สวนสวรรค์เหนือ แมนแฮตตัน พื้นที่พักผ่อนหย่อนอารมณ์ใจกลางมหานคร

สวนสวรรค์เหนือ แมนแฮตตัน

ในมหานครอย่างนิวยอร์กเรื่องดีๆ ใช่ว่าจะเกิดขึ้นได้ง่ายๆ และบ่อยๆ และโครงการที่เข้าท่าก็มักต้องยอมประนีประนอมหากความคิดนั้นเกิดขึ้นได้จริงๆ ไฮไลน์เป็นข้อยกเว้นที่หลายฝ่ายสมหวัง เพราะต้องยอมรับว่าในนิวยอร์กมีน้อยครั้งนักที่แนวคิดสุดบรรเจิดไม่เพียงเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาเท่านั้น แต่ยังออกมาดีกว่าที่ใครต่อใครคาดคิด เรื่องทำนองนี้ไม่ได้พบเห็นกันบ่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นที่เมืองไหนยิ่งมหานครนิวยอร์กด้วยแล้วยิ่งไม่ต้องพูดถึง เมื่อแนวคิดอันสลับซับซ้อนในการสร้างพื้นที่สาธารณะสามารถฟันฝ่าอุปสรรคตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบ การตัดสินใจทางการเมือง ไปจนถึงการก่อสร้างได้โดยแทบไม่ได้รับผลกระทบเลย ผู้ออกแบบโครงการนี้คือ เจมส์ คอร์เนอร์ ภูมิสถาปนิกจากบริษัทฟีลด์โอเปอเรชันส์ ร่วมกับบริษัทสถาปนิกดิลเลอร์สโกฟิดิโอแอนด์เรนโฟร

แมนแฮตตัน, สวนสาธารณะ, มหานคร, วิถึชีวิต
การจุมพิตอันดูดดื่มอาจเป็นเหตุผลเดียวที่ทำให้ใครบางคนพลาดชมทัศนียภาพเหนือถนนเทนท์อเวนิว ซึ่งสถาปนิกออกแบบให้เป็นไฮไลต์หนึ่งของสวนสาธารณะลอยฟ้าไฮไลน์ การออกแบบของพวกเขาเปลี่ยนสะพานธรรมดาๆ ให้กลายเป็นอัฒจันทร์กลางเมืองอันโดดเด่น พร้อมด้วยม้านั่งไม้ยาวลดหลั่นกันลงไปยังช่องหน้าต่างที่อยู่เหนือเส้นทางจราจรพอดี

โครงการของพวกเขาเป็นการผสมผสานอย่างลงตัวระหว่างความประณีตกับความหยาบกระด้าง อันเป็นคุณสมบัติเชิงอุตสาหกรรมของไฮไลน์ งานออกแบบจึงมีทั้งม้านั่งไม้ขัดเงาที่ผุดขึ้นมาจากพื้นสวนสาธารณะ และยังคงเก็บรางรถไฟเก่าส่วนใหญ่ไว้โดยนำไปตกแต่งเป็นส่วนหนึ่งของทางเดินและภูมิทัศน์ คอร์เนอร์ซึ่งทำงานร่วมกับพีต โอดอล์ฟ ภูมิสถาปนิกชาวดัตช์ แนะนำให้ปลูกพืชหลากหลายโดยเน้นไปที่พืชจำพวกหญ้าลำต้นสูงกับต้นกก เพื่อสร้างบรรยากาศของทุ่งดอกไม้ป่าและวัชพืชที่ขึ้นปกคลุมในช่วงที่ไฮไลน์ถูกทิ้งร้างไปนานหลายสิบปี

ในช่วงแรกๆ ของระยะเวลา 25 ปีที่เส้นทางรถไฟสายไฮไลน์ไม่ได้ใช้งานและไม่ถูกแตะต้อง ปีเตอร์ โอเบลตซ์ ผู้หลงใหลทางรถไฟ ควักกระเป๋าซื้อโครงสร้างลอยฟ้านี้ในราคา 10 ดอลลาร์สหรัฐจากบริษัทคอนเรล (Conrail) ด้วยความตั้งใจที่จะซ่อมแซมไว้ใช้งาน

