สถานการณ์ยากลำบากใน มัณฑะเลย์, เมียนมา ช่วง COVID-19 และการช่วยเหลือของชาวเมือง

สถานการณ์อันยากลำบากในมัณฑะเลย์, เมียนมา ช่วงไวรัสโคโรนา และการช่วยเหลือกันของชาวเมือง

โค วิน อ่อง ซึ่งเป็นครู ทำหน้าที่เป็นผู้จัดการกลุ่มภาคประชาสังคมของคน มัณฑะเลย์ ที่ชื่อว่า ป้องกันมัณฑะเลย์จาก COVID-19 (Stop Mandalay from COVID-19) “บางคนกล่าวว่าพวกเรามีภูมิคุ้มกันเนื่องระบบสาธารณสุขของเรามีขีดความสามารถจำกัด” วิน อ่อง กล่าวติดตลกแล้วเสริมว่า “เราปรับตัวแล้ว แอนติบอดีของเราไม่กลัวไวรัสหรอกครับ”


ผู้คนใน มัณฑะเลย์ เมืองใหญ่อันดับสองของเมียนมากำลังรวมตัวกันเพื่อเตรียมเผชิญหน้ารับมือกับภัยพิบัติที่อาจเกิดขึ้น

มัณฑะเลย์, เมียนมา – “คุณรู้วิธีการแจกจ่ายอาหารไหม”

อ่อง โค โค (Aung Ko Ko) พยายามเรียนรู้วิธีการบรรเทาภัยพิบัติที่รวดเร็ว เขาเป็นผู้จัดการหนุ่มของโรงแรมในเมืองมัณฑะเลย์ เมืองที่ใหญ่เป็นอันดับสองของเมียนมา เขาเอามือไถโทรศัพท์สมาร์ตโฟน ค้นหาคำแนะนำด้านโภชนาการสำหรับความช่วยเหลือทางอาหารระหว่างภัยพิบัติทางอาหาร (ทุกขภิกขภัย) ซึ่งอาจเป็นจุดจบที่เป็นไปได้ของการระบาดของไวรัส COVID-19 ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่อ่อนแรง

เขาส่งข้อความหาบรรดาเพื่อนฝูงเพื่อจัดการนับจำนวนกลุ่มประชากรผู้เปราะบางที่สุดในเมือง ซึ่งโดยหลักแล้วจะเป็นผู้ไร้บ้าน แต่ก็มีแรงงานรายวันผู้ยากจนที่ไม่สามารถกักตัวร่วมกับความหิวโหยได้เช่นกัน

“เราไม่รู้เลยว่ากำลังทำอะไร” โค โค ยอมรับระหว่างดึงถุงมือพลาสติกสำหรับทำอาหารที่ต้องนำมาใช้เป็นเครื่องมือสำหรับป้องกันไวรัส และออกไปส่งถุงขนมปังกรอบโดยรถสามล้อเครื่อง “แต่เราก็พยายามช่วยเหลือกันอยู่”

มัณฑะเลย์, เมียนมา, ไวรัสโคโรนา
อ่อง โค โค ผู้จัดการของโรงแรมที่ไม่มีแขกเข้าพักเนื่องจากไวรัส แจกจ่ายอาหารให้กับคนไร้บ้านในเมือง

หนึ่งในประเทศที่ยากจนที่สุดในโลกด้วยรายได้ต่อประชากรเพียง 1,200 ดอลลาร์สหรัฐ ( ราว 40,000 บาท) ต่อปีอย่างเมียนมากำลังถูกบดขยี้จากการโจมตีของไวรัส COVID-19 สายพันธุ์ใหม่ที่ส่งผลกระทบรุนแรงต่อทั้งเศรษฐกิจและการสาธารณสุขแม้กระทั่งในประเทศที่่ร่ำรวย

เมื่อวันที่ 4 เมษายน รัฐบาลเมียนออกมาประกาศว่าในประเทศมีผู้ติดเชื้อ 21 คน แต่บรรดาแพทย์ของที่นี่เตือนว่า นั่นอาจเป็นจำนวนที่ต่ำกว่าที่เป็นจริง เนื่องจากมีการตรวจเชื้อที่ต่ำ และเมื่อเทียบกับจำนวนประชากร 54 ล้านคน จำนวนผู้ติดเชื้อที่แท้จริงอาจมากกว่านั้น ในกรณีที่จำนวนผู้ติดเชื้อขึ้นสู่จุดสูงสุด ก็อาจส่งผลให้ระบบสาธารณสุขของประเทศที่เปราะบางอยู่ในภาวะการณ์อันยากลำบาก

