Fjallraven Thailand Trail 2019 วัฒนธรรมใหม่ของ การเดินป่า ที่ยั่งยืน

วัฒนธรรมใหม่ของ การเดินป่า ที่ยั่งยืน

Fjallraven Thailand Trail 2019 วัฒนธรรมใหม่ของ การเดินป่า ที่ยั่งยืน

แต่ละคนมีเหตุผลในการเดินทางต่างกัน แต่ผมเชื่ออย่างหนึ่งว่าทุกการเดินทางมักได้ประสบการณ์ และความทรงจำติดตัวกลับมาด้วยเสมอ การเดินทางของผมครั้งนี้ถือว่าพิเศษกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา เพราะเป็นครั้งแรกที่ต้องเดินเท้าในระยะทางที่ทั้งไกลและลำบาก เต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า ขณะเดินก็พร่ำบ่นรำพึงกับใจตัวเองว่าจะเดินหน้าต่อหรือพอแค่ตรงนี้

ผมได้รับคำชวนแกมท้าทายจากน้องผู้เป็นนายที่รักว่า “พี่ไปเดินป่ากัน”  แม้จะเป็นสิ่งที่ไม่เคยลองสัมผัสมาก่อน แต่มีหรือที่ผมจะปฏิเสธ เลยตกปากรับคำ “ไปครับ” หลังจากนั้นข้อมูลการจัดงาน เวลา การเตรียมตัวและความพร้อมทุกอย่างก็ถูกส่งเข้ามาไม่ขาดสาย กับน้ำหนักเป้ 18 กิโลกรัม ที่ต้องแบกเองตลอดเส้นทางที่เดิน งานที่ว่าก็คือ Fjallraven Thailand Trail 2019 ซึ่งปีนี้จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 2 แล้วในประเทศไทย กับเส้นทางเดินป่าระยะไกลชุมชนขุนน้ำเงา ระยะทางโดยประมาณ 50 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินเท้าตั้งแต่ วันที่ 19 – 23 มกราคม 2561 รวมเวลาทั้งหมด 4 คืน 5 วัน

ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จัก Fjallraven กันก่อนว่าคืออะไร

Fjallraven คือแบรนด์เสื้อผ้าและอุปกรณ์เอ๊าต์ดอร์จากประเทศสวีเดนที่เริ่มผลิตมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1960 โดยชายที่ชื่อว่า Ake Nordin ตลอดระยะเวลา 50 ปีที่ผ่านมา Fjallraven มีเป้าหมายที่จะสร้างวัฒนธรรมการใช้ชีวิตกลางแจ้ง โดยสนับสนุนให้ทุกคนได้ออกไปสัมผัสธรรมชาติ จึงได้เกิดกิจกรรมหนึ่งที่ Fjallraven จัดเป็นประจำอย่างต่อเนื่องมานับสิบปี โดยไม่เกี่ยวข้องกับการขายสินค้าของตัวเองเลย นั่นก็คือการเดิน Trekking ระยะทางไกล 110 กิโลเมตร บนเส้นทางที่มีชื่อว่า Kungsladen ซึ่งอยู่ทางตอนเหนือของประเทศสวีเดน โดยใช้ชื่อกิจกรรมว่า “Fjallraven Classic”

          Fjallraven Classic เป็นมากกว่าการเดินป่า แต่เป็นการสร้างวัฒนธรรมและส่งผ่านสิ่งดีๆจากรุ่นสู่รุ่น มุ่งเน้นให้ผู้คนพึ่งพาตนเอง ชื่นชมธรรมชาติแบบไม่เร่งรีบ และเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ ตลอดเส้นทาง 110 กิโลเมตรมีคนเดินนับพันคน แต่สิ่งที่ไม่เห็นเลยตลอดทางคือ “ขยะ” ทั้งที่ตลอดเส้นทางนั้นไม่มีถังขยะเลยสักใบเดียว คนที่ร่วมเดินสามารถแวะพักกางเต็นท์ตรงไหนก็ได้ตลอดเส้นทาง แต่ทุกครั้งที่เก็บเต็นท์และสัมภาระ พื้นที่นั้นจะต้องเรียบร้อยและสะอาดตาราวกับว่าไม่เคยมีใครพักตรงนี้มาก่อน นั่นจึงเป็นที่มาของคำว่า leave no trace

จากวัฒนธรรมการใช้ชีวิตกลางแจ้งที่ดีงามนี้จึงเกิดเป็นแรงบันดาลใจให้ทีมผู้จัดงาน Fjallraven Thailand Trail อยากทำให้เกิดขึ้นที่ประเทศไทยบ้าง วัฒนธรรมที่ว่ามีดังนี้

