สงครามพิทักษ์วีรุงกา - National Geographic Thailand

สงครามพิทักษ์วีรุงกา

สงครามพิทักษ์ วีรุงกา

ม่มีเขตสงวนระดับชาติแห่งใดในโลกเหมือน วีรุงกา  ทั้งแง่ดีและแง่ร้าย  พื้นที่ราว 8,000 ตารางกิโลเมตรนี้มีทั้งเครือข่ายแม่น้ำที่ได้น้ำจากธารน้ำแข็ง ทะเลสาบแห่งหนึ่งในกลุ่มทะเลสาบเกรตเลกส์ของแอฟริกา ทุ่งหญ้าสะวันนา ป่าดิบชื้นในที่ลุ่มรกชัฏ ยอดเขาสูงสุดแห่งหนึ่งในทวีป และภูเขาไฟมีพลังสองแห่ง วีรุงกามีนกอาศัยอยู่กว่า 700 ชนิด พร้อมด้วยสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมกว่า 200 ชนิด เช่น กอริลลาภูเขาราว 480 ตัวจากที่ยังเหลืออยู่ 880 ตัวทั่วโลก

วีรุงกาเป็นเขตสงครามมาเกือบยี่สิบปี เมื่อปี 1994 ความขัดแย้งรุนแรงระหว่างชาติพันธุ์ในประเทศเพื่อนบ้านอย่างรวันดาส่งผลให้ชาวฮูตูฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวตุตซี และลุกลามมาถึงคองโก นักรบฮูตูและผู้ลี้ภัยกว่าหนึ่งล้านคนหนีตายจากรวันดาหลังพ่ายแพ้มาอาศัยอยู่อย่างแอดอัดในค่ายผู้ลี้ภัยรอบอุทยาน ต่อมาชาวฮูตูบางส่วนรวมตัวกันจัดตั้งกองกำลังประชาธิปไตยเพื่อเสรีภาพแห่งรวันดา หรือเอฟดีแอลอาร์ (FDLR) ในที่สุดชาวตุตซีในคองโกก็ตอบโต้ด้วยการก่อตั้งสภาป้องกันประชาชนแห่งชาติ หรือซีเอ็นดีพี (CNDP) ซึ่งพัฒนามาเป็นกลุ่ม 23 มีนาคม หรือเอ็ม23 เหตุนองเลือดครั้งแล้วครั้งเล่าที่กลุ่มติดอาวุธเหล่านี้ก่อขึ้นค่อยๆกัดกินและบ่อนทำลายอุทยาน

นักรบบางส่วน รวมไปถึงทหารคองโกที่เข้ามาปกป้องประเทศ ไม่ยอมกลับถิ่นฐานหลังประกาศหยุดยิง แต่ล่าสัตว์ในอุทยานทั้งเพื่อยังชีพและเพื่อการค้า ทุกวันนี้ นักรบหลายพันคนยังปักหลักอยู่ในป่า ทั้งยังมีกองกำลังท้องถิ่นอีกหลายพันคนที่เรียกกันว่ากองกำลังมาอี-มาอีเข้ามาสมทบอีกด้วย ความพยายามขับไล่คนกลุ่มนี้ออกจากพื้นที่ของเจ้าหน้าที่อุทยานนำไปสู่การตอบโต้ที่รุนแรงถึงชีวิต เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่อุทยานสองคนถูกฆ่าในเขตส่วนกลางของอุทยาน ส่งผลให้จำนวนเจ้าหน้าที่อุทยานที่เสียชีวิตเพิ่มขึ้นเป็น 152 คนนับตั้งแต่ปี 1996

วีรุงกา
เรือที่ยึดมาได้ถูกเผาบนชายหาด เมื่อเจ้าหน้าที่อุทยานและครูฝึกร่วมมือกันป้องกันการจับปลาเกินขนาดในทะเลสาบเอดเวิร์ด การจับปลาเป็นแหล่งรายได้หลักของชาวบ้าน มีการอนุญาตให้จับปลาในทะเลสาบ แต่เจ้าหน้าที่อุทยานต้อง เผชิญกับเรือที่ไม่มีใบอนุญาตหลายพันลำ

