สงครามพิทักษ์วีรุงกา - National Geographic Thailand

สงครามพิทักษ์วีรุงกา

สงครามพิทักษ์ วีรุงกา

ม่มีเขตสงวนระดับชาติแห่งใดในโลกเหมือน วีรุงกา  ทั้งแง่ดีและแง่ร้าย  พื้นที่ราว 8,000 ตารางกิโลเมตรนี้มีทั้งเครือข่ายแม่น้ำที่ได้น้ำจากธารน้ำแข็ง ทะเลสาบแห่งหนึ่งในกลุ่มทะเลสาบเกรตเลกส์ของแอฟริกา ทุ่งหญ้าสะวันนา ป่าดิบชื้นในที่ลุ่มรกชัฏ ยอดเขาสูงสุดแห่งหนึ่งในทวีป และภูเขาไฟมีพลังสองแห่ง วีรุงกามีนกอาศัยอยู่กว่า 700 ชนิด พร้อมด้วยสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมกว่า 200 ชนิด เช่น กอริลลาภูเขาราว 480 ตัวจากที่ยังเหลืออยู่ 880 ตัวทั่วโลก

วีรุงกาเป็นเขตสงครามมาเกือบยี่สิบปี เมื่อปี 1994 ความขัดแย้งรุนแรงระหว่างชาติพันธุ์ในประเทศเพื่อนบ้านอย่างรวันดาส่งผลให้ชาวฮูตูฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวตุตซี และลุกลามมาถึงคองโก นักรบฮูตูและผู้ลี้ภัยกว่าหนึ่งล้านคนหนีตายจากรวันดาหลังพ่ายแพ้มาอาศัยอยู่อย่างแอดอัดในค่ายผู้ลี้ภัยรอบอุทยาน ต่อมาชาวฮูตูบางส่วนรวมตัวกันจัดตั้งกองกำลังประชาธิปไตยเพื่อเสรีภาพแห่งรวันดา หรือเอฟดีแอลอาร์ (FDLR) ในที่สุดชาวตุตซีในคองโกก็ตอบโต้ด้วยการก่อตั้งสภาป้องกันประชาชนแห่งชาติ หรือซีเอ็นดีพี (CNDP) ซึ่งพัฒนามาเป็นกลุ่ม 23 มีนาคม หรือเอ็ม23 เหตุนองเลือดครั้งแล้วครั้งเล่าที่กลุ่มติดอาวุธเหล่านี้ก่อขึ้นค่อยๆกัดกินและบ่อนทำลายอุทยาน

นักรบบางส่วน รวมไปถึงทหารคองโกที่เข้ามาปกป้องประเทศ ไม่ยอมกลับถิ่นฐานหลังประกาศหยุดยิง แต่ล่าสัตว์ในอุทยานทั้งเพื่อยังชีพและเพื่อการค้า ทุกวันนี้ นักรบหลายพันคนยังปักหลักอยู่ในป่า ทั้งยังมีกองกำลังท้องถิ่นอีกหลายพันคนที่เรียกกันว่ากองกำลังมาอี-มาอีเข้ามาสมทบอีกด้วย ความพยายามขับไล่คนกลุ่มนี้ออกจากพื้นที่ของเจ้าหน้าที่อุทยานนำไปสู่การตอบโต้ที่รุนแรงถึงชีวิต เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่อุทยานสองคนถูกฆ่าในเขตส่วนกลางของอุทยาน ส่งผลให้จำนวนเจ้าหน้าที่อุทยานที่เสียชีวิตเพิ่มขึ้นเป็น 152 คนนับตั้งแต่ปี 1996

วีรุงกา
เรือที่ยึดมาได้ถูกเผาบนชายหาด เมื่อเจ้าหน้าที่อุทยานและครูฝึกร่วมมือกันป้องกันการจับปลาเกินขนาดในทะเลสาบเอดเวิร์ด การจับปลาเป็นแหล่งรายได้หลักของชาวบ้าน มีการอนุญาตให้จับปลาในทะเลสาบ แต่เจ้าหน้าที่อุทยานต้อง เผชิญกับเรือที่ไม่มีใบอนุญาตหลายพันลำ

