สงครามพิทักษ์วีรุงกา - National Geographic Thailand

สงครามพิทักษ์วีรุงกา

สงครามพิทักษ์ วีรุงกา

ม่มีเขตสงวนระดับชาติแห่งใดในโลกเหมือน วีรุงกา  ทั้งแง่ดีและแง่ร้าย  พื้นที่ราว 8,000 ตารางกิโลเมตรนี้มีทั้งเครือข่ายแม่น้ำที่ได้น้ำจากธารน้ำแข็ง ทะเลสาบแห่งหนึ่งในกลุ่มทะเลสาบเกรตเลกส์ของแอฟริกา ทุ่งหญ้าสะวันนา ป่าดิบชื้นในที่ลุ่มรกชัฏ ยอดเขาสูงสุดแห่งหนึ่งในทวีป และภูเขาไฟมีพลังสองแห่ง วีรุงกามีนกอาศัยอยู่กว่า 700 ชนิด พร้อมด้วยสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมกว่า 200 ชนิด เช่น กอริลลาภูเขาราว 480 ตัวจากที่ยังเหลืออยู่ 880 ตัวทั่วโลก

วีรุงกาเป็นเขตสงครามมาเกือบยี่สิบปี เมื่อปี 1994 ความขัดแย้งรุนแรงระหว่างชาติพันธุ์ในประเทศเพื่อนบ้านอย่างรวันดาส่งผลให้ชาวฮูตูฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวตุตซี และลุกลามมาถึงคองโก นักรบฮูตูและผู้ลี้ภัยกว่าหนึ่งล้านคนหนีตายจากรวันดาหลังพ่ายแพ้มาอาศัยอยู่อย่างแอดอัดในค่ายผู้ลี้ภัยรอบอุทยาน ต่อมาชาวฮูตูบางส่วนรวมตัวกันจัดตั้งกองกำลังประชาธิปไตยเพื่อเสรีภาพแห่งรวันดา หรือเอฟดีแอลอาร์ (FDLR) ในที่สุดชาวตุตซีในคองโกก็ตอบโต้ด้วยการก่อตั้งสภาป้องกันประชาชนแห่งชาติ หรือซีเอ็นดีพี (CNDP) ซึ่งพัฒนามาเป็นกลุ่ม 23 มีนาคม หรือเอ็ม23 เหตุนองเลือดครั้งแล้วครั้งเล่าที่กลุ่มติดอาวุธเหล่านี้ก่อขึ้นค่อยๆกัดกินและบ่อนทำลายอุทยาน

นักรบบางส่วน รวมไปถึงทหารคองโกที่เข้ามาปกป้องประเทศ ไม่ยอมกลับถิ่นฐานหลังประกาศหยุดยิง แต่ล่าสัตว์ในอุทยานทั้งเพื่อยังชีพและเพื่อการค้า ทุกวันนี้ นักรบหลายพันคนยังปักหลักอยู่ในป่า ทั้งยังมีกองกำลังท้องถิ่นอีกหลายพันคนที่เรียกกันว่ากองกำลังมาอี-มาอีเข้ามาสมทบอีกด้วย ความพยายามขับไล่คนกลุ่มนี้ออกจากพื้นที่ของเจ้าหน้าที่อุทยานนำไปสู่การตอบโต้ที่รุนแรงถึงชีวิต เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่อุทยานสองคนถูกฆ่าในเขตส่วนกลางของอุทยาน ส่งผลให้จำนวนเจ้าหน้าที่อุทยานที่เสียชีวิตเพิ่มขึ้นเป็น 152 คนนับตั้งแต่ปี 1996

วีรุงกา
เรือที่ยึดมาได้ถูกเผาบนชายหาด เมื่อเจ้าหน้าที่อุทยานและครูฝึกร่วมมือกันป้องกันการจับปลาเกินขนาดในทะเลสาบเอดเวิร์ด การจับปลาเป็นแหล่งรายได้หลักของชาวบ้าน มีการอนุญาตให้จับปลาในทะเลสาบ แต่เจ้าหน้าที่อุทยานต้อง เผชิญกับเรือที่ไม่มีใบอนุญาตหลายพันลำ

