กอบกู้ศักดิ์ศรีหญิงม่าย - National Geographic Thailand

กอบกู้ศักดิ์ศรีหญิงม่าย

กอบกู้ศักดิ์ศรี หญิงม่าย

เนิ่นนานก่อนฟ้าสาง หญิงม่าย แห่งวฤนทาวันพากันเร่งฝีเท้าไปตามตรอกมืดๆขรุขระ เลี่ยงหลบแอ่งโคลนและขี้วัวสดใหม่ ริมทางเท้ามีจุดแจกอาหารซึ่งทุกเช้าอาสาสมัครจะตั้งเตาแก๊สยักษ์ต้มชาหม้อใหญ่  หญิงม่ายเหล่านี้รู้ว่าต้องไปถึงแต่เช้า เพราะถ้ามาช้าเกินไป ชาอาจหมด “ตอนเช้าๆฉันรีบไม่ไหว ฉันไม่ค่อยสบาย” หญิงม่ายผู้หนึ่งบ่น “แต่เราต้องรีบ  เพราะไม่รู้ว่าจะพลาดอะไรไปบ้าง”

ตอนนั้นเป็นเวลาตีห้าครึ่ง อรุณรุ่งเยียบเย็น พระจันทร์เสี้ยว หญิงม่ายสองสามคนนุ่งส่าหรีสีสดใส แต่ส่วนใหญ่นุ่งสีขาว ในอินเดียนี่คือเครื่องบ่งชี้สถานะของผู้หญิงที่สูญเสียสามีไป ไม่ว่าจะเมื่อเร็วๆนี้ หรือหลายสิบปีมาแล้วก็ตาม

ไม่มีใครเคยนับจำนวนหญิงม่ายในวฤนทาวันอย่างจริงจัง  รายงานบางฉบับประมาณว่ามีอยู่สองหรือสามพันคน บางฉบับให้ตัวเลขสูงถึง 10,000 คนหรือมากกว่านั้น  วฤนทาวันและเมืองเล็กๆที่อยู่ใกล้เคียงเป็นศูนย์กลางทางจิตวิญญาณ เนืองแน่นไปด้วยวิหารพระกฤษณะ  และอาศรมที่ตลอดทั้งวันจะได้ยินเสียงสวดภชัน (bhajan) หรือเพลงบูชาดังก้องกังวานโดยมีเหล่าหญิงม่ายยากจนที่นั่งเบียดเสียดกันบนพื้นเป็นผู้ขับขาน  ถึงแม้ปกติหน้าที่นี้จะเป็นของผู้แสวงบุญหรือนักบวช แต่หญิงม่ายเหล่านี้จะได้รับอาหารร้อนๆ หรือบางครั้งก็เสื่อรองนอนยามค่ำคืน  เพื่อแลกกับการร้องเพลงบูชาซ้ำแล้วซ้ำเล่า บางครั้งอาจยาวนานครั้งละสามหรือสี่ชั่วโมง

หญิงม่ายยังอาศัยอยู่ตามศูนย์พักพิง  ห้องเช่ารวม  และยามไร้ที่ซุกหัวนอนในร่อาคาร ก็อาศัยผ้าใบกางค้างแรมกันข้างถนน วฤนทาวันอยู่ห่างจากเดลีไปทางใต้ราว 150 กิโลเมตร แต่หญิงม่ายมาจากทั่วประเทศ โดยเฉพาะรัฐเบงกอลตะวันตกซึ่งผูกพันกับพระกฤษณะเป็นพิเศษ  บางครั้งพวกเธอติดสอยห้อยตามครู (guru) หรือผู้นำทางจิตวิญญาณที่ไว้วางใจมาที่นี่  แต่บางครั้งกลับเป็นญาติๆ ที่พาสมาชิกม่ายในครอบครัวมาทิ้งไว้ตามอาศรมหรือหัวมุมถนน  ก่อนจะขับรถจากไป

หญิงม่าย
อินเดีย: ชุมชนแม่ม่ายในเมืองที่มีวัดวาอารามสำคัญดึงดูดหญิงฮินดูจากเนปาลและบังกลาเทศด้วยเช่นกัน ภักดี ทาศี หญิงม่ายวัย 75 ปีจากบังกลาเทศผู้นี้ อาศัยอยู่หลังอารามริมแม่น้ำแห่งหนึ่งในเมืองนวทวีป รัฐเบงกอลตะวันตก มานานถึง 25 ปี เธอสวดมนต์ในอาศรมครั้งละหลายชั่วโมงเพื่อแลกอาหารและที่พัก

