กอบกู้ศักดิ์ศรีหญิงม่าย - National Geographic Thailand

กอบกู้ศักดิ์ศรีหญิงม่าย

กอบกู้ศักดิ์ศรี หญิงม่าย

เนิ่นนานก่อนฟ้าสาง หญิงม่าย แห่งวฤนทาวันพากันเร่งฝีเท้าไปตามตรอกมืดๆขรุขระ เลี่ยงหลบแอ่งโคลนและขี้วัวสดใหม่ ริมทางเท้ามีจุดแจกอาหารซึ่งทุกเช้าอาสาสมัครจะตั้งเตาแก๊สยักษ์ต้มชาหม้อใหญ่  หญิงม่ายเหล่านี้รู้ว่าต้องไปถึงแต่เช้า เพราะถ้ามาช้าเกินไป ชาอาจหมด “ตอนเช้าๆฉันรีบไม่ไหว ฉันไม่ค่อยสบาย” หญิงม่ายผู้หนึ่งบ่น “แต่เราต้องรีบ  เพราะไม่รู้ว่าจะพลาดอะไรไปบ้าง”

ตอนนั้นเป็นเวลาตีห้าครึ่ง อรุณรุ่งเยียบเย็น พระจันทร์เสี้ยว หญิงม่ายสองสามคนนุ่งส่าหรีสีสดใส แต่ส่วนใหญ่นุ่งสีขาว ในอินเดียนี่คือเครื่องบ่งชี้สถานะของผู้หญิงที่สูญเสียสามีไป ไม่ว่าจะเมื่อเร็วๆนี้ หรือหลายสิบปีมาแล้วก็ตาม

ไม่มีใครเคยนับจำนวนหญิงม่ายในวฤนทาวันอย่างจริงจัง  รายงานบางฉบับประมาณว่ามีอยู่สองหรือสามพันคน บางฉบับให้ตัวเลขสูงถึง 10,000 คนหรือมากกว่านั้น  วฤนทาวันและเมืองเล็กๆที่อยู่ใกล้เคียงเป็นศูนย์กลางทางจิตวิญญาณ เนืองแน่นไปด้วยวิหารพระกฤษณะ  และอาศรมที่ตลอดทั้งวันจะได้ยินเสียงสวดภชัน (bhajan) หรือเพลงบูชาดังก้องกังวานโดยมีเหล่าหญิงม่ายยากจนที่นั่งเบียดเสียดกันบนพื้นเป็นผู้ขับขาน  ถึงแม้ปกติหน้าที่นี้จะเป็นของผู้แสวงบุญหรือนักบวช แต่หญิงม่ายเหล่านี้จะได้รับอาหารร้อนๆ หรือบางครั้งก็เสื่อรองนอนยามค่ำคืน  เพื่อแลกกับการร้องเพลงบูชาซ้ำแล้วซ้ำเล่า บางครั้งอาจยาวนานครั้งละสามหรือสี่ชั่วโมง

หญิงม่ายยังอาศัยอยู่ตามศูนย์พักพิง  ห้องเช่ารวม  และยามไร้ที่ซุกหัวนอนในร่อาคาร ก็อาศัยผ้าใบกางค้างแรมกันข้างถนน วฤนทาวันอยู่ห่างจากเดลีไปทางใต้ราว 150 กิโลเมตร แต่หญิงม่ายมาจากทั่วประเทศ โดยเฉพาะรัฐเบงกอลตะวันตกซึ่งผูกพันกับพระกฤษณะเป็นพิเศษ  บางครั้งพวกเธอติดสอยห้อยตามครู (guru) หรือผู้นำทางจิตวิญญาณที่ไว้วางใจมาที่นี่  แต่บางครั้งกลับเป็นญาติๆ ที่พาสมาชิกม่ายในครอบครัวมาทิ้งไว้ตามอาศรมหรือหัวมุมถนน  ก่อนจะขับรถจากไป

หญิงม่าย
อินเดีย: ชุมชนแม่ม่ายในเมืองที่มีวัดวาอารามสำคัญดึงดูดหญิงฮินดูจากเนปาลและบังกลาเทศด้วยเช่นกัน ภักดี ทาศี หญิงม่ายวัย 75 ปีจากบังกลาเทศผู้นี้ อาศัยอยู่หลังอารามริมแม่น้ำแห่งหนึ่งในเมืองนวทวีป รัฐเบงกอลตะวันตก มานานถึง 25 ปี เธอสวดมนต์ในอาศรมครั้งละหลายชั่วโมงเพื่อแลกอาหารและที่พัก