นอกจากนั้นแล้วยังมีสงครามอีกรูปแบบหนึ่งตั้งเค้าเหนือวีรุงกา สงครามดังกล่าวทำให้อุทยานแห่งนี้และความอุดมสมบูรณ์ทางนิเวศวิทยาของอุทยานต้องเผชิญกับการสำรวจหาแหล่งน้ำมัน  เมื่อปี 2010 บริษัทโซโกอินเตอร์เนชั่นแนลในกรุงลอนดอนได้รับสัมปทานการสำรวจพื้นที่ราวครึ่งหนึ่งของอุทยาน ซึ่งรวมถึงบริเวณใกล้ทะเลสาบ เอดเวิร์ด หลังจากการประท้วงยาวนานของกลุ่มอนุรักษ์ สี่ปีต่อมา โซโกก็ยอมถอยและบอกว่าไม่ได้ถือครองสัมปทานอีกต่อไป  อย่างไรก็ตาม รัฐบาลยูกันดาแสดงท่าทีสนใจที่จะสำรวจน้ำมันรอบทะเลสาบฝั่งของตน นับเป็นสิ่งเตือนใจที่น่าเศร้าว่า ไม่มีใครเคารพในคุณค่าที่แท้จริงของอุทยานเลย

อุทยานแห่งนี้ยังเป็นเวทีของโศกนาฏกรรมภายในประเทศคองโกด้วย ความจริงแล้ว วีรุงกาถือเป็นหนึ่งในพื้นที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดในแอฟริกา การประกาศให้ที่นี่เป็นเขตอนุรักษ์นับตั้งแต่ก่อตั้งอุทยานเมื่อปี 1925 ส่งผลให้ประชากรผู้ยากแค้นที่สุดกลุ่มหนึ่งของโลกไม่อาจเข้าถึงทรัพยากรธรรมชาติอันเป็นที่ต้องการอย่างยิ่ง จึงเป็นการเติมเชื้อไฟให้ความขุ่นเคืองของผู้คนราวสี่ล้านชีวิตในภูมิภาคยิ่งคุโชน หลายคนเพิกเฉยต่อกฎหมายหรือท้าทายด้วยการตัดไม้ในเขตอุทยานมาเผาถ่าน เพาะปลูกพืชผลในอุทยาน และล่าสัตว์ป่า บ้างก็ตั้งกองกำลังมาอี-มาอีและก่อเหตุรุนแรงเป็นครั้งคราว

บรรยากาศแห่งความขุ่นเคืองที่แพร่ลามไปทั่วนี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก แต่เป็นสิ่งท้าทายการดำรงอยู่ของวีรุงกา “ความจริงก็คือ เราไม่มีวันแก้ปัญหาได้สำเร็จ ถ้าเราไม่ระดมทุนก้อนใหญ่ครับ” เอมมานูเอล เดอ เมอโรด ผู้อำนวยการอุทยาน บอก

วีรุงกา
ณ ศูนย์ซองเควเควซึ่งดูแลกอริลลาภูเขากำพร้าในรูมังกาโบ เจ้าหน้าที่ใช้ชีวิตอยู่กับกอริลลาวัยเยาว์สี่ตัวซึ่งพ่อแม่ถูกฆ่าตลอด 24 ชั่วโมง เนื่องจากกอริลลาภูเขากำพร้าไม่สามารถกลับไปใช้ชีวิตในป่าได้จึงต้องพึ่งมนุษย์ไปตลอด

เอมมานูเอล เดอ เมอโรด ผู้อำนวยการอุทยานแห่งชาติวีรุงกาและหัวหน้าผู้พิทักษ์ เป็นเจ้าชายเบลเยียม ซึ่งเป็นฐานันดรที่ได้มาเพราะบรรพบุรุษของเขาช่วยเรียกร้องเอกราชจากเนเธอร์แลนด์ และจากภูมิหลังนี้ ใครๆอาจคิดว่าเขาเหมาะกับชีวิตที่สวมเสื้อสเวตเตอร์นั่งจิบไวน์อยู่ข้างเตาผิง มากกว่าจะอยู่ในเขตที่มีความขัดแย้งรุนแรงอื้อฉาวที่สุดแห่งหนึ่งของโลกเช่นนี้ แต่เดอ เมอโรด เกิดในแอฟริกา ใช้ชีวิตวัยเด็กในเคนยา ศึกษาด้านมานุษยวิทยา และทำงานสายอนุรักษ์มาตลอด โดยส่วนใหญ่อยู่ในคองโก

