คนเราดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ตั้งแต่ 9,000 ปีก่อน - National Geographic Thailand

คนเราดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ตั้งแต่ 9,000 ปีก่อน

คนเราดื่ม เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ตั้งแต่ 9,000 ปีก่อน

เรื่องราวความรักของมนุษย์ที่มีต่อ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ สืบย้อนกลับไปได้จนถึงยุคก่อนเกษตรกรรม หรือจะว่าไป อาจก่อนมีมนุษย์เสียอีก ความชื่นชอบในรสเมรัยน่าจะเป็นลักษณะสืบสายพันธุ์จากวิวัฒนาการที่ฝังแน่นซึ่งทำให้เราแตกต่างจากสัตว์อื่นส่วนใหญ่

ส่วนผสมที่ทำให้เกิดแอลกอฮอล์ในเหล้าทุกชนิดคือยีสต์  สิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวซึ่งมองด้วยตาเปล่าไม่เห็น กินน้ำตาลเป็นอาหาร  ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และเอทานอลซึ่งเป็นแอลกอฮอล์ชนิดเดียวที่ดื่มได้ออกมา นี่คือการหมักวิธีหนึ่ง ปัจจุบัน ผู้ผลิตเบียร์ ไวน์ หรือเหล้าสาเกส่วนใหญ่ใช้ยีสต์เซลล์เดียวที่มีการพัฒนาสายพันธุ์แล้วชื่อว่า Saccharomyces (ที่ใช้กันมากที่สุดคือ S. cerevisiae มาจากคำในภาษาละตินว่า cerevisia แปลว่า “เบียร์”) แต่ยีสต์มีหลากหลายชนิดและพบได้ทุกหนทุกแห่ง และน่าจะหมักผลไม้ป่าที่สุกงอมมาราว 120 ล้านปีแล้ว

ตามความเห็นของพวกเราในยุคปัจจุบัน เอทานอลมีคุณสมบัติทรงพลังอย่างหนึ่ง นั่นคือทำให้เรามีความสุข เอทานอลช่วยให้สารเซโรโทนิน โดพามีน และเอนดอร์ฟินหลั่งในสมอง ทำให้เรามีความสุขและรู้สึกผ่อนคลาย

แต่สำหรับบรรพบุรุษไพรเมตของเราที่กินผลไม้เป็นอาหารแล้ว เอทานอลในผลไม้ที่กำลังเน่าน่าจะมีคุณสมบัติอื่นๆที่น่าติดใจอยู่อีกสามข้อ คือ หนึ่ง มันมีกลิ่นแรงอันเป็นเอกลักษณ์ ทำให้หาผลไม้พบได้ง่าย สอง เป็นของกินที่ย่อยง่าย ทำให้สัตว์ได้รับสิ่งที่มีค่ามากในสมัยนั้นได้มากขึ้น นั่นคือพลังงาน และสาม คุณสมบัติที่เป็นยาฆ่าเชื้อช่วยฆ่าจุลินทรีย์ที่อาจทำให้เจ็บป่วย เมื่อหลายล้านปีมาแล้ว ไพรเมตตัวหนึ่งเกิดชอบผลไม้งอมที่หล่นจากต้น นาทาเนียล โดมินี นักมานุษยวิทยาชีวภาพจากวิทยาลัยดาร์ตมัท บอกว่า “บรรพบุรุษเอปของเราเริ่มกินผลไม้ใกล้เน่าบนพื้นป่า นั่นทำให้ทุกอย่างเปลี่ยนไปครับ และเราก็ได้รับการเตรียมความพร้อมเพื่อปรับตัวสำหรับการบริโภคแอลกอฮอล์”

เครื่องดื่มแอลกอฮอล์
ในเหตุการณ์จำลองกระบวนการผลิตไวน์ด้วยกรรมวิธีโบราณ ทหารโรมันกินองุ่นและหีบน้ำองุ่นด้วยลำต้นโอ๊กขนาดมหึมา จากนั้นนำไปหมักในไหดินเผาไม่ปิดฝา ชาวโรมันแต่งรสไวน์ด้วยส่วนผสมอันน่าพิศวง ไวน์ชนิดหนึ่งของดูรองผสมด้วยลูกซัด ดอกไอริส และน้ำทะเล

