฝูงกระเบนราหูหายไปจากบริเวณอ่าวเป็นเวลาหลายปี และเพิ่งจะกลับมาหากินเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา ส่วนพวกเราที่ตารางดำน้ำแน่นเกือบทุกปี ทุกสิ่งอย่างเพิ่งจึงมาลงตัวช่วงสิ้นเดือนกรกฎาคมปี 2019 หลังจากรอคอยอย่างยาวนาน จึงต้องวางแผนกันอย่างดีเพื่อให้ตรงกับช่วงที่มีโอกาสเจอฝูงกระเบนราหูได้ดีที่สุด โดยเฉพาะการกางปฏิทินดูข้างขึ้นข้างแรม ผมขอแนะนำเกี่ยวกับกระเบนราหูสักเล็กน้อย ถึงแม้ชื่อและลักษณะภายนอกอาจดูน่ากลัว อีกทั้งลำตัวขนาดใหญ่ แต่ความจริงแล้ว กระเบนราหูไม่มีพิษมีภัยแต่อย่างใด เนื่องจากไม่มีเงี่ยงที่หาง ในประเทศไทย กระเบนราหูหรือที่นักดำน้ำเรียกสั้นๆ ว่า แมนต้าเรย์ พบเห็นได้บ่อยครั้งที่หินม่วง […]