ท่องเที่ยวเพื่อ “อาบป่า” ธรรมชาติบำบัดเพื่อการฟื้นฟูร่างกายและจิตใจในกาญจนบุรี

ท่องเที่ยวเพื่อ “อาบป่า” – ธรรมชาติบำบัดเพื่อการฟื้นฟูร่างกายและจิตใจในกาญจนบุรี

ท่องเที่ยวเพื่อ การอาบป่า – ธรรมชาติบำบัดเพื่อการฟื้นฟูร่างกายและจิตใจในกาญจนบุรี

มนุษย์ล้วนกำเนิดมาจากธรรมชาติ จึงเป็นเรื่องธรรมดาที่เราจะรู้สึกดีทุกครั้งเมื่อได้ไปท่องเที่ยวเพื่อสัมผัสธรรมชาติ การได้ฟังเสียงธรรมชาติ ได้สูดกลิ่นป่า หายใจเอาอุ่นไอของอากาศบริสุทธิ์จากต้นไม้ที่ล้อมรอบนั้นล้วนส่งผลดีต่อร่างกายและจิตใจ ราวกับว่าร่างกายได้ฟื้นคืนพลังขึ้นมาใหม่ ซึ่งชาวญี่ปุ่นรับรู้ถึงข้อดีของการอยู่ท่ามกลางธรรมชาติมานานจนเกิดเป็นวิถีการบำบัดที่เรียกว่าชินรินโยคุ การอาบป่า

คำว่าชินรินโยคุ (Shinrin-yoku / 森林浴) แยกออกเป็นคำว่า Shinrin (森林) แปลว่า ป่า และ yoku (浴) แปลว่า อาบ จึงแปลรวมกันว่า การอาบป่า หรือการรับรู้บรรยากาศป่าผ่านประสาทสัมผัสของเรา

อาบป่า, การอาบป่า, วิธีการอาบป่า, อาบป่าอย่างไร, เที่ยวเมืองกาญจน์, กาญจนบุรี
อุทยานแห่งชาติของอเมริกายังคงเป็นเหมือนสมบัติล้ำค่าของประชาชนทั่วประเทศ ภาพถ่ายโดย FERNANDO TATAY

มีการศึกษาแนวคิดชินรินโยคุผ่านกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และมีการวิจัยอย่างต่อเนื่อง จนได้รับการยอมรับให้เป็นวิธีการรักษาเชิงป้องกัน (preventative healthcare) ที่ใช้ในประเทศญี่ปุ่น ผลการศึกษาระบุว่า การอาบป่าส่งผลให้อารมณ์ คุณภาพในการนอนหลับ และการทำสมาธิดีขึ้น รวมทั้งสามารถลดฮอร์โมนความเครียด อารมณ์ซึมเศร้า และความดันเลือดได้

นอกจากนี้ สารเคมีที่ปล่อยมาจากต้นไม้ในป่าซึ่งมีชื่อว่าไฟทอนไซด์ (Phytoncide) ซึ่งเป็นน้ำมันหอมระเหยที่ต้นไม้ปล่อยออกมา เพื่อป้องกันตัวเองจากแมลง แบคทีเรีย และเชื้อราต่าง ๆ ยังมีกลิ่นเฉพาะที่ช่วยบรรเทาความตึงเครียด เพิ่มความผ่อนคลายให้แก่มนุษย์ มีอารมณ์ที่ดีขึ้น นอนหลับสนิท และสามารถเพิ่มภูมิคุ้มกันให้กับร่างกายไปพร้อมกัน นั่นหมายความว่า เราจะมีสุขภาพที่ดีขึ้นด้วยจากอาบป่า โดยการอาบป่าในธรรมชาติที่เริ่มส่งผลต่อร่างกายนั้นใช้เวลาเพียงสองชั่วโมงเท่านั้น

อาบป่า, การอาบป่า, วิธีการอาบป่า, อาบป่าอย่างไร, เที่ยวเมืองกาญจน์, กาญจนบุรี
ภาพของวัดเกาหลีเมื่อมองลงมาจากจุดสูงสุดเส้นทางเดินป่า ถ่ายที่ Baekyangsa เกาหลีใต้ ภาพถ่ายโดย AARON CHOI