และในมัณฑะเลย์ เมืองที่มีประชากร 1.2 ล้านคน มีเครื่องช่วยหายใจเพียง 6 ตัวในแผนก (ward) กักตัวของโรงพยาบาลที่มีเพียงแห่งเดียว

“จะพูดถึงเครื่องช่วยหายใจทำไม” คุน คยอว์ อู (Khun Kyaw Oo) แพทย์ที่เป็นคณะกรรมการวางแผนในสถานการณ์ฉุกเฉินของเมืองกล่าวสั้นๆ “เราไม่มีแม้กระทั่งหน้ากากอนามัยที่เพียงพอด้วยซ้ำ”

แม้แต่ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขอนามัยขั้นพื้นฐานอย่างเจลล้างมือ (hand sanitizer) ก็หาไม่ได้ในมัณฑะเลย์ คยอว์ อู กล่าว นักศึกษาด้านเคมีของมหาวิทยาลัยท้องถิ่นต่างถูกเกณฑ์มาเพื่อผสมสารล้างมือเพื่อป้องกันไวรัสในห้องแล็บของพวกเขา

มัณฑะเลย์, เมียนมา, ไวรัสโคโรนา
เจ้าหน้าที่ด้านสุขอนามัยของเมืองมัณฑะเลย์ เมืองศูนย์กลางทางตอนเหนือของเมียนมาใส่ชุดป้องกันเพื่อพ่นสารฆ่าเชื้อโรคตามถนนในเมือง

นับตั้งแต่มีการระบาดของไวรัส COVID-19 ในช่วงเดือนธันวาคมที่ผ่านมาและได้มีการแพร่ระบาดข้ามทวีปจากการเดินทางโดยสายการบิน ส่งผลกระทบอันเจ็บแสบต่อบรรดาประเทศที่ร่ำรวยและพัฒนาแล้วทั้งในยุโรปและสหรัฐอเมริกา

แต่ในขณะนี้สถานการณ์เริ่มเปลี่ยนไป ผู้เชี่ยวชาญด้านการบรรเทาภัยพิบัติเตือนว่าไวรัสที่มีอัตราการติดต่อกันสูงนี้เริ่มแพร่ระบาดไปยังส่วนของสังคมที่ยากจนหลายแห่งของโลก สถานที่ที่การรักษาพยาบาลไม่เพียบพร้อม การรักษาระห่างทางสังคม (Social Distancing) ไม่อาจเกิดขึ้นได้ในชุมชนแออัด และการไร้ซึ่งความปลอดภัยทางเศรษฐกิจที่อาจส่งผลให้เกิดโศกนาฏกรรมในรูปแบบหายนะรุนแรงอย่างฉับพลัน

“ขณะนี้ บรรดาประเทศที่ร่ำรวยต่างเป็นศูนย์กลางการแพร่ระบาดของไวรัสมรณะ” โจเซ่ มาเรีย เวรา ผู้อำนวยการบริหารชั่วคราวขององค์การอ็อกแฟม (Oxfam International) กล่าว และได้เรียกร้องใหัมีโครงการช่วยเหลือขนาดใหญ่เพื่อหยุดผลกระทบที่เกิดจากไวรัสในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา “เราต้องพูดกันในระดับโลก เราต้องการความช่วยเหลือซึ่งกันและกันในขณะนี้ มันชัดเจนแล้วว่าจะไม่มีใครปลอดภัยจนกว่าพวกเรา (ประชากรโลก) ทั้งหมดจะปลอดภัย”

เมียนมา หรือที่เคยรู้จักกันในชื่อว่าพม่า กำลังรอการมาถึงของพายุลูกใหญ่

ในช่วงแรก รัฐบาลเมียนมาถูกวิพากษ์วิจารณ์เนื่องจากการรับมือกับโรคระบาดที่เชื่องช้า (เดือนที่แล้ว โฆษกของรัฐบาลออกมายืนยันว่า “วิถีชีวิตและอาหาร” ของเมียนมาเป็นเกราะป้องกันที่ดีต่อไวรัส COVID-19) อย่างไรก็ตาม จากนั้นเจ้าหน้าที่รัฐได้ดำเนินมาตรการปิดร้านอาหาร พรมแดนระหว่างประเทศ กระตุ้นให้ประชาชนอยู่ภายในบ้าน และให้มีการกักตัวแรงงานอพยพที่เร่งรีบกลับมายังบ้านเกิด

