ถึงคราวนิติวิทยาศาสตร์ถูกสอบสวน - National Geographic Thailand

ถึงคราวนิติวิทยาศาสตร์ถูกสอบสวน

เรื่อง เวโรนีก กรีนวูด
ถ่ายภาพ แม็กซ์ อกีเลรา-เฮลล์เวก

เช้าวันที่ 23 พฤศจิกายน ปี 2009

นักปั่นจักรยานใกล้เมืองเลกชาร์ลส์ รัฐลุยเซียนา พบร่างหญิงสาวคนหนึ่งนอนอยู่บนพื้นใกล้ถนนในชนบท ใบหน้าของเธอถูกทุบตีจนเละ แต่รอยสักที่ไม่เหมือนใครทำให้ตำรวจระบุได้ว่า  เธอคือเซียรา บูซิการ์ด วัย 19 ปี นักสืบจากสำนักงานนายอำเภอที่มีนายอำเภอโทนี แมนคูโซ เป็นหัวหน้า ครุ่นคิดถึงเหตุการณ์ในชั่วโมงสุดท้ายของเธอทันที คนกลุ่มสุดท้ายที่พบเห็นบูซิการ์ดขณะยังมีชีวิตให้เธอยืมใช้โทรศัพท์ หมายเลขที่เธอกดหาให้เงื่อนงำแก่ตำรวจ คนที่ทำร้ายบูซิการ์ดทิ้งเบาะแสที่เป็นประโยชน์ไว้เช่นกัน นักสืบได้ตัวอย่างดีเอ็นเอที่ชัดเจนจากเนื้อเยื่อที่ติดอยู่ในซอกเล็บของเธอระหว่างการต่อสู้เพื่อเอาชีวิตรอด สิ่งที่พวกเขาต้องทำคือการเปรียบเทียบและจับคู่ดีเอ็นเอเพื่อหาตัวฆาตกรให้ได้ หมายเลขโทรศัพท์ที่เธอกดนำตำรวจไปถึงตัวคนงานต่างด้าวผิดกฎหมายชาวเม็กซิกัน “เราจึงขอหมายศาลเพื่อเก็บตัวอย่างดีเอ็นเอด้วยการป้าย หาล่ามมาช่วยสื่อสาร และประสานงานกับหน่วยตรวจคนเข้าเมือง” แมนคูโซเล่า

แต่ไม่มีดีเอ็นเอของชาวเม็กซิกันคนใดตรงกับตัวอย่างที่ได้จากสถานที่เกิดเหตุเลย อีกทั้งตัวอย่างที่ได้มายังไม่ตรงกับดีเอ็นเอในฐานข้อมูลของเอฟบีไอที่เรียกว่าโคดิสหรือระบบดัชนีดีเอ็นเอแบบรวม (Combined DNA Index System: CODIS) ไม่ว่าจะของอาชญากร บุคคลสาบสูญ หรือผู้ต้องหา

ต่อมาเมื่อเดือนกรกฎาคม ปี 2015 มอนิกา ควอล หัวหน้านักวิเคราะห์ดีเอ็นเอที่ห้องปฏิบัติการ ซึ่งทำงานให้สำนักงานนายอำเภอ ได้ยินมาว่ามีวิธีการใหม่ในการใช้ประโยชน์จากข้อมูลที่ได้จากตัวอย่างดีเอ็นเอ โดยไม่จำเป็นต้องใช้ดีเอ็นเอของผู้ต้องสงสัย หรือการจับคู่กับดีเอ็นเอในฐานข้อมูล วิธีนี้เรียกว่า การแสดงรูปแบบปรากฏด้วยดีเอ็นเอ หรือดีเอ็นเอฟีโนไทป์ (DNA phenotyping) เป็นวิธีที่สร้างลักษณะทางกายภาพของบุคคลขึ้นมา รวมถึงลักษณะเฉพาะอย่างพื้นเพของบรรพบุรุษ สีตากับสีผมตามธรรมชาติ และอาจรวมถึงเค้าโครงหน้า  ควอลนึกถึงคดีของบูซิการ์ดขึ้นมาทันที เพราะคดีนี้แทบจะมีเบาะแสเดียว นั่นคือดีเอ็นเอที่พบในที่เกิดเหตุ  เธอติดต่อแมนคูโซและร้อยโทเลส แบลนชาร์ด ผู้รับผิดชอบคดีนี้ จากนั้นพวกเขาก็ส่งตัวอย่างไปให้เอลเลน เกรย์แทก หัวหน้าแผนกข้อมูลชีวสารสนเทศศาสตร์ (Bioinformatics) ที่พาราบอนนาโนแล็บส์ บริษัทที่มีความเชี่ยวชาญด้านการแสดงรูปแบบปรากฏด้วยดีเอ็นเอโดยเฉพาะ

นักศึกษาปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยเวอร์จิเนียคอมมอนเวลท์ในริชมอนด์กำลังตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุของสถานการณ์จำลองในห้องพักโรงแรมแห่งหนึ่งเพื่อเรียนรู้การบันทึกพยานหลักฐานอย่างละเอียดลออ

ณ จุดนี้เองที่การสืบสวนคดีพลิกผัน จากหลักฐานที่มีอยู่ นักสืบยังเชื่อว่าฆาตกรน่าจะมีเชื้อสายละตินอเมริกา แต่ภาพบุคคลที่พาราบอนสร้างขึ้นโดยอาศัยข้อมูลจากดีเอ็นเอกลับมีผิวซีดขาวและตกกระ ผมสีน้ำตาล ตาสีเขียวหรือไม่ก็ฟ้า และผลการวิเคราะห์ยังบ่งชี้ว่า เขาน่าจะมีบรรพบุรุษเป็นชาวยุโรปเหนือ

“เราคงต้องถอยหลังมาหนึ่งก้าว และยอมรับว่าเราหลงทางมาตลอด” แมนคูโซบอก ทว่าหลักฐานใหม่ก็ทำให้เขามีความหวัง ดังที่เขาบอกว่า “ผมว่าเราจะคลี่คลายคดีนี้ได้ในที่สุด เพราะเรามีตัวอย่างดีเอ็นเอที่ชัดเจนและเค้าโครงหน้า เรารู้ว่าฆาตกรมีหน้าตาอย่างไรแล้ว เราแค่ยังไม่รู้ว่าเขาเป็น ใคร

การแสดงรูปแบบปรากฏด้วยดีเอ็นเอเพิ่งเข้ามามีบทบาทในงานนิติวิทยาศาสตร์เมื่อไม่นานมานี้ และนักวิจารณ์บางคนก็ตั้งคำถามว่าศาสตร์นี้มีประโยชน์มากน้อยแค่ไหน  ภาพประกอบ (ภาพคอมโพสิต) ใบหน้าที่สร้างขึ้นเกิดจากการคาดคะเนด้วยพันธุกรรม ไม่ใช่ภาพถ่าย รูปลักษณ์หลายอย่างของแต่ละคนไม่ได้ใส่รหัสไว้ในดีเอ็นเอ  จึงไม่มีทางตรวจพบจากการวิเคราะห์ดีเอ็นเอ เป็นต้นว่า คนคนนี้มีเคราหรือย้อมสีผมหรือไม่ อย่างไรก็ตาม บริษัทพาราบอนตั้งชื่อบริการประกอบใบหน้าของตนว่า   สแนปช็อต (SnapShot) มีหน่วยงานด้านกฎหมายกว่า 40 แห่งเป็นลูกค้า

ขณะเดียวกัน วิธีการด้านนิติวิทยาศาสตร์อันทันสมัยอื่นๆกำลังอยู่ระหว่างการพัฒนาและมีการนำมาใช้ในการสืบสวนมากขึ้น เครื่องซีทีสแกนเอื้อให้แพทย์ทำการชันสูตรเสมือนจริงได้ โดยสามารถมองเข้าไปในร่างกายเพื่อหาร่องรอยการฆาตกรรม ซึ่งการชันสูตรทั่วไปทำไม่ได้ นักวิจัยกำลังศึกษาว่า แบคทีเรียบนร่างผู้ตายใช้เป็นนาฬิกาบอกเวลาเสียชีวิตได้หรือไม่ ทั้งยังสืบหาว่า นอกเหนือจากดีเอ็นเอแล้ว เป็นไปได้หรือไม่ที่จะระบุตัวผู้ก่อเหตุโดยใช้ลักษณะเฉพาะทางจุลินทรีย์ (microbial signature) ของแบคทีเรียที่ผู้ต้องสงสัยทิ้งไว้ในที่เกิดเหตุ

