เซเชลส์ หมู่เกาะแดนสวรรค์ - National Geographic Thailand

เซเชลส์ หมู่เกาะแดนสวรรค์

เซเชลส์ หมู่เกาะแดนสวรรค์

บทแรกของรัฐธรรมนูญแห่งสาธารณรัฐ เซเชลส์ เขียนไว้ว่า “พวกเราชาวเซเชลส์สำนึกในพระคุณของพระผู้เป็นเจ้าที่ให้เราพำนักอยู่ในประเทศที่สวยงามที่สุดแห่งหนึ่งในโลก  เราตระหนักเสมอถึงความพิเศษและความเปราะบางของหมู่เกาะเซเชลส์…”

ถ้าข้อความข้างต้นฟังดูคล้ายแถลงการณ์ด้านการอนุรักษ์ธรรมชาติก็สมควรอยู่หรอก  เพราะหมู่เกาะเซเชลส์มีอะไรให้ปกปักรักษามากเหลือเกิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งบนเกาะหินแกรนิตทางตะวันออกของหมู่เกาะเซเชลส์ เกาะเหล่านี้ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของประชากรส่วนใหญ่จากทั้งหมด 93,000 คนของเซเชลส์  คือส่วนยอดเขาของมวลแผ่นดินที่จมอยู่ใต้น้ำซึ่งแยกตัว ออกจากมหาทวีปกอนด์วานาพร้อมกับอินเดียและมาดากัสการ์เมื่อ 125 ล้านปีก่อน

เกาะเซเชลส์, ฉลามครีบดำ หรือฉลามหูดำ
ฝูงฉลามครีบดำหรือฉลามหูดำลอยตัวอ้อยอิ่งอยู่ในท้องน้ำอุ่นตื้นๆ รอให้กระแสน้ำขึ้นเติมน้ำในลากูนบนเกาะปะการังวงแหวนอัลดาบราอันห่างไกลให้เต็มปริ่มอีกครั้ง

การแยกตัวทางวิวัฒนาการอันยาวนานกอปรกับการเพิ่มเติมขุมทรัพย์ทางชีวภาพใหม่ๆได้สร้างสิ่งน่าสนใจขึ้นมากมายซึ่งรวมถึงกบขนาดเล็กกว่าเล็บมือ  เต่ายักษ์น้ำหนักมากถึง 250 กิโลกรัม ต้นปาล์มที่มีผลใหญ่มากจนหากตกใส่อาจทำให้กะโหลกศีรษะแตกร้าวได้

ด้านปลายสุดทางทิศตะวันออกของหมู่เกาะหินแกรนิตนี้เป็นที่ตั้งของเกาะเฟรกาต เกาะส่วนบุคคลที่มีรีสอร์ตหรูและเป็นที่หลบภัยแห่งสุดท้ายของสัตว์หลายชนิด  หนึ่งในนั้นคือนกกางเขนหมู่เกาะเซเชลส์ นกชนิดนี้เคยแพร่หลายไปทั่วแต่พอถึงกลางทศวรรษ 1960 กลับเหลือไม่ถึง 15 ตัวบนเกาะซึ่งมีพื้นที่เพียงสองตารางกิโลเมตรเศษแห่งนี้  นักอนุรักษ์ธรรมชาติจึงเริ่มโครงการฟื้นฟูระบบนิเวศขึ้น แมวจรจัดถูกกำจัดจนหมดสิ้น พวกเขาจัดหาบ้านหรือรังให้พวกมันและให้อาหารเสริมเมื่อจำนวนนกกางเขนเพิ่มขึ้น จึงมีการขนย้ายไปยังเขตรักษาพันธุ์สัตว์บนเกาะอื่นๆที่ปราศจากนักล่าเพื่อกระจายความเสี่ยงในการอยู่รอด และทุกวันนี้ประชากรนกกางเขนหมู่เกาะเซเชลล์ก็ค่อยๆทวีจำนวนขึ้นเป็นหลายร้อยตัวแล้ว

เกาะเซเชลส์, นกแก้วคอแหวน
นกแก้วคอแหวนที่นำเข้ามาเป็นสัตว์เลี้ยงหลุดหนีเข้าป่า ทุกวันนี้ พวกมันคุกคามนกประจำชาติของหมู่เกาะเซเชลส์ นั่นคือนกแก้วสีดำเซเชลส์ พรานล่านกที่ได้รับการว่าจ้างมากำลังพยายามกำจัดผู้บุกรุกเหล่านี้ให้หมดสิ้น

ผู้สืบทอดเชื้อสายจากบรรพบุรุษยุคอดีตบนเกาะเฟรกาตที่มีความสำคัญไม่น้อยไปกว่ากันก็คือกิ้งกือยักษ์เซเชลส์ สัตว์ขาปล้องตัวสีดำขลับขนาดเท่านิ้วมือ ลำตัวยาว 15 เซนติเมตร สัตว์เลื้อยคลานสีสันสวยงามเหล่านี้มักคึกคักที่สุดหลังฟ้ามืด“ไม่มีหมู่เกาะอื่นใดมีสิ่งที่เซเชลส์มีอีกแล้วครับ” คริสโตเฟอร์ ไคเซอร์-บันเบอร์รี นักนิเวศวิทยา บอกและเสริมว่า “หมู่เกาะกาลาปาโกสโด่งดังเพราะดาร์วิน แต่เซเชลส์ก็ไม่ได้ด้อยกว่าเลยสักนิด”