ในประเทศที่ร่ำรวย มาตรการเช่นนั้นดูเป็นเรื่องที่ทำได้ชัดเจน แต่ในประเทศที่คนนับล้านมีรายได้วัดกันที่สัปดาห์ต่อสัปดาห์ หรือที่ย่ำแย่ขั้นสุด ก็คือมื้อต่อมื้อ การทำแบบนั้นคือตัวเลือกที่เจ็บปวด

มัณฑะเลย์, เมียนมา, ไวรัสโคโรนา, แม่น้ำอิรวดี
แม่น้ำอิรวดีที่มีชื่อเสียงของเมียนมาไหลผ่านเมืองมัณฑะเลย์ คนงานรายวันที่ทำหน้าที่ขนของลงจากเรือแทบไม่ได้ทำอะไรเนื่องจากการระบาดของไวรัส พวกเขาเป็นหนึ่งในกลุ่มคนที่เปราะบางที่สุดของเมือง ผลพวงจากโรคระบาดที่ร้ายแรงในประเทศยากจนอาจเป็นความหิวโหย

“ธุรกิจของผมล่มไปแล้ว” ยิน ยัน มาร์ (Yin Yan Mar) เจ้าของแผงก๋วยเตี๋ยวในมัณฑะเลย์ที่ถูกสังปิดเนื่องจากมาตรการกักกันโรคกล่าวและเสริมว่า “จนถึงตอนนี้ ผมตุนอาหารไว้ 2 อาทิตย์ แต่หลังจากนั้นก็ยังไม่มีแผนสำรอง มีคนอีก 5 คน ที่ต้องพึ่งพาผม”

ครั้งหนึ่ง เคยมีรถบรรทุก มอเตอร์ไซค์ และรถสามล้อที่เคยส่งเสียงอื้ออึง แต่ในวันนี้บนท้องถนนของมัณฑะเลย์กลับมีบรรยากาศที่เงียบเชียบ

ในช่วงเวลาที่หายนะจาก COVID-19 เริ่มใกล้เข้ามา ชาวเมืองหลายคนต่างร่วมมือกันเพื่อหวังสร้างแนวป้องกันไม่ให้เมืองต้องล่มสลาย

ผู้ผลิตแผ่นทองคำรายหนึ่งให้ที่พักคนงาน 15 คนโดยไม่คิดเงิน “พวกเขาจะได้อาหารฟรีเช่นกัน ตราบเท่าที่เรายังพอมีเงินซื้อให้พวกเขา” สิธู เนียง ผู้จัดการการขาย กล่าว

มีเจ้าของที่ดินรายหนึ่งผู้หวาดกลัวการติดเชื้อ ได้ขับไล่หมอและพยาบาลจากอะพาร์ตเมนต์ แต่ก็มีเกสต์เฮาท์หลายแห่งที่ไม่มีนักท่องเที่ยวเข้าพักเป็นเวลานานได้เสนอห้องพักให้พวกเขาโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย

ส่วนผู้จัดการโรงแรมอย่างอ่อง โค โค ตระเวนไปทั่วเมืองมัณฑะเลย์อย่างยากลำบากเพื่อมองหาผู้คนที่หิวโหย เขารู้ว่าบรรดาคนยากจนไม่สามารถหุงหาอาหารได้ เขาจึงมอบผลไม้และอาหารกระป๋องให้กับพวกเขาแทน

“ไม่ต้องทำอะไร ไม่เข้าหาฝูงชน แล้วคุณจะปลอดภัย” โค โค กล่าวถึงคำพังเพยของเมียนมา แล้วเสริมว่า “มันไม่จริงอีกต่อไปแล้วล่ะครับ”

เรื่อง/ภาพ PAUL SALOPEK


อ่านเพิ่มเติม การปิดเขาเอเวอเรสต์จากโควิด-19 ก่อให้เกิดความกังวลครั้งใหญ่ของชาวบ้าน