โรเบิร์ต ดัดลีย์ นักสรีรวิทยาจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย วิทยาเขตเบิร์กลีย์ ผู้เสนอแนวคิดนี้เป็นคนแรก เรียกการเตรียมความพร้อมสู่การปรับตัวนี้ว่า สมมุติฐาน “ลิงขี้เมา” เหล่าไพรเมตที่ลงมาจากต้นไม้จะเข้าถึงแหล่งอาหารใหม่ล่าสุดนี้ได้ “ถ้าคุณได้กลิ่นแอลกอฮอล์และไปถึงผลไม้นั้นได้เร็วกว่า คุณย่อมได้เปรียบครับ” เขาบอก พวกที่กินจนอิ่มแปล้น่าจะประสบความสำเร็จในการสืบพันธุ์มากที่สุด และรู้สึกได้ถึงระลอกแห่งความสุขในสมอง (ขณะกิน) ความรู้สึกเช่นนี้กระตุ้นให้ติดอกติดใจวิถีชีวิตแบบใหม่

ดัดลีย์กล่าวว่า ลิงที่เมาจริงๆน่าจะตกเป็นเป้าของพวกสัตว์นักล่าได้ง่าย แม้จะมีเรื่องเล่ามากมาย แต่ก็มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์น้อยมากที่บ่งชี้ว่า สัตว์ในธรรมชาติได้รับแอลกอฮอล์จากผลไม้ใกล้เน่ามากจนถึงขั้นมีอาการเมามาย การตอบสนองต่อแอลกอฮอล์จนเมามายนี้ดูจะจำกัดอยู่แต่กับมนุษย์และอาจรวมถึงเอปด้วยเท่านั้น

เหตุผลอาจมาจากการกลายพันธุ์ของยีน (gene mutation) ที่มีความสำคัญอย่างยิ่งซึ่งเกิดขึ้นในช่วงสุดท้ายของการมีบรรพบุรุษร่วมกันระหว่างเรากับเอปแอฟริกัน เมื่อไม่นานมานี้ นักพันธุศาสตร์ระบุอายุของการกลายพันธุ์ดังกล่าวว่าเกิดขึ้นอย่างน้อย 10 ล้านปีมาแล้ว ความเปลี่ยนแปลงในยีน เอดีเอช4 (ADH4) นี้สร้างเอนไซม์ที่สามารถย่อยเอทานอลได้เร็วขึ้นสูงสุดถึง 40 เท่า ตามข้อมูลของสตีเวน เบนเนอร์ ผู้เขียนร่วมในการศึกษาวิจัยนี้ และนักชีววิทยาจากมูลนิธิเพื่อวิวัฒนาการทางโมเลกุลประยุกต์ในเมืองอะลาชัว รัฐฟลอริดา เอนไซม์ที่พัฒนาขึ้นใหม่นี้ทำให้บรรพบุรุษของเรามีความสุขกับการกินผลไม้งอมจัดที่หล่นเกลื่อนอยู่บนพื้นป่าได้มากขึ้นโดยไม่ป่วยไข้

ตัดภาพไปอีกหลายล้านปีต่อมา ณ ที่ราบสูงแห้งแล้งทางตะวันออกเฉียงใต้ของตุรกี ใกล้พรมแดนซีเรีย นักโบราณคดีที่นั่นกำลังสำรวจการเปลี่ยนผ่านที่สำคัญยิ่งอีกอย่างหนึ่งของยุคก่อนประวัติศาสตร์มนุษย์ และความเป็นไปได้อันน่าตื่นเต้น กล่าวคือเบียร์เป็นตัวช่วยผลักดันให้คนเก็บของป่าล่าสัตว์ในยุคหินเลิกวิถีชีวิตแบบเร่ร่อน เพื่อตั้งหลักแหล่งและเริ่มเพาะปลูกเลี้ยงสัตว์ใช่หรือไม่

ไวน์เป็นเครื่องดื่มชั้นเลิศของโรมยุคโบราณ และจากที่นั่นก็แพร่หลายไปทั่วจักรวรรดิ รวมทั้งฝรั่งเศสด้วย ที่ไร่มาเดตูแรลใกล้เมืองอาร์ลทางตอนใต้ของฝรั่งเศส แอร์เว ดูรอง ผู้ผลิตไวน์ ร่วมงานกับนักโบราณคดีเพื่อผลิตไวน์แบบโรมันสมัยศตวรรษที่หนึ่งขึ้นมาใหม่ และจำลองเหตุการณ์กระบวนการผลิตไวน์ด้วยกรรมวิธีโบราณ ชาวพื้นเมืองแต่งกายเป็นทาสชาวโรมันมาเก็บองุ่น