อี. โอ. วิลสัน นักชีววิทยาผู้เป็น “บิดาแห่งความหลากหลายทางชีวภาพ” ทำนายไว้เมื่อเกือบ 25 ปีก่อนว่า ศตวรรษนี้จะเป็น “ยุคแห่งการฟื้นฟูด้านนิเวศวิทยา” ความคิดนี้เป็นที่สนใจของชาวเซเชลส์เช่นกัน เมื่อพวกเขาตระหนักถึงความรุ่มรวยทางชีวภาพของประเทศ จึงเกิดความกระตือรือร้นที่จะปกปักรักษาความอุดมสมบูรณ์นี้ไว้ มีชมรมอนุรักษ์พืชและสัตว์ป่า เกิดขึ้นในหลายโรงเรียน “คนรุ่นใหม่ตื่นตัวในเรื่องนี้กันใหญ่เลยครับ” เทอเรนซ์ เวล ผู้ประสานงานของชมรม บอก “ยี่สิบปีเชียวนะครับที่เราทำงานร่วมกับโรงเรียนต่างๆเพื่อสื่อสารข้อมูลเหล่านั้นไปยังนักเรียน เราพาพวกเขาไปดำน้ำและทัศนศึกษานอกโรงเรียนเพื่อให้เห็นว่า เรามีระบบนิเวศอันเปราะบางและเราต้องปกปักรักษาไว้ให้คนรุ่นหลัง”

เกาะเซเชลส์, เต่าบกยักษ์
เต่าบกยักษ์หลบอากาศร้อนระอุช่วงกลางวันอยู่ในโพรงหินปะการังบนเกาะกรองด์แตร์ พวกมันเดินทางไปมาอย่างเชื่องช้าและงุ่มง่ามระหว่างโพรงหินกับทุ่งหญ้าซึ่งเป็นแหล่งอาหาร

บนลาดเขาในกรุงวิกตอเรีย เมืองหลวงของเซเชลส์ เป็นที่ตั้งของนาฬิกาประจำโบสถ์เรือนหนึ่ง มันจะตีบอกเวลาซ้ำสองครั้ง ครั้งแรกตีบอกชั่วโมง หลังจากนั้นเพียงไม่กี่นาทีก็ตีซ้ำอีกครั้ง ผมคิดว่านาฬิกานี้เปรียบเสมือนเซเชลส์นั่นเอง กล่าวคือ เสียงตีบอกเวลาหนที่สองหมายถึงโอกาสครั้งที่สอง ซึ่งประกาศให้รู้ถึงการเฉลิมฉลองของธรรมชาติที่กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง

เรื่อง เคนเนดี วอร์น

ภาพถ่าย ทอมัส พี. เพสแชก

 

อ่านเพิ่มเติม

ชีวิตบนเกาะซึ่งหนาแน่นที่สุดในโลก

เรื่องแนะนำ

สงครามพิทักษ์วีรุงกา

ไม่มีอุทยานที่ใดเผชิญปัญหามากมายดังเช่นเขตสงวนวีรุงกา ในคองโก สถานที่แห่งนี้ต้องต่อสู้กับนักรบจากสงครามกลางเมือง, บริษัทขุดหาแหล่งน้ำมัน ตลอดจนพวกลักลอบตัดไม้ทำลายป่า มาร่วมติดตามกันว่าเจ้าหน้าที่กลุ่มเล็กๆ จะทำให้แหล่งธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์แห่งนี้อยู่รอดต่อไปได้อย่างไร

ปลากระเบนราหูมีพฤติกรรมทางสังคมเรื่องการกินเช่นเดียวกับมนุษย์

ฝูงปลากระเบนราหู (Manta ray) รวมกลุ่มและว่ายน้ำเป็นวงกลมเหนือแนวปะการังแห่งหนึ่งใกล้ๆ เกาะโฮวาอู ในรัฐฮาวาย จากภาพที่บันทึกได้ ดูเหมือนว่าพวกมันกำลังแสดงพฤติกรรมทางสังคมเรื่องการรับประทานอาหาร โดยธรรมชาติแล้ว ปลากระเบนราหูเป็นสัตว์ที่ใช้การกรองกิน และมีการหากินร่วมกันเป็นฝูง ซึ่งช่วยให้แต่ละตัวในฝูงได้กินแพลงก์ตอนเยอะขึ้น รูปแบบการว่ายน้ำเป็นวงกลมนี้ ช่วยส่งเสริมความสัมพันธ์ทางสังคมให้แน่นแฟ้นขึ้น และทำให้การหาอาหารมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น   อ่านเพิ่มเติม : ฮัดเช้ย! ขอน้ำมูกหน่อยนะ : นักวิทยาศาสตร์ใช้โดรนเก็บน้ำมูกวาฬ, ง่วงจัง ขอหลับหน่อย! มาดูกันสิว่า สัตว์อะไรหลับได้โดนใจที่สุด, วิลเดอบีสต์ตัวน้อยวิ่งตามรถ เพราะเข้าใจผิดว่าเป็นแม่ของมัน