นอกจากนั้นแล้วยังมีสงครามอีกรูปแบบหนึ่งตั้งเค้าเหนือวีรุงกา สงครามดังกล่าวทำให้อุทยานแห่งนี้และความอุดมสมบูรณ์ทางนิเวศวิทยาของอุทยานต้องเผชิญกับการสำรวจหาแหล่งน้ำมัน  เมื่อปี 2010 บริษัทโซโกอินเตอร์เนชั่นแนลในกรุงลอนดอนได้รับสัมปทานการสำรวจพื้นที่ราวครึ่งหนึ่งของอุทยาน ซึ่งรวมถึงบริเวณใกล้ทะเลสาบ เอดเวิร์ด หลังจากการประท้วงยาวนานของกลุ่มอนุรักษ์ สี่ปีต่อมา โซโกก็ยอมถอยและบอกว่าไม่ได้ถือครองสัมปทานอีกต่อไป  อย่างไรก็ตาม รัฐบาลยูกันดาแสดงท่าทีสนใจที่จะสำรวจน้ำมันรอบทะเลสาบฝั่งของตน นับเป็นสิ่งเตือนใจที่น่าเศร้าว่า ไม่มีใครเคารพในคุณค่าที่แท้จริงของอุทยานเลย

อุทยานแห่งนี้ยังเป็นเวทีของโศกนาฏกรรมภายในประเทศคองโกด้วย ความจริงแล้ว วีรุงกาถือเป็นหนึ่งในพื้นที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดในแอฟริกา การประกาศให้ที่นี่เป็นเขตอนุรักษ์นับตั้งแต่ก่อตั้งอุทยานเมื่อปี 1925 ส่งผลให้ประชากรผู้ยากแค้นที่สุดกลุ่มหนึ่งของโลกไม่อาจเข้าถึงทรัพยากรธรรมชาติอันเป็นที่ต้องการอย่างยิ่ง จึงเป็นการเติมเชื้อไฟให้ความขุ่นเคืองของผู้คนราวสี่ล้านชีวิตในภูมิภาคยิ่งคุโชน หลายคนเพิกเฉยต่อกฎหมายหรือท้าทายด้วยการตัดไม้ในเขตอุทยานมาเผาถ่าน เพาะปลูกพืชผลในอุทยาน และล่าสัตว์ป่า บ้างก็ตั้งกองกำลังมาอี-มาอีและก่อเหตุรุนแรงเป็นครั้งคราว

บรรยากาศแห่งความขุ่นเคืองที่แพร่ลามไปทั่วนี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก แต่เป็นสิ่งท้าทายการดำรงอยู่ของวีรุงกา “ความจริงก็คือ เราไม่มีวันแก้ปัญหาได้สำเร็จ ถ้าเราไม่ระดมทุนก้อนใหญ่ครับ” เอมมานูเอล เดอ เมอโรด ผู้อำนวยการอุทยาน บอก

วีรุงกา
ณ ศูนย์ซองเควเควซึ่งดูแลกอริลลาภูเขากำพร้าในรูมังกาโบ เจ้าหน้าที่ใช้ชีวิตอยู่กับกอริลลาวัยเยาว์สี่ตัวซึ่งพ่อแม่ถูกฆ่าตลอด 24 ชั่วโมง เนื่องจากกอริลลาภูเขากำพร้าไม่สามารถกลับไปใช้ชีวิตในป่าได้จึงต้องพึ่งมนุษย์ไปตลอด

เอมมานูเอล เดอ เมอโรด ผู้อำนวยการอุทยานแห่งชาติวีรุงกาและหัวหน้าผู้พิทักษ์ เป็นเจ้าชายเบลเยียม ซึ่งเป็นฐานันดรที่ได้มาเพราะบรรพบุรุษของเขาช่วยเรียกร้องเอกราชจากเนเธอร์แลนด์ และจากภูมิหลังนี้ ใครๆอาจคิดว่าเขาเหมาะกับชีวิตที่สวมเสื้อสเวตเตอร์นั่งจิบไวน์อยู่ข้างเตาผิง มากกว่าจะอยู่ในเขตที่มีความขัดแย้งรุนแรงอื้อฉาวที่สุดแห่งหนึ่งของโลกเช่นนี้ แต่เดอ เมอโรด เกิดในแอฟริกา ใช้ชีวิตวัยเด็กในเคนยา ศึกษาด้านมานุษยวิทยา และทำงานสายอนุรักษ์มาตลอด โดยส่วนใหญ่อยู่ในคองโก

