มนุษย์ปริศนาหน้าใหม่ (First Human) - National Geographic Thailand

มนุษย์ปริศนาหน้าใหม่ (First Human)

เรื่อง  เจมี ชรีฟ
ภาพถ่าย โรเบิร์ต คลาร์ก

ขุมทรัพย์ฟอสซิลที่พบลึกเข้าไปในถ้ำแห่งหนึ่งของแอฟริกาใต้ ก่อให้เกิดคำถามที่ว่า สิ่งใดกันแน่ที่ทำให้เราเป็นมนุษย์

ตอนนั้นเป็นวันที่ 13 กันยายน ปี 2013 สตีฟ ทักเกอร์ และริก ฮันเตอร์ นักสำรวจถ้ำสมัครเล่นสองคนเดินเข้าสู่ถ้ำหินโดโลไมต์ชื่อ  “ไรซิงสตาร์” (Rising Star)  ตั้งอยู่ห่างจากเมืองโจฮันเนสเบิร์กไปทางตะวันตกเฉียงเหนือราว 50 กิโลเมตร   ถ้ำแห่งนี้เป็นที่นิยมในหมู่นักสำรวจถ้ำมาตั้งแต่ทศวรรษ 1960 เครือข่ายทางเดินและคูหาน้อยใหญ่อันซับซ้อนของมันล้วนได้รับการสำรวจและทำแผนที่ไว้อย่างดี  ทักเกอร์และฮันเตอร์หวังจะพบเส้นทางที่ยังไม่ค่อยมีใครใช้กันนัก

แต่พวกเขามีภารกิจอื่นในใจ  ในช่วงครึ่งแรกของศตวรรษที่ยี่สิบ  มีการค้นพบฟอสซิลบรรพบุรุษมนุษย์  ยุคแรกๆในภูมิภาคแถบนี้มากเสียจนได้รับการขนานนามว่า  “ต้นกำเนิดแห่งมนุษยชาติ”  แม้ยุคทองแห่งการล่าฟอสซิลของที่นี่จะผ่านมานานแล้ว  แต่นักสำรวจถ้ำทั้งสองต่างรู้ดีว่า  นักวิทยาศาสตร์คนหนึ่งที่มหาวิทยาลัยวิตวอเตอส์แรนด์ในโจฮันเนสเบิร์กกำลังมองหากระดูกอยู่

ลึกเข้าไปในถ้ำ  ทักเกอร์และฮันเตอร์ใช้เส้นทางแคบๆชื่อ “ซูเปอร์แมนส์ครอว์ล” ที่ได้ชื่อนี้เพราะคนส่วนใหญ่จะผ่านไปได้ก็ต่อเมื่อแนบแขนข้างหนึ่งไว้กับลำตัวและชูแขนอีกข้างขึ้นเหนือศีรษะเหมือนท่าบินของซูเปอร์แมน  พวกเขาผ่านคูหาใหญ่แห่งหนึ่ง  แล้วปีนผนังหินขรุขระขึ้นไปจนสุด  ด้านบนเป็นโพรงเล็กๆสวยงามมีหินย้อยประดับ ทักเกอร์ค่อยๆลดตัวลงในรอยแยกที่พื้นถ้ำ  เท้าของเขาสัมผัสแง่งหินเล็กๆแง่งหนึ่ง  ก่อนจะเจออีกแง่งใต้แง่งนั้น และจากนั้นก็พบแต่ความว่างเปล่า

เขาหย่อนตัวลงไปและพบว่าตัวเองอยู่ในปล่องถ้ำแคบๆแนวดิ่งที่บางช่วงกว้างเพียง 20 เซนติเมตร  เขาตะโกนเรียกฮันเตอร์ให้ตามลงมา  ทั้งคู่จัดว่ามีรูปร่างผอมบางเป็นพิเศษ  พูดง่ายๆคือมีแต่กล้ามเนื้อกับกระดูก  ถ้าตัวใหญ่กว่านี้อีกหน่อย พวกเขาคงไม่สามารถลงไปตามช่องนั้นได้  และการค้นพบฟอสซิลมนุษย์ที่อาจเรียกได้ว่าตื่นตาตื่นใจที่สุดในรอบครึ่งศตวรรษ  และน่าพิศวงที่สุดอย่างไม่ต้องสงสัย คงไม่มีวันเกิดขึ้น

ลี เบอร์เกอร์ นักมานุษยบรรพกาลวิทยา ผู้ขอให้นักสำรวจถ้ำช่วยสอดส่องมองหาฟอสซิล  เป็นชาวอเมริกันร่างใหญ่   ศีรษะเถิกและชอบฉีกยิ้มกว้างจนแก้มแทบปริ   ย้อนหลังไปในช่วงต้นทศวรรษ 1990 ตอนที่เบอร์เกอร์ได้งานที่มหาวิทยาลัยวิตวอเตอส์แรนด์ (เรียกสั้นๆว่า “วิตส์”) และเริ่มออกเสาะหาฟอสซิล ความสนใจในการศึกษาวิวัฒนาการของมนุษย์ได้ย้ายศูนย์กลางไปยังเกรตริฟต์แวลลีย์ในแอฟริกาตะวันออกมานานแล้ว