แม้แต่ญาติพี่น้องที่ไม่ได้ขับไล่หญิงม่ายออกจากบ้านก็อาจแสดงออกไม่ว่าจะทางคำพูดหรือการกระทำว่า  บทบาทหน้าที่ในครอบครัวของเธอสิ้นสุดลงแล้ว  หญิงม่ายในอินเดียต้องแบกตราบาปแห่งเคราะห์ร้ายที่อายุยืนยาวกว่าสามีไปตลอด  พวกเธอ “มีชีวิตทางกาย แต่ตายแล้วทางสังคม” ตามคำของวสันฐา ปาตรี นักจิตวิทยาในเดลี  ผู้เขียนเรื่องชะตากรรมของหญิงม่ายในอินเดีย  และเพราะวฤนทาวันเป็นที่รู้จักในฐานะ “เมืองแม่ม่าย” แหล่งที่พอจะหาอาหารร้อนๆ มิตรภาพ และจุดหมายในชีวิตได้   หลายคนจึงมุ่งหน้ามาที่นี่ตามลำพังโดยรถประจำทางหรือรถไฟ  ดังที่เคยเป็นมาหลายชั่วอายุคน “ไม่มีใครในหมู่พวกเราอยากกลับบ้านหรอกค่ะ” หญิงร่างสูงยาวชื่อกนักลตะ อธิการี บอกจากเตียงในห้องพักของศูนย์พักพิงที่เธออาศัยอยู่รวมกับหญิงม่ายอีกเจ็ดคน “เราไม่พูดกับครอบครัวอีก ตอนนี้เราคือครอบครัวของกันและกัน”

เธอนั่งขัดสมาธิอยู่บนเตียง ทั้งที่แขนขางอบิดผิดรูปด้วยวัยและโรคภัย ส่าหรีสีขาวของเธอคลุมศีรษะไว้หลวมๆ ขนบการโกนศีรษะหญิงม่ายหลังสามีตายเคยแพร่หลายในอินเดียนัยว่าเพื่อประกาศให้สังคมรู้ว่า หญิงผู้นี้ไม่จำเป็นต้องมีเสน่ห์ดึงดูดเยี่ยงอิสตรีอีกต่อไป  และอธิการีก็ดูเหมือนเพิ่งโกนศีรษะได้ไม่นาน “ฉันโกนผมเพราะผมของฉันเป็นของเขา” เธอบอกและเสริมว่า ความงามยิ่งใหญ่ที่สุดของผู้หญิงคือเรือนผมและเสื้อผ้า ในเมื่อสิ้นสามีแล้ว ฉันจะมีสิ่งเหล่านั้นไว้ทำไม”

ตอนนี้อธิการีอายุเท่าไร “เก้าสิบหก” แล้วเธออายุเท่าไรตอนสามีตาย “สิบเจ็ดค่ะ”

ฉันมาที่วฤนทาวันเพราะตลอดช่วงเวลาหนึ่งปี  เอมี ทันซิง ช่างภาพกับฉัน ตระเวนเยือนชุมชนของแม่ม่ายในสามพื้นที่ที่แตกต่างกันทั่วโลก  เราไม่ได้มุ่งสำรวจประเด็นเกี่ยวกับการสูญเสียส่วนบุคคล  แต่ต้องการตีแผ่ว่า สังคมสามารถตีตราตัวตนหรืออัตลักษณ์ใหม่ที่ไม่เป็นธรรมแก่หญิงที่สูญเสียสามีอย่างไร ทั้งในฐานะตัวกาลกิณี ผู้ถูกอัปเปหิ ตัวก่อกวนผู้เสียสละ และเหยื่อ

หญิงม่าย
บอสเนีย: เพื่อนรักสมัยเด็กซึ่งแต่งงานกับสองพี่น้องที่ถูกสังหารในสงครามบอสเนีย ฟาตา เลเมช (ซ้าย) กับฮามีดา เลเมช ปัจจุบันอาศัยและทำสวนกับหญิงม่ายสงครามอีกสี่คนในหมู่บ้านสเกตชี