 

เรื่องแนะนำ

ราชาพรางกาย

เรื่อง  แพทริเชีย เอดมอนส์ ภาพถ่าย คริสเตียน ซีกเลอร์ โลกคงมีสัตว์อีกเพียงไม่กี่ชนิดที่เทียบรัศมีกิ้งก่าคาเมเลียนได้ในแง่ของความสามารถทางสรีระอันน่าอัศจรรย์ ตั้งแต่ลิ้นที่ยาวกว่าลำตัวพุ่งออกไปตวัดจับแมลงได้ในชั่วเสี้ยววินาที  สายตาที่มองเห็นได้ชัดแจ๋วราวกับกล้องส่องทางไกลหมุนได้รอบทิศทาง  เท้าที่มีนิ้วเท้าแยกออกเป็นสองชุดทำหน้าที่ยึดจับได้แน่นหนาราวปากคีบ เขาที่ยื่นออกมาจากคิ้วและจมูก ไปจนถึงแผงคอที่สวยงามราวกับผ้าลูกไม้ จากคุณลักษณะพิสดารทั้งหลายแหล่ของกิ้งก่าคาเมเลียน สิ่งหนึ่งที่โดดเด่นที่สุดและเป็นที่รู้จักมาตั้งแต่โบร่ำโบราณคือ ผิวหนังที่เปลี่ยนสีสันได้  ดังความเชื่อที่ว่า กิ้งก่าคาเมเลียนสามารถเปลี่ยนสีผิวหนังไปตามสิ่งที่มันจับต้องหรือสัมผัส แม้การเปลี่ยนสีในบางครั้งจะช่วยให้พวกมันกลมกลืนไปกับสภาพแวดล้อมก็จริง แต่สีผิวหนังที่เปลี่ยนไปแท้จริงแล้วเป็นปฏิกิริยาทางสรีรวิทยาเพื่อการสื่อสารเสียส่วนใหญ่ กิ้งก่าคาเมเลียนเป็นสัตว์ เลื้อยคลานจำพวกกิ้งก่าชนิดเดียวที่ใช้สีสันแทนภาษาและการแสดงออกเกี่ยวกับสิ่งต่างๆที่กระทบมัน ทั้งการเกี้ยวพาราสี การแข่งขัน และความเครียดที่เกิดจากสภาพแวดล้อม อย่างน้อยนี่คือความเชื่อในปัจจุบัน คริสโตเฟอร์ แอนเดอร์สัน นักชีววิทยาและผู้เชี่ยวชาญด้านกิ้งก่าคาเมเลียนที่มหาวิทยาลัยบราวน์ บอกว่า “แม้กิ้งก่าคาเมเลียนจะเป็นที่สนใจมานานหลายร้อยปี แต่ปัจจุบันยังคงมีปริศนามากมายเกี่ยวกับสัตว์ชนิดนี้ เรายังคงพยายามทำความเข้าใจกลไกการทำงานของมันอยู่ครับ” ตั้งแต่การแลบลิ้นออกไปอย่างรวดเร็วไปจนถึงฟิสิกส์ของการเปลี่ยนสีผิวหนัง เมื่อสหภาพสากลว่าด้วยการอนุรักษ์หรือไอยูซีเอ็น เผยแพร่บัญชีแดง (Red List) ฉบับใหม่เกี่ยวกับสถานะเชิงอนุรักษ์ของกิ้งก่าคาเมเลียนเมื่อเดือนพฤศจิกายนปีก่อน ชนิดพันธุ์กิ้งก่าคาเมเลียนอย่างน้อยครึ่งหนึ่งจัดว่าถูกคุกคามหรือใกล้ถูกคุกคาม แอนเดอร์สันเป็นสมาชิกคนหนึ่งในกลุ่มผู้เชี่ยวชาญเรื่องกิ้งก่าคาเมเลียนของไอยูซีเอ็น เช่นเดียวกับคริสตัล ทอลลี นักชีววิทยาผู้ได้รับทุนเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก  ทอลลีเดินทางไปค้นคว้าวิจัยทางตอนใต้ของแอฟริกาและบันทึกการค้นพบกิ้งก่าคาเมเลียนชนิดใหม่ๆ รวมถึงแหล่งอาศัยที่กำลังหดหายไป ในจำนวนชนิดพันธุ์กิ้งก่าคาเมเลียนที่รู้จักกันกว่า 200 ชนิด  ราวร้อยละ 40 พบบนเกาะมาดากัสการ์ นอกนั้นส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในทวีปแอฟริกา  และมากกว่าร้อยละ 20 […]