แม้จะเป็นแนวคิดที่มีต้นกำเนิดจากญี่ปุ่น แต่เราสามารถไปอาบป่าได้ทุกที่บนโลก รวมถึงประเทศไทยที่มีการจัดโครงการท่องเที่ยวเพื่อการอาบป่า ที่ได้รับการแนะนำและสนับสนุนโดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สำนักงานกาญจนบุรี) ที่มีจุดประสงค์เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวในรูปแบบใหม่
กาญจนบุรีเป็นหนึ่งในจังหวัดที่ยังคงความเป็นธรรมชาติ และระยะทางไม่ไกลจากรุงเทพฯ จึงเหมาะสมกิจกรรมการอาบป่า ที่ปรับรูปแบบการอาบป่าแบบญี่ปุ่นให้เหมาะกับบริบทของเมืองไทย

*************************

ป้าแอ๊ด-ทิพวัน ถือคำ เดินออกมาทักทายด้วยความเป็นมิตร เธอเป็นเจ้าของกิจการ บ้านกลางทุ่งโฮมสเตย์  ที่อำเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี ที่นี่มีการจัดกิจกรรมอาบป่าให้แก่ลูกค้าที่มาใช้บริการ หลังจากนั้นได้มีการรวมตัวกันของผู้ประกอบการโฮมสเตย์ในละแวกใกล้เคียง และนำเสนอโครงการไปยังการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สำนักงานกาญจนบุรี) ซึ่งมีความยินดีที่จะสนับสนุนและส่งเสริมกิจกรรมท่องเที่ยวที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง

บ้านกลางทุ่งโฮมสเตย์รายล้อมไปด้วยพื้นที่ป่าหลายไร่ ที่ให้ความรู้สึกทั้งสงบและร่มรื่น ถือได้ว่าเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของการพาครอบครัวมาพักผ่อนพร้อมกับได้เรียนรู้วิธีการอาบป่าไปด้วย

การอาบป่า

ป้าแอ๊ดเล่าถึงแนวคิดเรื่องการอาบป่าว่า ระหว่างที่ทำกิจกรรมกับเด็กๆ เพื่อนฝูงจากแดนไกลได้ส่งหนังสือเกี่ยวกับหลักการอาบป่ามาให้ หลังจากเธอได้อ่านและลองทำความเข้าใจกับวิธีการ เธอเกิดความรู้สึกประทับใจและอยากลองทำกิจกรรมนี้ เพราะอยากให้ผู้อื่นได้สัมผัสความงามของธรรมชาติที่แท้จริง และได้รับประโยชน์จากการใช้เวลาในธรรมชาติอย่างเป็นมิตร

ป้าแอ๊ดอธิบายถึงกิจกรรมการอาบป่าในช่วงเช้าว่า “วิธีการอาบป่า คือการเดินเข้าไปในป่าด้วยความสงบ เปิดประสาทสัมผัสทั้งหมดของคุณ และรับรู้ถึงสิ่งเร้าทั้งหมดที่เกิดขึ้นรอบตัวคุณ การอาบป่า เราไม่จำเป็นต้องตั้งเป้าหมายว่าต้องเดินเท้าไปถึงจุดไหน สิ่งสำคัญคือเราเปิดรับสิ่งเร้าทั้งหมดหรือยัง เราใช้เวลาเพียง 20 นาที ก็เพียงพอที่จะรู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นได้”

การอาบป่า

ระหว่างการเดินอาบป่า ป้าแอ๊ดชวนพวกเราเดินไป คุยไป และแนะนำถึงวิธีการอาบป่า ว่าระหว่างที่พวกเรากำลังเดินไปนั้น อยากให้ทุกคนเปิด “ผัสสะทั้ง5” อันได้แก่สายตามองเห็นรูปร่างลักษณะเส้นสายต่างๆ ที่ธรรมชาติขีดเขียนไว้ ทำให้เกิดทัศนียภาพ ลิ้นของเราสามารถรับรสชาติต่างๆ ได้ ในขณะเดินอาบป่า หากคุณพบผลไม้ป่า ลองหยิบมาชิมสักผล ลิ้มรสธรรมชาติแท้จริงโดยไม่ผ่านการปรุงแต่ง ส่วน จมูกรับรู้กลิ่น ลองหายใจเข้าลึก-ออกยาว สูดดมกลิ่นต้นไม้ กลิ่นดิน กลิ่นใบไม้แห้ง ที่อบอวลอยู่ในป่า ก็ทำให้ผมเผลอยิ้มออกมาได้ เสียงในป่าที่เราได้ยินทุกเสียงผ่านทางหู ช่วยเพิ่มความจดจ่ออยู่กับตัวเองได้ และหากคุณลองสัมผัส โอบกอด และลูบไล้เบาไปบนใบไม้ คุณจะรู้สึกว่าธรรมชาติก็กำลังสัมผัสคุณเช่นกัน]