ปีนเขาเอเวอเรสต์

เรื่องแนะนำ

ชมนวัตกรรมอุโมงค์ส่งน้ำโบราณในอิหร่าน ที่ยังคงถูกใช้งานในปัจจุบัน

เรื่อง เรเชล บราวน์ มองจากด้านบนพื้นผิวทะเลทรายอันแห้งแล้งล้วนไม่มีอะไรน่าสนใจ แต่หารู้ไม่ว่าลึกลงไปใต้ผืนดินอีก 100 ฟุต มี อุโมงค์ส่งน้ำโบราณ ที่นำพาความชุ่มชื้น และหล่อเลี้ยงชีวิตของชาวบ้านในอิหร่านไว้ ระบบชลประทานใต้ดินนี้มีชื่อเรียกว่า “คานัต” (Qanats) นับเป็นความสำเร็จทางวิศวกรรมที่น่าอัศจรรย์ในยุคโบราณ ซึ่งถึงจะมีอายุเก่าแก่กว่า 3,000 ปี แต่คานัตยังคงถูกใช้งานมาจนถึงปัจจุบัน อุโมงค์น้ำเหล่านี้จะทอดยาวจากแหล่งต้นน้ำในหุบเขา หรือแม้แต่ทะเลสาบในถ้ำลึก ด้วยพื้นผิวที่ลาดเอียงในองศาที่พอเหมาะ เพื่อให้น้ำสามารถไหลลงไปยังสถานที่ที่ต้องการในปลายอุโมงค์ได้ ในขณะเดียวกันก็ต้องระมัดระวังไม่ให้องศาของความลาดเอียงนั้นมากเกินไป มิฉะนั้นสายน้ำที่หล่อเลี้ยงอาจไหลบ่าแรงเกินไปจนทำลายอุโมงค์ได้ ตลอดเส้นทางของอุโมงค์ บนพื้นดินจะมีหลุมตั้งอยู่เป็นระยะๆ หลุมเหล่านี้ช่วยให้อากาศภายในถ่ายเทแก่บรรดาคนงานที่ทำหน้าที่ขุดอุโมงค์ด้วยมือในอดีต นอกจากนั้นในตอนที่อุโมงค์ถูกขุดเสร็จเรียบร้อยแล้ว หลุมเหล่านี้ยังทำหน้าที่เป็นบ่อน้ำให้แก่ชาวบ้านอีกด้วย กระบวนการสร้างอุโมงค์คานัตนี้เป็นงานที่หนักหนาเอาการ อย่างไรก็ตามผลตอบแทนที่ได้รับนั้นคุ้มค่า เทคโนโลยีโบราณนี้ช่วยหล่อเลี้ยงต้นไม้ในทะเลทรายที่แห้งผากให้เบ่งบานมาแล้ว รวมทั้งยังเป็นที่นิยมอย่างมากในภูมิภาคตั้งแต่เส้นทางสายไหม ยาวไปจนถึงหลายประเทศในตะวันออกกลาง หรือแม้กระทั่งในสเปน และโมร็อกโกก็มีการค้นพบคานัตเช่นเดียวกัน Gholamreza Nabipour ชายชาวอิหร่านวัย 102 ปี เป็นหนึ่งในคนขุดอุโมงค์ไม่กี่คนที่ยังคงมีชีวิตอยู่ หรือที่เรียกกันว่า “มิรับ” (Mirab) ตัวเขาพยายามถ่ายทอดภูมิปัญญานี้ไปยังชาวอิหร่านรุ่นใหม่ ซึ่งในจำนวนนั้นก็รวมถึงลูกชายของเขาเองด้วย ผู้ใช้คานัตในการลำเลียงน้ำมายังฟาร์มถั่วพิสตาชิโอของเขา ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วของโลกสมัยใหม่ ในช่วงค.ศ. 1960 – 1970 การจัดสรรปันส่วนที่ดินส่งผลให้คานัตหลายแห่งถูกทิ้งร้าง […]

กรุงเทพฯ : สัญจรวิถีของคนกรุง

"ความที่อยู่กรุงเทพฯ ทุกคนจึงต้องหาวิธีเดินทางที่มีประสิทธิภาพสูงสุดของตัวเอง ด้วยต้นทุนและรูปแบบที่แตกต่างกันออกไป" ขณะที่ชนชั้นกลางเลือกที่จะจ่ายเงินเพื่อแลกเวลาและความสะดวกสบาย แต่ชนชั้นแรงงานที่ไม่มีทางเลือกมากนัก ถูกบังคับให้จ่ายด้วยเวลา เพื่อเก็บเงินไว้ในกระเป๋าสตางค์ของตัวเองให้นานขึ้น

บริการเช่าลุงในญี่ปุ่น เมื่อขาดใครสักคนรับฟัง

ไม่ว่าคุณจะเป็นใครก็ตามสามารถใช้บริการนี้ได้ผ่านการจองออนไลน์ คุณลุงพร้อมให้เช่ามีอายุตั้งแต่ 45 - 55 ปี สนนราคาชั่วโมงละ 1,000 เยน หรือราว 300 บาท โดยมีข้อแม้ว่าห้ามแตะเนื้อต้องตัวกันเป็นอันขาด