นักวิจัยส่วนใหญ่มองว่า  แอฟริกาใต้เป็นเรื่องประกอบในมหากาพย์ว่าด้วยวิวัฒนาการของมนุษย์  ไม่ใช่พล็อตหรือโครงเรื่องหลัก  เบอร์เกอร์ตั้งใจจะพิสูจน์ว่าพวกเขาคิดผิด  แต่การค้นพบที่ไม่ค่อยสลักสำคัญของเขาตลอดระยะเวลาเกือบ 20 ปีมีแต่จะยิ่งตอกย้ำว่า แอฟริกาใต้ไม่มีอะไรจะหยิบยื่นให้เป็นคุณูปการแก่การศึกษาวิวัฒนาการของมนุษย์

และแล้วในปี 2008  เบอร์เกอร์ก็ค้นพบสิ่งที่มีความสำคัญจริงๆ ระหว่างขุดค้นในสถานที่ซึ่งต่อมาได้ชื่อว่า  มาลาปา (Malapa) ห่างจากถ้ำไรซิงสตาร์ราว 16 กิโลเมตร  เขากับแมตทิว ลูกชายวัย 14 ปี พบฟอสซิลโฮมินินโผล่ออกมาจากกองหินโดโลไมต์

 

เรื่องแนะนำ

ฉลามแห่งตำนานเรืออัปปาง

เรื่อง เกลนน์ ฮอดเจส ภาพถ่าย ไบรอัน สเกอร์รี ครั้งหนึ่งเคยเชื่อกันว่า ฉลามครีบด่างเป็นฉลามในทะเลเปิดที่มีจำนวนมากที่สุดชนิดหนึ่งในโลก หนังสือที่ได้รับการยอมรับชื่อ ธรรมชาติวิทยาของฉลาม (The Natural History of Sharks) ซึ่งตีพิมพ์เมื่อปี 1969 ยังบรรยายว่า  พวกมัน “อาจเป็นสัตว์ขนาดใหญ่ที่มีจำนวนมากที่สุดในโลก  คำว่าขนาดใหญ่หมายถึงมีน้ำหนักมากกว่า 45 กิโลกรัม” ฉลามครีบด่างปัจจุบันแทบสูญพันธุ์ไปเพราะการประมงเชิงพาณิชย์และการค้าหูฉลาม ขณะที่วงการวิทยาศาสตร์ให้ความสนใจพวกมันน้อยอย่างน่าประหลาด ซ้ำร้ายสาธารณชนยังห่วงใยฉลามชนิดนี้น้อยกว่าเสียอีก “เราทำลายล้างฉลามชนิดนี้ทั่วโลกเลยครับ” เดเมียน แชปแมน หนึ่งในนักวิทยาศาสตร์ไม่กี่คนที่ศึกษาฉลามชนิดนี้ กล่าว “แต่พอผมเอ่ยถึง ‘ฉลามครีบด่าง’ คนจำนวนมากกลับไม่รู้ว่าผมพูดถึงอะไร” ถ้าคุณเคยชมภาพยนตร์เรื่อง จอว์ส คุณจะรู้จักฉลามครีบด่างอยู่บ้าง มันน่าจะเป็นฉลามชนิดหลักที่โจมตีลูกเรือ ยู.เอส.เอส. อินเดียแนโพลิส หลังจากถูกเรือดำน้ำญี่ปุ่นโจมตีจนอับปางในช่วงท้ายๆของสงครามโลกครั้งที่สอง เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างภาพเชิงลบในสายตาคนรุ่นหลังผ่านคำพูดของตัวละครอย่างกัปตันควินต์  ผู้บอกเล่าประสบการณ์การรอดชีวิตจากโศกนาฏกรรมครั้งนั้น คำบอกเล่าช่วงท้ายๆสรุปว่า “มีคน 1,100 คนลอยคออยู่ในน้ำ ในจำนวนนี้รอดชีวิตมาได้ 316 คน ที่เหลือตกเป็นเหยื่อฉลาม” อย่างไรก็ดี เรื่องที่ควินต์เล่ามีปัญหาคือ แม้จะมีความถูกต้องตามข้อเท็จจริงอยู่บ้าง แต่ขณะเดียวกันก็ให้ข้อมูลผิดๆเกี่ยวกับประสบการณ์ของลูกเรือ […]