ในปี 2011 เมื่อองค์การสหประชาชาติประกาศให้วันที่ 23 มิถุนายนเป็นวันแม่ม่ายสากล (International Widow’s Day) คำอธิบายอย่างเป็นทางการที่เคร่งขรึมจริงจังระบุว่า แม่ม่ายในหลายวัฒนธรรมมีความสุ่มเสี่ยงจากทั้งขนบที่กดขี่ข่มเหง  ความยากจน  ผลกระทบจากสงครามที่คร่าชีวิตสามีของพวกเธอ  ถึงขนาดที่ว่าการตกพุ่มม่ายในตัวเองอาจถือเป็นหายนะทางสิทธิมนุษยชนเลยทีเดียว  ในบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา  เราอยู่กับแม่ม่ายสงครามกลุ่มหนึ่งนานหนึ่งเดือนพวกเธอใช้เวลายี่สิบปีค้นหาและฝังชิ้นส่วนกระจัดกระจายของชายกว่า 7,000 คนที่ถูกสังหาร ในยูกันดา เรารู้จักความหมายใหม่ของวลี “มรดกแม่ม่าย” ซึ่งไม่ได้หมายถึงสินทรัพย์ที่หญิงม่ายได้รับ   แต่หมายถึงการที่ญาติฝ่ายสามีไม่เพียงยึดทรัพย์สินอันเป็นมรดกที่เธอได้รับไปโดยมิชอบ  แต่ยังเห็นเธอเป็นมรดกชิ้นหนึ่งที่จะยกให้เป็นภรรยาหรือคู่นอนของญาติคนใดที่พวกเขาเห็นชอบก็ได้

เราวางแผนไปวฤนทาวันและพาราณสี เมืองใหญ่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของโกลกาตา  ซึ่งเป็นจุดหมายของหญิงม่ายหลายพันคนเช่นกัน  โดยตั้งใจให้ตรงกับช่วงที่มีการจัดกิจกรรมส่งเสริมแนวคิดเรียบง่ายที่ว่า  ควรเปิดพื้นที่ให้หญิงม่ายมีส่วนร่วมในเทศกาลเฉลิมฉลองต่างๆด้วย ทั่วอินเดีย เทศกาลทิวาลี (Diwali) และโฮลี (Holi) คือช่วงเวลาแห่งการฉลองอันน่ารื่นรมย์ของผู้คน  ในเทศกาลทิวาลีจะมีการให้ของขวัญ  จุดเทียน และดอกไม้ไฟสว่างไสว ส่วนเทศกาลโฮลีเป็นการเฉลิมฉลองบนท้องถนนเพื่อให้ผู้คน “เล่นโฮลี” ตามที่คนอินเดียเรียก นั่นคือการสาดน้ำและฝุ่นสีต่างๆ ใส่กันอย่างสนุกสนาน

หญิงม่าย
บอสเนีย: ไฮรา ชาติช ผู้ก่อตั้งองค์กรสตรีแห่งซเรเบรนิตซา ซึ่งสูญเสียสามีและลูกชายในเหตุสังหารหมู่มื่อปี 1995 นั่งพักอย่างเหนื่อยอ่อนระหว่างเตรียมงานรำลึกวันครบรอบเหตุการณ์ องค์กรแห่งนี้ยังคงเรียกร้องความเป็นธรรมให้ผู้ชายที่ถูกกองกำลังชาวเซิร์บสังหารโหดในช่วงหนึ่งสัปดาห์ของสงครามบอสเนีย

สำหรับผู้หญิงที่สังคมคาดหวังให้ใช้ชีวิตที่เหลืออย่างมีศักดิ์ศรีแบบไร้ปากเสียง  การร่วมฉลองเทศกาลรื่นเริงเช่นนี้เป็นสิ่งที่ไม่อาจยอมรับได้เลย  “ทันทีที่ตกพุ่มม่าย สังคมจะบอกว่า  คุณไม่ได้รับอนุญาตให้ฉลองเทศกาลอะไรอีก” วินีตา เวอร์มา เจ้าหน้าที่องค์กรการกุศลแห่งหนึ่ง บอกฉัน “แต่เราอยากให้ผู้หญิงเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของสังคม พวกเธอมีสิทธิใช้ชีวิตของตัวเองอย่างเต็มที่ค่ะ”

เวอร์มาเป็นรองประธานองค์กรสุลาภอินเตอร์เนชั่นแนลของอินเดีย  ซึ่งจัดบริการสนับสนุนและให้เงินช่วยเหลือรายเดือนแก่หญิงม่ายในศูนย์พักพิงที่วฤนทาวันและพาราณาสี เมื่อไม่กี่ปีก่อน สุลาภอินเตอร์เนชั่นแนลเริ่มจัดงานทิวาลีและโฮลีให้หญิงม่ายในทั้งสองเมือง โดยเริ่มจากการจัดเล็กๆ เพื่อหยังเชิง  ก่อนจะจัดอย่างเต็มรูปแบบในเวลาต่อมา