เดอ เมอโรด รับตำแหน่งผู้อำนวยการอุทยานแห่งชาติวีรุงกาเมื่อปี 2008 ในช่วงที่อุทยานตกต่ำที่สุด ผู้อำนวยการคนก่อนถูกจับกุมในปีเดียวกันด้วยข้อหามีส่วนร่วมในการลักลอบตัดไม้ทำถ่านและวางแผนสังหารหมู่กอริลลา (แต่ไม่มี การดำเนินคดีเพราะหลักฐานอ่อน) ราวหกเดือนก่อนหน้านั้น สมาชิกใหม่ของอุทยานคือซีเอ็นดีพี หรือกองกำลังที่รวันดาหนุนหลังให้จัดการกองกำลังเอฟดีแอลอาร์ ภารกิจแรกสุดของเดอ เมอโรด นั้นห้าวหาญยิ่ง นั่นคือการไปที่สำนักงานใหญ่ของซีเอ็นดีพีโดยไม่พกอาวุธเพื่อขอร้องให้คนของเขาผ่านเข้าออกอุทยานได้ ปรากฏว่าโลรอง อึนคุนดา ผู้นำกองกำลังยอมตกลง จากนั้นเดอ เมอโรด ก็สะสางบุคลากรโดยลดจำนวนเจ้าหน้าที่จาก 1,000 คนเหลือ 230 คน (ต่อมาจึงขยับขึ้นเป็น 480 คน โดยมีผู้หญิง 14 คน) และขึ้นเงินเดือนจากห้าดอลลาร์สหรัฐอันน้อยนิดเป็น 200 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเขาบอกว่า“มากพอจะระงับยับยั้งการทุจริตได้”

จากนั้นเดอ เมอโรด ก็เริ่มสานสัมพันธ์กับคนท้องถิ่น เขาฟังเสียงอุทธรณ์ของชาวบ้าน หลายสิบปีมาแล้วที่อุทยานสัญญาว่าจะจัดสรรรายได้จากนักท่องเที่ยวคืนให้ชุมชนครึ่งหนึ่ง เงินพวกนั้นถูกใช้จ่ายไปกับอะไรหรือ ในเมื่อถนน โรงเรียน และโรงพยาบาลล้วนมีสภาพทรุดโทรมลงทุกที ขณะที่ช้างก็เข้าไปทำลายพืชผล

“ก่อนเดอ เมอโรด จะเข้ามา เราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าอุทยานมีผู้อำนวยการ” ชาวประมงที่วิตชุมบีบอกผม “ตอนนี้เราเห็นเจ้าหน้าที่อุทยานใส่เครื่องแบบสะอาดและมีอาวุธดีๆใช้ เราเห็นความแตกต่างที่เขาทำครับ” ผู้อำนวยการถึงกับยอมเจรจากับกลุ่มกองกำลังต่างๆ แม้จะได้ผลบ้างไม่ได้บ้างก็ตาม

วีรุงกา
เอมมานูแอล เดอ เมอโรด ผู้มีเจ้าหน้าที่อารักขาขนาบข้างยืนอยู่ ณ สำนักงานใหญ่ของอุทยานหลังรอดพ้นจาก การลอบสังหารมาได้เก้าเดือน ชายผู้บริหารอุทยานวีรุงกามาแปดปีผู้นี้กลายมาเป็นตัวแทนนักอนุรักษ์จากภูมิภาคตะวันออกของคองโกที่ถูกรุมเร้าด้วยภัยสงคราม และตกเป็นเป้าโจมตีของฝ่ายตรงข้ามอุทยาน

กระนั้น เดอ เมอโรด ก็รู้ว่า ลำพังความน่าเกรงขามที่เพิ่มขึ้นของเขาเพียงอย่างเดียวไม่อาจช่วยให้อุทยานอยู่รอดได้ แต่จำเป็นต้องใช้เงินในการบังคับใช้กฎหมายและดึงผู้คนรอบอุทยานเข้ามาเป็นพันธมิตรถาวร สำหรับเดอ เมอโรดทางเดียวที่จะบรรลุข้อหลังได้คือ “ใช้อุทยานเป็นฐานในการสร้างงานจำนวนมาก โดยไม่สร้างความเสียหายแก่อุทยาน” เป้าหมายนั้นทำให้เขาใช้พื้นที่ตอนเหนือของอุทยาน โดยเฉพาะแม่น้ำบูตาฮูซึ่งหลั่งไหลมาจากยอดธารน้ำแข็งในเทือกเขารเวนโซรีไปยังชายขอบหมู่บ้านมุตวังกา ชุมชนยากจนที่ไม่มีไฟฟ้าใช้ เมื่อปี 2010 อุทยานเริ่มจ้างชาวบ้านขุดคลองและวางฐานรากของสิ่งที่จะกลายมาเป็นโรงไฟฟ้าพลังน้ำแห่งแรกของวีรุงกา อุทยานจะเดินสายไฟไปยังบ้านเรือนแต่ละหลังในมุตวังกาโดยมีค่าใช้จ่าย 110 ดอลลาร์สหรัฐ จากนั้นบ้านแต่ละหลังก็สามารถซื้อไฟฟ้าในระบบจ่ายตามจริงที่แสนถูกได้ โรงไฟฟ้าพลังน้ำแห่งนี้เริ่มจ่ายไฟเมื่อปี 2013