ในขณะที่เดินไปป้าแอ๊ดชวนพวกเราทำกิจกรรมเพิ่มความผ่อนคลาย แล้วก็ทำสมาธิไปพร้อมกัน ด้วยการสูดลมหายใจลึก ๆยืดแขนทั้งสองข้างอย่างช้า ๆ ประกบเข้าหากันเหนือศีรษะ จะว่าไปก็คล้ายกับการทำโยคะเหมือนกัน เราเดินกันต่อไปตามทางสักระยะ จนมาถึงใต้ต้นมะกอกป่าต้นใหญ่ต้นหนึ่ง น้าแอ๊ดบอกให้พวกเราลองกอดดู ผมทำตาม แล้วพลันให้เกิดความรู้สึกสงบปนสุขแบบบอกไม่ถูก

******************************

หลังจบกิจกรรมอาบป่า ผมรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงของร่างกายที่เกิดขึ้นทันที่ ความเมื่อยล้าจากการตรากตรำทำงานในเมืองหายไป

ผมนึกถึงคำกล่าวของน้าแอ๊ดว่า “เมื่อเราใช้เวลาในป่าอย่างเป็นมิตร เราจะรับรู้ได้ถึงพลังการรักษาจากธรรมชาติ” ดังนั้น ผมจึงคิดว่าการอาบป่าไม่จำเป็นต้องเดินทางไปเข้าป่าลึกเพียงอย่างเดียว ซึ่งสอดคล้องกับคำกล่าวที่น้าแอ๊ดที่เธอกล่าวไว้ก่อนจากกันว่า “จริง ๆ แล้ว เราสามารถอาบป่าได้ตามสวนสาธารณะ หรือแม้กระทั่งสวนในบ้านของเราเองก็ได้ ถ้าหากเรารู้วิธีการ”

หลังจากนั้น ผมจึงครุ่นคิดว่า แค่ได้เดินไปในสวนสาธารณะใกล้บ้าน แล้วเปิดทั้งกายและใจสู่อ้อมกอดของธรรมชาติ ให้พลวัตของสิ่งต่างๆ รอบตัวได้ไหลผ่านเราไป เท่านี้ เราก็ได้รับการฟื้นฟูแล้ว แต่ถ้ามีโอกาส ผมก็อยากไปอาบป่าที่กาญจนบุรีอีกสักครั้ง หรือหลายๆ ครั้ง เพื่อให้ร่างกายและจิตใจได้รับการเยียวยา ซึ่งจะส่งผลต่อความสุขในการใช้ชีวิตของเราในทุกๆ วัน

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมและเรียนรู้วิธีการอาบป่าในรูปแบบของบ้านกลางป่าได้ที่
FACEBOOK / Forest Bathing Kanchanaburi

สนับสนุนโดย การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)

เรื่อง ไตรรัตน์ ทรงเผ่า / บดินทร์ บำบัดนรภัย / เกียรติศักดิ์ หมื่นเอ
ภาพ ศุภกร ศรีสกุล / ฤทธิรงค์ จันทองสุก