นอกจากนั้นแล้วยังมีสงครามอีกรูปแบบหนึ่งตั้งเค้าเหนือวีรุงกา สงครามดังกล่าวทำให้อุทยานแห่งนี้และความอุดมสมบูรณ์ทางนิเวศวิทยาของอุทยานต้องเผชิญกับการสำรวจหาแหล่งน้ำมัน  เมื่อปี 2010 บริษัทโซโกอินเตอร์เนชั่นแนลในกรุงลอนดอนได้รับสัมปทานการสำรวจพื้นที่ราวครึ่งหนึ่งของอุทยาน ซึ่งรวมถึงบริเวณใกล้ทะเลสาบ เอดเวิร์ด หลังจากการประท้วงยาวนานของกลุ่มอนุรักษ์ สี่ปีต่อมา โซโกก็ยอมถอยและบอกว่าไม่ได้ถือครองสัมปทานอีกต่อไป  อย่างไรก็ตาม รัฐบาลยูกันดาแสดงท่าทีสนใจที่จะสำรวจน้ำมันรอบทะเลสาบฝั่งของตน นับเป็นสิ่งเตือนใจที่น่าเศร้าว่า ไม่มีใครเคารพในคุณค่าที่แท้จริงของอุทยานเลย

อุทยานแห่งนี้ยังเป็นเวทีของโศกนาฏกรรมภายในประเทศคองโกด้วย ความจริงแล้ว วีรุงกาถือเป็นหนึ่งในพื้นที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดในแอฟริกา การประกาศให้ที่นี่เป็นเขตอนุรักษ์นับตั้งแต่ก่อตั้งอุทยานเมื่อปี 1925 ส่งผลให้ประชากรผู้ยากแค้นที่สุดกลุ่มหนึ่งของโลกไม่อาจเข้าถึงทรัพยากรธรรมชาติอันเป็นที่ต้องการอย่างยิ่ง จึงเป็นการเติมเชื้อไฟให้ความขุ่นเคืองของผู้คนราวสี่ล้านชีวิตในภูมิภาคยิ่งคุโชน หลายคนเพิกเฉยต่อกฎหมายหรือท้าทายด้วยการตัดไม้ในเขตอุทยานมาเผาถ่าน เพาะปลูกพืชผลในอุทยาน และล่าสัตว์ป่า บ้างก็ตั้งกองกำลังมาอี-มาอีและก่อเหตุรุนแรงเป็นครั้งคราว

บรรยากาศแห่งความขุ่นเคืองที่แพร่ลามไปทั่วนี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก แต่เป็นสิ่งท้าทายการดำรงอยู่ของวีรุงกา “ความจริงก็คือ เราไม่มีวันแก้ปัญหาได้สำเร็จ ถ้าเราไม่ระดมทุนก้อนใหญ่ครับ” เอมมานูเอล เดอ เมอโรด ผู้อำนวยการอุทยาน บอก

วีรุงกา
ณ ศูนย์ซองเควเควซึ่งดูแลกอริลลาภูเขากำพร้าในรูมังกาโบ เจ้าหน้าที่ใช้ชีวิตอยู่กับกอริลลาวัยเยาว์สี่ตัวซึ่งพ่อแม่ถูกฆ่าตลอด 24 ชั่วโมง เนื่องจากกอริลลาภูเขากำพร้าไม่สามารถกลับไปใช้ชีวิตในป่าได้จึงต้องพึ่งมนุษย์ไปตลอด

เอมมานูเอล เดอ เมอโรด ผู้อำนวยการอุทยานแห่งชาติวีรุงกาและหัวหน้าผู้พิทักษ์ เป็นเจ้าชายเบลเยียม ซึ่งเป็นฐานันดรที่ได้มาเพราะบรรพบุรุษของเขาช่วยเรียกร้องเอกราชจากเนเธอร์แลนด์ และจากภูมิหลังนี้ ใครๆอาจคิดว่าเขาเหมาะกับชีวิตที่สวมเสื้อสเวตเตอร์นั่งจิบไวน์อยู่ข้างเตาผิง มากกว่าจะอยู่ในเขตที่มีความขัดแย้งรุนแรงอื้อฉาวที่สุดแห่งหนึ่งของโลกเช่นนี้ แต่เดอ เมอโรด เกิดในแอฟริกา ใช้ชีวิตวัยเด็กในเคนยา ศึกษาด้านมานุษยวิทยา และทำงานสายอนุรักษ์มาตลอด โดยส่วนใหญ่อยู่ในคองโก