หญิงม่าย
ยูกันดา: หนึ่งสัปดาห์หลังสามีเสียชีวิต โซโลเม เซชิมูลี วัย 54 ยืนขวางประตูบ้านของเธอกับสามีในเขตลูเวโรอย่างองอาจ ญาติสามีกวัดแกว่งอาวุธบุกเข้ามาในวันทำพิธีฝังศพ และพยายามใช้กำลังข่มขู่คุกคามเพื่อยึดบ้านของเธอ

พอถึงปี 2015 การจัดงานฉลองในวฤนทาวันและพาราณสี  หรือที่บางครั้งสื่อเรียกว่า  “เมืองแม่ม่าย” ก็ตั้งใจย้ายออกมาจัดกลางแจ้ง ไม่มีเสียงประณามปรากฏในสื่ออินเดีย และตอนที่ฉันกับทันซิงอยู่ในอินเดีย เสียงบ่นเดียวที่เราได้ยินเกี่ยวกับแผนการจัดงานฉลองเทศกาลให้หญิงม่ายก็คือ งานเหล่านี้มุ่งสร้างภาพมากกว่าจะสร้างความเปลี่ยนแปลงอย่างจริงจัง

“การเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงต้องมาจากสังคมที่ขับไล่หญิงม่ายมาตั้งแต่ต้น” เกาตัม นักสังคมสงเคราะห์ที่อยากลบคำว่า “ม่าย” ออกจากพจนานุกรม บอก  เมื่อฉันถามว่าหญิงม่ายเหล่านี้ควรติดป้ายอะไรถึงจะดี  เธอก็คิดเรื่องนี้ไว้ก่อนแล้วเช่นกัน “แม่ไงคะ” เธอตอบ “ถ้าไม่ใช่แม่ ก็ลูกสาว ไม่ก็พี่สาวหรือน้องสาว เธอยังเป็นภรรยาด้วย ก็แค่สามีไม่มีชีวิตอยู่แล้วเท่านั้น”

เรื่อง ซินเทีย กอร์นีย์

ภาพถ่าย เอมี ทันซิง

 

อ่านเพิ่มเติม

“เจ้าสาววัยเด็ก” ปัญหาที่ถูกลืมในอินเดีย

เรื่องแนะนำ

กล้าร่วมไหม? เทศกาลกลิ้งชีสในอังกฤษ

กล้าร่วมไหม? เทศกาลกลิ้งชีสในอังกฤษ อันที่จริงมันเป็นเทศกาลที่ตลกมากในฐานะคนดู แต่หากคุณเป็นคนแข่งแล้วล่ะก็ ไม่ขอรับประกันความปลอดภัย ที่เนินเขาคูเปอร์ บริเวณชานเมืองใกล้ๆ กับเมืองกลูเชสเตอร์ในประเทศอังกฤษ ในหนึ่งวันของช่วงฤดูใบไม้ผลิ จะมีผู้คนมากมายเข้าร่วมเทศกาล “กลิ้งชีส” กติกาก็เรียบง่ายสมชื่อ คือจะมีการกลิ้งชีสก้อนกลมโต (Double Gloucester Cheese) ลงมาจากบนเนินเขาด้วยความเร็วประมาณ 70 ไมล์ต่อชั่วโมง ผู้แข่งขันจะต้องวิ่งตามลงมาเก็บก้อนชีส ตลอดเวลาที่ผ่านมาเทศกาลกลิ้งชีสที่เนินเขาคูเปอร์นี้ดึงดูดความสนใจผู้คนทั่วโลกให้มาดูหรือเข้าร่วมการแข่งขันการกลิ้งชีสที่เสี่ยงอันตรายนี้ด้วย ในเทศกาลกลิ้งชีสในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา คริส แอนเดอร์สัน หรือ “เจ้าแห่งเนินเขาคูเปอร์” ได้สร้างสถิติใหม่ที่ยังไม่เคยมีใครทำได้ ด้วยการวิ่งลงมาเก็บก้อนชีสได้รวมทั้งหมด 22 ก้อน ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีที่การแข่งขันกลิ้งชีสครั้งนี้ดำเนินไปจนจบวันได้โดยไม่มีอุบัติเหตุเกิดขึ้นเลย เพราะว่าในปีก่อนๆ มีผู้แข่งขันกลิ้งชีสได้รับบาดเจ็บสาหัสอยู่ตลอด ยกตัวอย่างเช่น โฟล เออร์ลี่ ผู้ชนะการแข่งขันการกลิ้งชีสประจำปี 2018 ประเภทหญิงได้รับบาดเจ็บไหล่เคลื่อน ทั้งนี้เทศกาลการกลิ้งชีสไม่ได้รับการสนับสนุนให้มีการจัดขึ้นอย่างเป็นทางการ แต่ยังคงมีการจัดการแข่งขันต่อไปตามกระแสความสนใจของผู้คนทั่วโลก   อ่านเพิ่มเติม โฮลี: เทศกาลแห่งสีสันแดนภารตะ

สมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิส : ของขวัญในยามที่ชีวิตต้องการที่สุด

เมื่่่อช่างภาพได้รับมอบหมายงานหินให้ถ่ายภาพสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสเพื่อขึ้นปก National Geographic ขณะเดียวกัน เขาได้รับข่าวร้ายว่าพ่อป่วยหนัก ณ ช่วงเวลาแห่งความท้อแท้นั้น ในที่สุด ช่างภาพก็ได้รับ "ของขวัญในยามที่ชีวิตต้องการมากที่สุด"

อร่อยเหาะยกล้อ

เรื่อง  เดวิด บรินด์ลีย์ ภาพถ่าย เกิร์ด ลุดวิก เวลาสี่ทุ่มของคืนวันเสาร์อันหนาวเย็นในลอสแอนเจลิส ผู้คนกว่า 30 ชีวิตสวมหมวกและผ้าพันคอฝ่าอุณหภูมิเก้าองศาเซลเซียสซึ่งนับว่าหนาวมากสำหรับนครแห่งนี้ มาเข้าแถวอยู่ริมทางเท้าหน้ารถสเตปแวน (step van)  ที่ดัดแปลงเป็นรถขายอาหารเคลื่อนที่หรือฟู้ดทรัก (food truck) เมื่อหน้าต่างด้านข้างรถเลื่อนเปิดออก ปรากฏการณ์อาหารฮอตฮิตในนาม “โคกิ บาร์บีคิว” (Kogi BBQ) ก็เข้าเกียร์พร้อมเสิร์ฟแล้ว โคกิบาร์บีคิวโกยทั้งเงินทั้งกล่องตั้งแต่แจ้งเกิดเมื่อปี 2008 หลังสองเกลอหุ้นส่วนฟูมฟักไอเดียบรรเจิดในการรวมรสชาติของเนื้อย่างเกาหลีเข้ากับทาโกหรือแป้งห่อสไตล์เม็กซิกัน และขนขึ้นรถบรรทุกเล็กเร่ขายตามข้างถนนในลอสแอนเจลิส จะว่าไปแล้วรถขายอาหารไม่ใช่ของใหม่สำหรับเมืองนี้  แต่เป็นแหล่งขายอาหารราคาถูกที่หาซื้อได้ตามข้างถนนหรือไม่ก็ไซต์งานก่อสร้าง และผู้คนมักมองแบบเหยียดๆว่าเป็น “แผงแมงสาบ” ดังนั้นความคิดที่จะขายทาโกแนวเกาหลีในฟู้ดทรักจึงฟังดูเป็น “ไอเดียเพี้ยนๆ” ตามที่รอย ชอย ผู้ก่อตั้งโคกิบาร์บีคิว กล่าวไว้ในหนังสือบันทึกความทรงจำของเขาที่ชื่อ L.A. Son หรือ “ลูกชายของแอล.เอ” สิ่งที่ทำให้โคกิบาร์บีคิวโด่งดังขึ้นมา คือการเป็นเจ้าแรกๆที่ใช้สื่อสังคมออนไลน์เข้าถึงลูกค้า ในตอนแรกทีมงานเล็กๆของโคกิขายอาหารให้บรรดานักเที่ยวกลางคืนที่มึนเมานอกไนต์คลับในย่านซันเซตบูเลอวาร์ด  แต่ไปได้ไม่ดีนัก จนกระทั่งทีมงานลองหันมาใช้สื่อสังคมออนไลน์ซึ่งเพิ่งเริ่มฮิตในช่วงนั้นโดยใช้ทวิตเตอร์  โคกิจะคอยส่งข่าวอัปเดตสถานที่ขายซึ่งเปลี่ยนไปเรื่อยๆ กลุ่มลูกค้าคนเมืองวัยหนุ่มสาวติดโซเชียลมีเดียเริ่มติดตามรถโคกิ ภายในเวลาไม่กี่เดือน โคกิก็มีลูกค้าเพิ่มเป็นหลายร้อยคน นิตยสาร นิวส์วีก เรียกปรากฏการณ์นี้ว่า “ร้านอาหารไวรัลร้านแรกของอเมริกา” [viral – ปรากฏการณ์ในสื่อสังคมออนไลน์ที่บางเรื่องเป็นที่รู้จักหรือพูดถึงอย่างรวดเร็ว] ปัจจุบันโคกิบาร์บีคิวมียอดผู้ติดตาม 132,000 […]