เรื่องอื่น ๆ ที่น่าสนใจ : ชินรินโยคุ การอาบป่าบำบัดแบบญี่ปุ่น

ชินรินโยคุ

เรื่องแนะนำ

วัดปรางค์หลวง ชมพระปรางค์เอนแห่งเมืองนนท์

เที่ยว วัดปรางค์หลวง ชมพระปรางค์เอนแห่งเมืองนนท์ จังหวัดนนทบุรีนั้นเป็นแหล่งชุมชนชาวสวนที่เชื่อกันว่ามีมาตั้งแต่สมัยอยุธยา ด้วยความที่เป็นหัวเมืองที่อยู่ใกล้กรุงศรีอยุธยาที่สุด ทำให้การอพยพย้ายถิ่นฐานมาเป็นเรื่องที่ง่ายและสะดวก เมื่อมีชุมชนก็ต้องมีวัด เป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวพุทธด้วย เมืองนนท์เองก็จัดได้ว่ามีวัดมากที่สุดอีกจังหวัดหนึ่ง จากข้อมูลทะเบียนวัดของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติพบว่ามีถึง 195 วัดทีเดียว และหนึ่งในนั้นคือ วัดปรางค์หลวง นนทบุรีถือเป็นเมืองที่มีบทบาทต่อกรุงศรีอยุธยาเป็นอย่างมาก เนื่องจากมีเส้นทางออกสู่ทะเล นอกจากนี้ก็ยังมีเมืองธนบุรี เมืองนครชัยศรี เมืองสาครบุรี เมืองสมุทรสงคราม เมืองเพชรบุรี เมืองราชบุรี และเมืองสมุทรปราการ โดยเรียกกลุ่มหัวเมืองเหล่านี้ว่า “ปากใต้” ที่ไม่ใช่ “ปักษ์ใต้” นั่นคือเมืองที่อยู่ทางตอนใต้ของกรุงศรีอยุธยา และถือเป็นกลุ่มหัวเมืองที่มีหน้าที่ผลิตและจัดหาอาหารทะเลส่งเข้ามายังกรุงศรีอยุธยาอีกด้วย วัดปรางค์หลวง วัดเก่าแก่ที่สุดในเขตปริมณฑล วัดปรางค์หลวงตั้งอยู่ในอำเภอบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี นับเป็นวัดเก่าแก่ที่สุดในเขตปริมณฑล เชื่อกันว่าสร้างมาตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนต้น (พ.ศ. 1893 –  1991) ปัจจุบันกรมศิลปากรได้เข้ามาบูรณปฏิสังขรณ์จนงดงาม เดิมทีวัดแห่งนี้มีชื่อว่า “วัดหลวง” ต่อมาสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส สมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 10  ได้ประทานชื่อใหม่เป็น “วัดปรางค์หลวง” โบราณสถานสำคัญที่ควรมาชมคือ “ปรางค์ประธาน” ผู้ที่ชื่นชอบงานศิลปะแบบอยุธยาจึงไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง ในส่วนของข้อมูลนั้นมีแหล่งที่มาหลากหลาย ทั้งจากการบอกเล่าสืบกันมาจากชุมชนว่าวัดนี้สร้างในปี พ.ศ. 1890 […]

มาลาปัสกัว หมู่เกาะแห่งความฝันในทะเลฟิลิปปินส์

ความงามที่ล่ำลือใต้ท้องทะเลรอบเกาะ มาลาปัสกัว ดึงดูดให้เราอยากไปชมความงามด้วยตาตัวเองสักครั้ง การเดินทางสู่… มาลาปัสกัว เรื่อง : ชุตินันท์ โมรา ภาพ : ชุตินันท์ โมรา และพลพิชญ์ คมสัน พวกเรานั่งเครื่องบินมาลงที่เกาะเซบู เกาะรูปร่างยาวๆ ตั้งอยู่ท่ามกลางบรรดาหมู่เกาะแห่งประเทศฟิลิปปินส์ ฟิลิปปินส์เป็นประเทศที่ประกอบขึ้นด้วยเกาะจำนวนหลายพันเกาะ ร่องน้ำที่พาดระหว่างเกาะหลายแห่งมีความลึกระดับหลายร้อยเมตร เกาะ มาลาปัสกัว อยู่ถัดออกมาจากส่วนเหนือสุดของเกาะเซบู การเดินทางไปให้ถึงต้องนั่งรถผ่านถนนชนบท เลาะไปตามหมู่บ้านต่างๆ ตลอด 5 ชั่วโมง แล้วเดินทางต่อด้วยเรืออีกประมาณ 20 นาที เพื่อข้ามไปให้ถึงเกาะเล็กๆ ที่เป็นจุดหมายโลกใต้ทะเลที่นี่ดึงดูดพวกเราด้วยชื่อเสียงของฉลามหางยาวฉลามลึกลับ ที่อาศัยอยู่ในน้ำลึกเกินกว่า 100 เมตร และมีความยาวของหางเกือบเท่าความยาวของตัว โรงอาบน้ำของฉลาม ความลับของหางที่เหมือนแส้นั้น เพิ่งถูกเปิดเผยเมื่อไม่กี่ปีก่อน มีคนถ่ายคลิปฉลามใช้หางต้อนปลาเหมือนคาวบอยไล่ต้อนฝูงแกะ เมื่อได้จังหวะก็ฟาดให้เหยื่อสลบก่อนจะว่ายวนกลับมากิน เราเปิดคลิปนี้ดูหลายรอบด้วยความทึ่ง หางแส้เรียวยาวของฉลามเคลื่อนไหวพริ้วอยู่ในน้ำ แค่การสะบัดตัวนิดเดียวหางแส้ก็สะบัดตามเหมือนกับคาวบอยในหนังที่เคยได้ดู การดูผ่านจอไม่เหมือนกับการพบหน้าจริง คล้ายกับการคุยเฟซไทม์กับคนรู้จัก ซึ่งให้ความรู้สึกต่างกับการนั่งคุยในห้องเดียวกัน การสั่นสะเทือนของน้ำที่เราสร้างไหลไปถึงฉลาม และการสะบัดหางของฉลามก็ส่งกลับมาถึงเรา เรามาที่นี่เพราะอยากพบกับฉลามหางยาวด้วยตัวของเราเอง ภูเขาใต้ทะเลยอดตัดซึ่งอยู่ทางตะวันออกของเกาะ เป็นจุดแอบดูฉลามหางยาวที่ดีที่สุด ยอดตัดด้านบนแบนราบมีความลึกประมาณ 20 […]