ภาพนี้ต้องขยาย : งานนี้ต้องไต่เต้า

ภาพโดย มาร์กาเร็ต จี. แซ็กโควิตซ์ เรือท้องแบนหนึ่งลำ “บรรทุกสินค้าได้หลายตัน” คือข้อความตอนหนึ่งจากสารคดีเรื่องสิงคโปร์ในนิตยสาร เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับเดือนพฤษภาคม ปี 1938 ซึ่งภาพนี้น่าจะถ่ายเพื่อประกอบสารคดีเรื่องดังกล่าว “ทั่วลำน้ำสีคล้ำของแม่น้ำสิงคโปร์ เรือน้อยใหญ่ แล่นเข้าสู่ใจกลางมหานครสมัยใหม่แห่งนี้ เฉกเช่นที่เคยเป็นมา ตั้งแต่ยุคการปฏิวัติอุสาหกรรม” ภาพอาคารฟุลเลอร์ตันซึ่งปัจจุบันเป็นโรงแรมหรูหราที่เห็นอยู่นี้ถ่ายจากท่าเรือคลิฟฟอร์ดในสิงคโปร์ แต่หากขยายภาพไปตรงกลาของขอบถนนจะเห็นลูกเรือคนหนึ่งกำลังปีนขึ้นจากเรือข้ามกำแพงเขื่อนเข้าสู่ย่านใจกลางเมือง  

เปลี่ยนโลกด้วยมือเรา

  เรื่อง  โรเบิร์ต คุนซิก ภาพถ่าย ลูกา โลกาเตลลี เยอรมนีกำลังริเริ่มการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญที่เรียกว่า เอแนร์จีเวนเดอ (energiewende) หรือการปฏิวัติพลังงานที่บรรดานักวิทยาศาสตร์เห็นว่า สักวันหนึ่งทุกประเทศจำเป็นต้องทำเพื่อป้องกันหายนะจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ  และในบรรดาชาติอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ด้วยกัน เยอรมนีถือเป็นผู้นำในเรื่องนี้  เมื่อปีที่แล้ว การผลิตไฟฟ้าราวร้อยละ 27 ของเยอรมนีได้มาจากแหล่งพลังงานหมุนเวียน เช่น ลมและแสงอาทิตย์ เพิ่มขึ้นจากทศวรรษก่อนถึงสามเท่า การเปลี่ยนแปลงนี้ถูกเร่งให้เร็วขึ้นหลังภัยพิบัติที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะในญี่ปุ่นเมื่อปี 2011 ซึ่งทำให้นายกรัฐมนตรีอันเกลา แมร์เคิล ประกาศจะปิดโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ทั้ง 17 แห่งภายในปี 2022 จนถึงขณะนี้ เยอรมนีปิดโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ไปแล้วเก้าแห่ง และผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนได้สูงกว่าปริมาณที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ทั้งเก้าแห่งนั้นเคยผลิตได้เสียอีก อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทำให้เยอรมนีมีบทบาทสำคัญยิ่งต่อโลกคือคำถามที่ว่า เยอรมนีจะเป็นผู้นำการลด ละ เลิก การใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลได้หรือไม่ นักวิทยาศาสตร์ชี้ว่า พอถึงปลายศตวรรษนี้ การปล่อยคาร์บอนที่ทำให้โลกร้อนขึ้นต้องลดลง จนแทบเหลือศูนย์ เยอรมนีซึ่งมีเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับสี่ของโลกให้คำมั่นว่าจะลดการปล่อยคาร์บอนครั้งใหญ่ กล่าวคือลดลงจากปี 1990 ให้ได้ร้อยละ 40 ภายในปี 2020 และลดลงอย่างน้อยร้อยละ 80 ภายในปี 2050 ตอนนี้คำสัญญาเหล่านั้นจะเป็นจริงหรือไม่ยังไม่มีใครตอบได้ การปฏิวัติพลังงานของเยอรมนีเกิดจากรากหญ้า ได้แก่พลเมืองทั่วไปและกลุ่มองค์กรพลังงานภาคประชาชนที่ลงทุนในพลังงานหมุนเวียนคิดเป็นสัดส่วนถึงครึ่งหนึ่ง แต่บริษัทผลิตไฟฟ้าขนาดใหญ่ซึ่งคงไม่เห็นดีเห็นงามกับการปฏิวัติพลังงานนี้กดดันให้รัฐบาลของแมร์เคิลชะลอการดำเนินการต่างๆ เยอรมนียังคงผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินในปริมาณสูงกว่าพลังงานหมุนเวียนมากนัก […]