เดอ เมอโรด รับตำแหน่งผู้อำนวยการอุทยานแห่งชาติวีรุงกาเมื่อปี 2008 ในช่วงที่อุทยานตกต่ำที่สุด ผู้อำนวยการคนก่อนถูกจับกุมในปีเดียวกันด้วยข้อหามีส่วนร่วมในการลักลอบตัดไม้ทำถ่านและวางแผนสังหารหมู่กอริลลา (แต่ไม่มี การดำเนินคดีเพราะหลักฐานอ่อน) ราวหกเดือนก่อนหน้านั้น สมาชิกใหม่ของอุทยานคือซีเอ็นดีพี หรือกองกำลังที่รวันดาหนุนหลังให้จัดการกองกำลังเอฟดีแอลอาร์ ภารกิจแรกสุดของเดอ เมอโรด นั้นห้าวหาญยิ่ง นั่นคือการไปที่สำนักงานใหญ่ของซีเอ็นดีพีโดยไม่พกอาวุธเพื่อขอร้องให้คนของเขาผ่านเข้าออกอุทยานได้ ปรากฏว่าโลรอง อึนคุนดา ผู้นำกองกำลังยอมตกลง จากนั้นเดอ เมอโรด ก็สะสางบุคลากรโดยลดจำนวนเจ้าหน้าที่จาก 1,000 คนเหลือ 230 คน (ต่อมาจึงขยับขึ้นเป็น 480 คน โดยมีผู้หญิง 14 คน) และขึ้นเงินเดือนจากห้าดอลลาร์สหรัฐอันน้อยนิดเป็น 200 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเขาบอกว่า“มากพอจะระงับยับยั้งการทุจริตได้”

จากนั้นเดอ เมอโรด ก็เริ่มสานสัมพันธ์กับคนท้องถิ่น เขาฟังเสียงอุทธรณ์ของชาวบ้าน หลายสิบปีมาแล้วที่อุทยานสัญญาว่าจะจัดสรรรายได้จากนักท่องเที่ยวคืนให้ชุมชนครึ่งหนึ่ง เงินพวกนั้นถูกใช้จ่ายไปกับอะไรหรือ ในเมื่อถนน โรงเรียน และโรงพยาบาลล้วนมีสภาพทรุดโทรมลงทุกที ขณะที่ช้างก็เข้าไปทำลายพืชผล

“ก่อนเดอ เมอโรด จะเข้ามา เราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าอุทยานมีผู้อำนวยการ” ชาวประมงที่วิตชุมบีบอกผม “ตอนนี้เราเห็นเจ้าหน้าที่อุทยานใส่เครื่องแบบสะอาดและมีอาวุธดีๆใช้ เราเห็นความแตกต่างที่เขาทำครับ” ผู้อำนวยการถึงกับยอมเจรจากับกลุ่มกองกำลังต่างๆ แม้จะได้ผลบ้างไม่ได้บ้างก็ตาม

วีรุงกา
เอมมานูแอล เดอ เมอโรด ผู้มีเจ้าหน้าที่อารักขาขนาบข้างยืนอยู่ ณ สำนักงานใหญ่ของอุทยานหลังรอดพ้นจาก การลอบสังหารมาได้เก้าเดือน ชายผู้บริหารอุทยานวีรุงกามาแปดปีผู้นี้กลายมาเป็นตัวแทนนักอนุรักษ์จากภูมิภาคตะวันออกของคองโกที่ถูกรุมเร้าด้วยภัยสงคราม และตกเป็นเป้าโจมตีของฝ่ายตรงข้ามอุทยาน