ทว่ากรรมสิทธิ์ในการครอบครองของโอเบลตซ์ถูกชะลอออกไประหว่างการต่อสู้ทางกฎหมายที่กินเวลาห้าปี ซึ่งเขาเป็นฝ่ายแพ้คดีในที่สุด โอเบลตซ์เสียชีวิตในปี 1996 แต่คงปฏิเสธไม่ได้ว่าเขาคือผู้จุดประกายในการอนุรักษ์ไฮไลน์เอาไว้ เช่นเดียวกับโจล สเติร์นเฟลด์ ผู้เป็นช่างภาพ ในช่วงหลายปีที่ไฮไลน์ถูกทิ้งร้าง เขาได้ถ่ายภาพอันน่าตื่นตาของไฮไลน์ดูราวกับริบบิ้นสีเขียวที่คดเคี้ยวผ่านเมืองอุตสาหกรรม

ผลงานของสเติร์นเฟลด์ซึ่งได้รับการตีพิมพ์ซ้ำแล้วซ้ำเล่ามีบทบาทสำคัญในการกระตุ้นให้เกิดการรวมกลุ่มของคนที่ต่อสู้เรียกร้องให้อนุรักษ์ทางรถไฟเพื่อสาธารณประโยชน์สเติร์นเฟลด์แสดงให้เห็นว่าโครงสร้างอุตสาหกรรมที่ใหญ่โตเทอะทะนี้อาจดูคล้ายสวนสาธารณะขึ้นมาได้จริงๆ

แต่วีรบุรุษตัวจริงของเรื่องนี้คือ ชายสองคนที่พบกันเป็นครั้งแรกในการประชุมระดับชุมชนว่าด้วยอนาคตของทางรถไฟสายนี้เมื่อปี 1999 ได้แก่ โจชัว เดวิด นักเขียนอิสระ ซึ่งขณะนั้นมีอายุ 36 ปี อาศัยอยู่บนถนนสายที่ 21ตะวันตกไม่ไกลจากเส้นทางช่วงตรงกลางของไฮไลน์นักกับโรเบิร์ต แฮมมอนด์ ศิลปินวัย 29 ปี ซึ่งอาศัยอยู่ในย่านกรีนิชวิลเลจ ห่างจากสถานีปลายทางด้านใต้ไปไม่กี่ช่วงตึก

แมนแฮตตัน, สวนสาธารณะ, มหานคร, เมืองใหญ่
บางช่วงของไฮไลน์เหมะสำหรับเดินเล่น แต่ทางเดินเชลซีมาร์เก็ต (Chelsea Market Passage) ตรงถนนสายที่ 15 ให้ความรู้สึกเหมือนระเบียงมากกว่า เพราะเป็นจุดที่มองลงไปเห็นเมืองและแม่น้ำฮัดสัน นี่เป็นบรรยากาศยามเย็นอันเงียบสงบและสดใสวันหนึ่งขณะที่แสงเรืองรองของอาทิตย์อัสดงค่อยๆ ลาลับไปจากขอบฟ้า

“ผมเห็นบทความใน นิวยอร์กไทมส์ บอกว่า ไฮไลน์กำลังจะถูกรื้อถอน และผมก็สงสัยว่ามีใครกำลังพยายามรักษามันไว้หรือเปล่า” แฮมมอนด์บอกผม “ผมหลงรักโครงสร้างเหล็กกล้า หมุดยึดรางรถไฟ และซากปรักหักพังครับ ผมเดาเอาว่าคงมีกลุ่มประชาคมบางกลุ่มกำลังพยายามอนุรักษ์มันไว้ เพราะผมเห็นเรื่องนี้อยู่ในระเบียบวาระการประชุมของคณะกรรมการชุมชน ผมเลยไปดูว่าเรื่องเป็นยังไงกันแน่ และจอชก็นั่งอยู่ข้างผม แต่กลายเป็นว่าในที่ประชุมนั้นมีแค่พวกเราที่อยากเก็บมันไว้ครับ”