เดอ เมอโรด รับตำแหน่งผู้อำนวยการอุทยานแห่งชาติวีรุงกาเมื่อปี 2008 ในช่วงที่อุทยานตกต่ำที่สุด ผู้อำนวยการคนก่อนถูกจับกุมในปีเดียวกันด้วยข้อหามีส่วนร่วมในการลักลอบตัดไม้ทำถ่านและวางแผนสังหารหมู่กอริลลา (แต่ไม่มี การดำเนินคดีเพราะหลักฐานอ่อน) ราวหกเดือนก่อนหน้านั้น สมาชิกใหม่ของอุทยานคือซีเอ็นดีพี หรือกองกำลังที่รวันดาหนุนหลังให้จัดการกองกำลังเอฟดีแอลอาร์ ภารกิจแรกสุดของเดอ เมอโรด นั้นห้าวหาญยิ่ง นั่นคือการไปที่สำนักงานใหญ่ของซีเอ็นดีพีโดยไม่พกอาวุธเพื่อขอร้องให้คนของเขาผ่านเข้าออกอุทยานได้ ปรากฏว่าโลรอง อึนคุนดา ผู้นำกองกำลังยอมตกลง จากนั้นเดอ เมอโรด ก็สะสางบุคลากรโดยลดจำนวนเจ้าหน้าที่จาก 1,000 คนเหลือ 230 คน (ต่อมาจึงขยับขึ้นเป็น 480 คน โดยมีผู้หญิง 14 คน) และขึ้นเงินเดือนจากห้าดอลลาร์สหรัฐอันน้อยนิดเป็น 200 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเขาบอกว่า“มากพอจะระงับยับยั้งการทุจริตได้”

จากนั้นเดอ เมอโรด ก็เริ่มสานสัมพันธ์กับคนท้องถิ่น เขาฟังเสียงอุทธรณ์ของชาวบ้าน หลายสิบปีมาแล้วที่อุทยานสัญญาว่าจะจัดสรรรายได้จากนักท่องเที่ยวคืนให้ชุมชนครึ่งหนึ่ง เงินพวกนั้นถูกใช้จ่ายไปกับอะไรหรือ ในเมื่อถนน โรงเรียน และโรงพยาบาลล้วนมีสภาพทรุดโทรมลงทุกที ขณะที่ช้างก็เข้าไปทำลายพืชผล

“ก่อนเดอ เมอโรด จะเข้ามา เราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าอุทยานมีผู้อำนวยการ” ชาวประมงที่วิตชุมบีบอกผม “ตอนนี้เราเห็นเจ้าหน้าที่อุทยานใส่เครื่องแบบสะอาดและมีอาวุธดีๆใช้ เราเห็นความแตกต่างที่เขาทำครับ” ผู้อำนวยการถึงกับยอมเจรจากับกลุ่มกองกำลังต่างๆ แม้จะได้ผลบ้างไม่ได้บ้างก็ตาม

วีรุงกา
เอมมานูแอล เดอ เมอโรด ผู้มีเจ้าหน้าที่อารักขาขนาบข้างยืนอยู่ ณ สำนักงานใหญ่ของอุทยานหลังรอดพ้นจาก การลอบสังหารมาได้เก้าเดือน ชายผู้บริหารอุทยานวีรุงกามาแปดปีผู้นี้กลายมาเป็นตัวแทนนักอนุรักษ์จากภูมิภาคตะวันออกของคองโกที่ถูกรุมเร้าด้วยภัยสงคราม และตกเป็นเป้าโจมตีของฝ่ายตรงข้ามอุทยาน