SLOW BUT SURE พักเยอะก็เห็นเยอะ

หากอยากแบกเป้ขึ้นเขาเข้าป่าแต่ไม่แน่ใจในความฟิตของร่างกาย กับการที่ต้องไปเจอกับทางขึ้นเขาที่ทั้งยาวทั้งชัน อย่าเพิ่งถอดใจไปครับ ลองกระตุ้นความต้องการเดินทาง ด้วยการจินตนาการถึงตัวเองที่กำลังอยู่บนยอดเขาสูงกับวิวกว้างสุดลูกหูลูกตา อาจพอช่วยฉุดความอยากลากสังขารให้ออกไปใช้ชีวิตกลางแจ้งมากขึ้น ไม่ต้องกังวลกับความเหนื่อยล้า เพราะเราจะค่อย ๆ เดินไป โดยปฏิเสธความรีบเร่งทั้งปวง เราจะพักกันเท่าที่เราอยากพัก อย่างน้อยที่สุดการเคลื่อนที่ไปอย่างช้า ๆ มันก็ทำให้เราเห็นนั่นเห็นนี่ข้างทางได้มากกว่าคนอื่น… ต้นทาง จุดที่เรานั่งพักจุดแรกเป็นบริเวณน้ำตกเล็ก ๆ เรียกว่า“ห้วยทองหลาง” ที่นี่คือทำเลที่เหมาะสำหรับมื้อกลางวัน ช่วงเวลานี้อาหารร้านดังที่มีดาวการันตีจากสำนักไหนก็ไม่เด็ดเท่าข้าวเหนียวหมูย่าง นี่คือที่สุด!!! ความสดชื่นจากการได้ล้างหน้าล้างตัวด้วยน้ำเย็น ๆ ในลำธารเหมือนเป็นการชาร์จแบตได้สักหน่อย หากมีภาชนะเหลือแนะนำให้เติมน้ำตรงนี้ไปใช้ต้มประกอบอาหารเพราะนี่คือจุดสุดท้ายที่เราจะเจอลำธาร พี่เจ้าหน้าที่บอกพวกเราว่าลำธารสายนี้คือส่วนหนึ่งของแม่น้ำแควน้อยและแม่น้ำแม่กลองเชียวนะ นี่แหละครับเรื่องน่าทึ่งตั้งแต่ยังไม่ถึงยอดดอย   ระหว่างทาง จะว่าไปในความช้าและพักบ่อยก็มีประโยชน์ มันทำให้ได้เห็นรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ระหว่างทางมากขึ้น ได้เห็นดอกไม้ป่าเล็ก ๆ จากการก้มหน้าหอบหายใจ ได้เห็นยอดไม้กับก้อนเมฆตอนแหงนหน้าดื่มน้ำ ช่วงเวลานี้ต้องขอบคุณเทคโนโลยีที่เรียกว่าสมาร์ตโฟน ที่ทำให้เราถ่ายภาพได้ทันทีแบบไม่ยั้ง ไม่ต้องมาคิดมากว่าภาพจะดีหรือไม่ แตกต่างจากสมัยใช้กล้องฟิล์มลิบลับ จะกดชัตเตอร์แต่ละทีก็เกรงใจกลัวฟิล์มจะหมด ภาพที่เห็นตรงหน้าตอนนี้ทุกอย่างดูน่าสนใจไปซะหมด ในแต่ละจุดพักเราใช้เวลากับมันประมาณหนึ่ง จากความช้ากลายเป็นความรื่นรมย์ทำให้ข้างทางน่าสนใจขึ้นกว่าเดิม ไอ้นั่นก็ดีไอ้นี่ก็สวย “ถึงที่หมายช้าก็เพราะแวะถ่ายรูประหว่างทาง” นี่คือข้ออ้างแบบมีฟอร์มแทนที่จะบอกความจริงว่าเหนื่อยพักบ่อยไม่ค่อยฟิต “ถึงจะช้าแต่ก็ชิลล์นะครับ” ผมว่า สิ่งที่อยู่ตรงหน้าผมตอนนี้ไม่ใช่แค่ใบไม้ แต่มันคือความงามตามธรรมชาติแบบมีหลักการ […]