“ทางการรถไฟส่งตัวแทนมาเสนอแผนในการนำทางรถไฟกลับมาใช้ใหม่ ซึ่งทำให้คนที่พยายามรื้อถอนมันโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ” เดวิดอธิบาย ”นั่นเป็นจุดเริ่มต้นบทสนทนาของผมกับโรเบิร์ตครับ เราไม่อยากเชื่อเลยว่าคนพวกนั้นจะเดือดดาลได้ถึงขนาดนี้”

เดวิดและแฮมมอนด์ขอให้เจ้าหน้าที่การรถไฟพาไปดูไฮไลน์ ”พอขึ้นไปบนนั้น เราก็ได้เห็นทุ่งดอกไม้ป่าทอดยาวกลางเกาะแมนแฮตตันเลยครับ” แฮมมอนด์เล่า

ทั้งคู่ต้องประหลาดใจกับความโล่งกว้างที่ได้เห็น และตัดสินใจปกป้องไฮไลน์ให้รอดพ้นจากการถูกรื้อถอน พอถึงฤดูใบไม้ร่วงปี 1999 พวกเขาก็ก่อตั้งกลุ่มเฟรนด์สออฟเดอะไฮไลน์ (Friends of the High Line) ขึ้น โดยไม่ได้ตั้งเป้าหมายสูงส่งนักในระยะแรก ”เราแค่อยากงัดข้อกับจูลีอานีเพื่อไม่ให้ไฮไลน์ถูกทำลายเท่านั้นละครับ” แฮมมอนด์เท้าความ “แต่การอนุรักษ์เป็นเพียงก้าวแรก และเราเริ่มคิดว่าเราสามารถสร้างพื้นที่สาธารณะแห่งใหม่ขึ้นมาได้” การดำเนินงานของกลุ่มเฟรนด์สออฟเดอะไฮไลน์คืบหน้าไปอย่างเชื่องช้า

แมนแฮตตัน, สวนสาธารณะ, มหานคร, นิวยอร์ก
อาคารห้องชุดกรุผนังกระจก เดอะแคเลโดเนีย เป็นอาคารที่พักอาศัยเกิดใหม่หนึ่งในหลายแห่งที่เพิ่งผุดขึ้นตามเส้นทางไฮไลน์ไม่นาน

 

อ่านต่อหน้า 3 

เรื่องแนะนำ

หมู่บ้านแห่งนี้ถูกสร้างจากเปลือกหอย

หมู่บ้านแห่งนี้ถูกสร้างจากเปลือกหอย Fadiouth คือชื่อของหมู่บ้านชาวประมงเล็กๆ แห่งหนึ่งบนเกาะนอกชายฝั่งของเซเนกัล ประเทศในภูมิภาคแอฟริกาตะวันตก ที่นี่มีเอกลักษณ์คือมันเป็นหมู่บ้านที่ถูกสร้างจากเปลือกหอย นอกเหนือจากผืนดินของเกาะที่มีเปลือกหอยเป็นส่วนผสมทับถมกันมานานเป็นล้านปีแล้ว หลากหลายสถานที่ของเกาะแห่งนี้ก็มีเปลือกหอยเป็นส่วนผสมในการก่อสร้างเช่นกัน สำหรับสถานที่ที่โดดเด่นที่สุดคือสุสานซึ่งบรรดานักท่องเที่ยวผู้มาเยือนสามารถมองเห็นภาพของกำแพงที่ก่อขึ้นจากเปลือกหอย และพื้นทะเลเปลือกหอยที่มีความกว้างออกไปได้ไกลเป็นไมล์ๆ นอกจากนั้นสถานที่นี้ยังเป็นที่เดียวในเซเนกัลที่ร่างของชาวคริสต์และมุสลิมถูกฝังเคียงข้างกัน ประชากรบนเกาะราว 90% นับถือศาสนาคริสต์ ส่วนที่เหลือนับถือศาสนาอิสลาม ไม่มีใครทราบแน่ชัดถึงประวัติศาสตร์ของเกาะนี้ว่ากลุ่มคนที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานแรกคือใคร ปัจจุบันรายได้หลักของชาวบ้านมาจากการทำประมงและการท่องเที่ยว   อ่านเพิ่มเติม ชีวิตบนเกาะซึ่งหนาแน่นที่สุดในโลก