สเก็ตบอร์ด: กีฬาเหินหาว

การเล่น สเก็ตบอร์ด ที่ถือกำเนิดในเซาเทิร์นแคลิฟอร์เนียยกระดับจากกีฬาชายขอบ ขึ้นมามีอิทธิพลต่อภูมิทัศน์เมืองและวัฒนธรรมทั่วโลกได้อย่างไร บ่ายวันจันทร์แดดสดใสที่เวนิสบีชในแคลิฟอร์เนีย หนุ่มร่างสูงสวมเสื้อยืด กางเกงทรงหลวม กระโดดข้ามราวของสนามสเก็ตแล้วปล่อย สเก็ตบอร์ด ของเขาตกกระทบผิวคอนกรีต  ก่อนใช้เท้าซ้ายเหยียบขึ้นแผ่นกระดานไม้ที่ว่าแล้วไถไปตามขอบนอกของสนามพร้อมเร่งความเร็วขึ้นเรื่อยๆ เขารูดลงไปในโบวล์ลาดลึกหนึ่งในสองแอ่งของสนามแล้วพุ่งกลับขึ้นไปยังขอบอีกฟากเมื่อใกล้จะถึงแพลตฟอร์มเขากระโดดลอยตัวขึ้นไปใช้ส้นเท้าข้างที่วางด้านหลังหมุนบอร์ด 360 องศา ก่อนจะลงถึงพื้นแพลตฟอร์มเป็นท่าพลิกแพลงที่เขาทำซ้ำอีกครั้ง ตอนเหินจากปลายแพลตฟอร์มฝั่งนั้นลงมาบนทางเท้า เขาชื่อชอน เดวิส และตั้งแต่อายุแปดขวบ เขาคิดว่าตัวเองเป็นนักสเก็ตบอร์ดเหนือสิ่งอื่นใด จากเนเพอร์วิลล์ รัฐอิลลินอยส์ เขาย้ายมาอยู่ลอสแอนเจลิสเมื่อปีที่แล้ว อาศัยนอนตามโซฟาบ้านคนรู้จัก บางช่วงนอนในรถตัวเอง ทั้งหมดนี้ก็เพื่อจะได้มาอยู่ที่นี่ในเซาเทิร์นแคลิฟอร์เนีย ถิ่นกำเนิดของกีฬาชนิดนี้ จากกิจกรรมอดิเรกในย่านท้องถิ่นกลายมาเป็นกีฬาที่ได้แรงส่งขึ้นมาท่ามกลางภาพโต้คลื่นของแคลิฟอร์เนียในทศวรรษ 1950 ปัจจุบัน การเล่นสเก็ตบอร์ดเป็นกีฬากระแสหลักและแพร่หลายไปทั่วโลกคติที่ว่าใครๆ ก็เล่นกีฬาชนิดนี้ได้ทำให้มันได้รับความนิยมล้นหลาม ในเซี่ยงไฮ้ไปจนถึงเซาเปาลูและเฮลซิงกิ หรือแม้แต่กรุงคาบูล กีฬาสเก็ตบอร์ดมีภาษาของตัวเองไว้ใช้เรียกท่าต่างๆ (เฟกกี, เวิร์ต, คิกฟลิป, ออลลี) มีเหล่าบิดาผู้ก่อตั้ง (ซึ่งรวมถึงโทนี อัลวา, สตีฟ คาแบลเลโร และโทนี ฮอว์ก) มีวารสารบันทึกสถิติ (Thrasher ซึ่งตั้งอยู่ในแซนแฟรนซิสโก) มีภาพยนตร์ประวัติความเป็นมาฉบับสมบูรณ์ที่สุด (สารคดีปี 2001 เรื่อง Dogtown and […]