แม้แต่ญาติพี่น้องที่ไม่ได้ขับไล่หญิงม่ายออกจากบ้านก็อาจแสดงออกไม่ว่าจะทางคำพูดหรือการกระทำว่า  บทบาทหน้าที่ในครอบครัวของเธอสิ้นสุดลงแล้ว  หญิงม่ายในอินเดียต้องแบกตราบาปแห่งเคราะห์ร้ายที่อายุยืนยาวกว่าสามีไปตลอด  พวกเธอ “มีชีวิตทางกาย แต่ตายแล้วทางสังคม” ตามคำของวสันฐา ปาตรี นักจิตวิทยาในเดลี  ผู้เขียนเรื่องชะตากรรมของหญิงม่ายในอินเดีย  และเพราะวฤนทาวันเป็นที่รู้จักในฐานะ “เมืองแม่ม่าย” แหล่งที่พอจะหาอาหารร้อนๆ มิตรภาพ และจุดหมายในชีวิตได้   หลายคนจึงมุ่งหน้ามาที่นี่ตามลำพังโดยรถประจำทางหรือรถไฟ  ดังที่เคยเป็นมาหลายชั่วอายุคน “ไม่มีใครในหมู่พวกเราอยากกลับบ้านหรอกค่ะ” หญิงร่างสูงยาวชื่อกนักลตะ อธิการี บอกจากเตียงในห้องพักของศูนย์พักพิงที่เธออาศัยอยู่รวมกับหญิงม่ายอีกเจ็ดคน “เราไม่พูดกับครอบครัวอีก ตอนนี้เราคือครอบครัวของกันและกัน”

เธอนั่งขัดสมาธิอยู่บนเตียง ทั้งที่แขนขางอบิดผิดรูปด้วยวัยและโรคภัย ส่าหรีสีขาวของเธอคลุมศีรษะไว้หลวมๆ ขนบการโกนศีรษะหญิงม่ายหลังสามีตายเคยแพร่หลายในอินเดียนัยว่าเพื่อประกาศให้สังคมรู้ว่า หญิงผู้นี้ไม่จำเป็นต้องมีเสน่ห์ดึงดูดเยี่ยงอิสตรีอีกต่อไป  และอธิการีก็ดูเหมือนเพิ่งโกนศีรษะได้ไม่นาน “ฉันโกนผมเพราะผมของฉันเป็นของเขา” เธอบอกและเสริมว่า ความงามยิ่งใหญ่ที่สุดของผู้หญิงคือเรือนผมและเสื้อผ้า ในเมื่อสิ้นสามีแล้ว ฉันจะมีสิ่งเหล่านั้นไว้ทำไม”

ตอนนี้อธิการีอายุเท่าไร “เก้าสิบหก” แล้วเธออายุเท่าไรตอนสามีตาย “สิบเจ็ดค่ะ”

ฉันมาที่วฤนทาวันเพราะตลอดช่วงเวลาหนึ่งปี  เอมี ทันซิง ช่างภาพกับฉัน ตระเวนเยือนชุมชนของแม่ม่ายในสามพื้นที่ที่แตกต่างกันทั่วโลก  เราไม่ได้มุ่งสำรวจประเด็นเกี่ยวกับการสูญเสียส่วนบุคคล  แต่ต้องการตีแผ่ว่า สังคมสามารถตีตราตัวตนหรืออัตลักษณ์ใหม่ที่ไม่เป็นธรรมแก่หญิงที่สูญเสียสามีอย่างไร ทั้งในฐานะตัวกาลกิณี ผู้ถูกอัปเปหิ ตัวก่อกวนผู้เสียสละ และเหยื่อ

หญิงม่าย
บอสเนีย: เพื่อนรักสมัยเด็กซึ่งแต่งงานกับสองพี่น้องที่ถูกสังหารในสงครามบอสเนีย ฟาตา เลเมช (ซ้าย) กับฮามีดา เลเมช ปัจจุบันอาศัยและทำสวนกับหญิงม่ายสงครามอีกสี่คนในหมู่บ้านสเกตชี