สะพายเป้คู่ใจตะลุยแดนน้ำตกแห่งเอเชีย ช่วงหน้าร้อนนี้

เอเชีย ถือเป็นดินแดนที่มีธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ ทุกประเทศในแถบเอเชียล้วนมีแหล่งท่องเที่ยวที่เป็นเอกลักษณ์ น้ำตกในเอเชีย เอเชีย เป็นทวีปที่มีพื้นที่มากที่สุดและมีภูมิภาคมากถึง 51 ภูมิภาค มีเทือกเขาสูงที่เกิดจากการโก่งตัวของหิน และยังมีในส่วนของที่ราบต่ำซึ่งเกิดจากการทับถมของดินตะกอนในแม่น้ำ โดยความกว้างใหญ่ของทวีปเอเชียทำให้ในแต่ละพื้นที่มีอากาศที่แตกต่างกัน ทั้งอากาศร้อนชื้น อบอุ่น และเย็น น้ำตกในเอเชีย สำหรับใครที่ยังไม่มีแผนเที่ยวในช่วงวันหยุดยาวนี้ ลองหากระเป๋าเป้ดีๆ สักใบ และออกไปท่องแหล่งธรรมชาติอันงดงามของเอเชียซึ่งมีสิ่งที่น่าดึงดูดใจอีกมากมาย ทั้งวัฒนธรรมอันแปลกใหม่ของแต่ละท้องถิ่น สิ่งมหัศจรรย์ทางธรรมชาติอันน่าทึ่ง รวมไปถึงวัดหรือแหล่งสถาปัตยกรรมแบบโบราณอันวิจิตรบรรจงซึ่งสืบต่อกันมาเป็นเวลานานหลายร้อยปี หากพูดถึงแหล่งธรรมชาติอุดมสมบูรณ์คงหนีไม่พ้นทวีปเอเชีย ซึ่งทาง เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ได้รวบรวมน้ำตกที่อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากประเทศไทย เพื่อทำให้การท่องเที่ยวช่วงวันหยุดของคุณไม่น่าเบื่ออีกต่อไป น้ำตกตาดกวางสี (Kuang Si Falls) – สปป. ลาว ลาวมีแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติอันน่าทึ่งอย่างน้ำตกตาดกวางสี ซึ่งเป็นน้ำตกที่ได้รับความนิยมมากที่สุดแห่งหนึ่งในโลก เรียกได้ว่าหากมีโอกาสมาเยือน สปป. ลาว ก็ไม่ควรพลาดชมแหล่งต้นน้ำอันสูงชันของชั้นหินที่เรียงซ้อนกันอย่างสวยงามราวกับถูกจับวางเป็นอย่างดี นอกจากนี้ น้ำตกตาดกวางสียังเป็นแหล่งดึงดูดนักท่องเที่ยวมากที่สุดของประเทศซึ่งอยู่ใกล้กับหลวงพระบาง ดังนั้น คุณสามารถใช้บริการรถรับ-ส่ง เพื่อช่วยประหยัดเวลาได้ อนึ่ง ทางอุทยานฯ น้ำตกตาดกวางสีอนุญาตให้มีการเล่นน้ำในบางพื้นที่เท่านั้น เคล็ดลับ: หากคุณต้องการหลีกเลี่ยงฝูงชน ควรไปในช่วงเวลาที่เหมาะสม คือช่วงเช้า นอกจากจะได้รับบรรยากาศดีๆ เวลายามเช้ายังเอื้อต่อการถ่ายภาพเก็บประสบการณ์อันน่าทึ่งและความสวยงามของน้ำตกแห่งนี้ […]

เยือนมัสยิดอันงดงามที่สุดในโลก

ตั้งแต่นครทิมบักตูไปจนถึงกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ศาสนสถานอันงดงามตระการตาเหล่านี้เป็นหลักฐานของเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และเหตุการณ์ทางศาสนาอันอัศจรรย์ ขอเชิญคุณผู้อ่านร่วมเดินทางไปเยือนมัสยิดแสนงามจากทั่วโลกพร้อมกันกับเรา