เกอเบกลีเตเป (Göbekli Tepe) เป็นแหล่งโบราณคดีที่ประกอบด้วยโครงสร้างหินรูปวงกลมและสี่เหลี่ยมผืนผ้ากับเสาหินลี้ลับรูปตัวที (T) ด้วยอายุ 11,600 ปี ที่นี่จึงอาจเป็นวิหารเก่าแก่ที่สุดในโลกเท่าที่รู้จักกัน นับตั้งแต่ค้นพบแหล่งโบราณคดีแห่งนี้เมื่อสองทศวรรษมาแล้ว แนวคิดดั้งเดิมที่ว่าศาสนาเป็นเรื่องของความฟุ่มเฟือยหรูหราที่เกิดขึ้นหลังการตั้งหลักแหล่งและการทำเกษตรก็กลับตาลปัตร นักโบราณคดีที่ขุดค้นเกอเบกลีเตเปคิดว่า ความจริงอาจเป็นตรงกันข้าม กล่าวคือคนเก็บของป่าล่าสัตว์มาชุมนุมกันที่นี่เพื่อประกอบพิธีกรรมทางศาสนา และเกิดความปรารถนาที่จะตั้งหลักแหล่งเพื่อให้สามารถบวงสรวงสังเวยได้อย่างสม่ำเสมอมากขึ้นต่างหาก

สิ่งที่วางอยู่ภายในกำแพงของสิ่งก่อสร้างขนาดเล็กบางแห่ง คืออ่างหรือภาชนะคล้ายรางสกัดจากหินสำหรับบรรจุของเหลวหกใบ ขนาดใหญ่สุดมีความจุ 160 ลิตร นักโบราณคดีสันนิษฐานว่า ภาชนะเหล่านี้ใช้สำหรับหมักเบียร์จากหญ้าป่า

การวิเคราะห์กากตกค้างในภาชนะหลายใบเหล่านั้นพบร่องรอยของออกซาเลต (oxalate) สารเคมีสีออกขาวเป็นเกล็ดบางๆ ซึ่งตกค้างอยู่หลังการผสมน้ำกับธัญพืช ในภาชนะใบหนึ่งมีกระดูกสะบักของลาป่า ขนาดและรูปทรงพอเหมาะที่จะใช้คนส่วนผสมฟองฟอดที่เกิดจากการหมักธัญพืชกับน้ำ ยอดเนินทั้งลูกที่เกอเบกลีเตเปเกลื่อนกลาดไปด้วยกระดูกสัตว์นับแสนชิ้น ส่วนใหญ่เป็นกระดูกกาเซลล์และชิ้นเนื้อขนาดพอเหมาะสำหรับการปิ้งย่างของวัวออร็อก

นับตั้งแต่เทศกาลเบียร์ออคโทเบอร์เฟสท์ถือกำเนิดขึ้นที่เมืองมิวนิกเมื่อปี 1810 โดยเป็นงานฉลองพิธีอภิเษกสมรสของมกุฎราชกุมารแห่งแคว้นบาวาเรีย เทศกาลนี้ก็กลายเป็นหนึ่งในเทศกาลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลก แต่ละปีมีผู้คนกว่าหกล้านคน เข้ามาแออัดกันอยู่ในเต็นท์เพื่อดื่มเบียร์จากแก้วที่จุได้หนึ่งลิตร

เมื่อรวมทุกอย่างเข้าด้วยกัน เราจะได้ภาพการเตรียมงานเลี้ยงอันน่าประทับใจที่จะดึงดูดคนเก็บของป่าล่าสัตว์หลายร้อยคนให้ขึ้นมาบนเนินเขาโดดเด่นแห่งนี้ จุดประสงค์หนึ่งของแอลกอฮอล์อาจเป็นเช่นเดียวกับที่หมอผีชาวอเมริกาใต้ในทุกวันนี้พึ่งพาสารก่อประสาทหลอน กล่าวคือเพื่อให้เกิดสภาวะที่เปลี่ยนไปซึ่งเชื่อว่าทำให้พวกเขาสามารถติดต่อกับโลกของวิญญาณได้ แต่นักวิจัยที่นี่คิดว่ายังมีอย่างอื่นนอกเหนือจากนั้น พวกเขาบอกว่า ผู้จัดงานเลี้ยงใช้เนื้อย่างและเบียร์ที่หมักจากธัญพืชป่าเป็นรางวัล เมื่อแขกมาถึง พวกเขาจะได้กระตือรือร้นช่วยกันตั้งเสาหินต้นมหึมาที่อาจหนักถึง 16 ตันขึ้นบนศาสนสถานแห่งนั้น