เดอ เมอโรด คาดหวังว่าไฟฟ้าจะช่วยเร่งการพัฒนาเศรษฐกิจ “สาเหตุที่ไม่มีอุตสาหกรรมใดๆก็เพราะไม่มีแหล่งพลังงานราคาถูก และนั่นคือสิ่งที่อุทยานให้ได้ครับ” เขาบอก

แนวคิดที่จะให้วีรุงกาเป็น “เครื่องจักรเศรษฐกิจ” ของภูมิภาคแสดงให้เห็นว่า ผู้นำคองโกยอมฝากชะตากรรมของภูมิภาคหนึ่งในประเทศไว้ในมืออุทยานแห่งหนึ่งกับผู้อำนวยการอุทยานชาวเบลเยียม ผู้สืบเชื้อสายจากอดีตเจ้าอาณานิคมของตน ไม่นับความเสี่ยงที่ว่า แนวคิดนี้อาจเปลี่ยนความชิงชังอันยาวนานที่ประชาชนมีต่ออุทยานให้กลายเป็นการพึ่งพาอย่างเข้มข้น นี่คือเดิมพันซึ่งมีความเสี่ยงสูงยิ่งสำหรับเดอ เมอโรด และกุญแจสำคัญคือคนหนุ่มสาวที่ยอมวางอาวุธแล้วหันมาทำงานสุจริตเล็กๆน้อยๆแทน

เรื่อง โรเบิร์ต เดรเพอร์

ภาพถ่าย เบรนต์ สเตอร์ตัน

 

อ่านเพิ่มเติม

1 ใน 3 ของพื้นที่คุ้มครองทั่วโลกกำลังถูกรุกราน

เรื่องแนะนำ

มรดกสีครามของโอบามา

มรดกสีครามของ โอบามา ราว 160 กิโลมตรทางตะวันออกเฉียงเหนือของอ่าวบอสตัน วาฬแกลบครีบดำซึ่งมีสถานะใกล้สูญพันธุ์หกตัวผุดขึ้น  มาเหนือน้ำเป็นระลอก ลำท้องเรียวขาวสะท้อนวาวอยู่ในมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือ  แต่ละครั้งที่พุ่งเสยขึ้นมาสูงสุด พวกมันจะอ้าปากขนาดมหึมาเพื่อกรองกินโคพีพอดขนาดเล็กจิ๋ว  ถัดจากกราบซ้ายของเรือวิจัยชื่อ แพลนบี ฝูงปลาเฮร์ริงกำลังไล่กิน ครัสเตเชียนชนิดเดียวกันนี้จนผิวน้ำแตกกระจาย  ขณะเดียวกัน บนสันหินใต้ทะเลลึกลงไปเบื้องล่าง 15 เมตร นักวิทยาศาสตร์จากเรือดังกล่าวก็กำลังเฝ้าดูปลาพอลล็อก ปลาค้อด และปลาคันเนอร์ กินอาหารอยู่ท่ามกลางสายริบบิ้นเส้นยาวของสาหร่าย  เคลป์สีทอง แคชเชสเลดจ์ (Cashes Ledge) เป็นภูเขาใต้ทะเลที่สูงที่สุดในอ่าวเมน และเป็นแหล่งอาหารเคลื่อนที่อันน่าทึ่ง คลื่นใต้น้ำที่เคลื่อนปะทะแนวสันเขาแกรนิตและยอดแบนราบจะลากพาคลื่นจากชั้นผิวน้ำอันอบอุ่นที่อุดมด้วยแพลงก์ตอนลงไปยังท้องน้ำลึก  กระแสน้ำที่พัดลงสู่เบื้องล่างนี้เปิดโอกาสให้เหล่าปลาที่หากินตามหน้าดินที่อาศัยอยู่ตามพื้นทะเลหากินกันอย่างคึกคักพอๆกับปลาที่หากินอยู่ช่วงน้ำลึกระดับปานกลาง วาฬ ปลาเฮร์ริง และนกที่ผิวน้ำ  กระแสน้ำขึ้นน้ำลงและภูมิประเทศที่นี่ทำงานสอดประสานกันเพื่ออนุรักษ์ไว้ซึ่งร่องรอยแห่งความอุดมสมบูรณ์  ซึ่งเคยเป็นนิยามของอ่าวเมนจวบกระทั่งการประมงทำให้เหือดหายไป “หากว่ากันตามจริงแล้วแคชเชสเลดจ์คือเครื่องจักรย้อนเวลากลับไปสู่ชายฝั่งนิวอิงแลนด์เมื่อ 400 ปีก่อน” จอน  วิตแมน นักนิเวศวิทยาทางทะเลผู้ศึกษาพื้นที่อุดมด้วยความหลากหลายทางชีวภาพแห่งนี้มานานกว่า 30 ปี   บอก  ขณะที่ซิลเวีย เอิร์ล นักสมุทรศาสตร์ และนักสำรวจประจำของสมาคมเนชั่นแนล จีโอกราฟิก เรียกแคชเชสเลดจ์ว่า “เยลโลว์สโตนแห่งแอตแลนติกเหนือ” และถือเป็นสมบัติแห่งชาติที่ควรค่าแก่การพิทักษ์ไว้  แม้เราจะไม่สามารถขับรถไปเยี่ยมชมได้ก็ตาม ขณะที่มหาสมุทรได้รับความเสียหายจากการทำประมงเกินขนาด  มลภาวะ […]