ตำนาน แมวกวัก และความเชื่อเรื่องอำนาจศักดิ์สิทธิ์ของแมวในญี่ปุ่น

ด้วยลักษณะท่าทางที่เชิญชวนจากการยกอุ้งเท้าและหูสีแดงที่ตั้งแหลม แมวกวัก เครื่องลางที่เป็นสัญลักษณ์แห่งความโชคดีนี้ได้นำมาซึ่งโชคลาภมาแล้วหลายศตวรรษ สำหรับคนอเมริกันอาจรู้จักกันในนาม แมวกวักจีน ซึ่งนำมาประดับตกแต่งอย่างแพร่หลายตามชุมชนคนจีนหรือคนเอเชียรอบโลก แต่ตุ๊กตาปั้นแสนน่ารักนี้ไม่ได้มาจีนแต่อย่างไร เพราะ แมวกวัก มาจากญี่ปุ่น ชื่อมาเนคิเนโกะในภาษาญี่ปุ่น (แปลตรงตัวว่า ‘แมวกวัก’) ด้วยลักษณะที่ชูมือ (อุ้งเท้า) ขึ้น หูสีแดงตั้งแหลม เหรียญและเครื่องประดับอื่นๆ มาเนคิเนโกะได้นำมาซึ่งโชคลาภและความร่ำรวยมาแล้วหลายทศวรรษ ซึ่งตำนวนความเชื่อนี้เริ่มต้นจากญี่ปุ่น แมวตัวโปรด มีตำนานหนึ่งเริ่มต้นมาจากแมวตัวหนึ่งที่เกิดในวัดโกโทคุจิ ในช่วงยุคเอโดะ (1603–1868) ตามประวัติของวัดกล่าวไว้ว่า ในขณะที่ไดเมียว (ตำแหน่งเจ้าเมืองของญี่ปุ่น) อี นาโอทากะ กำลังเดินทางเพื่อล่าเหยี่ยว เขารอดจากการถูกฟ้าผ่าเมื่อแมวของเจ้าอาวาสของวัดอย่างเจ้าทามะกวักมือเรียกเขาให้เข้าไปในวัดโกโทคุจิ ด้วยความซาบซึ้งที่แมวได้ช่วยชีวิตเขาไว้ เขาจึงสร้างให้แมวเป็นนักบุญของวัดและให้มีการสร้างศาลเจ้าของแมวนับตั้งแต่นั้น ทุกวันนี้ พื้นที่อันเงียบสงบของวัดโกโทคุจิเต็มไปด้วยรูปปั้นแมวกวักนับพันตัวในขนาดที่ต่างกัน ผู้มาเยือนต่างเข้ามาเพื่อชมแมวกวักสีขาวที่เรียงรายอยู่ มักปั้นเป็นรูปแมวญี่ปุ่นหางสั้นอันเป็นสายพันธุ์ที่มักปรากฏในตำนานท้องถิ่น และต่างมาขอพรเพื่อความโชคดี ใกล้กับย่านอาซากุสะในโตเกียว มีตำนานหนึ่งของศาลเจ้าอิมาโดะ ซึ่งถือเป็นที่มาของศาลเจ้าแมวกวักอีกแห่งหนึ่ง ในปี 1852 หญิงชราผู้หนึ่งที่อาศัยในย่านอิมาโดะนั้นมีฐานะยากจน และไม่สามารถเลี้ยงดูแมวที่เธอเลี้ยงไว้ได้จนจำต้องปล่อยแมวตัวนั้นทิ้ง และในคืนนั้น แมวตัวนั้นได้เข้ามาในฝันของหญิงชราและพูดว่า “หากเธอทำตุ๊กตารูปของฉัน ฉันจะนำโชคลาภมาให้เธอ” หญิงชราทำตามคำแนะนำของแมวตัวนั้นด้วยการปั้นเซรามิกรูปแมวและนำไปขายที่ประตูหน้าศาลเจ้า แมวตัวนั้นรักษาคำสัญญา ตุ๊กตาแมวเซรามิกเริ่มได้รับความนิยมจนช่วยหญิงชราผู้นั้นให้หลุดพ้นจากความยากจนในที่สุด แต่ไม่ว่าตำนานใดจะเป็นจุดเริ่มต้นที่แท้จริง แต่มีสิ่งหนึ่งที่แน่ใจได้เลยว่า: แมวคือสิ่งนำโชคลาภ […]