ภาพนี้ต้องขยาย : ตื่นตาบนฟากฟ้า

ภาพโดย MCDERMID PHOTO LABORATORIES/NATIONAL GEOGRAPHIC CREATIVE ตอนที่พายุทอร์นาโดลูกหนึ่งแตะพื้นดินในเมืองวัลคัน รัฐแอลเบอร์ตา ประเทศแคนาดา เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม ปี 1927 ผู้คนพากันแปลกใจอย่างมาก  “ตอนนั้นฝูงชนรวมตัวกันอยู่ตามท้องถนนและร้านอาหารในเมือง แล้วจู่ๆคนที่อยู่กลางแจ้งก็สังเกตเห็นเมฆประหลาดบนฟากฟ้าทางตะวันตกเฉียงใต้” เจเนวีฟ แอล. เซลส์ นักเขียนที่ทำงานให้ เฮรัลด์วัลคัน  หนังสือพิมพ์ท้องถิ่น  บันทึกไว้   ตอนนี้ผู้ที่นั่งอยู่ในรถเปิดประทุนซึ่งมองเห็นผ่านแว่นขยาย  และกระทั่งตัวช่างภาพเอง อาจดูเหมือนไม่ฉลาดนักที่ยังโอ้เอ้อยู่ขณะที่พายุหมุนใกล้เข้ามา  แต่เซลส์อธิบายเหตุผลที่พวกเขาทำเช่นนั้นว่า “การที่ผู้คนบนท้องถนนเฝ้ามองอสุรกายบนฟากฟ้าด้วยความสนใจอย่างยิ่ง  แต่ไม่หวาดกลัว  บางคนถึงกับเดินไปถ่ายภาพ… การที่ผู้คนไม่ตื่นตระหนกอาจมาจากข้อเท็จจริงที่ว่า หลายคนไม่เคยประสบหรือพบเห็นภัยธรรมชาติเช่นนี้  จึงไม่ตระหนักถึงอันตรายเท่านั้นเอง”— มาร์กาเร็ต จี. แซ็กโควิตซ์

ภาพนี้ต้องขยาย : มนุษย์ถ้ำ

ภาพโดย วิลลิส ที. ลี, NATIONAL GEOGRAPHIC CREATIVE “โพรงถ้ำที่ได้รับการประดับประดาอย่างวิจิตรอลังการนี้…บ่งชี้ว่า แคเวิร์น [Cavern – ชื่อเรียกสั้นๆของ Carlsbad Cavern] ไม่ได้รับการเหลียวแลนานเพียงใด”  คือข้อความที่มาพร้อมกับภาพถ่ายภาพนี้โดยวิลลิส ที. ลี ผู้นำการสำรวจกลุ่มถ้ำหินปูนคาร์ลสแบดแคเวิร์นในรัฐนิวเม็กซิโกซึ่งใช้เวลาหกเดือนของเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก  ผู้หญิงที่มองเห็นผ่านแว่นขยายปรากฏอยู่ในภาพถ่ายหลายภาพของลี เธออาจจะเป็นบุตรสาวของเขา สารคดีเกี่ยวกับการเดินทางครั้งนี้ของลีได้รับตีพิมพ์ในนิตยสารฉบับเดือนกันยายน ปี 1925 แต่ทุกสิ่งใช่ว่าจะดำเนินไปอย่างราบรื่น  ลีบรรยายถึงการต้องแบกแกลอนน้ำมันรั่วๆ  (โดยเขียนในรูปบุรุษที่สาม) ว่า  เขา “สังเกตเห็นรอยเปียกเล็กน้อยบนหลังเสื้อ  แต่ไม่ได้ใส่ใจจนกระทั่งเริ่มรู้สึกแสบร้อนที่ผิวหนัง… เขาไม่รู้ว่าตุ่มพองจากน้ำมันอาจเป็นอันตราย   จึงยังทำงานต่อไปอีกหลายชั่วโมง  และด้วยความช่วยเหลือจากแพทย์  เขาใช้เวลาสิบวันต่อมาในการพักพื้นเพื่อให้ร่างกายสร้างผิวหนังใหม่ทดแทน” — มาร์กาเร็ต จี. แซ็กโควิตซ์

สงครามพิทักษ์วีรุงกา

ไม่มีอุทยานที่ใดเผชิญปัญหามากมายดังเช่นเขตสงวนวีรุงกา ในคองโก สถานที่แห่งนี้ต้องต่อสู้กับนักรบจากสงครามกลางเมือง, บริษัทขุดหาแหล่งน้ำมัน ตลอดจนพวกลักลอบตัดไม้ทำลายป่า มาร่วมติดตามกันว่าเจ้าหน้าที่กลุ่มเล็กๆ จะทำให้แหล่งธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์แห่งนี้อยู่รอดต่อไปได้อย่างไร