กระนั้น เดอ เมอโรด ก็รู้ว่า ลำพังความน่าเกรงขามที่เพิ่มขึ้นของเขาเพียงอย่างเดียวไม่อาจช่วยให้อุทยานอยู่รอดได้ แต่จำเป็นต้องใช้เงินในการบังคับใช้กฎหมายและดึงผู้คนรอบอุทยานเข้ามาเป็นพันธมิตรถาวร สำหรับเดอ เมอโรดทางเดียวที่จะบรรลุข้อหลังได้คือ “ใช้อุทยานเป็นฐานในการสร้างงานจำนวนมาก โดยไม่สร้างความเสียหายแก่อุทยาน” เป้าหมายนั้นทำให้เขาใช้พื้นที่ตอนเหนือของอุทยาน โดยเฉพาะแม่น้ำบูตาฮูซึ่งหลั่งไหลมาจากยอดธารน้ำแข็งในเทือกเขารเวนโซรีไปยังชายขอบหมู่บ้านมุตวังกา ชุมชนยากจนที่ไม่มีไฟฟ้าใช้ เมื่อปี 2010 อุทยานเริ่มจ้างชาวบ้านขุดคลองและวางฐานรากของสิ่งที่จะกลายมาเป็นโรงไฟฟ้าพลังน้ำแห่งแรกของวีรุงกา อุทยานจะเดินสายไฟไปยังบ้านเรือนแต่ละหลังในมุตวังกาโดยมีค่าใช้จ่าย 110 ดอลลาร์สหรัฐ จากนั้นบ้านแต่ละหลังก็สามารถซื้อไฟฟ้าในระบบจ่ายตามจริงที่แสนถูกได้ โรงไฟฟ้าพลังน้ำแห่งนี้เริ่มจ่ายไฟเมื่อปี 2013

เดอ เมอโรด คาดหวังว่าไฟฟ้าจะช่วยเร่งการพัฒนาเศรษฐกิจ “สาเหตุที่ไม่มีอุตสาหกรรมใดๆก็เพราะไม่มีแหล่งพลังงานราคาถูก และนั่นคือสิ่งที่อุทยานให้ได้ครับ” เขาบอก

แนวคิดที่จะให้วีรุงกาเป็น “เครื่องจักรเศรษฐกิจ” ของภูมิภาคแสดงให้เห็นว่า ผู้นำคองโกยอมฝากชะตากรรมของภูมิภาคหนึ่งในประเทศไว้ในมืออุทยานแห่งหนึ่งกับผู้อำนวยการอุทยานชาวเบลเยียม ผู้สืบเชื้อสายจากอดีตเจ้าอาณานิคมของตน ไม่นับความเสี่ยงที่ว่า แนวคิดนี้อาจเปลี่ยนความชิงชังอันยาวนานที่ประชาชนมีต่ออุทยานให้กลายเป็นการพึ่งพาอย่างเข้มข้น นี่คือเดิมพันซึ่งมีความเสี่ยงสูงยิ่งสำหรับเดอ เมอโรด และกุญแจสำคัญคือคนหนุ่มสาวที่ยอมวางอาวุธแล้วหันมาทำงานสุจริตเล็กๆน้อยๆแทน

เรื่อง โรเบิร์ต เดรเพอร์

ภาพถ่าย เบรนต์ สเตอร์ตัน

 

อ่านเพิ่มเติม

1 ใน 3 ของพื้นที่คุ้มครองทั่วโลกกำลังถูกรุกราน

เรื่องแนะนำ

ปลากระเบนราหูมีพฤติกรรมทางสังคมเรื่องการกินเช่นเดียวกับมนุษย์

ฝูงปลากระเบนราหู (Manta ray) รวมกลุ่มและว่ายน้ำเป็นวงกลมเหนือแนวปะการังแห่งหนึ่งใกล้ๆ เกาะโฮวาอู ในรัฐฮาวาย จากภาพที่บันทึกได้ ดูเหมือนว่าพวกมันกำลังแสดงพฤติกรรมทางสังคมเรื่องการรับประทานอาหาร โดยธรรมชาติแล้ว ปลากระเบนราหูเป็นสัตว์ที่ใช้การกรองกิน และมีการหากินร่วมกันเป็นฝูง ซึ่งช่วยให้แต่ละตัวในฝูงได้กินแพลงก์ตอนเยอะขึ้น รูปแบบการว่ายน้ำเป็นวงกลมนี้ ช่วยส่งเสริมความสัมพันธ์ทางสังคมให้แน่นแฟ้นขึ้น และทำให้การหาอาหารมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น   อ่านเพิ่มเติม : ฮัดเช้ย! ขอน้ำมูกหน่อยนะ : นักวิทยาศาสตร์ใช้โดรนเก็บน้ำมูกวาฬ, ง่วงจัง ขอหลับหน่อย! มาดูกันสิว่า สัตว์อะไรหลับได้โดนใจที่สุด, วิลเดอบีสต์ตัวน้อยวิ่งตามรถ เพราะเข้าใจผิดว่าเป็นแม่ของมัน