การพึ่งพาตนเอง ระหว่างการเดินป่าเราต้องแบกของเองทุกชิ้น โดยไม่มีลูกหาบ ทุกครั้งที่จะหยิบของลงเป้ต้องคิดทบทวนถึงความจำเป็น เราจะได้เรียนรู้ว่าอะไรคือสิ่งจำเป็นในการใช้ชีวิตในธรรมชาติกับการใช้ชีวิตจริง เมื่อเดินป่าจบเราก็จะพบความภูมิใจที่รออยู่เบื้องหน้า และการเดินป่าครั้งต่อไปจะไม่ใช่เรื่องยากอีก

การรักษาธรรมชาติให้คงอยู่ ทุกคนล้วนอยากชื่นชมความงามของธรรมชาติ นี่จึงเป็นเหตุผลให้เราออกไปเดินป่า และการที่ผู้คนจำนวนมากเข้าไปเที่ยวชมความงามของธรรมชาติ สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องช่วยกันรักษาธรรมชาติให้คงอยู่เมื่อเราเดินผ่านไปแล้ว โดยไม่ทิ้งขยะแม้แต่ชิ้นเดียวบนเส้นทางที่เดิน ของเสียจากร่างกายต้องถูกฝังและกลบให้ถูกวิธี ส่วนขยะที่นำเข้าไปนั้นจะต้องนำออกมาทิ้งในที่ที่มีการจัดการขยะที่เหมาะสม

ให้เกียรติผู้ร่วมทาง ทุกคนที่ร่วมเดินป่าอาจมาจากต่างชาติ ต่างภาษา ต่างบทบาทและฐานะ แต่ในป่าทุกคนเท่าเทียมกัน และเป็นผู้ที่มีรสนิยมการใช้ชีวิตกลางแจ้งแบบเดียวกัน เมื่อเรามองผ่านความแตกต่างของผู้ร่วมเดินทาง ให้เกียรติเพื่อนร่วมทาง เมื่อนั้นคุณก็จะได้รับเกียรติและการยอมรับเช่นกัน

Fjallraven Thailand Trail เป็นการเดินป่าระยะทางไกลที่จะพาคุณไปตามเส้นทางเก่าแก่ที่มีความยาวกว่า 50 กิโลเมตร เป็นเส้นทางข้ามสันเขาที่เชื่อมต่อของหมู่บ้านชาวกะเหรี่ยงซึ่งใช้เดินไปเยี่ยมญาติและแลกเปลี่ยนของกินของใช้กัน ปัจจุบันมีถนนหนทางที่สะดวกขึ้น แม้ว่าจะอ้อมไปไกลกว่า แต่สามารถไปมาหาสู่กันได้ด้วยรถยนต์และมอเตอร์ไซค์ ทำให้เส้นทางเดินนี้ถูกปล่อยให้รกร้างจนถูกหลงลืม ตลอด 4 วันของการเดินทางคุณจะได้สัมผัสความงามของธรรมชาติในแบบที่ไม่เคยเห็นมาก่อนที่ระดับความสูงตั้งแต่ 900 – 1,700 เมตรจากระดับทะเล

เหตุและผลของการเริ่มต้นเดินป่าอย่างยั่งยืน

พวกเราเริ่มต้นเดินเท้าจาก “แม่ปะ” หมู่บ้านที่อาศัยอยู่ร่วมกับธรรมชาติเป็นหนึ่งเดียว แต่เดิมชาวกะเหรี่ยงในหมู่บ้านนี้จะทำนาเพียงแค่ให้มีข้าวกินทั้งปี ส่วนของสดหาได้จากป่าเขา เมื่อของที่ได้จากธรรมชาติเหลือจึงค่อยต่อแพไม้ไผ่ล่องไปขายให้หมู่บ้านที่อยู่ติดถนนเบื้องล่าง ดูเหมือนว่าเงินไม่ใช่สิ่งจำเป็นสำหรับพวกเขานัก แต่เมื่อวันที่ความเจริญเข้ามา เงินตรากลายเป็นสิ่งจำเป็น การปลูกพืชเศรษฐกิจ เช่น ไร่ข้าวโพด จึงเป็นทางเลือกของชาวบ้าน แต่ผลที่ตามมาคือสภาพดินที่แย่ลง ป่าไม้หายไปเพราะการถางพื้นที่เพื่อทำการเกษตร น้ำที่เคยใสสะอาดก็ขุ่นมัว สัตว์น้ำหายไป เหลือไว้แต่เพียงลมหายใจของชาวบ้านที่รอความหวังว่าวันหนึ่งธรรมชาติจะดีขึ้น แต่ความหวังไม่ได้สูญสิ้น เมื่อโครงการพัฒนาป่าไม้ตามแนวพระราชดำริได้พยายามเข้ามาสร้างทางเลือกในการทำกินร่วมกับป่าหลายโครงการ เช่น การปลูกบุก ปลูกกาแฟใต้ร่มเงาไม้ใหญ่ หรือการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ซึ่งเป็นตัวอย่างของการสร้างรายได้ให้ชาวบ้านโดยที่ป่าก็ยังคงอยู่ได้ต่อไปอย่างยั่งยืน นี่จึงเป็นที่มาของเส้นทางที่ใช้เดินเท้าเข้าป่าในครั้งนี้