ในปี 2011 เมื่อองค์การสหประชาชาติประกาศให้วันที่ 23 มิถุนายนเป็นวันแม่ม่ายสากล (International Widow’s Day) คำอธิบายอย่างเป็นทางการที่เคร่งขรึมจริงจังระบุว่า แม่ม่ายในหลายวัฒนธรรมมีความสุ่มเสี่ยงจากทั้งขนบที่กดขี่ข่มเหง  ความยากจน  ผลกระทบจากสงครามที่คร่าชีวิตสามีของพวกเธอ  ถึงขนาดที่ว่าการตกพุ่มม่ายในตัวเองอาจถือเป็นหายนะทางสิทธิมนุษยชนเลยทีเดียว  ในบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา  เราอยู่กับแม่ม่ายสงครามกลุ่มหนึ่งนานหนึ่งเดือนพวกเธอใช้เวลายี่สิบปีค้นหาและฝังชิ้นส่วนกระจัดกระจายของชายกว่า 7,000 คนที่ถูกสังหาร ในยูกันดา เรารู้จักความหมายใหม่ของวลี “มรดกแม่ม่าย” ซึ่งไม่ได้หมายถึงสินทรัพย์ที่หญิงม่ายได้รับ   แต่หมายถึงการที่ญาติฝ่ายสามีไม่เพียงยึดทรัพย์สินอันเป็นมรดกที่เธอได้รับไปโดยมิชอบ  แต่ยังเห็นเธอเป็นมรดกชิ้นหนึ่งที่จะยกให้เป็นภรรยาหรือคู่นอนของญาติคนใดที่พวกเขาเห็นชอบก็ได้

เราวางแผนไปวฤนทาวันและพาราณสี เมืองใหญ่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของโกลกาตา  ซึ่งเป็นจุดหมายของหญิงม่ายหลายพันคนเช่นกัน  โดยตั้งใจให้ตรงกับช่วงที่มีการจัดกิจกรรมส่งเสริมแนวคิดเรียบง่ายที่ว่า  ควรเปิดพื้นที่ให้หญิงม่ายมีส่วนร่วมในเทศกาลเฉลิมฉลองต่างๆด้วย ทั่วอินเดีย เทศกาลทิวาลี (Diwali) และโฮลี (Holi) คือช่วงเวลาแห่งการฉลองอันน่ารื่นรมย์ของผู้คน  ในเทศกาลทิวาลีจะมีการให้ของขวัญ  จุดเทียน และดอกไม้ไฟสว่างไสว ส่วนเทศกาลโฮลีเป็นการเฉลิมฉลองบนท้องถนนเพื่อให้ผู้คน “เล่นโฮลี” ตามที่คนอินเดียเรียก นั่นคือการสาดน้ำและฝุ่นสีต่างๆ ใส่กันอย่างสนุกสนาน

หญิงม่าย
บอสเนีย: ไฮรา ชาติช ผู้ก่อตั้งองค์กรสตรีแห่งซเรเบรนิตซา ซึ่งสูญเสียสามีและลูกชายในเหตุสังหารหมู่มื่อปี 1995 นั่งพักอย่างเหนื่อยอ่อนระหว่างเตรียมงานรำลึกวันครบรอบเหตุการณ์ องค์กรแห่งนี้ยังคงเรียกร้องความเป็นธรรมให้ผู้ชายที่ถูกกองกำลังชาวเซิร์บสังหารโหดในช่วงหนึ่งสัปดาห์ของสงครามบอสเนีย

สำหรับผู้หญิงที่สังคมคาดหวังให้ใช้ชีวิตที่เหลืออย่างมีศักดิ์ศรีแบบไร้ปากเสียง  การร่วมฉลองเทศกาลรื่นเริงเช่นนี้เป็นสิ่งที่ไม่อาจยอมรับได้เลย  “ทันทีที่ตกพุ่มม่าย สังคมจะบอกว่า  คุณไม่ได้รับอนุญาตให้ฉลองเทศกาลอะไรอีก” วินีตา เวอร์มา เจ้าหน้าที่องค์กรการกุศลแห่งหนึ่ง บอกฉัน “แต่เราอยากให้ผู้หญิงเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของสังคม พวกเธอมีสิทธิใช้ชีวิตของตัวเองอย่างเต็มที่ค่ะ”

เวอร์มาเป็นรองประธานองค์กรสุลาภอินเตอร์เนชั่นแนลของอินเดีย  ซึ่งจัดบริการสนับสนุนและให้เงินช่วยเหลือรายเดือนแก่หญิงม่ายในศูนย์พักพิงที่วฤนทาวันและพาราณาสี เมื่อไม่กี่ปีก่อน สุลาภอินเตอร์เนชั่นแนลเริ่มจัดงานทิวาลีและโฮลีให้หญิงม่ายในทั้งสองเมือง โดยเริ่มจากการจัดเล็กๆ เพื่อหยังเชิง  ก่อนจะจัดอย่างเต็มรูปแบบในเวลาต่อมา