ไอซ์แลนด์ ดินแดนแห่งภูเขาไฟและน้ำแข็ง

บางทีการมีเพื่อนดีก็ถือเป็นโชคอันประเสริฐเหมือนกันนะคะ ลูกหมีเองมีกลุ่มเพื่อนที่เที่ยวมาด้วยกันนาน 7-8 ปีแล้ว หากเราว่างกันเมื่อไรก็มักชวนกันไปเปิดหูเปิดตาท่องโลกกว้าง อย่างทริปล่าสุดช่วงปลายเดือนธันวาคมที่ผ่านมา เราวางแผนไปเที่ยว ไอซ์แลนด์ กันค่ะ ประเทศนี้ถือเป็นดินแดนที่มีการเปลี่ยนแปลงทางธรณีวิทยาและมีภูเขาไฟมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ทั้งยังเป็นสถานที่ที่ถ่ายรูปวิวทิวทัศน์ได้สวยที่สุดอีกแห่งหนึ่งด้วย ลูกหมีจึงต้องพาตัวเองมาไกลถึงที่นี่เพื่อดูให้เห็นกับตาว่าดีงามสมคำเล่าลือหรือไม่ ทริปนี้เรามีเวลาวางแผนการเดินทางค่อนข้างกระชั้นชิด ลูกหมีกังวลเรื่องเสื้อผ้ามากที่สุด เพราะอากาศที่ไอซ์แลนด์หนาวมากถึงขั้นติดลบ ไม่รู้ที่เราเตรียมไปจะเอาอยู่หรือเปล่า แต่นั่นละ เสน่ห์อย่างหนึ่งของการเดินทางคือการมีเรื่องราวให้ชีวิตได้ลุ้นบ้างก็น่าสนุกไปอีกแบบนะคะ ในส่วนของการเดินทางนั้นเรียกว่านั่งเครื่องบินกันมาราธอนเลยทีเดียว คือลูกหมีนั่งเครื่องบินจากสุวรรณภูมิไปลงฟินแลนด์ใช้เวลา 11 ชั่วโมง 15 นาที แล้วต่อจากฟินแลนด์ไปลงไอซ์แลนด์อีกเกือบ 4 ชั่วโมง เรามาพักที่กรุงเรคยาวิก (Reykjavik) ซึ่งเป็นเมืองหลวงของไอซ์แลนด์ และได้ชื่อว่าเป็นเมืองหลวงที่ตั้งอยู่ใกล้กับขั้วโลกเหนือมากที่สุดด้วย เราเที่ยวกันตั้งแต่วันแรกที่มาถึง กระเป๋ายังอยู่บนรถ ยังไม่ได้เช็กอินที่โรงแรม ชุดก็ยังไม่พร้อม เลยจะดูตลกหน่อยกับการมาเที่ยวในสถานที่ที่มีอุณหภูมิติดลบแบบนี้ ยังดีที่บนรถมีรองเท้าสำหรับเดินบนหิมะให้ใส่เพื่อกันการลื่นไถล เรานั่งรถบัสจากสนามบินไปยังภูเขา Kirkjufell ซึ่งมีชื่อภาษาอังกฤษว่า Church Mountain หรือภูเขาโบสถ์ อาจเป็นเพราะมีรูปทรงคล้ายโบสถ์ แต่ลูกหมีมองว่าเหมือนหมวกแม่มดมากกว่า ที่นี่ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของไอซ์แลนด์ ใกล้ๆกับภูเขา Kirkjufell มีน้ำตก Kirkjufellsfoss ซึ่งตอนนี้เส้นสายของน้ำตกได้กลายเป็นน้ำแข็งไปเรียบร้อยแล้ว ถือเป็นจุดถ่ายรูปสำคัญจุดหนึ่งของการเดินทางมาเยือนไอซ์แลนด์ วันที่ลูกหมีไปถึงเต็มไปด้วยหิมะขาวโพลน เป็นภาพที่สวยงามมากจริงๆ ค่ะ […]