แอลกอฮอล์อาจช่วยสร้างความรื่นเริงบันเทิงใจและความหยั่งรู้ทางจิตวิญญาณ แต่นั่นไม่เพียงพอที่จะอธิบายถึงการบริโภคกันอย่างแพร่หลายในโลกโบราณ คนดื่มเมรัยด้วยเหตุผลเดียวกับที่พวกไพรเมตกินผลไม้ใกล้เน่า นั่นคือเพราะดีต่อสุขภาพ ยีสต์ผลิตเอทานอลในรูปแบบที่เหมือนกับการทำสงครามเคมี กล่าวคือเป็นสารพิษสำหรับกำจัดหรือกีดกันจุลินทรีย์ชนิดอื่นที่แย่งชิงน้ำตาลในผลไม้ คุณสมบัติการเป็นสารต้านจุลินทรีย์มีประโยชน์ต่อผู้ดื่ม

นอกจากนี้ ในการย่อยสลายน้ำตาล ยีสต์ไม่ได้ผลิตแค่เอทานอล แต่ยังผลิตสารอาหารสารพัดชนิด รวมทั้งวิตามินบีอย่างกรดโฟลิก ไนอะซิน ไทอะมีน และไรโบเฟลวิน เครื่องดื่มหมักในสมัยโบราณน่าจะมีสารอาหารเหล่านี้มากกว่าในสมัยของเราซึ่งมีการผ่านกระบวนการกรองและฆ่าเชื้อ และอย่างน้อยในแถบตะวันออกใกล้ของโลกยุคโบราณ [ดินแดนอู่อารยธรรมอย่างเมโสโปเตเมีย อียิปต์ และเปอร์เซีย เป็นต้น] เบียร์เป็นเหมือนขนมปังเหลวที่มีคุณค่าทางอาหารเพราะให้ทั้งพลังงาน น้ำ และวิตามินที่จำเป็นต่อร่างกาย

เรื่อง แอนดรูว์ เคอร์รี

ภาพถ่าย ไบรอัน ฟิงกี

 

อ่านเพิ่มเติม

มนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์ล่าสลอธยักษ์เป็นอาหาร

เรื่องแนะนำ

ก้าวย่างจากเงื้อมเงา

เรื่อง ริชาร์ด คอนนิฟฟ์ ภาพถ่าย สตีฟ วินเทอร์ เรากำลังนั่งรอเสือดาวอยู่ในความมืดข้างเส้นทางเดินป่าตามแนวตะเข็บอุทยานแห่งชาติสัญชัยคานธีในประเทศอินเดีย อันเป็นพื้นที่ป่าขนาด 104 ตารางกิโลเมตรใจกลางมหานครมุมไบ อพาร์ตเมนต์สูงหลายชั้นปลูกเรียงรายอยู่ฝั่งตรงข้ามอุทยานนี่เอง ขณะนี้เป็นเวลา 22.00 น. เสียงล้างจานและเสียงกล่อมเด็กเข้านอนดังลอดหน้าต่างที่เปิดอยู่ เสียงหัวเราะของเด็กวัยรุ่น เสียงเร่งเครื่องมอเตอร์ไซค์ และเสียงผู้คน 21 ล้านคนจ้อกแจ้กจอแจราวกับเครื่องจักรขนาดมโหฬารณ ที่ใดที่หนึ่งในป่ารอบตัวเรา เสือดาวกำลังเงี่ยหูฟังอยู่เช่นกัน ภายในอุทยานและบริเวณโดยรอบมีเสือดาวอาศัยอยู่ประมาณ 35 ตัว โดยเฉลี่ยแล้ว แต่ละตัวมีอาณาเขตราวสี่ตารางกิโลเมตร ทั้งๆที่เสือดาวสามารถออกหากินเป็นระยะทางวันละ 15 กิโลเมตร เสือดาวที่นี่ยังถูกล้อมรอบด้วยชุมชนเมืองที่แออัดมากที่สุดแห่งหนึ่งในโลก โดยมีประชากรหนาแน่นถึงราว 30,000 คนต่อตารางกิโลเมตร กระนั้นเสือดาวก็ยังใช้ชีวิตอยู่อย่างสมบูรณ์พูนสุข  อาหารส่วนหนึ่งของพวกมันคือกวางดาวและสัตว์ป่าอื่นๆภายในเขตอุทยานแต่เสือดาวหลายตัวยังหากินไปตามแนวชายขอบที่ไม่ได้ล้อมรั้วแยกธรรมชาติจากอารยธรรม  ขณะที่เมืองกำลังหลับใหล พวกมันก็แอบย่องไปตามตรอกซอกซอยด้านล่าง เที่ยวลักกินสุนัข แมว หมู หนู ไก่ และแพะ ซึ่งเป็นสัตว์ที่ติดสอยห้อยตามอารยธรรมของมนุษย์ เสือดาวกินคนด้วย แต่ก็เกิดขึ้นนานๆครั้ง ช่วงสายๆของวันเสาร์วันหนึ่งในเดือนพฤษภาคม ในแถบชนบทของเมืองชุนนาร์ ห่างจากมุมไบไปทางทิศตะวันออก 150 กิโลเมตร รถยนต์สังกัดหน่วยงานรัฐบาลแล่นเข้ามาจอดที่บ้านไร่หลังเล็กแต่ดูมีฐานะ บรรยากาศคุกรุ่นด้วยความโกรธเกรี้ยว แต่ทุกคนยังควบคุมอารมณ์ไว้ได้ […]