หญิงม่าย
ยูกันดา: หนึ่งสัปดาห์หลังสามีเสียชีวิต โซโลเม เซชิมูลี วัย 54 ยืนขวางประตูบ้านของเธอกับสามีในเขตลูเวโรอย่างองอาจ ญาติสามีกวัดแกว่งอาวุธบุกเข้ามาในวันทำพิธีฝังศพ และพยายามใช้กำลังข่มขู่คุกคามเพื่อยึดบ้านของเธอ

พอถึงปี 2015 การจัดงานฉลองในวฤนทาวันและพาราณสี  หรือที่บางครั้งสื่อเรียกว่า  “เมืองแม่ม่าย” ก็ตั้งใจย้ายออกมาจัดกลางแจ้ง ไม่มีเสียงประณามปรากฏในสื่ออินเดีย และตอนที่ฉันกับทันซิงอยู่ในอินเดีย เสียงบ่นเดียวที่เราได้ยินเกี่ยวกับแผนการจัดงานฉลองเทศกาลให้หญิงม่ายก็คือ งานเหล่านี้มุ่งสร้างภาพมากกว่าจะสร้างความเปลี่ยนแปลงอย่างจริงจัง

“การเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงต้องมาจากสังคมที่ขับไล่หญิงม่ายมาตั้งแต่ต้น” เกาตัม นักสังคมสงเคราะห์ที่อยากลบคำว่า “ม่าย” ออกจากพจนานุกรม บอก  เมื่อฉันถามว่าหญิงม่ายเหล่านี้ควรติดป้ายอะไรถึงจะดี  เธอก็คิดเรื่องนี้ไว้ก่อนแล้วเช่นกัน “แม่ไงคะ” เธอตอบ “ถ้าไม่ใช่แม่ ก็ลูกสาว ไม่ก็พี่สาวหรือน้องสาว เธอยังเป็นภรรยาด้วย ก็แค่สามีไม่มีชีวิตอยู่แล้วเท่านั้น”

เรื่อง ซินเทีย กอร์นีย์

ภาพถ่าย เอมี ทันซิง

 

อ่านเพิ่มเติม

“เจ้าสาววัยเด็ก” ปัญหาที่ถูกลืมในอินเดีย

เรื่องแนะนำ

ในอาคารสงเคราะห์เหล่านี้ ทุกพื้นที่คือเวทีสร้างสรรค์

เรื่อง เจเรมี เบอร์ลิน ภาพถ่าย มาริอุช ยานิสเซฟสกี สีที่ผนังหลุดลอก พื้นเต็มไปด้วยคราบสกปรก ตาข่ายห่วงบาสเกตบอลขาดรุ่ย และดูเหมือนว่าไม่มีใครสนใจ เด็กๆ ยังคงหัวเราะสนุกสนานระหว่างเล่นเกม พวกผู้ชายงีบกลางวัน ส่วนบางคนส่งเสียงเจื้อยแจ้วอยู่ที่ห้องโถง ในเมืองที่มีขึ้นชื่อว่ามีประชากรหนาแน่นที่สุดเมืองหนึ่ง ทุกชั้นของอาคารสงเคราะห์แห่งนี้เต็มไปด้วยความมีชีวิตชีวา นี่คือสิ่งที่ มาริอุช ยานิสเซฟสกี ช่างภาพชาวโปแลนด์ค้นพบเมื่อเขาเดินทางมาเยี่ยมชมโครงการอาคารสงเคราะห์ของรัฐบาล ใน Barangay 128 ของเขตทอนโด ในกรุงมะนิลา เมื่อปีที่ผ่านมา โครงการดังกล่าวก่อสร้างขึ้นในปี ช่วงทศวรรษ 1990 ใกล้กับภูเขาสโมกกี้ ที่ซึ่งครั้งหนึ่งสถานที่แห่งนี้เคยเป็นแหล่งทิ้งขยะปริมาณมากกว่า 2 ล้านตัน ปัจจุบันอาคารสงเคราะห์เหล่านี้ยังคงเป็นบ้านของบรรดาอดีตคนงาน ยานิสเซฟสกีเคยถ่ายสารคดีทั่วๆ ไป ในฟิลิปปินส์มาก่อน แต่คราวนี้เขามีเรื่องบางอย่างที่ค้างอยู่ในใจ “ผมอยากจะแสดงให้เห็นว่าชีวิตประจำวันในเมืองที่มีประชากรมหาศาลอย่างกรุงมะนิลา มันเป็นอย่างไร” เขากล่าว “และพวกเขาอยู่อาศัยกันอย่างไรในพื้นที่เปิดและตามบันได” ดังนั้นช่างภาพจึงไม่เลือกที่จะถ่ายภาพในหลากหลายมุม แต่เขากลับใช้วิธีการเฝ้ารออยู่ในมุมเดียวแทน เพื่อดูว่าจะเกิดอะไรขึ้นเบื้องหน้า แต่ละชั้นเหมือน “เวทีที่ถูกออกแบบมาเหมือนกัน” เขากล่าว แต่เพียงไม่นานแต่ละเวทีก็เปิดเผยเรื่องราวที่แตกต่างกันออกไป : ผู้หญิงลุกขึ้นมาทำอาหาร, ผู้ชายเล่นพนัน, เด็กๆ เล่นการ์ดเกม ยานิสเซฟสกีเดินทางไปยังสถานที่แห่งนี้ในแต่ละสัปดาห์เพื่อบันทึกฉากของครอบครัว, เพื่อนฝูง […]