กระนั้น เดอ เมอโรด ก็รู้ว่า ลำพังความน่าเกรงขามที่เพิ่มขึ้นของเขาเพียงอย่างเดียวไม่อาจช่วยให้อุทยานอยู่รอดได้ แต่จำเป็นต้องใช้เงินในการบังคับใช้กฎหมายและดึงผู้คนรอบอุทยานเข้ามาเป็นพันธมิตรถาวร สำหรับเดอ เมอโรดทางเดียวที่จะบรรลุข้อหลังได้คือ “ใช้อุทยานเป็นฐานในการสร้างงานจำนวนมาก โดยไม่สร้างความเสียหายแก่อุทยาน” เป้าหมายนั้นทำให้เขาใช้พื้นที่ตอนเหนือของอุทยาน โดยเฉพาะแม่น้ำบูตาฮูซึ่งหลั่งไหลมาจากยอดธารน้ำแข็งในเทือกเขารเวนโซรีไปยังชายขอบหมู่บ้านมุตวังกา ชุมชนยากจนที่ไม่มีไฟฟ้าใช้ เมื่อปี 2010 อุทยานเริ่มจ้างชาวบ้านขุดคลองและวางฐานรากของสิ่งที่จะกลายมาเป็นโรงไฟฟ้าพลังน้ำแห่งแรกของวีรุงกา อุทยานจะเดินสายไฟไปยังบ้านเรือนแต่ละหลังในมุตวังกาโดยมีค่าใช้จ่าย 110 ดอลลาร์สหรัฐ จากนั้นบ้านแต่ละหลังก็สามารถซื้อไฟฟ้าในระบบจ่ายตามจริงที่แสนถูกได้ โรงไฟฟ้าพลังน้ำแห่งนี้เริ่มจ่ายไฟเมื่อปี 2013

เดอ เมอโรด คาดหวังว่าไฟฟ้าจะช่วยเร่งการพัฒนาเศรษฐกิจ “สาเหตุที่ไม่มีอุตสาหกรรมใดๆก็เพราะไม่มีแหล่งพลังงานราคาถูก และนั่นคือสิ่งที่อุทยานให้ได้ครับ” เขาบอก

แนวคิดที่จะให้วีรุงกาเป็น “เครื่องจักรเศรษฐกิจ” ของภูมิภาคแสดงให้เห็นว่า ผู้นำคองโกยอมฝากชะตากรรมของภูมิภาคหนึ่งในประเทศไว้ในมืออุทยานแห่งหนึ่งกับผู้อำนวยการอุทยานชาวเบลเยียม ผู้สืบเชื้อสายจากอดีตเจ้าอาณานิคมของตน ไม่นับความเสี่ยงที่ว่า แนวคิดนี้อาจเปลี่ยนความชิงชังอันยาวนานที่ประชาชนมีต่ออุทยานให้กลายเป็นการพึ่งพาอย่างเข้มข้น นี่คือเดิมพันซึ่งมีความเสี่ยงสูงยิ่งสำหรับเดอ เมอโรด และกุญแจสำคัญคือคนหนุ่มสาวที่ยอมวางอาวุธแล้วหันมาทำงานสุจริตเล็กๆน้อยๆแทน

เรื่อง โรเบิร์ต เดรเพอร์

ภาพถ่าย เบรนต์ สเตอร์ตัน

 