อ่านต่อหน้า 2 รายละเอียดเส้นทางเดินป่าระยะไกลชุมชนขุนน้ำเงา

เรื่องแนะนำ

วัฒนธรรมใหม่ของ การเดินป่า ที่ยั่งยืน

Fjallraven Thailand Trail 2019 วัฒนธรรมใหม่ของ การเดินป่า ที่ยั่งยืน แต่ละคนมีเหตุผลในการเดินทางต่างกัน แต่ผมเชื่ออย่างหนึ่งว่าทุกการเดินทางมักได้ประสบการณ์ และความทรงจำติดตัวกลับมาด้วยเสมอ การเดินทางของผมครั้งนี้ถือว่าพิเศษกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา เพราะเป็นครั้งแรกที่ต้องเดินเท้าในระยะทางที่ทั้งไกลและลำบาก เต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า ขณะเดินก็พร่ำบ่นรำพึงกับใจตัวเองว่าจะเดินหน้าต่อหรือพอแค่ตรงนี้ ผมได้รับคำชวนแกมท้าทายจากน้องผู้เป็นนายที่รักว่า “พี่ไปเดินป่ากัน”  แม้จะเป็นสิ่งที่ไม่เคยลองสัมผัสมาก่อน แต่มีหรือที่ผมจะปฏิเสธ เลยตกปากรับคำ “ไปครับ” หลังจากนั้นข้อมูลการจัดงาน เวลา การเตรียมตัวและความพร้อมทุกอย่างก็ถูกส่งเข้ามาไม่ขาดสาย กับน้ำหนักเป้ 18 กิโลกรัม ที่ต้องแบกเองตลอดเส้นทางที่เดิน งานที่ว่าก็คือ Fjallraven Thailand Trail 2019 ซึ่งปีนี้จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 2 แล้วในประเทศไทย กับเส้นทางเดินป่าระยะไกลชุมชนขุนน้ำเงา ระยะทางโดยประมาณ 50 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินเท้าตั้งแต่ วันที่ 19 – 23 มกราคม 2561 รวมเวลาทั้งหมด 4 คืน 5 วัน ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จัก Fjallraven กันก่อนว่าคืออะไร Fjallraven คือแบรนด์เสื้อผ้าและอุปกรณ์เอ๊าต์ดอร์จากประเทศสวีเดนที่เริ่มผลิตมาตั้งแต่ปี ค.ศ. […]