ภาพนี้ต้องขยาย : จับตามอง การปฏิวัติ

ภาพโดย พอล ทอมป์สัน, MUTUAL FILM COMPANY/NATIONAL GEOGRAPHIC CREATIVE ป้ายหน้าร้านวัดสายตาที่มองเห็นผ่านแว่นขยายภาพนี้ถ่ายเมื่อปี 1914 เป็นภาพชีวิตบนท้องถนนในเมืองซากาเตกัส ประเทศเม็กซิโก  กองกำลังของปันโช บียา ผู้นำกบฏ เพิ่งเข้ายึดเมืองซึ่งเป็นชุมทางรถไฟสำคัญจากกองทัพของประธานาธิบดีบิกโตเรียโน อวยร์ตา  ยุทธการที่ซากาเตกัสเป็นการสู้รบนองเลือดที่สุดครั้งหนึ่งของการปฏิวัติเม็กซิโก มีผู้เสียชีวิตราว 7,000 คน และบาดเจ็บอีกหลายพันคน กองบรรณาธิการน่าจะจัดหาภาพถ่ายภาพนี้สำหรับใช้ประกอบสารคดีเกี่ยวกับประเทศเม็กซิโกซึ่งตีพิมพ์ในนิตยสาร  เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับเดือนกรกฎาคม ปี 1916  แต่ไม่ได้นำมาตีพิมพ์   ผู้ชายในภาพที่กำลังแบกโลงศพ (ตรงกลาง) อาจเป็นเบาะแสเพียงอย่างเดียวที่บอกเป็นนัยถึงข้อความซึ่งเขียนกำกับไว้ด้านหลังภาพ  นั่นคือภาพนี้เป็น   หนึ่งใน “ภาพถ่ายล่าสุดจากสงคราม” — มาร์กาเร็ต จี. แซ็กโควิตซ์

ภาษาภาพ : ประจำเดือนกรกฎาคม

ไอซ์แลนด์ ใต้ธารน้ำแข็งเบรดาแมร์คูร์เยอคูตล์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของวาตนาเยอคูตล์ ชายในเรือดูตัวเล็กไปถนัดตาเมื่อเทียบกับผนังของถ้ำน้ำแข็ง  การละลายของน้ำแข็งในฤดูร้อนทำให้อุโมงค์ขยายกว้างขึ้น และแม่น้ำกัดเซาะไหลบ่าเข้าสู่ถ้ำ อินโดนีเซีย นอกชายฝั่งตะวันออกของเกาะซูลาเวซี  บนก้นช่องแคบเลิมเบะฮ์  ดวงตาเบิกโพลงของปลากบขนาดลำตัวยาว 30 เซนติเมตรตัวนี้โผล่ออกมาจากทรายภูเขาไฟสีดำ ขณะกำลังซุ่มโจมตีเหยื่อ ภาพโดย เจนนิเฟอร์ โจ สต็อก   อังกฤษ ภูมิทัศน์หลอกหลอนของป่าวิสต์แมนส์ซึ่งมีทั้งก้อนหินปกคลุมด้วยมอสส์  เฟิน หญ้า และต้นโอ๊กแคระห่มไลเคน เร้นกายอยู่ในม่านหมอกและตำนาน  เล่าลือกันว่าที่นี่เป็นที่สถิตของเหล่านางฟ้า พ่อมดหมอผี และปีศาจ ภาพโดย ดังคัน จอร์จ, GETTY IMAGES