อ่านเพิ่มเติม

1 ใน 3 ของพื้นที่คุ้มครองทั่วโลกกำลังถูกรุกราน

เรื่องแนะนำ

กรีซ เทพเจ้า และดินแดนปรโลก

เรื่อง แคโรไลน์ อเล็กซานเดอร์ ภาพถ่าย วินเซนต์ เจ. มูซี และเดวิด โคเวนทรี โลกของชาวกรีกโบราณเต็มไปด้วยทวยเทพ  นำโดยเทพองค์สำคัญๆแห่งเขาโอลิมปัส ได้แก่ ซูส เฮรา อพอลโล โพไซดอน อธีนา และเทพผู้ยิ่งใหญ่อื่นๆ ในเทพปกรณัมกรีก นอกจากการบูชาปวงเทพแห่งเขาโอลิมปัสแล้ว ยังมีอีกหลายร้อยลัทธิที่บูชาเทพเจ้าและวีรบุรุษในท้องถิ่น ผู้คนอ้อนวอนทวยเทพเหล่านี้ด้วยเหตุผลเดียวกับที่เราอธิษฐานในปัจจุบัน เช่น เรื่องสุขภาพและความปลอดภัย ความเจริญรุ่งเรือง พืชผลอันอุดมสมบูรณ์ และสวัสดิภาพในการเดินเรือ การสวดอ้อนวอนมักกระทำร่วมกันเป็นกลุ่ม มีการถวายเครื่องสักการะและของสังเวยเพื่อให้เป็นที่พอพระทัยของทวยเทพผู้อยู่เหนือการหยั่งรู้ของมนุษย์และเชื่อกันว่ากุมชะตาชีวิตของพวกเขาไว้ แต่ชีวิตหลังความตายเป็นเช่นไรเล่า ชาวกรีกโบราณเชื่อในเทพเฮดีส เจ้าแห่งปรโลก ผู้เป็นพระเชษฐาของซูสและโพไซดอน แต่การมีอยู่ของเทพเฮดีสไม่ชวนให้อุ่นใจแม้แต่น้อย อาณาจักรของเทพเฮดีส (หรือ “โลกที่มองไม่เห็น”) ซึ่งตกอยู่ในความมืดมนอนธการและมีแม่น้ำสติกซ์อันน่าพรั่นพรึงตัดขาดจากโลกมนุษย์นั้น เป็นดั่งที่กวีโฮเมอร์พรรณนาไว้ว่า เป็นดินแดน “น่าสะพรึงกลัวที่ผุพัง” อันเป็นจุดหมายปลายทางทั้งของคนธรรมดาและแม้กระทั่งวีรบุรุษผู้กล้าหลังความตายมาเยือน ในที่สุด ความเห็นอกเห็นใจในสภาวะของมนุษย์ทำให้ชาวกรีกรับเอาศาสนารูปแบบใหม่และลัทธิความเชื่อใหม่ๆเข้ามา ชีวิตหลังความตายไม่ได้ถูกมองว่าเป็นชะตากรรมอันทุกข์ระทมอีกต่อไป แต่เป็นการเสาะแสวงหาส่วนบุคคลมากกว่า ลัทธิลี้ลับที่ปกปิดไม่ให้คนภายนอกรู้เหล่านี้ให้สัญญาว่าจะนำทางสู่ชีวิตหลังความตาย พิธีกรรมอันเร้นลับนั้นแสนเร้าใจและจัดขึ้นราวฉากละครอันอลังการ พิธีบูชาเทพองค์สำคัญบนเกาะซาโมเทรซของกรีซจัดขึ้นในเวลากลางคืน โดยใช้แสงวับวามของคบเพลิงส่องทางให้สมาชิกใหม่ แต่เนื่องจากมีการเฝ้าระวังอย่างเข้มงวดขนาดมีโทษถึงตาย จึงทำให้พิธีกรรมเหล่านี้ยังคงเป็นปริศนาลึกลับเรื่อยมา พอถึงศตวรรษที่สี่ก่อนคริสต์ศักราช เกิดลัทธิที่อ้างว่าทำให้คนบริสุทธิ์ได้ด้วยการชำระล้างมลทินของความเป็นมนุษย์ รากฐานของศาสนาใหม่เหล่านี้เริ่มเป็นรูปเป็นร่างชัดเจน […]

ภาพนี้ต้องขยาย : สะพานศักดิ์สิทธิ์

ภาพโดย : ฮิวจ์ สตีเวนส์ เบลล์, NATIONAL GEOGRAPHIC CREATIVE เนิ่นนานก่อนที่กลุ่มนักสำรวจผิวขาวจะมาพบเห็นเข้าเมื่อปี 1909 หมวดหินสีแดงในสถานที่ซึ่งปัจจุบันคือรัฐยูทาห์นี้เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของชนเผ่านาวาโฮ โฮปี ซูนี ไพยูต และชนพื้นเมืองอเมริกันเผ่าอื่นๆ พวกเขามาสวดภาวนาและเซ่นสรวงใต้สะพานหินสูง 90 เมตร ซึ่งทางน้ำสลักเสลาขึ้นเมื่อนานแสนนานมาแล้ว เมื่อปี 1910 รัฐบาลสหรัฐฯก่อตั้งอนุสรณ์สถานแห่งชาติเรนโบว์บริดจ์ขึ้นเพื่ออนุรักษ์สิ่งมหัศจรรย์ทางธรรมชาตินี้ไว้ เป็นเวลาหลายทศวรรษที่นักท่องเที่ยวสามารถปีนป่ายขึ้นไปด้านบนและรอบๆสะพานหิน ดังที่เห็นในภาพถ่ายเมื่อปี 1927 ภาพนี้ของฮิวจ์ สตีเวนส์ เบลล์ “ใครคนหนึ่งกำลังสาธิตว่าสามารถแสดงกายกรรมได้อย่างปลอดภัยหายห่วง” บนสะพานแห่งนี้ คือคำบรรยายภาพของเบลล์ ไม่ว่าจะเป็นการปลอดภัยหรือเป็นผลดีสำหรับสถานที่สำคัญแห่งนี้หรือไม่ ป้ายที่กรมอุทยานแห่งชาติประกาศไว้เมื่อปี 1995 ก็ขอให้นักท่องเที่ยวงดเดินข้างใต้หรือขึ้นไปบนสะพาน เพื่อเป็นการแสดงความเคารพประเพณีวัฒนธรรมของชนเผ่าที่เกี่ยวข้อง อีกทั้งเว็บไซต์ของกรมอุทยานแห่งชาติยังขอให้นักท่องเที่ยวเดินเข้าไป “แบบเดียวกับเวลาเข้าโบสถ์”