อุทยานแห่งชาติดอยขุนตาล: ขึ้นรถไฟไปปีนผาและเดินป่าในม่านหมอกจาง

เรื่องราวการลุยเส้นทางเดินป่าภายในอุทยานแห่งชาติดอยขุนตาล ที่สามารถเดินทางไปได้โดยรถไฟ และประสบการณ์ของการเดินป่าครั้งแรกในชีวิต หลังจากอายุ 25 ปีได้ไม่นาน ผมตัดสินใจออกไปเดินป่าครั้งแรกในชีวิต แม้การทำงานที่ เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย จะทำให้ผมได้รับรู้เรื่องราวและความสำคัญของธรรมชาติและโลกใบนี้มากขึ้น แต่ผมยังไม่มีโอกาสได้ออกไปสัมผัสธรรมชาติโดยการไปปีนเขา ตั้งแคมป์ หรือเดินป่าอย่างจริงจัง และการมีสถานะเป็น “คนในเมือง” ก็ยิ่งทำให้โอกาสในการออกไปพบกับธรรมชาติดูเป็นเรื่องที่ห่างไกลออกไป จนกระทั่งผมได้รับการชักชวนจากรุ่นพี่ในออฟฟิศท่านหนึ่งที่ทำงานในนิตยสารเพื่อนบ้าน เขาเป็นนักเดินป่าตัวยง และได้เขียนเรื่องราวการท่องเที่ยวธรรมชาติ การเดินป่า ให้กับเว็บไซต์ของนิตยสารมาได้ระยะหนึ่ง เขากำลังหาเพื่อนร่วมทางในการสำรวจเส้นทางเดินป่าที่ชื่อว่า “อุทยานแห่งชาติดอยขุนตาล” เขาเล่าว่า ความน่าสนใจของที่แห่งนี้ คือการเป็นอุทยานแห่งชาติเพียงแห่งเดียวในประเทศไทยที่สามารถเดินทางได้โดยขนส่งสาธารณะ (รถไฟ) ในขณะที่อุทยานแห่งชาติอื่นๆต้องพึ่งพารถยนต์ส่วนตัวในการเข้าถึง เขาจึงเอ่ยปากชวนผม ซึ่งยังไม่มีประสบการณ์ในการเดินป่าอย่างจริงจังให้ร่วมทางไปด้วยกัน คำชักชวนนี้อาจมองได้ว่าเป็นหนึ่งในภาระงานของผมเช่นกัน ผมจึงรีบดำเนินการจองตั๋วรถไฟตามคำแนะนำของเขา โดยมีกำหนดเวลาเดินทาง 3 วัน 2 คืน และนอกเหนือไปจากนี้ ผมไม่จำเป็นต้องทำอะไรเพิ่มเติม นอกเสียจากเตรียมตัวเพื่อรับประสบการณ์การออกเดินป่าครั้งแรกในชีวิต “ไม่ต้องเอาอะไรไปนอกจากของใช้ส่วนตัว เต็นท์ อุปกรณ์เดินป่า เราใช้ด้วยกันได้” ผมรับฟังชายนักเดินป่าผู้มากประสบการณ์ และเมื่อวันเดินทางมาถึง เราสองคนจับรถไฟเที่ยวเย็นจากกรุงเทพมหานคร มุ่งหน้าสู่อุทยานแห่งชาติดอยขุนตาล อุทยานแห่งชาติดอยขุนตาลที่เรากำลังมุ่งหน้าไปนี้ มีพื้นที่ครอบคลุมพื้นที่อำเภอแม่ทา จังหวัดลำพูน และอำเภอห้างฉัตร อำเภอเมือง […]

ชีวิตการผจญภัยที่อยู่บนเส้นเชือก

Outdoors DNA กลุ่มคนที่รักการปีนเขาอยู่ในดีเอ็นเอ หากคุณเป็นคนหนึ่งที่ชื่นชอบภาพยนตร์แนวแอ็กชันผจญภัย สิ่งหนึ่งที่มักเห็นในฉากภาพยนตร์เสมอคือการผจญภัยแบบสุดขั้ว ทั้งการปีนเขาแบบใช้เชือกโรยตัว การกางเต็นท์นอนในแดนหิมะ เดินลุยในป่ารกชัฎ นอนเต็นท์แคร่ริมผา (Portal-edge) ซึ่งหลายคนอาจนึกว่า กิจกรรมสุดโหดแบบนั้นคงมีแค่ชาวต่างชาติที่สามารถเข้าถึงได้ แต่สำหรับประเทศไทย เราพบว่ามีกลุ่มคนที่หลงใหลการเล่นเชือกผูกเงื่อน ปีนเขา โรยตัว นอนริมหน้าผาสูง และลุยหิมะบ้างในกรณีที่ผจญภัยในต่างประเทศ พวกเขาเรียกตัวเองว่า “ Outdoors DNA ” ซึ่งถือเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวแนวผจญภัยที่น่าจับตาที่สุดในตอนนี้ กองบรรณาธิการออนไลน์ เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย มีโอกาสพูดคุยกับ คุณวิน – นวิน ฟูทวีมั่งทรัพย์ หนึ่งในผู้ก่อตั้งกลุ่มOutdoors DNA พวกเขามีแนวคิดเรื่องการท่องเที่ยวแบบผจญภัยที่สร้างประโยชน์ให้แก่สังคมส่วนรวมได้อย่างน่าสนใจทีเดียว “จุดเริ่มต้นของการก่อตั้งกลุ่มท่องเที่ยวขึ้นเพราะ ผมและพี่ดี้ – ศรีพงษ์   พรรณ์แผ้ว เป็นผู้รักการผจญภัย เขากับพี่หนุ่ม – ทิพากร วิชชุรังษี เคยคุยกันว่าอยากทำเฟซบุ๊กแฟนเพจเกี่ยวกับการท่องเที่ยวแบบผจญภัย เพราะนอกเหนือจากเดินป่าแล้ว ยังมีเรื่องของการปีนเขา (Mountaineering) ที่น่าสนใจ ซึ่งในตอนนั้นก็วางแผนจะไปเที่ยวอินเดียด้วยกัน” คุณวินเล่าถึงจุดเริ่มต้นให้เราฟัง เมื่อมีโอกาสคุยกันก็พบว่า พวกเรามีแนวทางในการท่องเที่ยวคล้าย ๆ […]