ชีวิตที่จำต้องเลือกของชาวพม่าในไทย

สภาพภายในอาคารที่พักของ แรงงานพม่า ในตลาดกุ้ง จังหวัดสมุทรสาคร ซึ่งเป็นชุมชนแรงงานพม่าที่ใหญ่และหนาแน่นที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทย แรงงานเหล่านี้อาศัยรวมกันในสภาพแออัดทั้งที่ไม่รู้จักกันมาก่อน เพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายและเหลือเงินไว้สำหรับจ่ายค่านายหน้าและค่าเอกสารอีกสารพัด จากแรงงานต่างด้าวถึงผู้หนีภัยสงคราม แรงงานพม่า หลายแสนคนต้องพลัดพรากจากแผ่นดินเกิด เมื่อความหวังเริ่มทอประกาย พวกเขาต่างรอคอยวันหวนคืนสู่มาตุภูมิ เรื่อง ลำไผ่ อินตะเทพ ภาพถ่าย สิทธิชัย จิตตะทัต ตีพิมพ์ในนิตยสาร เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย เดือนมิถุนายน 2556 นอกจากความหลากหลายทางชาติพันธุ์ที่ว่ากันว่ามีถึง 135 กลุ่มชาติพันธุ์ ตั้งแต่พม่า มอญ กะเหรี่ยง ยะไข่ ไทใหญ่ ไปจนถึงพม่ามุสลิมหรือโรฮิงยา สาธารณรัฐแห่งสหภาพพม่ายังเป็นแดนดินที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติมากที่สุดดินแดนหนึ่งในภูมิภาค ทว่าประชาชนในประเทศกลับได้รับอานิสงส์จากความเพียบพร้อมดังกล่าวเพียงกระผีกริ้น ผนวกกับบทเรียนราคาแพงจากยุครัฐบาลทหารอันยาวนาน ประวัติศาสตร์แห่งความขัดแย้ง เช่น การฉีกสนธิสัญญาปางโหลง และเหตุการณ์นองเลือด 8888 (จากการเรียกร้องประชาธิปไตยของขบวนการนักศึกษาซึ่งเริ่มขึ้นในวันที่ 8 สิงหาคม ค.ศ. 1988) ตลอดจนการปฏิเสธบทบาทพรรคการเมืองฝ่ายค้าน สงครามยืดเยื้อกับกองกำลังชนกลุ่มน้อย ความยากจนอัตคัดแทบทุกพื้นที่ และการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างกว้างขวาง ยังคงเป็นปัจจัยผลักดันชาวพม่ากว่าล้านคนให้เดินทางมาสู่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างไทยไม่ขาดสาย ณ สยามเมืองยิ้มที่มักพรากรอยยิ้มไปจากผู้มาเยือน แรงงานพม่า “ทำไมมาไทยน่ะหรือ อยู่พม่ามีหวังคงอดตาย” นายวิน […]

ไขปริศนาเลือดข้นคนจาง “ยาจีน” ลึกลับในถ้วยคือ?

ในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา ผู้คนในหลายวัฒนธรรมรู้จักนำประโยชน์ของสมุนไพรที่มีฤทธิ์ขับเลือด หรือฤทธิ์ระบาย มาใช้เพื่อกำจัดเด็กที่พวกเขาไม่ต้องการให้เกิดมา

ภาพความกลัวจากในบ้านผีสิงเหล่านี้ ทำอดขำไม่ได้

เรื่อง เรเชล บราวน์ กล้องดักถ่ายภาพเป็นอุปกรณ์สำคัญสำหรับบรรดานักวิทยาศาสตร์ผู้ทำการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับสัตว์ป่า พวกเขามักจะติดตั้งกล้องเหล่านี้ไว้ตามเส้นทางเดินของสัตว์ เพื่อให้ได้ภาพถ่ายตามธรรมชาติของมัน กล้องเหล่านี้ถูกควบคุมด้วยรีโมทเซ็นเซอร์ระยะไกล จึงใช้ได้ดีกับผู้ล่าอันตรายอย่างเสือจากัวร์ หรือใช้ในการติดตามพฤติกรรมโดยไม่ต้องรบกวนสัตว์ เช่นการรุมกินซากสัตว์ของฝูงอีแร้ง และเช่นเดียวกัน เทคโนโลยีนี้กำลังถูกนำมาใช้จับภาพความหวาดกลัวของผู้คน ที่บ้านผีสิง The Nightmares Fear Factory บ้านผีสิงชื่อดังในเมืองไนแอการาฟอลส์ ของแคนาดา ผู้เปิดให้บริการความขนหัวลุกมานานกว่า 30 ปี ในกลางทศวรรษที่ 20 Frank LaPenna เจ้าของกิจการได้แรงบันดาลใจจากกล้องถ่ายภาพบนรถไฟเหาะ เขาจึงตั้งใจว่าจะนำไอเดียเดียวกันนี้มาบันทึกภาพความหวาดกลัวของบรรดาลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการเอาไว้ “ในตอนแรกผมยืนอยู่ในความมืด มีกล้องดิจิตอลตัวจิ๋วในมือคอยจับภาพผู้คนที่กำลังหวาดกลัว” เขาอธิบาย “จากนั้นผมจะวิ่งลงไปที่ลอบบี้ เอาเมมการ์ดออกจากกล้องเสียงเข้าคอมพิวเตอร์ และโชว์ภาพที่ถ่ายได้ขึ้นจอมอนิเตอร์ให้คนที่เพิ่งออกมาจากบ้านผีสิงได้เห็น” LaPenna ทำแบบนี้จนเมื่อเขาได้รู้จักกับเทคโนโลยีใหม่นั่นคือกล้องดักถ่ายภาพ ซึ่งจะบันทึกภาพอัตโนมัติ ด้วยเซนเซอร์ ยกตัวอย่างเช่น เมื่อสัตว์ตัวนั้นๆ เดินผ่านอินฟาเรดที่ดักไว้ เขาออกแบบในรูปแบบที่คล้ายกันเพียงแต่ว่าเปลี่ยนจากอินฟาเรดเป็นปฏิกิริยาของผู้คนที่ตกใจเป็นสิ่งกระตุ้นให้กล้องทำงานแทน ด้วยวิธีนี้ช่วยให้เขาได้ภาพถ่ายของผู้คนกว่า 550 ภาพต่อวัน และบ้านผีสิงนี้เปิดทุกวันฉะนั้นในแต่ละปีเขาจึงมีภาพถ่ายที่รวบรวมเอาไว้หลายแสนภาพเลยทีเดียว ซึ่งในปี 2011 ภาพถ่ายเหล่านี้ถูกอัพโหลดขึ้นเว็บไซต์ของบ้านผีสิง เพื่อดึงดูดผู้ที่สนใจอยากลิ้มลองความสยองขวัญให้เข้ามาใช้บริการกันมากขึ้น แม้ว่าจะแตกต่างจากกล้องดักถ่ายภาพสัตว์ที่ให้ประโยชน์ทางวิทยาศาสตร์ แต่คิดดูอีกที มองไปที่รูปถ่ายเหล่านี้ เราทุกคนล้วนคือสัตว์ที่เมื่ออะดรีนาลีนพลุ่งพล่านจากความกลัว ปฏิกิริยาที่แสดงออกมาผ่านภาพถ่ายจึงเป็นสัญชาตญาณล้วนๆ […]