๑๐๐ ปี ชาตกาล ป๋วย อึ๊งภากรณ์

รำลึก เนื่องในโอกาสครบรอบ 100 ปี ป๋วย อึ๊งภากรณ์ อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย, สมาชิกเสรีไทย และอดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรมศาสตร์ หนึ่งในบุคคลสำคัญของโลกผู้มีคุณูปการมากมายต่อประเทศไทย

โซเชียลมีเดียปรากฏการณ์ป่วนสังคม

เรื่อง สุวัชรี พรหมบุญมี ภาพถ่าย เอกรัตน์ ปัญญะธารา ทุกการเดินทางมีเรื่องราวเสมอ แน่นอนว่าไม่เว้นแม้แต่การท่องไปใน “โลกออนไลน์” พื้นที่ที่อาจเรียกได้ว่าเป็นโลกเสมือนที่เคียงคู่ไปกับโลกในชีวิตจริงของคนเรา หากย้อนเวลากลับไปหลายปี  ก่อนหน้าที่เทคโนโลยีจะได้รับการพัฒนาจนเราวิ่งตามเกือบไม่ทันอย่างในทุกวันนี้   กิจวัตรยามเช้าของใครหลายคนอาจเริ่มด้วยการนั่งจิบกาแฟร้อนๆ พร้อมขนมปังปิ้งหรือแซนด์วิชอบใหม่  ดื่มด่ำบรรยากาศยามเช้า   นั่งฟังเสียงนกร้อง  มองต้นไม้ใบหญ้าในสวนข้างบ้านที่กำลังผลิดอกออกผล  ราวกับว่ากำลังชาร์จแบตเตอรี่ในตัวเองก่อนเริ่มวันอันเคร่งเครียดอีกครั้ง วิวัฒนาการที่รวดเร็วของเทคโนโลยีทั้งในมิติของซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์ ที่พร้อมสนับสนุนหลากหลายโปรแกรมที่เปิดตัวให้บริการอยู่ในโลกออนไลน์    ทำให้กิจวัตรยามเช้าของผู้คนเปลี่ยนไป สำหรับฉันแม้ว่าจะยังคงใช้เวลาละเลียดกาแฟหอมกรุ่นยามเช้า และดื่มด่ำกับสิ่งต่างๆ รอบตัว  แต่สิ่งที่เพิ่มเข้ามาคือเสียงเตือนที่บ่งบอกว่า  มีข้อความส่งมาจากก๊วนเพื่อนตั้งแต่เมื่อคืนวาน  เมลงาน นัดหมายต่างๆไปจนถึงการแจ้งเตือนจากแอปพลิเคชั่นอื่นๆ หลังเปิดโทรศัพท์มือถือเพื่อให้พร้อมใช้งาน  ทัชฟังก์ชันหนึ่งเป็นการป้อนคำสั่งเพื่อเชื่อมต่อกับสัญญาณเครือข่าย และเข้าสู่โลกออนไลน์เพื่อเช็คข้อมูลข่าวสารที่เกิดขึ้นในช่วงค่ำคืนที่ผ่านมา วิวัฒนาการของโลกโซเชียลรุดหน้าอย่างรวดเร็ว  ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีเปรียบเสมือนแรงกระเพื่อมของกระแสน้ำที่ส่งผลต่อสิ่งที่คลื่นน้ำไปกระทบเสมอ โดยเฉพาะผู้ที่พร้อมจะปรับเปลี่ยนและวิ่งตามกระแส เฟซบุ๊ก (Facebook) เกิดขึ้นอย่างเป็นทางการเมื่อ ปี ค.ศ. 2004  โดยมีมาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก เป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้งร่วมกับเพื่อนๆ ขณะกำลังศึกษาที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ระยะเวลาเพียง 10 ปีเศษส่งผลให้เฟซบุ๊กเป็นเครือข่ายโซเชียล (social network) ที่ใหญ่ที่สุดในยุคปัจจุบัน การพัฒนาฟีเจอร์หรือลูกเล่นต่างๆ ในเฟซบุ๊กเกิดขึ้นมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเตือนเรื่องราวที่เราเคยโพสต์ แชร์รูป หรือคลิปวิดีโอ […]