โลกร้อน กับวิกฤติหมอกควัน คลื่นความร้อนมรณะ และภัยหนาวสุดขั้ว

จากวิกฤติหมอกควันในแถบเอเชีย ถึงภัยหนาวสุดขั้วจากปรากฏการณ์ลมวนขั้วโลกในสหรัฐฯ และคลื่นความร้อนมรณะในออสเตรเลีย ทั้งหมดนี้เกี่ยวข้องกับภาวะโลกร้อนหรือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศหรือไม่อย่างไร

ภาษาภาพ : ประจำเดือนกุมภาพันธ์

โปแลนด์ ทิวทัศน์ฤดูหนาวที่มองเห็นจากสะพานกรุนวาลด์สกีในเมืองคราคูฟเปิดโอกาสให้ได้ศึกษาหยินหยางในเรื่องเอกภาพของความต่าง บนฝั่งแม่น้ำวิสตูลาที่ปกคลุมไปด้วยหิมะ คนในภาพซึ่งดูราวกับเงาทึบกำลังให้อาหารหงส์สีขาวและเป็ดกับนกคู้ตขนสีเข้มในน้ำเย็นเยือก ภาพโดย มาร์ตซิน รีตเชก โปแลนด์ ในฤดูหนาวบนสันดอนจะงอยวิสตูลา ซึ่งเป็นคาบสมุทรที่สายลมสลักเสลาขึ้นมาและปกคลุมด้วยผืนทรายใกล้กับเมืองคาลินินกราดของรัสเซีย รถแทรกเตอร์คันหนึ่งลากเลื่อนข้ามทุ่งหิมะขาวโพลนกว้างใหญ่ไพศาล สันดอนจะงอยนี้ยื่นออกไปในทะเลบอลติก และคั่นอ่าวกดานสค์กับลากูนวิสตูลาออกจากกัน ภาพโดย คัตซ์เปอร์ โควาลสกี, PANOS เยอรมนี นักเล่นสกีผู้โดดเดี่ยวใกล้กับเมืองมัสเซอร์แบร์กกำลังข้ามเรนน์ชไตก์ อันเป็นเส้นทางโบราณตามแนวสันเขา เส้นทางปีนเขาระยะทางราว 169 กิโลเมตรซึ่งเป็นเส้นทางของคนส่งสารในยุคกลางเส้นนี้ ทอดจากทิศตะวันตกไปทิศตะวันออกตัดป่าทูรินเจียน ภาพโดย มาร์ทิน ชุทท์, EPA

ปฏิวัติดีเอ็นเอ

คริสเปอร์-แคสไนน์ (CRISPR-Cas9) คือเทคโนโลยีใหม่ที่เอื้อให้นักวิทยาศาสตร์สามารถปรับเปลี่ยน ลบ และจัดเรียงดีเอ็นเอของสิ่งมีชีวิตเกือบทั้งหมดรวมทั้งมนุษย์ได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ ท่ามกลางคำถามสำคัญที่ว่าผลการปรับแต่งดังกล่าวจะส่งผ่านไปสู่รุ่นลูกหลานของสิ่งมีชีวิตนั้นๆ หรือไม่?