ภาพนี้ต้องขยาย : ความยิ่งใหญ่ของขุนเขา

ทัศนียภาพอันน่าทึ่งที่รายล้อม ไม่ว่าจะเป็นเมานต์เรเนียร์ที่เป็นฉากหลังหรือน้ำตกเมอร์เทิลที่อยู่ด้านหน้า อาจทำให้นักท่องเที่ยวในภาพนี้ถูกมองข้ามไป แต่พวกเขาอยู่ตรงนั้น ในเครื่องแต่งกายอย่างที่สวมใส่ทุกวี่วัน ถือไม้เท้าท่องเที่ยวอยู่ในเขตพาราไดซ์ของอุทยานแห่งชาติเมานต์เรเนียร์ในรัฐวอชิงตัน ภาพถ่ายที่ไม่อาจระบุอายุได้นี้น่าจะบันทึกไว้ภายหลังการก่อตั้งอุทยานแห่งนี้เมื่อปี 1899 ราวสิบปี เป็นผลงานของช่างภาพ แอซาเฮล เคอร์ติส และวอลเตอร์ มิลเลอร์ เคอร์ติสอุทิศตนให้เมานต์เรเนียร์ เขาถ่ายภาพที่นี่หลายพันครั้ง และช่วยก่อตั้งเมาเทนเนียร์ส สโมสรปีนเขาเพื่อการอนุรักษ์พื้นที่แห่งนี้ รายงานของเขาซึ่งเก็บรักษาไว้ที่มหาวิทยาลัยวอชิงตันมีข้อความต่อไปนี้รวมอยู่ด้วย “สิ่งไร้สาระในชีวิต ความใส่ใจเล็กๆน้อยๆที่เราให้ความสำคัญกันนักหนา ดูจะเร้นหายเมื่ออยู่ต่อหน้าขุนเขาอันยิ่งใหญ่นี้” — อีฟ โคแนนต์

สงครามพิทักษ์วีรุงกา

ไม่มีอุทยานที่ใดเผชิญปัญหามากมายดังเช่นเขตสงวนวีรุงกา ในคองโก สถานที่แห่งนี้ต้องต่อสู้กับนักรบจากสงครามกลางเมือง, บริษัทขุดหาแหล่งน้ำมัน ตลอดจนพวกลักลอบตัดไม้ทำลายป่า มาร่วมติดตามกันว่าเจ้าหน้าที่กลุ่มเล็กๆ จะทำให้แหล่งธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์แห่งนี้อยู่รอดต่อไปได้อย่างไร

ความตายหาใช่การลาจาก ประเพณีแปลกเก็บศพไว้ในบ้าน

ชาวโตราจันในอินโดนีเซียมีธรรมเนียมเก็บร่างของผู้เสียชีวิตไว้ภายในบ้าน พวกเขามีขั้นตอนการจัดการกับความตายที่ละเอียดนุ่มนวลจนน่าทึ่ง

Follow Me

NATIONAL GEOGRAPHIC ASIA

Contact

เว็บไซต์ : ngthai.com

บริษัท อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน)

Tel : 02-422-9999 ต่อ 4244

© COPYRIGHT 2019 AMARIN PRINTING AND PUBLISHING PUBLIC COMPANY LIMITED.