ถึงคราวนิติวิทยาศาสตร์ถูกสอบสวน

เรื่อง เวโรนีก กรีนวูด ถ่ายภาพ แม็กซ์ อกีเลรา-เฮลล์เวก เช้าวันที่ 23 พฤศจิกายน ปี 2009 นักปั่นจักรยานใกล้เมืองเลกชาร์ลส์ รัฐลุยเซียนา พบร่างหญิงสาวคนหนึ่งนอนอยู่บนพื้นใกล้ถนนในชนบท ใบหน้าของเธอถูกทุบตีจนเละ แต่รอยสักที่ไม่เหมือนใครทำให้ตำรวจระบุได้ว่า  เธอคือเซียรา บูซิการ์ด วัย 19 ปี นักสืบจากสำนักงานนายอำเภอที่มีนายอำเภอโทนี แมนคูโซ เป็นหัวหน้า ครุ่นคิดถึงเหตุการณ์ในชั่วโมงสุดท้ายของเธอทันที คนกลุ่มสุดท้ายที่พบเห็นบูซิการ์ดขณะยังมีชีวิตให้เธอยืมใช้โทรศัพท์ หมายเลขที่เธอกดหาให้เงื่อนงำแก่ตำรวจ คนที่ทำร้ายบูซิการ์ดทิ้งเบาะแสที่เป็นประโยชน์ไว้เช่นกัน นักสืบได้ตัวอย่างดีเอ็นเอที่ชัดเจนจากเนื้อเยื่อที่ติดอยู่ในซอกเล็บของเธอระหว่างการต่อสู้เพื่อเอาชีวิตรอด สิ่งที่พวกเขาต้องทำคือการเปรียบเทียบและจับคู่ดีเอ็นเอเพื่อหาตัวฆาตกรให้ได้ หมายเลขโทรศัพท์ที่เธอกดนำตำรวจไปถึงตัวคนงานต่างด้าวผิดกฎหมายชาวเม็กซิกัน “เราจึงขอหมายศาลเพื่อเก็บตัวอย่างดีเอ็นเอด้วยการป้าย หาล่ามมาช่วยสื่อสาร และประสานงานกับหน่วยตรวจคนเข้าเมือง” แมนคูโซเล่า แต่ไม่มีดีเอ็นเอของชาวเม็กซิกันคนใดตรงกับตัวอย่างที่ได้จากสถานที่เกิดเหตุเลย อีกทั้งตัวอย่างที่ได้มายังไม่ตรงกับดีเอ็นเอในฐานข้อมูลของเอฟบีไอที่เรียกว่าโคดิสหรือระบบดัชนีดีเอ็นเอแบบรวม (Combined DNA Index System: CODIS) ไม่ว่าจะของอาชญากร บุคคลสาบสูญ หรือผู้ต้องหา ต่อมาเมื่อเดือนกรกฎาคม ปี 2015 มอนิกา ควอล หัวหน้านักวิเคราะห์ดีเอ็นเอที่ห้องปฏิบัติการ ซึ่งทำงานให้สำนักงานนายอำเภอ ได้ยินมาว่ามีวิธีการใหม่ในการใช้ประโยชน์จากข้อมูลที่ได้จากตัวอย่างดีเอ็นเอ โดยไม่จำเป็นต้องใช้ดีเอ็นเอของผู้ต้องสงสัย หรือการจับคู่กับดีเอ็นเอในฐานข้อมูล […]