ดอยหลวง และดอยหนอก จังหวัดพะเยา

ทริปเดินป่าปีนเขา 3 วัน 2 คืน เดือนธันวาคมของทุกปีเป็นช่วงเวลาดีๆ แห่งการเฉลิมฉลอง เพราะใกล้ปีใหม่เข้ามาทุกขณะจิต หลายคนเลือกอยู่บ้าน บางคนเดินทางกลับภูมิลำเนา ส่วนตัวผมเลือกปิดภารกิจสุดท้ายของปีด้วยการพาตัวเองไปพิชิต ดอยหนอก คราวก่อนผมนั่งรถไฟไปเดินป่าที่อุทยานแห่งชาติขุนตาล ครั้งนี้ผมเลยขอเลือกเดินทางด้วยรถทัวร์ของบขส. บ้าง เพราะห่างหายจากการนั่งรถสาธารณะประเภทนี้ไปนานมากทีเดียว โจทย์การท่องเที่ยวของเราครั้งนี้คือการไปเยือนเมืองรอง ผมและทีมเลือกไปจังหวัดพะเยา ซึ่งเป็นจังหวัดที่ผมเคยไปแบบผ่านๆนานๆ ที ครั้งนี้จึงตั้งใจเต็มที่ไปตามความปรารถนาของตัวเองที่ชื่นชอบการเดินป่าและปีนเขา หลายคนอาจสงสัยว่าจังหวัดพะเยามีอะไรน่าสนใจบ้าง จริงๆ แล้วจังหวัดนี้มีประวัติศาสตร์ยาวนานมากนะครับ เป็นแหล่งที่พบพระพุทธรูปหินทรายและหลักศิลาจารึกมากมาย แสดงให้เห็นถึงความเป็นชุมชนเก่าแก่ที่มีอารยธรรมและมีเรื่องราวน่าสนใจไม่แพ้จังหวัดอื่นเลย ว่ากันว่าพะเยายังเป็นหนึ่งในเส้นทางแห่งความรักของพระลอ พระเพื่อน และพระแพง ตัวเอกจากในวรรณคดีเรื่องลิลิตพระลออีกด้วย แน่นอนว่าแหล่งท่องเที่ยวที่คุ้นหูคนทั่วไปมากที่สุดก็คือ “กว๊านพะเยา” ซึ่งแต่เดิมเคยเป็นชุมชนมาก่อนกาลเวลาผ่านไปจนกระทั่งมีสภาพอย่างปัจจุบันเพราะมีการสร้างประตูน้ำกักเก็บน้ำ และใต้ผืนน้ำแห่งนี้ก็มีวัดที่จมอยู่ประมาณยี่สิบวัด หนึ่งในนั้นคือวัดติโลกอาราม เป็นวัดสำคัญที่ปรากฏในหลักศิลาจารึกของจังหวัดพะเยาด้วย ไม่ไกลจากกว๊านพะเยาก็เป็นที่ตั้งของวัดศรีโคมคำ วัดคู่บ้านคู่เมืองที่เป็นที่ประดิษฐานพระเจ้าตนหลวง พระพุทธรูปขนาดใหญ่ที่ถือว่าเก่าแก่ที่สุดในแผ่นดินล้านนา ด้านแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ พะเยาก็มีของดีไม่แพ้ใครและยังเป็นเป้าหมายในการเดินทางครั้งนี้ด้วย นั่นคือดอยหลวงที่มีความสูง 1,694 เมตรจากระดับทะเล และ ดอยหนอก อันเป็นหมุดหมายสำคัญของเหล่านักเดินป่า เพราะว่าบนยอดดอยหลวงและดอยหนอกนั้นจัดว่ามีทัศนียภาพสวยงามมาก บนยอดดอยหนอกยังเป็นที่ประดิษฐานเจดีย์พระธาตุดอยหนอก อันเป็นที่สักการะของชาวพะเยา ลำปาง และเชียงราย ก่อนเดินทางขึ้นสู่ดอยหลวง เราต้องติดต่อที่ทำการหน่วยย่อย ดล.6 อุทยานแห่งชาติดอยหลวงพะเยา […]