เที่ยว เขื่อนบางลาง นอนค้างบน เกาะป็อบคอร์น

ถ้าเพื่อนชวนคุณไปเที่ยว เขื่อนบางลาง จังหวัดยะลา คุณจะไปไหม? มันอันตรายหรือเปล่า กับข่าวสารที่รับรู้มา ถ้าถามว่ากลัวไหม ก็ต้องตอบว่า “ไม่”  แต่ในใจลึก ๆ เราคิดว่า ถ้าคนจะตาย อยู่ที่ไหนก็ตายได้ ไม่ต้องไปถึงยะลาหรอก คนที่นั่นเขายังใช้ชีวิตประจำวันกันได้ แล้วทำไมเราจะไปเที่ยวสักครั้งไม่ได้ละ แล้วในที่สุดเราก็ตัดสินใจล่องใต้ โดยมีจุดหมายปลายทางอยู่ที่ เขื่อนบางลาง จังหวัดยะลา จนได้ ครั้งแรกที่ออกเดินทางผมเจอด่านตรวจระหว่างทางเยอะมาก บอกตามตรงว่าตื่นเต้น เพราะเราไม่เคยเจอแบบนี้ แต่ก็เหมือนได้รับรางวัลปลอบใจนั่นคือวิวสวย ๆ ตลอดสองข้างทาง ไม่ว่าจะเป็นบ้านเรือนของผู้คน สลับกับวิวทะเลขณะที่รถกำลังเคลื่อนผ่านบนเส้นทางระหว่างจังหวัดปัตตานีกับยะลา ถนนเส้นนี้มีโค้งเยอะมาก เสียจนเรานึกว่ากำลังขับรถขึ้นเหนือ เรียกว่าใครขี้เมารถละก็ แนะนำให้กินยาแก้เมารถรอไว้ได้เลย แต่ถ้าหลับคุณอาจจะพลาดชมวิวสวย ๆ ได้นะ สำหรับความปลอดภัยของที่นี่ ขอเล่าว่าช่างแตกต่างจากข่าวในทีวีและหนังสือพิมพ์อย่างสิ้นเชิง เพราะเราได้พบเจอแต่ผู้คนที่มีน้ำใจ ยิ้มแย้มแจ่มใส พร้อมช่วยเหลือนักท่องเที่ยวอย่างเรา นี่คือสิ่งที่ผมประทับใจตั้งแต่ครั้งแรกที่ไปเยือนยะลา และขอสัญญากับตัวเองว่าจะกลับมาที่นี้อีกครั้งแน่นอน และนี่คือการกลับมายังจังหวัดยะลา จังหวัดสุดท้ายปลายด้ามขวานของประเทศไทย อีกครั้งสำหรับผม… ทริปนี้ผมออกเดินทางมากับเพื่อน ๆ ซึ่งก่อนหน้านั้นผมและเพื่อนได้มีโอกาสไปเที่ยวที่เบตงมาแล้ว  แต่รอบนี้พวกเราขอแวะมาเที่ยวที่บันนังสตาเพิ่มเติมดูบ้าง เพราะทราบมาว่าที่นี่มีแหล่งท่องเที่ยวเปิดใหม่อยู่ที่ “เขื่อนบางลาง” การเดินทางมายังเขื่อนบางลาง เราสามารถมาได้ง่าย […]