ศิลปะนามธรรม เผยความงามบนร่างอสูร

เรื่องและภาพถ่าย ไมเคิล ดี. เคิร์น คนส่วนใหญ่เกลียดกลัวสัตว์เลื้อยคลาน สัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก และสัตว์จำพวกแมง (สัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังจำพวกสัตว์ขาปล้อง) ต่างๆ  เป็นความกลัวเก่าแก่แทบจะเรียกได้ว่าดึกดำบรรพ์ มนุษย์วิวัฒน์ขึ้นโดยเรียนรู้ที่จะหลีกเลี่ยงสัตว์เหล่านี้ซึ่ง ในหลายกรณีก็นับว่ามีเหตุผลดี แต่นั่นย่อมหมายความว่า พวกเราส่วนใหญ่มักขาดประสบการณ์ในการเข้าไปสัมผัสใกล้ชิดและชื่นชมความงามของพวกมันด้วย สัตว์เหล่านี้บางชนิดต้องการความช่วยเหลือจากเรา สิ่งที่ผมพยายามทำคือ ช่วยให้ผู้คนมองเห็นความงามในร่างอสูรด้วยการนำศิลปะนามธรรมมาลอกความกลัวและอคติจากจิตใจ ผมเริ่มจากการถ่ายภาพเหมือนของพวกมัน จากนั้นจึงรื้อและลดทอนรายละเอียดต่างๆให้เหลือเพียงองค์ประกอบพื้นฐาน ได้แก่สีสัน เส้นสาย ลวดลาย และพื้นผิว องค์ประกอบเอกเทศเหล่านี้คือพื้นฐานของภาพใหม่ที่ผมปรับแต่งขึ้นด้วยเทคนิคต่างๆ ในโปรแกรมโฟโต้ชอป ผลงานที่ได้คือภาพเหมือนจริงเป็นคู่ๆ โดยด้านหนึ่งเป็นภาพจริง ส่วนอีกด้านเป็นภาพ แนวนามธรรม ผมเริ่มทำภาพชุดนี้เกือบจะเรียกได้ว่าอย่างไม่ตั้งใจ ผมแค่ต้องการออกแบบโลโก้หัวจดหมายเพื่อใช้สำหรับธุรกิจถ่ายภาพของตัวเอง แต่ความที่ผมรักสัตว์เลื้อยคลาน ผมเลยถ่ายภาพกิ้งก่าอีกัวนา ผมคิดว่าดวงตาข้างหนึ่งของมันน่าจะสวยสะดุดตาพอที่จะใช้เป็นภาพเดี่ยวๆสำหรับหัวจดหมายได้  แต่ปรากฎว่าขนาดกลับไม่พอดีกับหัวจดหมาย  ผมจึงทำภาพสะท้อนขึ้นอีกภาพที่ด้านบน  ภาพที่ได้ทั้งสวยงามและเหนือจริง  ไม่เหมือนสิ่งใดในธรรมชาติ  ทั้งๆที่ภาพนี้มีที่มาจากของจริงในธรรมชาติแท้ๆ ภาพแต่ละภาพที่ผมสร้างขึ้นล้วนแตกต่างกัน เพราะไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว บางภาพใช้เพียงการคร็อปหรือตัดทอนภาพบางส่วนออกแล้วทำภาพสะท้อนขึ้น  ขณะที่บางภาพใช้เทคนิคหลายอย่างประกอบกัน  และบางภาพก็ออกมาไม่สวยเอาเสียเลย แต่สำหรับผม  การเดินทางนั้นมีคุณค่าพอๆกับจุดหมายปลายทาง  ผมมีความสุขที่เห็นภาพเป็นรูปเป็นร่างขึ้นทีละน้อยจากการทำซ้ำแต่ละครั้ง  ผมจึงเป็นทั้งผู้สร้างสรรค์และผู้สังเกตการณ์กระบวนการทำงานและผลลัพธ์ที่ได้ในเวลาเดียวกัน ในงานแสดงภาพ  ผมชอบที่จะแสดงภาพเชิงนามธรรมก่อน เมื่อผู้ชมมองภาพครั้งแรก ผมคิดว่าพวกเขามีความรู้สึกขัดแย้งลึกๆระหว่างความงามของภาพกับความกลัวที่มีต่อสัตว์ซึ่งเป็นที่มาของภาพ แต่เมื่อพวกเขาตระหนักว่ามันเป็นเพียงแค่ภาพ พวกเขาจะเริ่มขยับเข้ามาใกล้ และศึกษารายละเอียดต่างๆ […]