จับชีพจรแห่งปฐพี

เรื่อง ปีเตอร์ มิลเลอร์ แค่ภาพจากหน้าต่างก็แย่พอแล้ว ขณะเครื่องบินวิจัยของเขาบินผ่านแนวป่าสนซีคัวยายักษ์ในแคลิฟอร์เนีย เกรก แอสเนอร์ มองเห็นความเสียหายที่เกิดจากภัยแล้งยาวนานสี่ปี แต่เมื่อผละจากหน้าต่างไปดูจอภาพในห้องปฏิบัติการลอยฟ้า สิ่งที่เห็นยิ่งน่าตกใจกว่า หลายจุดในป่าเป็นสีแดง “แสดงถึงความเครียดขั้นรุนแรงครับ” เขาว่า ภาพดิจิทัลเหล่านี้มาจากระบบกราดตรวจสามมิติ (3-D Scanning System) ที่แอสเนอร์ นักนิเวศวิทยาสังกัดสถาบันคาร์เนกีเพื่อวิทยาศาสตร์ (Carnegie Institution for Science) เพิ่งติดตั้งในเครื่องบินใบพัดของเขา  ระบบจะกราดแสงเลเซอร์สองลำไปยังหมู่ไม้ ขณะที่กล้องสเปกโทรมิเตอร์คู่สร้างโดยห้องปฏิบัติการไอพ่นหรือเจพีแอล (Jet Propulsion Laboratory: JPL) ขององค์การนาซา ซึ่งคอยบันทึกแสงแดดหลายร้อยความยาวคลื่น ตั้งแต่ย่านที่ตาเห็นถึงแสงอินฟราเรดที่สะท้อนขึ้นมาจะเผยรายละเอียดองค์ประกอบทางเคมีของต้นไม้ถึงขนาดที่สามารถระบุชนิดของต้นไม้แต่ละต้น และแม้กระทั่งบอกได้ว่าไม้ต้นไหนดูดซึมน้ำไว้เท่าใด อันเป็นเครื่องบ่งชี้ถึงสุขภาพ จากแผนสีที่เขาเลือกใช้วันนั้นแสดงว่า ต้นไม้ที่ขาดน้ำจะเห็นเป็นสีแดงสด ภาพอาจดูน่ากลัว แต่นี่คือแนวทางใหม่สำหรับการมองโลก “ระบบนี้ผลิตแผนที่ซึ่งบอกเราเกี่ยวกับระบบนิเวศได้ภายในการบินผ่านเที่ยวเดียว มากกว่าที่การทำงานภาคพื้นดินทั้งชีวิตอาจจะสร้างได้นะครับ” แอสเนอร์เขียนในภายหลัง และหอสังเกตการณ์ลอยฟ้าคาร์เนกีของเขาก็เป็นเพียงแนวหน้าของกระแสที่กำลังมาแรงเท่านั้น เทคโนโลยีเซนเซอร์ที่ล้ำยุคเป็นเครื่องมือที่ดีขึ้นเรื่อยๆในการติดตามสัญญาณชีพของโลก เมื่อปี 2014 ต่อต้นปี 2015 องค์การนาซาส่งภารกิจสำคัญห้าภารกิจขึ้นสู่อวกาศเพื่อเฝ้าติดตามและสังเกตการณ์โลก (สองภารกิจคือการติดตั้งอุปกรณ์ใหม่บนสถานีอวกาศ) ทำให้จำนวนรวมกลายเป็น 19 ภารกิจ  องค์การอวกาศจากบราซิล จีน […]